เข้าสู่ระบบตอนที่ 4
วิ่งหนีอะไรบางอย่าง
เจ้าของเสียงราบเรียบเมื่อครู่ยืนเอาหัวไหล่พิงกำแพงพลางกอดอกอยู่ตรงประตูทางเข้ามหา’ลัย รู้สึกแปลกใจอยู่ในทีที่อยู่ ๆ เดือนฉายก็โผล่มาทั้งที่หมดคาบเรียนแล้ว
“มาทำไม?” มะลิทักขึ้นก่อน เมื่อเดือนฉายเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ
“ว่าจะมาเรียน แต่ลืมไปว่าวันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า” เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมหันหน้าไปตอบมะลิ แล้วเลื่อนสายตาเข้ามาจ้องหน้าฉันที่ส่งสายตามองเขาอยู่เช่นกัน “ไป กลับห้อง”
“เดี๋ยวก่อนพาย!”
ตอนนี้แขนของฉันถูกยื้อยุดฉุดกระชากด้วยฝีมือของชายหนุ่มสองคน ราวกับว่าพวกเขาเห็นฉันเป็นเชือกชักเย่อยังไงยังงั้น
“โอ๊ย!” ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเปล่งเสียงตะโกนขึ้นกลางอากาศ สะบัดแขนทั้งสองข้างให้หลุดออกจากการยื้อกระชาก “เจ็บนะเว้ย! แขนคนไม่ใช่เชือกชักเย่อ”
“แต่พาย”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! แล้วก็พอได้แล้วโค้ก พายว่าพายพูดชัดตั้งแต่วันนั้นแล้วนะ เราเลิกกันแล้ว แล้วโค้กก็เปิดตัวคบกับคนใหม่ไปแล้วด้วย ยังจะต้องการอะไรจากพายอีก! พอได้แล้ว!” ฉันโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ยังระงับอารมณ์ฉุนเฉียวเอาไว้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสองที่ยืนรออยู่ “ไปพวกมึง กลับ!”
“น่ารำคาญฉิบหาย”
ไม่วายที่จะบ่นพึมพำในลำคอระหว่างที่เดินออกมายังป้ายรถเมย์ จนมะลิที่เดินมาด้วยกันต้องส่งเสียงขึ้นมาถามด้วยความสงสัย
“เมื่อกี้คุยกับฉันหรือเปล่า”
“เปล่า บ่นคนเดียวน่ะ”
“นั่นแฟนเก่าเหรอ พึ่งจะเลิกกันเรอะ ตามตื๊อเชียว”
“เลิกจะเกือบเดือนแล้วมั้ง ยังจะตามมารังควานทำไมก็ไม่รู้”
“อยากกลับมาคืนดีหรือเปล่า” มะลิแสดงความคิดเห็น เมื่อเดินมาถึงป้ายรถเมย์
“หวงก้างน่ะสิ”
“อันนี้ก็น่าคิด” มะลิพยักหน้าเห็นด้วยกับเดือนฉาย แต่ฉันกลับไม่ได้มีความคิดแบบนั้น และไม่อยากจะเสวนาเรื่องของไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นต่อจึงหาเรื่องมาตัดบท
“ไม่รู้สิ ว่าแต่แกจะกลับหอยังไงเรอะ เดินมาทางเดียวกันกับฉันทำไม”
“ว่าจะนั่งรถเมล์น่ะ อยากเปลี่ยนบรรยากาศ นั่นไงสายรถที่ผ่านหน้าคอนโดฯ มาพอดี ฉันไปละนะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้ บาย”
มะลิขึ้นรถไปด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้จึงเหลือแค่ฉันกับเดือนฉายที่ยืนอยู่ป้ายรถเมล์ เพราะคอนโดฯ ของเราสองคนเดินไปอีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว
“กินข้าวหรือยัง”
“ยังอ่ะ ว่าจะไปกินอาหารตามสั่งก่อนถึงทางเข้าคอนโดฯ มึงนั่นแหละ”
เดือนฉายพยักพเยิดหน้าแทนคำพูด เป็นสัญญาณบอกให้ฉันเดินนำไปก่อน พอเห็นดังนั้นจึงรีบออกเดินมุ่งหน้าไปที่ร้านอาหารตามสั่งทันที เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกหิวข้าวมากจนจะกินช้างได้ทั้งตัว และระหว่างทางที่เดินก็นึกถึงเรื่องโจ๊กเมื่อคืน ไหน ๆ ก็อยู่ด้วยกันแล้วก็เอ่ยปากขอบคุณหน่อยละกัน
“ฉาย”
“ว่า”
“โจ๊ก ขอบจะ”
“เมื่อคืนกูบอกมึงแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าให้กูเจอมึงอีก!”
เสียงของฉันหายไปในอากาศพร้อมกับขาที่ชะงักกึกอยู่กับที่ พร้อมกับร่างที่โดนเดือนฉายก้าวขึ้นมายืนบังเอาไว้มิดชิดจนต้องชะโงกหน้าไปทางขวาเพื่อมองหน้าเจ้าของเสียงร้องตะโกนเมื่อครู่ แต่ก็ไม่วายที่จะโดนคนข้างหน้าต้อนให้หลบอยู่ด้านหลังก่อนที่เขาจะส่งเสียงถามกลับ
“เจอแล้วยังไงวะ”
“กูจะเล่นมึงให้หนัก”
แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงชะเง้อหน้าออกไปดูอีกครั้ง แต่ก็โดนเดือนฉายเอี้ยวตัวมาบังไว้จนมิดเหมือนเดิม แต่มีหรือที่สายตาคมดุจเหยี่ยวอย่างฉันจะพลาดเป้าหมาย แค่เห็นเสื้อช็อปที่ใส่ก็รู้แล้วว่าเป็นนักศึกษาจากมหา’ลัยไหน
“นั่นแฟนมึงเรอะ”
“เธอไม่เกี่ยว มึงมีเรื่องกับกูก็มาเจอกันตัวต่อตัว”
“ตัวต่อตัวกูไม่สู้ แต่หมาหมู่กูสู้ตาย รุม!”
“วิ่ง!”
เดือนฉายกระตุกแขนฉันให้วิ่งตามหลังเขาไปยังทางที่เราพึ่งจากมา ก่อนจะเลี้ยวขวาเข้าซอยแคบข้าง ๆ ป้ายรถเมล์ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปโผล่ที่ไหน แถมไม่รู้มาก่อนด้วยว่ามีซอบแคบอยู่ตรงนี้มาก่อน ด้วยความที่วันนี้ดันเลือกใส่เสื้อช็อปกับกระโปรงทรงเอรัดรูป แทนที่จะเป็นกางเกงขายาวอะไรทำนองนั้น แต่จะทำไงได้สถานการณ์เข้าตาจนก็ต้องสับขาแหลกเพื่อหนีตาย
…เพราะไม่มีใครคาดเดาอนาคตได้นี่เนอะ!
“แฮก ๆ” เราทั้งคู่ทิ้งระยะห่างมาไกลพอสมควร และหลบเข้าซอยแคบระหว่างทางเดินข้างคลองกับต้นจามจุรี “พวกมันจะเห็น แฮก เรามั้ย”
“ชู่ว~”
ฉันเงียบเสียงลงตามที่เดือนฉายให้สัญญาณ ช่วงเวลาที่วิ่งหนีตายไม่ใช่ช่วงกลางคืนแต่เป็นกลางวันแสก ๆ หากพวกนั้นตาดีหน่อยมองปราดเดียวก็รู้ว่ามีคนแอบอยู่ซอกต้นไม้ใหญ่
“มันหายไปไหนแล้ววะ!”
“วิ่งตามมาพร้อมกัน แฮก กูจะไปรู้มั้ยล่ะ”
“แม่ง! วิ่งเร็วฉิบหาย ไป! เผื่อมันไปโผล่ที่ซอยนู้น” คนที่เหมือนจะเป็นตัวตั้งตัวตีออกวิ่งไปก่อน ตามด้วยเพื่อน ๆ ลูกสมุนอีกสี่คนวิ่งตามหลังกันไปติด ๆ
พอเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าคลี่คลาย และหายใจได้คล่องแล้วฉันจึงทอดถอนหายใจออกมาตัวโยน เงยหน้าขึ้นมองอีกคนที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงพลางกระตุกยิ้มหยัน
“เฮ้อออออ เรื่องอะไรวะเนี่ย”
“มีเรื่องกันเมื่อคืนน่ะ พวกนั้นพยายามลวนลามมะลิตอนเธอเมา”
ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่เหนือศีรษะ บวกกับนัยน์ตาสีสนิมที่จ้องมองอย่างไม่วางตา อีกทั้งร่างกายของเราทั้งคู่ยังแนบชิดไม่มีช่องว่างให้ลมพัดผ่าน ส่งผลให้จังหวะหัวใจของฉันเต้นเร็วผิดปกติ เกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นมาจนน่าประหลาดใจ
“อะ อ๋อ~ อืม เราออกไป” ชี้นิ้วไปยังทางเดินข้างคลอง “จากตรงนี้ดีกว่ามั้ย”
“ไปสิ”
“อะ โอเค”
ฉันค่อย ๆ เขยิบร่างออกมาจากมุมแคบที่ใช้หลบภัย และแอบได้ยินคนข้างหลังหัวเราะเบา ๆ ในลำคอราวกับมีเรื่องพึงพอใจ ทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจรีบเอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นให้เร็วที่สุดดีกว่า
“กินข้าวมั้ย?”
“กินสิ หิวจะตายแล้วเนี่ย ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว วันแบด ๆ ของพลายผกา~”
วันและเวลาผ่านไปเร็วนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เร็วกว่าวันและเวลาคือเงินในบัญชีที่พึ่งถูกโอนเข้ามาแล้วก็ออกไปปั๊บราวสายฟ้าฟาด! เหมือนฉันตอนนี้ที่พ่อเพิ่งจะโอนค่าขนมประจำสัปดาห์เข้ามา ก็ทำการจ่ายนู่นนี่นั่นเกือบหมดบัญชีแน่ะ
...หลัก ๆ ก็น่าจะเป็นพวกเครื่องสำอางมากกว่าที่ฉันเสียเงินกับมันเยอะที่สุด!
“หน้าบูดหน้าบึ้ง ตอนเช้าขี้ไม่ออกเรอะ”
“ย่ะ ประมาณนั้น”
“เอายาระบายมั้ย เดี๋ยวฉันแวะเซเว่นให้ซื้อ”
“ล้อเล่นเว้ย!” ฉันตะโกนแหวกอากาศทะลุหมวกกันน็อคใส่หูเดือนฉายที่รับหน้าที่เป็นคนขับรถบนท้องถนนที่มีรถน้อยใหญ่พลุกพล่านอยู่จำนวนมาก
“ก็นึกว่าจริงจัง”
“ก่อนอื่นตั้งใจขับรถก่อนได้มั้ย” นิ้วมือทั้งสิบที่วางอยู่บนบ่าไหล่ทั้งสองข้างของเดือนฉายบีบแน่น เมื่อเดือนฉายหักหลบรถกระบะที่ขับปาดหน้าไปอย่างหวุดหวิด “ไม่ต้องสนใจฉัน และสนใจบนถนนเถอะ”
“ไม่เชื่อใจเหรอ”
“เชื่อน่ะมันเชื่อ แต่ฉันก็กลัวนี่นา”
“รับรองว่าถึงหน้างานที่เราจะไปแบบปลอดภัยแน่นอน”
ฉันไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับเดือนฉายต่อ บีบมือกับไหล่ของเขาแน่นเพราะเกิดอาการกลัวขึ้นมากะทันหัน ก่อนจะทำการสุดลมหายใจเข้าลึกแล้วหลับตาลงเพื่อระงับสติอารมณ์ แน่นอนว่าวันนี้เป็นวันหยุด และเราทั้งคู่กำลังมุ่งหน้าไปที่หน้างานก่อสร้างคอนโดฯ หรูใจกลางเมือง ซึ่งมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างของเพื่อนพ่อเป็นผู้รับผิดชอบ
จากรายงานที่ได้รับมอบหมาย จึงเป็นโอกาสดีที่ฉันไม่ต้องติดต่อหาบริษัทก่อสร้างให้ยุ่งยากเหมือนคนอื่น
Forza 350 สีดำหยุดลงบริเวณทางเข้าไซต์งาน ที่ถูกล้อมรอบด้วยพาทิชั่นเมทัลชีทสีอะลูซิงค์ความสูงเกือบ ๆ 5 เมตร
“ขับรถเข้าไปด้านในได้เลยมั้ย”
“ขับเข้าไปเลย จอดไว้ด้านนอกอันตราย”
“โอเค”
เดือนฉายขับรถเข้าไปในไซต์งานตามที่ฉันบอก และหยุดลงบริเวณตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกนำมาใช้เป็นสำนักงานชั่วคราว เมื่อเราทั้งคู่มาถึงแล้ว ฉันถึงต่อสายหา ‘พี่แสตมป์’ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่หน้างานแห่งนี้
“มาถึงนานหรือยังหนู”
“ยังค่ะ เพิ่งถึงเมื่อกี้เลย” ฉันระบายยิ้มกว้างทักทายเมื่อพี่แสตมป์เดินเข้ามาหา “ถึงปุ๊บก็โทรหาพี่เลยค่ะ อ้อ! นี่เดือนฉายค่ะ เพื่อนพายเอง”
“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” พี่แสตมป์ระบายยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร หลังจากที่เดือนฉายยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม “พอดีพี่มีประชุมช่วงบ่าย เรารีบเข้าไปดูหน้างานกันเลยมั้ย”
“ได้ค่ะ”
“เดี๋ยวพวกรายละเอียดเกี่ยวกับความปลอดภัยที่สำคัญ ๆ พี่ส่งเป็นไฟล์ให้อีกทีนะ รวมถึงพวกกฎระเบียบต่าง ๆ ด้วย”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”
ลงพื้นที่หน้างานจริงไม่มีเรื่องไหนที่เป็นอุปสรรค โดยส่วนตัวฉันมักจะไปหน้างานกับพ่อบ่อย ๆ อยู่แล้ว เพราะที่บ้านทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เรื่องความปลอดภัยที่หน้างานจึงเป็นความรู้พื้นฐานที่ฉันได้รู้มา
“เป็นไงบ้าง ตามที่พี่แสตมป์อธิบายให้ฟังเข้าใจบ้างหรือเปล่า”
เดือนฉายที่กำลังยกขวดน้ำเปล่าขึ้นจิบเลิกคิ้วสูงพลางพยักหน้าหงึกหงัก “ก็พอเข้าใจ แต่ก็มีบางเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจฟัง”
“ไม่เข้าใจเรื่องไหนถามกูได้นะ กูพอรู้อยู่”
ขวดน้ำเปล่าในมือถูกโยนทิ้งลงถุงดำสำหรับใส่ขยะ เขาแค่พยักหน้ารับเรื่องและไม่ได้สานบทสนทนาต่อ เดินไปหยุดยืนอยู่บริเวณลิฟต์ขนส่งสินค้าของทีมช่าง ที่อยู่บนชั้น 10 พลางชะโงกหน้าลงไปมองด้านล่าง
“กลัวความสูงเปล่า?”
“กลัวสิ มาก ๆ ด้วย”
“ไว้พาไปเล่นไวกิ้ง”
ฉันเงยหน้าจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือพลันขมวดคิ้วมองแผ่นหลังของพ่อหนุ่มเจ้าของส่วนสูง 185 เซนติเมตร ที่ยืนเอามือเท้าสะเอวกวาดสายตามองวิวทิวทัศน์บนตึกด้วยความสบายใจ
“เกี่ยวอะไรกับไวกิ้ง”
“ก็มึงกลัว ไวกิ้งมันเหวี่ยงแรงและสูง หน้ามึงตอนโดนเหวี่ยงคงตลกน่าดู”
“นี่มึงเพื่อนกูป่ะเนี่ย”
“เพื่อนแท้แน่นอน”
ดวงตากลมโตกลอกขึ้นบนอย่างเอือมระอาในคำตอบ โอเค! เพื่อนแท้ก็เพื่อนแท้!
“จ้า...” ฉันเน้นเสียงยาวเหยียดคล้ายประชด “แท้ก็แท้”
“บ่ายไปไหนมั้ย”
“ไม่น่ามีไปไหนนะ ชีวิตนี้ว่างก็นอน ทำไมเรอะ?”
“ไปทำธุระเป็นเพื่อนหน่อย”
ตอนที่ 9มีรุ่นพี่เข้ามาจีบ ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นมีอยู่จริง! สีหน้า แววตา และคำพูดของเดือนฉายในคืนนั้นยังติดตรึง ถ้าไม่มีประโยคต่อท้ายที่ทำเอาคนฟังถึงกับกุมขมับคงคล้อยตามไปถึงไหนต่อไหน “ปฏิเสธเพื่อนเพราะจะไปกับผู้ น่าหมั่นไส้ว่ะ” มะลิจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้ยแหย่ “ว่าแต่ไปรู้จักกันตอนไหนวะ?” “เขาทักไอจีมา บอกว่าอยากทำความรู้จัก” “แล้วมึงก็ยอมคุยกับเขาง่าย ๆ เลยเหรอ” “ก็ไม่เชิง” ละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่าน เม้มริมฝีปากเข้าด้วยกันแน่นทอดสายตามองใบหน้ากายอย่างเอือม ๆ “เกือบ ๆ อาทิตย์ถึงยอมเปิดใจคุยน่ะ” “เล่นตัวเอาเรื่อง” “แน่นอน” “สรุปตกลงคบกันแล้ว?” บุคคลที่เอนหลังเอาขาพาดโต๊ะส่งเสียงขึ้นมา พลางหยิบหนังสือที่ใช้ปิดบังใบหน้าออกทอดสายตามองมาที่ฉันด้วยความว่างเปล่า “ยัง แค่คุย ๆ แล้วก็พึ่งนัดเจอกันคืนนี้แหละ” “ระวังบ้างก็ดี ไม่ใช่ใครทักหาและชวนไปไหนก็จะไปกับเขาเลย” หนังสือเล่มหนาเตอะถูกวางทับบนใบหน้าดังเดิม ส
ตอนที่ 8เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ต้นเดือนมีนาแรกเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ในอดีตอาจจะใช่! แต่ไม่ใช่ในยุคปัจจุบันที่เริ่มเข้าหน้าร้อนตั้งแต่ปลายมกราคม หรืออาจจะเรียกว่าฤดูร้อนตลอดทั้งปีเพราะสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เราทั้งหมดตกลงสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในช่วงปิดเทอม คือหมู่บ้านในหุบเขาที่มีจุดเด่นคือเหมืองหินติดชายแดนไทย-พม่า มีสภาพภูมิอากาศที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดปี แน่นอนว่าฉันเคยไปมาครั้งหนึ่งแต่เพราะเพื่อน ๆ ต่างลงความเห็นฉันจึงไม่ได้ติดขัดเพราะบรรยากาศในหุบเขาถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร เดินทางผ่านเทือกเขาลำห้วยเพื่อพิชิตโค้งอันน่าหวาดเสียว อาจจะเป็นความฝันและความตื่นเต้นของนักบิดสายลุยหลายคน ...แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน! รถยนต์มีกันทุกคนแต่เลือกขับมอเตอร์ไซค์เพื่อความตื่นเต้นและเร้าใจ “สีหน้าไอ้พายไม่สู้ดีเลย ไหวป่าววะ” กายเดินเข้ามาดูอาการของฉันที่นั่งสูดยาดมตราโป๊ยเซียนอยู่ม้านั่งทางเข้าห้องพัก “ไหวมั้ย เดี๋ยวจ่ายเงินค่าห้องเสร็จมึงนอนพักก่อนก็ได้นะ”
ตอนที่ 7ผีห่าซาตานเข้าสิง ทุกคนอึ้ง กรรมการอึ้ง เมื่อเดือนฉายพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยระหว่างที่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ฉันอ้าปากค้างเกือบหนึ่งนาทีเต็ม และพอเรียกสติกลับมาได้จึงยื่นแก้วของตัวเองไปตรงหน้า “มึงเอาจริงเหรอ” “เออ”“โอเค มึงบอกแบบนั้น กูก็ไม่อยากขัดศรัทธา ดีล!” กริ๊ง เสียงแก้วกระทบแก้วเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฉันกับเดือนฉายได้ทำสัญญากันขึ้น เกี่ยวกับการเป็นแฟนปลอม ๆ ที่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้กลายมาเป็นบทสนทนาของเราทั้งสี่คนได้อย่างไร “แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะค้าบ โชนแก้ววววว” ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล ต่างคนต่างยกแก้วขึ้นกระดกราวกับเครื่องดื่มที่อยู่ในแก้วนั้นไร้ซึ่งแอลกอฮอล์ กระดกดื่มราวกับน้ำเปล่าที่ต้องดื่มกินหลังจากที่กินข้าวเสร็จ ยิ่งดึกบรรยากาศที่ร้านยิ่งครึกครื้น นักท่องราตรีที่หลุดออกจากอีกร้านก็เริ่มทยอยเข้ามา ณ ร้านนั่งชิวแห่งนี้เนื่องจากเปิดถึงตี 4 โปรแรกผ่านไป โปรสองสาม สี่และห้าก็ผ่านมาเรื่อย ๆ กระทั่งรู้สึกว่าลิ้นเริ่มจะหวาน พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง “มึง
ตอนที่ 6จำไม่ได้เหรอ?นานนับเดือนกว่าเดือนฉายจะโผล่หัวมาที่มหา’ลัย ให้เพื่อน ๆ และอาจารย์ในคณะได้เห็นหน้า จนเพื่อนบางคนในห้องคิดว่าเขาลาออกไปแล้ว แถมอาจารย์ที่เข้าสอนแต่ละวิชายังถามหาจนขี้เกียจตอบคำถาม…เพราะหายเข้ากลีบเมฆแบบไร้ร่องรอย“อ้าวเพื่อน…มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอวะ”เสียงทักทายจาก ‘มะเดี่ยว’ เพื่อนร่วมชั้นเจ้าของสีผิวสีดำทมิฬ ชนิดที่คนอย่างฉันที่ไม่ค่อยมีสีผิวขาวนวลมากนัก ไปยืนเทียบข้างยังเหมือนกับช็อกโกแลตกับนมได้เลยทีเดียว เดือนฉายไม่ได้ตอบกลับมีเพียงริมฝีปากที่หยักยิ้มพร้อมมือที่ชูขึ้นมาทักทาย“กูก็นึกว่าลาออกไปแล้ว หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าว” ตามมาด้วยสอง หัวหน้าห้องที่เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายียวนตามแบบฉบับของหนุ่มอารมณ์ดี“กูก็อยากจะลาออกอยู่เหมือนกัน บางทีก็ขี้เกียจเรียน”“มึงก็พูดไป เรียน ๆ ไปเดี๋ยวก็จบเว้ย”“เออ”สองตบไหล่ของเดือนฉายเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มให้พวกเราทั้งสามคนที่นั่งทบทวนโจทย์สำหรับสอบปลายภาคอยู่ จากนั้นก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเองที่อยู่ถัดไปประมาณคืบนึง“หยุด!” ปากของกายอ้าค้างกลางอากาศในระหว่างที่กำลังจะขยับปากพูดอะไรบางอย่างกับเดือนฉาย “ก
ตอนที่ 5เซอร์ไพรส์“จะพาไปไหน”“มีของขวัญจะให้แฟนน่ะ แต่ของชิ้นใหญ่ ถือใส่มอเตอร์ไซค์คงไม่ไหวคนเดียว”“อ๋อ~” ฉันทำเสียงยาวพลางพยักหน้ารับเรื่อง “งั้นไปเลยมั้ย มึงนัดเขาไว้กี่โมง”“ไม่ได้นัด กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์น่ะ วันนี้ครบรอบ 2 ปี”“ว้าว” น้ำเสียงตื่นเต้นบวกกับแววตาพราวระยับที่ฉันแสดงออก ทำให้ใบหูของเดือนฉายขึ้นสีแดงระเรื่อ “ยินดีด้วยนะ อ้อ! เกือบลืม เอากูไปเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นเพื่อนผู้ชาย แฟนมึงจะไม่ว่าเอาเรอะ”ข้อนี้ฉันอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล ร้อยทั้งร้อยไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากให้แฟนตัวเองสนิทกับเพื่อนผู้หญิงหนักหรอก และยิ่งเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ ยิ่งจะทำให้เข้าใจผิดไปใหญ่“ไม่หรอก เพราะปกติกูก็มีแต่เพื่อนผู้หญิง เพื่อนชายก็มีแค่ไอ้กายที่สนิท”“มึงเป็นตุ๊ดป่ะเนี่ย!”“ตุ๊ดบ้านป้ามึงสิคบผู้หญิง”แรงมากกกกกก! แต่ก็จริงอย่างที่เดือนฉายว่าเดือนฉายกลอกสายตามองอย่างเอือมระอาและออกเดินกลับไปยังทางที่เราจากมา โดยไม่ได้สนใจฉันที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ราวกับเป็นอากาศ ดังนั้นจึงรีบสาวเท้ายาว ๆ ตามหลังเขาไปติด ๆ“โทษที ๆ ก็เห็นบอกว่ามีแต่เพื่อนหญิง”มีเพียงหางตาที่ปรายมามองพร้อมสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ
ตอนที่ 4วิ่งหนีอะไรบางอย่างเจ้าของเสียงราบเรียบเมื่อครู่ยืนเอาหัวไหล่พิงกำแพงพลางกอดอกอยู่ตรงประตูทางเข้ามหา’ลัย รู้สึกแปลกใจอยู่ในทีที่อยู่ ๆ เดือนฉายก็โผล่มาทั้งที่หมดคาบเรียนแล้ว“มาทำไม?” มะลิทักขึ้นก่อน เมื่อเดือนฉายเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ“ว่าจะมาเรียน แต่ลืมไปว่าวันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า” เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมหันหน้าไปตอบมะลิ แล้วเลื่อนสายตาเข้ามาจ้องหน้าฉันที่ส่งสายตามองเขาอยู่เช่นกัน “ไป กลับห้อง”“เดี๋ยวก่อนพาย!”ตอนนี้แขนของฉันถูกยื้อยุดฉุดกระชากด้วยฝีมือของชายหนุ่มสองคน ราวกับว่าพวกเขาเห็นฉันเป็นเชือกชักเย่อยังไงยังงั้น“โอ๊ย!” ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเปล่งเสียงตะโกนขึ้นกลางอากาศ สะบัดแขนทั้งสองข้างให้หลุดออกจากการยื้อกระชาก “เจ็บนะเว้ย! แขนคนไม่ใช่เชือกชักเย่อ”“แต่พาย”“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! แล้วก็พอได้แล้วโค้ก พายว่าพายพูดชัดตั้งแต่วันนั้นแล้วนะ เราเลิกกันแล้ว แล้วโค้กก็เปิดตัวคบกับคนใหม่ไปแล้วด้วย ยังจะต้องการอะไรจากพายอีก! พอได้แล้ว!” ฉันโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ยังระงับอารมณ์ฉุนเฉียวเอาไว้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสองที่ยืนรออยู่ “ไปพวกมึง กลับ!”







