เข้าสู่ระบบตอนที่ 8
เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป
ต้นเดือนมีนาแรกเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ในอดีตอาจจะใช่! แต่ไม่ใช่ในยุคปัจจุบันที่เริ่มเข้าหน้าร้อนตั้งแต่ปลายมกราคม หรืออาจจะเรียกว่าฤดูร้อนตลอดทั้งปีเพราะสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก
เราทั้งหมดตกลงสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในช่วงปิดเทอม คือหมู่บ้านในหุบเขาที่มีจุดเด่นคือเหมืองหินติดชายแดนไทย-พม่า มีสภาพภูมิอากาศที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดปี แน่นอนว่าฉันเคยไปมาครั้งหนึ่งแต่เพราะเพื่อน ๆ ต่างลงความเห็นฉันจึงไม่ได้ติดขัดเพราะบรรยากาศในหุบเขาถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว
ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร เดินทางผ่านเทือกเขาลำห้วยเพื่อพิชิตโค้งอันน่าหวาดเสียว อาจจะเป็นความฝันและความตื่นเต้นของนักบิดสายลุยหลายคน
...แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน!
รถยนต์มีกันทุกคนแต่เลือกขับมอเตอร์ไซค์เพื่อความตื่นเต้นและเร้าใจ
“สีหน้าไอ้พายไม่สู้ดีเลย ไหวป่าววะ” กายเดินเข้ามาดูอาการของฉันที่นั่งสูดยาดมตราโป๊ยเซียนอยู่ม้านั่งทางเข้าห้องพัก “ไหวมั้ย เดี๋ยวจ่ายเงินค่าห้องเสร็จมึงนอนพักก่อนก็ได้นะ”
“อืม กูเมาโค้งน่ะ”
“ดื่มน้ำเปล่าเข้าไปเยอะ ๆ มันช่วยได้ระดับหนึ่ง” ขวดน้ำเปล่าจากเดือนฉายถูกยื่นมาตรงหน้า ฉันไม่รอช้ายื่นมือออกไปรับพร้อมเหลือบสายตาขึ้นมองเจ้าตัวด้วยสีหน้าอิดโรย
“ขอบใจ”
“ทุกโคนนน” เสียงขานเรียกยาวยืดจากมะลิดังมาแต่ไกล ในมือของเธอถือกุญแจห้องเดินเข้ามายังตำแหน่งที่เราทั้งสามนั่งอยู่ พลันสีหน้าของเธอก็แปรเปลี่ยนทันทีเมื่อได้เห็นสภาพอันน่าอนาถของฉัน “แล้วไอ้พายเป็นอะไร สภาพดูไม่ได้เลย”
“เมาโค้งน่ะ เวียนหัวไม่ไหว” ฉันตอบเสียงแผ่ว รับผ้าเปียกจากเดือนฉายมาลูบหน้า
“ฉันมียาแก้วิงเวียนติดกระเป๋ามา ยังไงก็เข้าห้องและนอนพักก่อนเนอะ” มะลิรีบเข้ามาดูอาการเมื่อเห็นฉันลุกขึ้นยืนพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา “เหลือเวลาอีกตั้งสองชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์จะตก”
“ขอกุญแจห้อง”
“อ๋อ มีดอกเดียวน่ะ” มะลิเหลือบสายตาขึ้นมองเดือนฉายที่แบมือขอกุญแจด้วยรอยยิ้มแห้ง “พอดีห้องเต็มหมดเลย เหลือแค่ห้องใหญ่เป็นเตียงขนาด 5 ฟุต แบบ 2 ชั้น”
“แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องย้ายห้องไปมาถ้าเกิดว่าแดกเหล้าจนเมา” กายแก้วว่าพลางเดินนำขึ้นไปยังห้องพัก
“เอามานี่ เดี๋ยวกูถือขึ้นไปให้ เดินไปแต่ตัวเถอะ ลำพังก้าวขายังยาก” กระเป๋าเดินทางของฉันถูกเดือนฉายแย่งไป ซึ่งฉันก็ไม่ได้ขัดขืนและเดินนำหน้าไปยังห้องพัก
เมื่อปลายปีที่แล้วขึ้นมาหมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้ ฉันไม่มีอาการเหล่านี้เพราะนั่งรถยนต์ส่วนตัวมา และหลับตั้งแต่ทางขึ้นเขาตื่นอีกทีก็ถึงที่พัก ไม่รอช้าที่จะถกเถียงเรื่องเตียงนอนว่าใครจะนอนชั้น 1 ชั้น 2 เพราะเมื่อหัวถึงหมอนบนเตียงชั้นหนึ่งฉันก็เข้าสู่ภวังค์ของความมืดมิดทันที รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มะลิเข้ามาปลุกเพื่อไปหาอะไรกินตอนเย็นและไปเดินถ่ายรูปจุดยอดฮิตภายในหมู่บ้าน
“ฉันชอบบรรยากาศที่นี่มาก อากาศเย็นกำลังพอดี ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนที่กรุงเทพฯ เลย”
“ถ้ามาช่วงหน้าหนาวมึงจะยิ่งประทับใจมากกว่านี้” ฉันหันหน้าไปคุยกับมะลิ แล้วกลับมาดูรูปในโทรศัพท์ที่พึ่งถ่ายเสร็จไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
ถึงจะเป็นปลายฤดูหนาวเข้าสู่ต้นหน้าร้อน แต่นักท่องเที่ยวที่อยากขึ้นมาพักผ่อนรับบรรยากาศเย็นตลอดทั้งปีก็มีมาเรื่อย ๆ จนเกือบหาห้องพักไม่ได้ จุดเด่นที่เน้นถ่ายรูปเช็กอินก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่อยากจะได้รูปสวย ๆ ซึ่งฉันกับมะลิก็เป็นหนึ่งในนั้นที่กำลังโพสต์ท่าคู่กับเหล่าป้ายชื่อที่แขวนอยู่บนสะพาน
“ว่าแต่สองหนุ่มเขาไปไหนซะแล้วล่ะ ว่าจะชวนมาถ่ายรูปรวมเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย”
ฉันชะเง้อออกไปมองตรงทางเดิน ก็พบกับกายและเดือนฉายที่เดินถือแก้วน้ำเข้ามากันคนละแก้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ดันดึงดูดสายตาจากสาว ๆ ที่เดินผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี ฉันยื่นหน้าไปยังตำแหน่งที่ทั้งสองคนกำลังเดินมา แล้วหันหน้าไปพูดกับมะลิด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เดินมากันแล้วนู่น สงสัยไปหาของกินเพิ่งมา”
“พวกมันก็ไปแบบไม่บอกไม่กล่าวเลยเนอะ”
“คงเห็นว่ากูกับมึงกำลังถ่ายรูปกันอยู่แหละมั้ง”
“อืม ก็จริง” มะลิรีบยกแขนกวักมือเรียกสองหนุ่มพลางตะโกนด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก “รีบ ๆ เดินมาสิ จะได้ถ่ายรูปรวมแล้วหาอะไรกินกัน!”
สองหนุ่มไม่รอช้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามายังตำแหน่งที่เราทั้งคู่ยืนรออยู่ พวกเขาสองคนไม่ได้พูดอะไรจัดการโพสต์ท่าทางตามที่มะลิบอก
“สอง สาม ยิ้ม”
แชะ
ภาพถ่ายรวมถูกถ่ายเอาไว้ประมาณ 10 รูปเห็นจะได้ เพราะกายเป็นคนถือกล้องแล้วก็เปลี่ยนเป็นการใช้ขาตั้งกล้องในเวลาต่อมา จากการตรวจสอบภาพถ่ายแบบคร่าว ๆ พบว่าภาพที่ถ่ายสวย แสงเป๊ะ องค์ประกอบรวมภายในรูปเหมาะเจาะน่าจะมีอยู่ประมาณ 2 รูปถ้วน
และมักจะเป็นแบบนี้อยู่ทุกรอบไป!
“อาการเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นบ้างยัง” เดือนฉายเอ่ยถาม ระหว่างที่เดินกลับที่พักด้วยกันสองคน ส่วนอีกสองคนรับหน้าที่ไปหาของกิน
“ดีขึ้นแล้วล่ะ”
“ขอโทษนะ ที่กูขับรถไม่ระวัง”
“ไม่ใช่ความผิดมึงเลย เป็นเพราะกูอ่อนแอเองแหละ รอบก่อนที่ยืนบนท่าเรือยังเมาคลื่นเลย”
“เดี๋ยวขากลับกูจะระมัดระวังแล้วกันนะ”
“โอเค” เสียงหัวเราะบางเบาในลำคอทำให้ฉันต้องแหงนหน้าขึ้นมองเดือนฉายที่เดินขนาบข้างมาด้วยกันพลันขมวดคิ้ว “หัวเราะทำไมยะ”
“ตลกมึงไง คนอะไรเมาไปหมดทุกอย่าง เมาคลื่น เมาโค้ง เมาเหล้ายิ่งหนักเลย”
“เอ้า!” ฉันกระทืบเท้าหยุดยืนอยู่หน้าห้องพัก ตวัดสายตาขึ้นมองค้อน “ใครมันจะไปบังคับร่างกายตัวเองได้ล่ะ”
“เข้าใจ ๆ แล้วก็เลิกมองค้อนแบบนั้นได้แล้ว ว่าแต่คืนนี้จะกินอะไร”
เดือนฉายไม่ได้ใส่ใจท่าทางเง้างอนของฉัน แถมยังเปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย ซึ่งฉันก็ไม่ได้สนใจมากนักเดินกระทืบเท้าเข้าห้องไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ที่ทางห้องพักจัดเตรียมไว้นอกระเบียง
“หิวเบียร์”
“กูหมายถึงข้าวเย็น”
“แต่กูหิวเบียร์ อยากกินเบียร์ชิว ๆ รับบรรยากาศเย็น ๆ”
“ตามใจ ขี้เกียจเถียง”
ฉันสะบัดหน้าไปมองเดือนฉายด้วยรอบยิ้มกว้างพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เขา “ดีมาก ห้ามขัดใจ”
เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมส่ายหน้าไปมาด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงเลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเปิดประตูออกจากห้องพักไปในเวลาต่อมา ส่วนฉันที่รับหน้าที่จัดเตรียมสถานที่จึงเริ่มเตรียมการเพราะก่อนที่จะขึ้นมาบนห้องพัก ได้แวะซื้อข้าวของอุปกรณ์สำหรับใช้แล้วทิ้งเพราะขี้เกียจล้าง
จะว่าไปเราทั้งคู่เจอกันครั้งแรกบนเนินช้างศึก ซึ่งเป็นสถานที่ชมวิวที่อยู่เหนือขึ้นไปจากหมู่บ้านไม่ไกล ไม่รู้ว่าเดือนฉายจะจำฉันได้หรือเปล่า ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำความรู้จักและได้ตกลงเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง
...เพราะบางทีก็หลง ๆ ลืม ๆ กะว่าจะถามแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามสักที
สายตาเงียบสงบมีเพียงความว่างเปล่าที่แสดงออก แต่กลับสะกดฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ละสายตาเสียจนน่าประหลาดใจ ลึกลับและน่าค้นหา
เข็มนาฬิกายาวหมุนเวียนผ่านไปตามกลไก กับข้าวมากมายบนโต๊ะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนอันตรธานหายไปเหลือเพียงเศษซากของอาหาร โชคดีที่ยังเหลือหมูกระทะที่พอย่างฆ่าเวลาเป็นกับแกล้มได้อีกยาว ๆ สำหรับค่ำคืนนี้
“แบบนี้ค่อยสมกับที่อยากขึ้นมานอนดูดาวบนยอดเขาหน่อย” มะลิพูดเสียงเอื่อย ในมือของเธอถือแก้วน้ำสีอำพันวนไปมา “ได้มาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกับพวกมึงโคตรมีความสุขเลย”
ว่าแล้วก็ละสายตาจากดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้ามืดสลัว กวาดมองใบหน้าของกายแก้วและเดือนฉายที่นั่งมองการกระทำของเธอระหว่างที่คีบเนื้อหมูในกระทะเข้าปาก มะลิสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะยกแก้วในมือขึ้นกระดกรวดเดียวหมด แล้วทำการรินน้ำสีเหลืองอำพันเข้าไปใหม่พลันยกขึ้นมาตรงหน้า
“แก้วนี้...แด่มิตรภาพของพวกเรา”
คาดเดาจากพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ เพื่อนสาวผู้มีความร่าเริงแจ่มใสเป็นอาวุธคงเริ่มมึนเมาไปกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์แล้ว ฉันส่ายหน้าเบา ๆ ทอดสายตามองชายหนุ่มอีกสองคนที่นั่งระบายยิ้มบางเบาพลางยกแก้วของตัวเองออกไปข้างหน้า
กริ๊ง
“เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป”
เป็นดั่งคำมั่นสัญญา ‘เพื่อนกันตลอดไป’ นั่นคือคำปรามาสที่ตะโกนขึ้นมาพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย ตามด้วยแก้วเปล่าที่ถูกวางลงตรงหน้าเสียงดัง ‘เพล้ง’ แบบพร้อมเพรียง
“รอบนี้ถ้ามึงจะเมาก็ตามสบายเลยนะไอ้พาย” เป็นกายที่ยื่นปากมาพูดกับฉันด้วยคอที่เริ่มพับลงเล็กน้อย “เพราะกูเริ่มเมาแล้วว่ะ”
“เออ กูเมาก็แค่คลานเข้าไปนอนบนเตียง”
“ก็จริงของมึง เพราะที่นอนอยู่ห่างแค่นี้” กายชี้นิ้วไปในห้อง พยายามยกเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมองพร้อมแค่นเสียงหัวเราะ “ฮะ ฮ่า กู..”
“มึงไปนอนดีกว่ามั้ย”
เดือนฉายที่เงียบฟังอยู่นานโพล่งขึ้นขัดระหว่างที่กายกำลังจะพูดต่อ แถมเขายังหยัดยืนขึ้นจากเก้าอี้แล้วเข้าไปพยุงร่างของกายไปที่เตียงนอนชั้นบน ส่วนฉันที่เริ่มมีอาการมึน ๆ นิดหน่อยจึงหันหน้ากลับมาหามะลิหวังว่าจะชวนคุย แต่แล้วก็ต้องส่ายหัวไปมาเพราะเธอได้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วเป็นที่เรียบร้อย”
“ไอ้ฉาย กูฝากมะลิด้วยอีกคน”
เดือนฉายทอดสายตามองลงมาพลางส่ายหน้าไปมาราวกับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เขาไม่ได้พูดอะไรและจัดเตรียมท่านอนให้กาย อีกทั้งยังจัดการอุ้มมะลิเข้าไปนอนราวกับพ่ออุ้มลูกที่เล่นจนหลับไปนอนบนที่นอนยังไงยังงั้น
“สงสัยกูต้องไปทำอาสาสมัครกู้ภัยแล้วว่ะ”
“ทำไม”
“ได้เก็บศพพวกมึงตลอดเลยไง รอบที่แล้วก็มึง รอบนี้ก็พวกมันสองคน”
ฉันหันหน้าไปมองเพื่อนทั้งสองที่นอนสลบแล้วหัวเราะกลบเกลื่อนเมื่อนึกถึงวีรกรรมของตัวเองที่เคยก่อไว้ “เอาน่า ยังไงก็เพื่อนกัน มึงเป็นคนที่คอแข็งสุด ถ้าไม่ใช่มึงแล้วใครจะดูแลวะ”
“กูก็เมา แต่กูแค่เก็บอาการ” เดือนฉายยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบ ทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันมืดสลัว “กลับขึ้นมาบนนี้อีกครั้งก็นึกถึงวันนั้น”
เพียงแค่ได้ยินประโยคเมื่อครู่จากเดือนฉาย อยู่ ๆ หัวใจของฉันก็เต้นแรงผิดจังหวะ อีกทั้งยังรู้สึกถึงอุณหภูมิของใบหน้าที่เริ่มสูงขึ้นมาจนน่าประหลาดใจ รีบหยิบแก้วของตัวเองขึ้นจิบไปพลาง ๆ เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะพูดอะไรต่อ
“วันที่ได้เจอมึงครั้งแรก และก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกเป็นครั้งที่สองเมื่อตอนเข้ามหา’ลัย โลกอะไรมันจะกลมขนาดนั้น?”
ความเงียบค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาทีละนิดเมื่อนัยน์ตาสีสนิมเลื่อนเข้ามาจ้องสบประสาน ‘เขาจำฉันได้’ นั่นคือเสียงที่ผุดขึ้นมาในหัว ทว่าก็มีเพียงดวงตาที่กะพริบระรัวเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา
“เออ ใช่ๆ” ฉันยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบระรัว เลื่อนสายตาขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า “และก็ไม่คิดว่าจะได้เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันด้วย”
สายตาที่จับจ้องอยู่บนท้องฟ้า ถูกดึงกลับเข้ามามองหน้าเดือนฉายที่ส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ทันใดนั้นทั้งร่างของฉันเหมือนถูกแช่แข็ง เพียงแค่หัวแม่มือของเดือนฉายสัมผัสเข้ากับริมฝีปากล่างเพื่อเช็ดคราบเครื่องดื่มออกให้
“มันคงเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ก็ฟ้าลิขิต” น้ำเสียงทุ้มนุ่มละมุนบวกกับแววตาลึกลับน่าค้นหาคู่นั้น สะกดฉันให้หยุดนิ่งไร้เรี่ยวแรงขยับร่างกาย ทอดสายตามองเจ้าของนัยน์ตาสีสนิมด้วยจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว “กลายเป็นเวรกรรมที่ตามมาติด ๆ เมื่อได้รู้จักตัวตนของมึง”
ตอนที่ 9มีรุ่นพี่เข้ามาจีบ ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นมีอยู่จริง! สีหน้า แววตา และคำพูดของเดือนฉายในคืนนั้นยังติดตรึง ถ้าไม่มีประโยคต่อท้ายที่ทำเอาคนฟังถึงกับกุมขมับคงคล้อยตามไปถึงไหนต่อไหน “ปฏิเสธเพื่อนเพราะจะไปกับผู้ น่าหมั่นไส้ว่ะ” มะลิจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้ยแหย่ “ว่าแต่ไปรู้จักกันตอนไหนวะ?” “เขาทักไอจีมา บอกว่าอยากทำความรู้จัก” “แล้วมึงก็ยอมคุยกับเขาง่าย ๆ เลยเหรอ” “ก็ไม่เชิง” ละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่าน เม้มริมฝีปากเข้าด้วยกันแน่นทอดสายตามองใบหน้ากายอย่างเอือม ๆ “เกือบ ๆ อาทิตย์ถึงยอมเปิดใจคุยน่ะ” “เล่นตัวเอาเรื่อง” “แน่นอน” “สรุปตกลงคบกันแล้ว?” บุคคลที่เอนหลังเอาขาพาดโต๊ะส่งเสียงขึ้นมา พลางหยิบหนังสือที่ใช้ปิดบังใบหน้าออกทอดสายตามองมาที่ฉันด้วยความว่างเปล่า “ยัง แค่คุย ๆ แล้วก็พึ่งนัดเจอกันคืนนี้แหละ” “ระวังบ้างก็ดี ไม่ใช่ใครทักหาและชวนไปไหนก็จะไปกับเขาเลย” หนังสือเล่มหนาเตอะถูกวางทับบนใบหน้าดังเดิม ส
ตอนที่ 8เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ต้นเดือนมีนาแรกเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ในอดีตอาจจะใช่! แต่ไม่ใช่ในยุคปัจจุบันที่เริ่มเข้าหน้าร้อนตั้งแต่ปลายมกราคม หรืออาจจะเรียกว่าฤดูร้อนตลอดทั้งปีเพราะสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เราทั้งหมดตกลงสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในช่วงปิดเทอม คือหมู่บ้านในหุบเขาที่มีจุดเด่นคือเหมืองหินติดชายแดนไทย-พม่า มีสภาพภูมิอากาศที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดปี แน่นอนว่าฉันเคยไปมาครั้งหนึ่งแต่เพราะเพื่อน ๆ ต่างลงความเห็นฉันจึงไม่ได้ติดขัดเพราะบรรยากาศในหุบเขาถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร เดินทางผ่านเทือกเขาลำห้วยเพื่อพิชิตโค้งอันน่าหวาดเสียว อาจจะเป็นความฝันและความตื่นเต้นของนักบิดสายลุยหลายคน ...แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน! รถยนต์มีกันทุกคนแต่เลือกขับมอเตอร์ไซค์เพื่อความตื่นเต้นและเร้าใจ “สีหน้าไอ้พายไม่สู้ดีเลย ไหวป่าววะ” กายเดินเข้ามาดูอาการของฉันที่นั่งสูดยาดมตราโป๊ยเซียนอยู่ม้านั่งทางเข้าห้องพัก “ไหวมั้ย เดี๋ยวจ่ายเงินค่าห้องเสร็จมึงนอนพักก่อนก็ได้นะ”
ตอนที่ 7ผีห่าซาตานเข้าสิง ทุกคนอึ้ง กรรมการอึ้ง เมื่อเดือนฉายพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยระหว่างที่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ฉันอ้าปากค้างเกือบหนึ่งนาทีเต็ม และพอเรียกสติกลับมาได้จึงยื่นแก้วของตัวเองไปตรงหน้า “มึงเอาจริงเหรอ” “เออ”“โอเค มึงบอกแบบนั้น กูก็ไม่อยากขัดศรัทธา ดีล!” กริ๊ง เสียงแก้วกระทบแก้วเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฉันกับเดือนฉายได้ทำสัญญากันขึ้น เกี่ยวกับการเป็นแฟนปลอม ๆ ที่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้กลายมาเป็นบทสนทนาของเราทั้งสี่คนได้อย่างไร “แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะค้าบ โชนแก้ววววว” ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล ต่างคนต่างยกแก้วขึ้นกระดกราวกับเครื่องดื่มที่อยู่ในแก้วนั้นไร้ซึ่งแอลกอฮอล์ กระดกดื่มราวกับน้ำเปล่าที่ต้องดื่มกินหลังจากที่กินข้าวเสร็จ ยิ่งดึกบรรยากาศที่ร้านยิ่งครึกครื้น นักท่องราตรีที่หลุดออกจากอีกร้านก็เริ่มทยอยเข้ามา ณ ร้านนั่งชิวแห่งนี้เนื่องจากเปิดถึงตี 4 โปรแรกผ่านไป โปรสองสาม สี่และห้าก็ผ่านมาเรื่อย ๆ กระทั่งรู้สึกว่าลิ้นเริ่มจะหวาน พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง “มึง
ตอนที่ 6จำไม่ได้เหรอ?นานนับเดือนกว่าเดือนฉายจะโผล่หัวมาที่มหา’ลัย ให้เพื่อน ๆ และอาจารย์ในคณะได้เห็นหน้า จนเพื่อนบางคนในห้องคิดว่าเขาลาออกไปแล้ว แถมอาจารย์ที่เข้าสอนแต่ละวิชายังถามหาจนขี้เกียจตอบคำถาม…เพราะหายเข้ากลีบเมฆแบบไร้ร่องรอย“อ้าวเพื่อน…มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอวะ”เสียงทักทายจาก ‘มะเดี่ยว’ เพื่อนร่วมชั้นเจ้าของสีผิวสีดำทมิฬ ชนิดที่คนอย่างฉันที่ไม่ค่อยมีสีผิวขาวนวลมากนัก ไปยืนเทียบข้างยังเหมือนกับช็อกโกแลตกับนมได้เลยทีเดียว เดือนฉายไม่ได้ตอบกลับมีเพียงริมฝีปากที่หยักยิ้มพร้อมมือที่ชูขึ้นมาทักทาย“กูก็นึกว่าลาออกไปแล้ว หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าว” ตามมาด้วยสอง หัวหน้าห้องที่เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายียวนตามแบบฉบับของหนุ่มอารมณ์ดี“กูก็อยากจะลาออกอยู่เหมือนกัน บางทีก็ขี้เกียจเรียน”“มึงก็พูดไป เรียน ๆ ไปเดี๋ยวก็จบเว้ย”“เออ”สองตบไหล่ของเดือนฉายเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มให้พวกเราทั้งสามคนที่นั่งทบทวนโจทย์สำหรับสอบปลายภาคอยู่ จากนั้นก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเองที่อยู่ถัดไปประมาณคืบนึง“หยุด!” ปากของกายอ้าค้างกลางอากาศในระหว่างที่กำลังจะขยับปากพูดอะไรบางอย่างกับเดือนฉาย “ก
ตอนที่ 5เซอร์ไพรส์“จะพาไปไหน”“มีของขวัญจะให้แฟนน่ะ แต่ของชิ้นใหญ่ ถือใส่มอเตอร์ไซค์คงไม่ไหวคนเดียว”“อ๋อ~” ฉันทำเสียงยาวพลางพยักหน้ารับเรื่อง “งั้นไปเลยมั้ย มึงนัดเขาไว้กี่โมง”“ไม่ได้นัด กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์น่ะ วันนี้ครบรอบ 2 ปี”“ว้าว” น้ำเสียงตื่นเต้นบวกกับแววตาพราวระยับที่ฉันแสดงออก ทำให้ใบหูของเดือนฉายขึ้นสีแดงระเรื่อ “ยินดีด้วยนะ อ้อ! เกือบลืม เอากูไปเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นเพื่อนผู้ชาย แฟนมึงจะไม่ว่าเอาเรอะ”ข้อนี้ฉันอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล ร้อยทั้งร้อยไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากให้แฟนตัวเองสนิทกับเพื่อนผู้หญิงหนักหรอก และยิ่งเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ ยิ่งจะทำให้เข้าใจผิดไปใหญ่“ไม่หรอก เพราะปกติกูก็มีแต่เพื่อนผู้หญิง เพื่อนชายก็มีแค่ไอ้กายที่สนิท”“มึงเป็นตุ๊ดป่ะเนี่ย!”“ตุ๊ดบ้านป้ามึงสิคบผู้หญิง”แรงมากกกกกก! แต่ก็จริงอย่างที่เดือนฉายว่าเดือนฉายกลอกสายตามองอย่างเอือมระอาและออกเดินกลับไปยังทางที่เราจากมา โดยไม่ได้สนใจฉันที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ราวกับเป็นอากาศ ดังนั้นจึงรีบสาวเท้ายาว ๆ ตามหลังเขาไปติด ๆ“โทษที ๆ ก็เห็นบอกว่ามีแต่เพื่อนหญิง”มีเพียงหางตาที่ปรายมามองพร้อมสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ
ตอนที่ 4วิ่งหนีอะไรบางอย่างเจ้าของเสียงราบเรียบเมื่อครู่ยืนเอาหัวไหล่พิงกำแพงพลางกอดอกอยู่ตรงประตูทางเข้ามหา’ลัย รู้สึกแปลกใจอยู่ในทีที่อยู่ ๆ เดือนฉายก็โผล่มาทั้งที่หมดคาบเรียนแล้ว“มาทำไม?” มะลิทักขึ้นก่อน เมื่อเดือนฉายเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ“ว่าจะมาเรียน แต่ลืมไปว่าวันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า” เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมหันหน้าไปตอบมะลิ แล้วเลื่อนสายตาเข้ามาจ้องหน้าฉันที่ส่งสายตามองเขาอยู่เช่นกัน “ไป กลับห้อง”“เดี๋ยวก่อนพาย!”ตอนนี้แขนของฉันถูกยื้อยุดฉุดกระชากด้วยฝีมือของชายหนุ่มสองคน ราวกับว่าพวกเขาเห็นฉันเป็นเชือกชักเย่อยังไงยังงั้น“โอ๊ย!” ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเปล่งเสียงตะโกนขึ้นกลางอากาศ สะบัดแขนทั้งสองข้างให้หลุดออกจากการยื้อกระชาก “เจ็บนะเว้ย! แขนคนไม่ใช่เชือกชักเย่อ”“แต่พาย”“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! แล้วก็พอได้แล้วโค้ก พายว่าพายพูดชัดตั้งแต่วันนั้นแล้วนะ เราเลิกกันแล้ว แล้วโค้กก็เปิดตัวคบกับคนใหม่ไปแล้วด้วย ยังจะต้องการอะไรจากพายอีก! พอได้แล้ว!” ฉันโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ยังระงับอารมณ์ฉุนเฉียวเอาไว้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสองที่ยืนรออยู่ “ไปพวกมึง กลับ!”







