ANMELDENตอนที่ 9
มีรุ่นพี่เข้ามาจีบ
ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นมีอยู่จริง!
สีหน้า แววตา และคำพูดของเดือนฉายในคืนนั้นยังติดตรึง ถ้าไม่มีประโยคต่อท้ายที่ทำเอาคนฟังถึงกับกุมขมับคงคล้อยตามไปถึงไหนต่อไหน
“ปฏิเสธเพื่อนเพราะจะไปกับผู้ น่าหมั่นไส้ว่ะ” มะลิจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้ยแหย่ “ว่าแต่ไปรู้จักกันตอนไหนวะ?”
“เขาทักไอจีมา บอกว่าอยากทำความรู้จัก”
“แล้วมึงก็ยอมคุยกับเขาง่าย ๆ เลยเหรอ”
“ก็ไม่เชิง” ละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่าน เม้มริมฝีปากเข้าด้วยกันแน่นทอดสายตามองใบหน้ากายอย่างเอือม ๆ “เกือบ ๆ อาทิตย์ถึงยอมเปิดใจคุยน่ะ”
“เล่นตัวเอาเรื่อง”
“แน่นอน”
“สรุปตกลงคบกันแล้ว?” บุคคลที่เอนหลังเอาขาพาดโต๊ะส่งเสียงขึ้นมา พลางหยิบหนังสือที่ใช้ปิดบังใบหน้าออกทอดสายตามองมาที่ฉันด้วยความว่างเปล่า
“ยัง แค่คุย ๆ แล้วก็พึ่งนัดเจอกันคืนนี้แหละ”
“ระวังบ้างก็ดี ไม่ใช่ใครทักหาและชวนไปไหนก็จะไปกับเขาเลย”
หนังสือเล่มหนาเตอะถูกวางทับบนใบหน้าดังเดิม ส่วนปากที่อ้ากว้างเตรียมพร้อมพ่นสารพัดคำพูดใส่เดือนฉายก็จำต้องอ้าค้างกลางอากาศ พร้อมใบหน้าที่หันไปมองเพื่อน ๆ อีกสองคนขณะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจไม่ต่างกัน
“มันเป็นอะไร?” มีเพียงใบหน้าที่ส่ายไปมาช้า ๆ ของกายกับมะลิ “วันนี้มันน่าจะกินยาลืมเขย่าขวด”
“ปล่อยมันไปเถอะ เป็นเพื่อนกับมันมาปีกว่าแล้วก็น่าจะรู้อารมณ์มันนี่นา ขึ้นๆ ลงๆ อย่างกับผู้หญิงมีเม็น”
“ใช่ๆๆ” มะลิรีบพยักหน้าเห็นด้วย
ส่วนฉันที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อก็ได้แต่ทอดถอนลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ในมือแทนการอ่านหนังสือ เปิดดูข้อความจากรุ่นพี่ที่เปิดใจคุยว่าเขาส่งอะไรเข้ามาพลันรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้า
‘เย็นนี้เดี๋ยวพี่ไปรับนะครับ’
‘พี่เอเดน’ คือรุ่นพี่ปี 4 สาขาวิศวกรรมโยธา ใช่แล้วล่ะ! ฉันคุยกับรุ่นพี่คณะเดียวกันอยู่ เหตุผลที่เปิดใจก็ง่ายๆ เลย เผื่อเป็นไม้กันหมาเวลาตะวันเข้ามารังควาน จะได้มีข้ออ้างว่าฉันน่ะมีแฟนใหม่ไปแล้วเลิกตามตื๊อได้สักที ทั้งที่ก่อนหน้านี้เดือนฉายได้เสนอตัวให้แอบอ้างก็ตาม
เสื้อกร้ามสายเดี่ยวสีดำถูกสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวแบบบาง ใส่คู่กับกางเกงยีนทรงกระบอกสีดำบวกกับรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา เครื่องหน้าถูกเติมแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพงในลุคสาวน้อยแสนซน เรือนผมสีน้ำตาลยาวสลวยถูกปล่อยยาวไร้ซึ่งการผูกมัด
“สวยมากเลยค่ะ”
“พายแต่งธรรมดาเองค่ะ สวยเสยอะไรกัน” ฉันบิดตัวไปมา เมื่อถูกสายตาเจ้าเล่ห์ของพี่เอเดนไล่สำรวจมองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า “พี่เอเดนก็หล่อกว่าในรูปอีกนะคะ”
“เราวิโอคอลคุยกันทุกวัน น้องพายยังไม่ชินกับใบหน้าของพี่อีกเหรอ”
“ใครจะไปชินล่ะคะ คุยผ่านกล้องกับเจอตัวจริงมันไม่เหมือนกันนะ ถึงแม้ว่าเราจะเรียนอยู่สาขาเดียวกันก็ตาม”
“ก็พี่จะมาหาเราแล้วตั้งหลายรอบ แต่พายนั่นแหละที่ไม่ยอมให้มา ติดธุระตลอดเลย”
ฉันหรี่สายตามองหนุ่มลูกครึ่งตรงหน้าพลางระบายยิ้มอย่างเอ็นดู อย่างที่เขาพูดมาเมื่อครู่ หลายครั้งที่พี่เอเดนขอมาเจอที่ห้องฉันมักจะปฏิเสธตลอด เพราะติดธุระกับที่บ้านและก็ที่ทำงาน ฉันกำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยก็จริง แต่ว่าก็รับหน้าที่คอยไปดูหน้างานให้กับพ่อด้วย ฉันเอื้อมมือออกไปเชยคางของพี่เอเดนที่ก้มมองพื้นอย่างง้องอนราวกับเด็กขึ้นมาสบสายตาพลางยิ้มกริ่ม
“แต่วันนี้พายก็ยอมตอบตกลงแล้วนี่ไงคะ พี่เอเดนยังจะงอนพายอีกเหรอ หืม?”
“ทำหน้าแบบนี้พี่จะกล้างอนได้ยังไงล่ะครับ” เรียวนิ้วที่สัมผัสอยู่บริเวณปลายคางถูกเขายกมือขึ้นมากอบกุมเอาไว้ “ขึ้นรถเถอะครับ ป่านนี้เพื่อนๆ ของพี่คงเปิดโต๊ะรอเราทั้งคู่แล้ว”
“ค่ะ”
ทำการวาดขาขึ้นคล่อมรถจักรยานยนต์คันใหญ่ที่ติดเครื่องรออยู่ก่อนแล้วด้วยความระมัดระวัง ไม่กี่วินาทีต่อมาพี่เอเดนจึงพารถพุ่งทะยานไปบนท้องถนนด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก เราทั้งคู่ไม่ได้เข้าผับกันแค่สองคน แต่เป็นการพบเจอกับเพื่อนร่วมกลุ่มของพี่เขาด้วย พอรู้ว่ามีรุ่นพี่ปี 4 ที่ได้แต่เดินผ่านกันไปมาแบบไม่ได้ทักทายก็รู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย
“สวัสดีครับน้องพะพาย” คนแรกที่กล่าวทักมายหลังจากที่ฉันทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้คือ ‘พี่ท็อป’ พี่หย็องประจำสาขาเพราะหัวหย็องแบบธรรมชาติไม่ผ่านมือช่าง และตามด้วยพี่ ‘ยี่หวา’ เจ้าของฉายาแม่สาวหน้าเหวี่ยงไม่อยากรับแขกที่ทักทายตามกันขึ้นมาติด ๆ
“สวัสดีจ้ะ น้องพะพาย”
“สวัสดีค่ะพี่ๆ” ฉันน้อมรับคำทักทายด้วยความสุภาพ ริมฝีปากคลี่ยิ้มต้องการผูกมิตร
“เดินผ่านไปมาในสาขาว่าสวยมากแล้ว ได้เจอตัวจริงแบบใกล้ชิดแบบนี้ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่”
“แซวเขาก็เกรงใจเพื่อนด้วยครับ ดูสิมองตาขวางแล้วนั่น” พี่ยี่หวาพยักพเยิดหน้าไปทางพี่เอเดนที่ส่งสายตาเย็นยะเยือกมองเจ้าของประโยคเมื่อครู่พลางชกไปที่ต้นแขนของพี่ท็อปเบาๆ
“เรอะ โทษๆ กูก็แซวแฟนเพื่อนแบบนี้ทุกคนอยู่แล้ว พวกมึงยังไม่ชินกันอีกเหรอ”
“ชิน”
“แล้วมึงจะมองกูตาขวางทำเพื่อ!”
“ก็น้องเขาสวยและกูหวงมาก”
พรวด!
แก้วเบียร์ที่พึ่งถูกยกขึ้นจิบถูกวางลงตรงหน้าพร้อมกับน้ำลายที่ไหลลอดริมฝีปากของฉันลงมาอย่างเสียมารยาท พอเห็นว่าเพื่อนๆ ของพี่เอเดนรวมถึงเขาด้วยมีสีหน้าเหวอๆ ฉันจึงรีบขอโทษขอโพยด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษนะคะ พอดีพายไม่ทันระวัง”
“ไม่เป็นไรๆ เข้าใจว่าหนูคอแห้ง ฮ่าๆ” พี่ท็อปหัวเราะแห้งๆ พลางยื่นทิชชูมาให้ “ไม่ต้องเกร็งนะ ทำตัวสบายๆ เหมือนอยู่กับเพื่อนได้เลย”
“ขอบคุณค่ะ”
ฉันก้มศีรษะให้พี่ท็อปโดยอัตโนมัติขณะที่ยืนมือออกไปรับทิชชูเข้ามาเช็ดริมฝีปาก ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองพี่ยี่หวาที่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่หวังจะเอ่ยคำขอโทษ ทว่าเธอไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจเรื่องราวเมื่อครู่ที่เกิดขึ้นบนโต๊ะเลยสักนิด พอเห็นดังนั้นฉันจึงไม่ได้ใส่ใจและเงยหน้าขึ้นมองเวทีจิบเบียร์ไปพลางๆ เพื่อแก้เขิน
“น้องพายอึดอัดมั้ยครับ”
“ไม่เลยค่ะ”
“ถ้ารู้สึกอึดอัดหรือประหม่าก็บอกพี่ได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
ฉันพยักหน้าเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงเป็นคำตอบ โยกตัวตามทำนองเพลงที่ศิลปินบนเวทีกำลังทำการแสดงเบาๆ เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างสนใจหน้าจอโทรศัพท์ของตนเอง และระหว่างที่ฉันทำการรับหน้าที่เป็นเด็กเสิร์ฟหยิบน้ำแข็งใส่แก้วให้พี่ๆ อยู่ เสียงของพี่ยี่หวาก็ดังแข่งกับเสียงดนตรีขึ้นมา
“พายเรียนห้องเดียวกันกับเดือนฉายป่ะ”
“ใช่ค่ะ เราอยู่ห้องเดียวกัน”
“พี่ถามอะไรหน่อยสิ”
“ว่าไงคะ”
“น้องเขามีแฟนหรือยัง”
“เท่าที่รู้ไม่มีนะคะ” ดวงตาคู่สวยของพี่ยี่หวาทอประกายความหวังหลังสิ้นคำตอบ แต่ทำไมฉันถึงได้รู้สึกไม่พอใจแปลกๆ จึงต้องรีบพูดต่อประโยคขึ้นมาทันที “นั่นมันเมื่อตอนปี 1 แต่ปัจจุบันพายเองก็ไม่แน่ใจค่ะ”
ประโยคหลังเสียงของฉันแข็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จับแก้วของตัวเองขึ้นกระดกรวดเดียวหมด “พายขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะคะ”
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหยัดยืนขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวฉับ ๆ เบียดเสียดผู้คนอันหนาแน่นมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำหลังร้าน ฉันไม่ควรมีปฏิกิริยาที่เสียมารยาทอย่างนี้แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าควบคุมสีหน้าและน้ำเสียงไม่ได้เลย
...เกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่!
โทรศัพท์ถูกยกขึ้นมาเล่นฆ่าเวลาระหว่างที่ทำธุระ เข้าใจดีว่าการมาเที่ยวผับการเข้าห้องน้ำนานคือไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ เพราะทุกคนที่ต่อคิวต่างก็ปวดหนักแทบราดกันทั้งนั้น แต่จะให้ทำไงก็คนดันปวดท้องทั้งที่ตอนแรกแค่ปวดฉี่เฉยๆ
กริ่ง
เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันดังขึ้น พอเลื่อนสายตาขึ้นมองแถบการแจ้งเตือนก็พบกับข้อความของเดือนฉายที่พึ่งส่งมาหา
‘กลับยัง’
ฉันไม่รอช้ารีบกดเข้าไปหน้าแชทและละเลงนิ้วบนแป้นพิมพ์ตอบกลับไปทันที
(ยังไม่กลับ)
‘กลับกี่โมง’
(ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะเกือบร้านปิดนู่นแหละมั้ง)
‘เมาหรือเปล่า’
(เริ่มมึนหัวนิดหน่อย)
ในหน้าแชทสนทนาขึ้นบอกว่าอ่านแล้ว ทว่าเดือนฉายไม่ได้มีการตอบอะไรกลับมาฉันจึงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงยีน แล้วเปิดประตูห้องน้ำออกเพื่อเดินกลับไปยังโต๊ะหาพวกพี่เอเดน
“ไปนานจัง เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“เปล่าค่ะ คนในห้องน้ำเยอะน่ะค่ะ เลยต้องต่อแถวรอคิวนานหน่อย”
“ห้องน้ำที่ผับนี้ก็แบบนี้แหละ” พี่ยี่หวาโพล่งขึ้นแทรกพลางชี้ไม้ชี้มือทำท่าประกอบ “คนเยอะแต่ไม่ยอมเพิ่มห้องน้ำ ยิ่งเป็นผับที่เด็กมหา’ลัยเรานิยม ครึ่งค่อนมหา’ลัยมาบรรจุกันอยู่ที่นี่แล้ว เข้าห้องน้ำแต่ละทีฉี่แทบเล็ดใส่กางเกง”
“มึงก็พูดซะเห็นภาพ”
“กูพูดตามความจริง เที่ยวผับตั้งแต่ปี 1 ยันปี 4 ได้เข้าดีแค่ช่วงมารับโต๊ะ” พี่ยี่หวาหันหน้าไปพูดกับพี่ท็อปที่นั่งหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลันยกแก้วของตัวเองออกมาตรงหน้า “เอาเว้ย! ชนแก้วกันหน่อย”
“ชน!”
เสียงแก้วกระทบแก้วดังขึ้นกลางอากาศทว่าก็ไม่สู้เสียงลำโพงกระหึ่มภายในผับแบบปิด ยิ่งดึกคนยิ่งครึกครื้น ยิ่งดึกเพลงยิ่งเพิ่มระดับความมันเพื่อให้เหล่าผีเสื้อราตรีได้วาดลวดลาย บ้างก็กระโดดขึ้นบนโต๊ะที่นั่ง บ้างก็โยกตัวเบาๆ ข้างเก้าอี้ ส่วนฉันที่ไม่ค่อยชอบทำอะไรทำนองนั้น จึงเลือกที่จะนั่งโยกตัวเบาๆ บนเก้าอี้แทน
“นั่งเงียบเชียว ชนแก้วหน่อยเร็ว” พี่ยี่หวายื่นแก้วมาตรงหน้า พอเห็นดังนั้นจึงรีบหยิบแก้วของตัวเองออกไปชนกับพี่ยี่หวาด้วยความรีบร้อน “หมดแก้วววว!”
“เบาๆ หน่อยเว้ย เดี๋ยวน้องเขาจะเมา” พี่เอเดนเอ่ยปราม ขณะที่ยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบทอดสายตามองเพื่อนสาวด้วยแววตาว่างเปล่า
“น้องมันคงไม่คออ่อนขนาดนั้นหรอกมั้ง ใช่มั้ย?” ประโยคหลังเธอเลิกคิ้วจ้องหน้าฉัน ระหว่างที่เอื้อมมือไปหยิบทิชชูมาเช็ดริมฝีปาก
“น่าจะไม่เมานะคะ แฮะๆ” ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน แหงนใบหน้าขึ้นมองพี่เอเดนที่ขมวดคิ้วมองมาด้วยแววตาดุ “จริงๆ ค่ะ พายไม่ได้คออ่อนขนาดนั้น”
ไม่อ่อนกับผีน่ะสิ! เพราะรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผะผ่าว แถมยังรู้สึกรุ่มร้อนอยู่ภายในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่อุณหภูมิในผับก็ไม่ได้ร้อนออกจะหนาวเสียด้วยซ้ำ แต่เหงื่อกับซึมออกมาตามไรผมและฝ่ามือ
“แต่หน้าพายแดงมากเลยนะคะ” พี่เอเดนใช้ฝ่ามืออังเข้าที่หน้าผากและข้างแก้มขวา “เมาแล้วแน่นอนอาการแบบนี้”
ฉันเขยิบตัวออกห่างจากมือที่ถือวิสาสะออกเล็กน้อยโดยอัตโนมัติพลางยกมือขึ้นมากอบกุมใบหน้าตัวเอง “ปกติตัวพายแดงเวลาดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้วค่ะ”
“ถ้าไม่ไหวกลับกันก่อนก็ได้นะ ส่วนไอ้ท็อปเดี๋ยวกูนั่งอยู่เป็นเพื่อนมันเอง” พี่ยี่หวาออกความเห็น พลันหยิบเอ็นไก่ทอดเข้าปาก
“น่าจะต้องได้กลับเหมือนที่พี่ยี่หวาบอกแล้วล่ะค่ะ” ภาพเบื้องหน้าที่มองเห็นคือพี่ยี่หวามีสองคน แถมหัวใจยังเต้นถี่ระรัวแทบกระเด็นออกจากอก ในหัวมันช่างหนักอึ้งและโครงเครง แขนขาไร้เรี่ยวแรงที่จะก้าวเดิน “พี่เอเดน ว้าย!”
แขนที่กำลังจะเอื้อมออกไปจับพี่เอเดนที่นั่งอยู่ระหว่างกำลังลุกขึ้นยืน ถูกใครบางคนกระชากไปข้างหลังแบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้ร่างของฉันที่อ่อนปวกเปียกเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเซถลาเข้าซบที่แผ่นอกของเขาอย่างจัง พอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเขาคนนั้นคือเดือนฉาย
“กลับคอนโดฯ” สายตาของเขาวาวโรจน์ ขยับร่างฉันออกจากหน้าอกแล้วกุมข้อมือเอาไว้แน่น “เดี๋ยวฉันไปส่ง”
“แต่ว่าฉันมากับพี่เขา”
“มากับใครไม่สำคัญ แต่ฉันจะไปส่งเธอเอง ดูสภาพตัวเองตอนนี้ด้วย” น้ำเสียงขุ่นเคืองติดจะหาเรื่องตวาด จนฉันต้องตวัดสายตามองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมให้เขากระตุกแขนให้เดินตาม
“อยู่ ๆ จะพาตัวเธอไป ถามความสมัครใจเจ้าตัวหรือยัง?”
ตอนที่ 9มีรุ่นพี่เข้ามาจีบ ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นมีอยู่จริง! สีหน้า แววตา และคำพูดของเดือนฉายในคืนนั้นยังติดตรึง ถ้าไม่มีประโยคต่อท้ายที่ทำเอาคนฟังถึงกับกุมขมับคงคล้อยตามไปถึงไหนต่อไหน “ปฏิเสธเพื่อนเพราะจะไปกับผู้ น่าหมั่นไส้ว่ะ” มะลิจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้ยแหย่ “ว่าแต่ไปรู้จักกันตอนไหนวะ?” “เขาทักไอจีมา บอกว่าอยากทำความรู้จัก” “แล้วมึงก็ยอมคุยกับเขาง่าย ๆ เลยเหรอ” “ก็ไม่เชิง” ละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่าน เม้มริมฝีปากเข้าด้วยกันแน่นทอดสายตามองใบหน้ากายอย่างเอือม ๆ “เกือบ ๆ อาทิตย์ถึงยอมเปิดใจคุยน่ะ” “เล่นตัวเอาเรื่อง” “แน่นอน” “สรุปตกลงคบกันแล้ว?” บุคคลที่เอนหลังเอาขาพาดโต๊ะส่งเสียงขึ้นมา พลางหยิบหนังสือที่ใช้ปิดบังใบหน้าออกทอดสายตามองมาที่ฉันด้วยความว่างเปล่า “ยัง แค่คุย ๆ แล้วก็พึ่งนัดเจอกันคืนนี้แหละ” “ระวังบ้างก็ดี ไม่ใช่ใครทักหาและชวนไปไหนก็จะไปกับเขาเลย” หนังสือเล่มหนาเตอะถูกวางทับบนใบหน้าดังเดิม ส
ตอนที่ 8เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ต้นเดือนมีนาแรกเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ในอดีตอาจจะใช่! แต่ไม่ใช่ในยุคปัจจุบันที่เริ่มเข้าหน้าร้อนตั้งแต่ปลายมกราคม หรืออาจจะเรียกว่าฤดูร้อนตลอดทั้งปีเพราะสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เราทั้งหมดตกลงสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในช่วงปิดเทอม คือหมู่บ้านในหุบเขาที่มีจุดเด่นคือเหมืองหินติดชายแดนไทย-พม่า มีสภาพภูมิอากาศที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดปี แน่นอนว่าฉันเคยไปมาครั้งหนึ่งแต่เพราะเพื่อน ๆ ต่างลงความเห็นฉันจึงไม่ได้ติดขัดเพราะบรรยากาศในหุบเขาถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร เดินทางผ่านเทือกเขาลำห้วยเพื่อพิชิตโค้งอันน่าหวาดเสียว อาจจะเป็นความฝันและความตื่นเต้นของนักบิดสายลุยหลายคน ...แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน! รถยนต์มีกันทุกคนแต่เลือกขับมอเตอร์ไซค์เพื่อความตื่นเต้นและเร้าใจ “สีหน้าไอ้พายไม่สู้ดีเลย ไหวป่าววะ” กายเดินเข้ามาดูอาการของฉันที่นั่งสูดยาดมตราโป๊ยเซียนอยู่ม้านั่งทางเข้าห้องพัก “ไหวมั้ย เดี๋ยวจ่ายเงินค่าห้องเสร็จมึงนอนพักก่อนก็ได้นะ”
ตอนที่ 7ผีห่าซาตานเข้าสิง ทุกคนอึ้ง กรรมการอึ้ง เมื่อเดือนฉายพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยระหว่างที่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ฉันอ้าปากค้างเกือบหนึ่งนาทีเต็ม และพอเรียกสติกลับมาได้จึงยื่นแก้วของตัวเองไปตรงหน้า “มึงเอาจริงเหรอ” “เออ”“โอเค มึงบอกแบบนั้น กูก็ไม่อยากขัดศรัทธา ดีล!” กริ๊ง เสียงแก้วกระทบแก้วเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฉันกับเดือนฉายได้ทำสัญญากันขึ้น เกี่ยวกับการเป็นแฟนปลอม ๆ ที่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้กลายมาเป็นบทสนทนาของเราทั้งสี่คนได้อย่างไร “แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะค้าบ โชนแก้ววววว” ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล ต่างคนต่างยกแก้วขึ้นกระดกราวกับเครื่องดื่มที่อยู่ในแก้วนั้นไร้ซึ่งแอลกอฮอล์ กระดกดื่มราวกับน้ำเปล่าที่ต้องดื่มกินหลังจากที่กินข้าวเสร็จ ยิ่งดึกบรรยากาศที่ร้านยิ่งครึกครื้น นักท่องราตรีที่หลุดออกจากอีกร้านก็เริ่มทยอยเข้ามา ณ ร้านนั่งชิวแห่งนี้เนื่องจากเปิดถึงตี 4 โปรแรกผ่านไป โปรสองสาม สี่และห้าก็ผ่านมาเรื่อย ๆ กระทั่งรู้สึกว่าลิ้นเริ่มจะหวาน พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง “มึง
ตอนที่ 6จำไม่ได้เหรอ?นานนับเดือนกว่าเดือนฉายจะโผล่หัวมาที่มหา’ลัย ให้เพื่อน ๆ และอาจารย์ในคณะได้เห็นหน้า จนเพื่อนบางคนในห้องคิดว่าเขาลาออกไปแล้ว แถมอาจารย์ที่เข้าสอนแต่ละวิชายังถามหาจนขี้เกียจตอบคำถาม…เพราะหายเข้ากลีบเมฆแบบไร้ร่องรอย“อ้าวเพื่อน…มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอวะ”เสียงทักทายจาก ‘มะเดี่ยว’ เพื่อนร่วมชั้นเจ้าของสีผิวสีดำทมิฬ ชนิดที่คนอย่างฉันที่ไม่ค่อยมีสีผิวขาวนวลมากนัก ไปยืนเทียบข้างยังเหมือนกับช็อกโกแลตกับนมได้เลยทีเดียว เดือนฉายไม่ได้ตอบกลับมีเพียงริมฝีปากที่หยักยิ้มพร้อมมือที่ชูขึ้นมาทักทาย“กูก็นึกว่าลาออกไปแล้ว หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าว” ตามมาด้วยสอง หัวหน้าห้องที่เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายียวนตามแบบฉบับของหนุ่มอารมณ์ดี“กูก็อยากจะลาออกอยู่เหมือนกัน บางทีก็ขี้เกียจเรียน”“มึงก็พูดไป เรียน ๆ ไปเดี๋ยวก็จบเว้ย”“เออ”สองตบไหล่ของเดือนฉายเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มให้พวกเราทั้งสามคนที่นั่งทบทวนโจทย์สำหรับสอบปลายภาคอยู่ จากนั้นก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเองที่อยู่ถัดไปประมาณคืบนึง“หยุด!” ปากของกายอ้าค้างกลางอากาศในระหว่างที่กำลังจะขยับปากพูดอะไรบางอย่างกับเดือนฉาย “ก
ตอนที่ 5เซอร์ไพรส์“จะพาไปไหน”“มีของขวัญจะให้แฟนน่ะ แต่ของชิ้นใหญ่ ถือใส่มอเตอร์ไซค์คงไม่ไหวคนเดียว”“อ๋อ~” ฉันทำเสียงยาวพลางพยักหน้ารับเรื่อง “งั้นไปเลยมั้ย มึงนัดเขาไว้กี่โมง”“ไม่ได้นัด กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์น่ะ วันนี้ครบรอบ 2 ปี”“ว้าว” น้ำเสียงตื่นเต้นบวกกับแววตาพราวระยับที่ฉันแสดงออก ทำให้ใบหูของเดือนฉายขึ้นสีแดงระเรื่อ “ยินดีด้วยนะ อ้อ! เกือบลืม เอากูไปเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นเพื่อนผู้ชาย แฟนมึงจะไม่ว่าเอาเรอะ”ข้อนี้ฉันอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล ร้อยทั้งร้อยไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากให้แฟนตัวเองสนิทกับเพื่อนผู้หญิงหนักหรอก และยิ่งเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ ยิ่งจะทำให้เข้าใจผิดไปใหญ่“ไม่หรอก เพราะปกติกูก็มีแต่เพื่อนผู้หญิง เพื่อนชายก็มีแค่ไอ้กายที่สนิท”“มึงเป็นตุ๊ดป่ะเนี่ย!”“ตุ๊ดบ้านป้ามึงสิคบผู้หญิง”แรงมากกกกกก! แต่ก็จริงอย่างที่เดือนฉายว่าเดือนฉายกลอกสายตามองอย่างเอือมระอาและออกเดินกลับไปยังทางที่เราจากมา โดยไม่ได้สนใจฉันที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ราวกับเป็นอากาศ ดังนั้นจึงรีบสาวเท้ายาว ๆ ตามหลังเขาไปติด ๆ“โทษที ๆ ก็เห็นบอกว่ามีแต่เพื่อนหญิง”มีเพียงหางตาที่ปรายมามองพร้อมสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ
ตอนที่ 4วิ่งหนีอะไรบางอย่างเจ้าของเสียงราบเรียบเมื่อครู่ยืนเอาหัวไหล่พิงกำแพงพลางกอดอกอยู่ตรงประตูทางเข้ามหา’ลัย รู้สึกแปลกใจอยู่ในทีที่อยู่ ๆ เดือนฉายก็โผล่มาทั้งที่หมดคาบเรียนแล้ว“มาทำไม?” มะลิทักขึ้นก่อน เมื่อเดือนฉายเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ“ว่าจะมาเรียน แต่ลืมไปว่าวันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า” เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมหันหน้าไปตอบมะลิ แล้วเลื่อนสายตาเข้ามาจ้องหน้าฉันที่ส่งสายตามองเขาอยู่เช่นกัน “ไป กลับห้อง”“เดี๋ยวก่อนพาย!”ตอนนี้แขนของฉันถูกยื้อยุดฉุดกระชากด้วยฝีมือของชายหนุ่มสองคน ราวกับว่าพวกเขาเห็นฉันเป็นเชือกชักเย่อยังไงยังงั้น“โอ๊ย!” ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเปล่งเสียงตะโกนขึ้นกลางอากาศ สะบัดแขนทั้งสองข้างให้หลุดออกจากการยื้อกระชาก “เจ็บนะเว้ย! แขนคนไม่ใช่เชือกชักเย่อ”“แต่พาย”“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! แล้วก็พอได้แล้วโค้ก พายว่าพายพูดชัดตั้งแต่วันนั้นแล้วนะ เราเลิกกันแล้ว แล้วโค้กก็เปิดตัวคบกับคนใหม่ไปแล้วด้วย ยังจะต้องการอะไรจากพายอีก! พอได้แล้ว!” ฉันโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ยังระงับอารมณ์ฉุนเฉียวเอาไว้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสองที่ยืนรออยู่ “ไปพวกมึง กลับ!”







