เข้าสู่ระบบตอนที่ 6
จำไม่ได้เหรอ?
นานนับเดือนกว่าเดือนฉายจะโผล่หัวมาที่มหา’ลัย ให้เพื่อน ๆ และอาจารย์ในคณะได้เห็นหน้า จนเพื่อนบางคนในห้องคิดว่าเขาลาออกไปแล้ว แถมอาจารย์ที่เข้าสอนแต่ละวิชายังถามหาจนขี้เกียจตอบคำถาม
…เพราะหายเข้ากลีบเมฆแบบไร้ร่องรอย
“อ้าวเพื่อน…มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอวะ”
เสียงทักทายจาก ‘มะเดี่ยว’ เพื่อนร่วมชั้นเจ้าของสีผิวสีดำทมิฬ ชนิดที่คนอย่างฉันที่ไม่ค่อยมีสีผิวขาวนวลมากนัก ไปยืนเทียบข้างยังเหมือนกับช็อกโกแลตกับนมได้เลยทีเดียว เดือนฉายไม่ได้ตอบกลับมีเพียงริมฝีปากที่หยักยิ้มพร้อมมือที่ชูขึ้นมาทักทาย
“กูก็นึกว่าลาออกไปแล้ว หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าว” ตามมาด้วยสอง หัวหน้าห้องที่เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายียวนตามแบบฉบับของหนุ่มอารมณ์ดี
“กูก็อยากจะลาออกอยู่เหมือนกัน บางทีก็ขี้เกียจเรียน”
“มึงก็พูดไป เรียน ๆ ไปเดี๋ยวก็จบเว้ย”
“เออ”
สองตบไหล่ของเดือนฉายเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มให้พวกเราทั้งสามคนที่นั่งทบทวนโจทย์สำหรับสอบปลายภาคอยู่ จากนั้นก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเองที่อยู่ถัดไปประมาณคืบนึง
“หยุด!” ปากของกายอ้าค้างกลางอากาศในระหว่างที่กำลังจะขยับปากพูดอะไรบางอย่างกับเดือนฉาย “กูรู้ว่ามึงกำลังจะถามอะไร กูขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยว่าห้ามพูดถึงเรื่องนั้นให้กูได้ยินอีก พวกมึงทั้งสองคนด้วย”
ประโยคหลังเจ้าของนัยน์ตาสีสนิมกวาดสายตามองฉันกับมะลิที่นั่งมองพวกเขาสองคนด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเห็นว่าเพื่อนจับไต๋ได้ซะก่อนจึงพยักหน้ารับหงึกหงักกันทั้งคู่ และรีบกลืนคำพูดที่กำลังจะสาธยายออกมาลงคอไปทันที
“ก่อนสอบปิดเทอม ไปดื่มกันหน่อยป่ะ”
“ได้สิ ไม่ติดอะไรอยู่แล้ว” มะลิรีบตอบ แล้วหันไปหากายเพื่อขอความเห็นเมื่ออยู่ ๆ เดือนฉายก็เอ่ยปากชวนแบบโต้ง ๆ “กายล่ะว่าไง?”
“ได้เสมอเมื่อเพื่อนสนอง”
“มึงล่ะพาย”
“ไปคืนนี้ยังได้เลย เพราะว่างทุกวัน” ฉันตอบแบบไม่ใส่ใจนัก ก้มหน้าก้มตาเล่นเกมต่อ “ว่าแต่จะไปร้านไหนเรอะ ช่วงนี้รู้สึกเซ็ง ๆ อยากดื่มอยู่เหมือนกัน”
“เมายันหว่าง บรรยากาศชิวดีไม่วุ่นวายมาก” มะลิเสนอ
“เออ เห็นด้วย เพราะไปรอบนั้นกูยังติดใจพนักงานสาวเสิร์ฟไม่หายเลยว่ะ” กายรีบเสริม ตอนนี้เลยเหลือแค่ตัวต้นเรื่องที่เป็นคนชวน
“ร้านนั้นก็โอเค ไม่มีแสงไฟวิบวับให้แสบตา”
“โอเค กูเข้าใจแล้ว”
การนัดหมายไปปาร์ตี้จบลงง่าย ๆ เพียงไม่กี่นาที และแล้วฉันก็มายืนจังก้าอยู่หน้าร้าน ‘เมายันหว่าง’ ด้วยชุดเสื้อกล้ามสีดำ ใส่คู่กับกางเกงยีนขายาวทรงกระบอก มาพร้อมกับรองเท้าผ้าใบสีขาวล้วนเพราะกลัวว่าถ้าเผลอดื่มหนักแล้วจะทำรองเท้าหาย
“ใส่สายเดี่ยวมาขนาดนี้ ไม่กลัวผู้ชายมองเลยหรือไง”
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง เมื่อฉันละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์เลื่อนขึ้นไปมองก็พบว่าเจ้าของเสียงกระแนะกระแหนเมื่อคู่คือเดือนฉายนั่นเอง
“ใครจะมองก็มองไปสิจ๊ะ ใส่เพราะมั่นใจ ไม่ใช่ใส่ให้ใครมอง”
คนตรงหน้าใช้สายตามองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าแล้วไหว่ไหล “ใส่แบบนี้ก็เหมาะกับเธอดี เข้าไปด้านในเปิดโต๊ะกันดีกว่า ขืนยืนรอสองคนนั้นตรงนี้มีหวังยุงกัดขาลาย”
ฉันพยักพเยิดหน้าให้เดือนฉายเป็นคนนำหน้าไปก่อน เพราะเขาเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง (หรือเปล่า?) อีกอย่างฉันยังไม่เคยมากลัวว่าจะแสดงความโก๊ะออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจให้พนักงานเสิร์ฟหัวเราะเยาะเอา
“ขอเบียร์ได้มั้ย เหล้าไม่สู้เท่าไหร่”
“แล้วแต่เลย เพราะกูแดกได้ทุกยี่ห้อ”
“คอสกปรก” ฉันเบ้ปากคล้ายรังเกียจเป็นเชิงล้อเลียนระหว่างที่ยกมือเรียกพนักงานของร้าน “เอาเหล้ากลมนึงค่ะ แล้วก็เบียร์วุ้น 3 ขวด”
“ครับ”
ทำการสั่งเครื่องดื่มและกับแกล้มแล้วเสร็จสรรพก็กลับมาโฟกัสที่เบื้องหน้า เหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าของเดือนฉายอย่างพินิจพิจารณา พลันสเตตัสที่เขาประกาศไว้ก็ผุดเข้ามาในหัว
‘...ขอทำใจสักพัก เข้มแข็งแล้วเจอกูคนใหม่ได้เลย’
สีหน้าและแววตาของเขาเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ไม่หลงเหลือร่องรอยของชายหนุ่มที่พึ่งถูกแฟนสาวนอกใจเอาไว้เลยสักนิดเดียว ต่างจากฉันที่เมื่อครั้งได้รับรู้เรื่องราวของแฟนหนุ่ม ว่าแอบนอกใจและสวมเขาให้กันในระยะเวลา 1 เดือนเต็ม สภาพของฉันตอนนั้นไม่ต่างอะไรจากซอมบี้เลยสักนิด ชนิดที่แม่ต้องกระเสือกกระสนพาฉันเข้าวัดรดน้ำมนต์นึกว่าโดนเล่นของใส่
“บนหน้าของฉันมันมีอะไรติดอยู่เรอะ จ้องอย่างกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว”
เสียงของเดือนฉายดังเปรยขึ้นมาทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ และก็เป็นจังหวะเดียวกันกับพนักงานนำเครื่องดื่มเข้ามาเสิร์ฟ พร้อมด้วยกายแก้วและมะลิที่เดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้กันพอดี จนปากที่กำลังจะอ้าตอบคำถามของเดือนฉายเมื่อครู่ต้องเม้มเข้าด้วยกันแน่น
“มาถึงนานยังจ๊ะ” มะลิเริ่มทักทาย ตามด้วยกายที่พูดตามกันขึ้นมาติด ๆ
“นั่นน่ะสิ ไม่ค่อยจะรีบกันเท่าไหร่เลยนะ ว่าแต่มึงมายังไง ให้ไอ้ฉายไปรับเรอะ”
“เรียกรถมาเองย่ะ ไม่เดือดร้อนเพื่อนไปรับหรอก แต่ขากลับไม่แน่เพราะอาจจะเมาหัวราน้ำ”
“คออ่อนขนาดนั้นเลย”
“แมะ! ก็มึงยังไม่เคยดื่มกับกูเลยสักหน”
“งั้นก็มาลองดู เมามากเมาน้อยยังไงเพื่อนก็แบกมึงไปส่งถึงห้องได้” ริมฝีปากของเพื่อนหนุ่มจอมยียวนคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางกวาดสายตามองมะลิกับเดือนฉายที่กำลังรับจานกับแกล้มจากพนักงานเสิร์ฟมาวาง “ใช่มั้ยวะไอ้ฉาย คอนโดฯ มึงกับไอ้พายอยู่ใกล้กัน ถ้ามันเมามึงก็ไปส่งมันด้วยแล้วกัน”
“ไม่มีปัญหา”
“แล้วกูล่ะ” มะลิพูดขึ้นบ้าง หลังจากที่หยิบเอ็นไก่ทอดเข้าปาก
“ไม่ต้องห่วง กูไปส่งเอง รอบที่แล้วกูก็เป็นคนไปส่ง คนอะไรเมาแล้วไม่รู้เรื่องห่าอะไรเลย” กายกระดกแก้วเหล้าของตัวเองลงคอรวดเดียวหมด ส่งสายตามองมะลิแบบเอือม ๆ
“อ้าว กินทั้งทีก็เอาให้สุด”
“เข้าใจ แต่ก็ต้องรู้ตัวเองบ้าง ไม่ใช่เมาไม่รู้เรื่องบอกแม้กระทั่งทางไปห้องตัวเองไม่ถูก!” กายแก้วกระแทกเสียง ทอดสายตามองมะลิแบบเอือมระอาสุดๆ แต่เจ้าตัวมีหรือจะสะทกสะท้าน ยกแก้วเหล้าของตัวเองขึ้นจิบหน้าตาเฉย
“แล้วกูกลับห้องได้ยังไงวะ”
“มึงนั่นแหละบอกทางกู”
“เอ้า!” มะลิขมวดคิ้วมุ่น “อะไรของมึง”
“พอ ๆ กันทั้งสอง” แล้วก็เป็นเดือนฉายที่ยกมือขึ้นมาห้ามทัพ ก่อนที่ทั้งสองคนจะต่อล้อต่อเถียงกันไปมากกว่านี้ “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน กลับมาโฟกัส ณ ปัจจุบัน แล้วก็สนใจเพื่อนพวกมึงด้วย”
แก้วเบียร์ที่กำลังยกกระดกลงคอหยุดชะงักกลางอากาศ เมื่อถูกสายตาของเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสามคนหันมามองแบบไม่ได้นัดหมาย
“มีอะไรเหรอ?”
“นี่มึงอดอยากมาจากไหน” กายถามพลางเลิกคิ้วสงสัย
“กลัวพวกมึงมอมกู ก็เลยจะมอมตัวเองก่อน”
“กูเชื่อ” มะลิยกขวดเบียร์ขึ้นมาดูอย่างเหลือเชื่อ “กูนั่งยังไม่ถึงห้านาที มึงซดเบียร์ไปแล้วขวดนึง”
ฉันระบายยิ้มแห้งพูดออกมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “แฮ่ะ ๆ คอแห้งน่ะ เดี๋ยวขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะ”
เพียงแค่หยัดยืนขึ้นจากเก้าอี้ก็เหมือนจะโลกหมุนเป็นวงกลม ทว่าต้องเก็บอาการเอาไว้เดี๋ยวโดนล้อหาว่าคออ่อน (ที่จริงก็อ่อนนั่นแหละ) ฉันเดินออกจากบริเวณโต๊ะของตัวเองมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำหญิงที่ร้านจัดเตรียมไว้บริการสำหรับลูกค้า จะว่าไปบรรยากาศร้านก็ชิวดีเหมือนกันแฮะ เหมือนที่มะลิบอกไว้เมื่อช่วงกลางวันเลย
เปิดเพลงคลอเบา ๆ ไม่ได้เสียงดังโหวกเหวก กับข้าวกับปลาก็มีให้เลือกหลากหลายเมนูราวกับร้านอาหารที่มีเครื่องดื่มขาย พอตกดึกขึ้นมาหน่อยก็เริ่มมีนักท่องราตรีเข้ามาประปราย
“ว้าย! ขอโทษค่ะ”
เพราะมัวแต่ก้มจัดการเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จึงไม่ได้มองทางเพราะคิดว่าไม่น่ามีคนเดินผ่านมา แต่ดันเผลอไปชนใครบางคนเข้าจึงรีบเงยหน้าดูแล้วโน้มตัวขอโทษยกใหญ่ และเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่ฉันเดินชนก็จำต้องขมวดคิ้วมุ่นเพราะรู้สึกคุ้นจนน่าประหลาดใจ
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้บาดเจ็บอะไร” ผู้ชายคนนั้นระบายยิ้มบางเบา ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักจึงรีบเบี่ยงตัวเดินจากมา ทว่ายังก้าวเดินได้ไม่ถึงสองก้าวก็โดนเขาเอ่ยเรียกเอาไว้เสียก่อน “เดี๋ยวก่อนครับ ผมอยากรู้จักกับคุณ ขอคอนแท็กต์ไว้จะได้มั้ยครับ”
“ไม่ได้!” เจ้าของเสียงเข้มดูเมื่อครู่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหน้า พลันสายตาก็เลื่อนลงมองมือที่เอื้อมเข้ามากอบกุมมือของฉันเอาไว้แน่น
“เป็นอะไรกับเธอเหรอครับ ทำไมถึงได้มาตอบแทนเจ้าตัวเขา”
“เป็นอะไรก็เรื่องของกู”
ผู้ชายคนนั้นสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน ขณะเดียวกันก็ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหยุดยืนประจันหน้าเดือนฉายด้วยสีหน้ายียวน
“หวงให้มันได้เหมือนกับอีกคนที่กูไปสอยมาก็แล้วกัน”
เดือนฉายกัดฟันกรอด นัยน์ตาสีสนิมที่เคยมีแต่ความว่างเปล่า ตอนนี้แทบจะลุกเป็นไฟด้วยความกรุ่นโกรธ ฉันที่เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี จึงกระตุกแขนเดือนฉายให้เดินออกมาจากหน้าห้องน้ำ ก่อนที่ทั้งคู่จะเล่นเกมจ้องสายตาจนออกลูกเหมือนกับปลากัดเอาเสียก่อน
“มึงจำหน้าไอ้หมอนั่นไม่ได้เหรอ”
“คุ้นหน้าแต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน”
“ความจำสั้นป่ะ” เดือนฉายพูดเสียงขึ้นจมูกเดินกระแทกเท้าไปทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้หลังจากที่เราทั้งคู่เดินมาถึงโต๊ะ “คนที่ไปเจอตอนไปเซอร์ไพรส์แฟนเก่ากูไง”
ดวงตาของฉันเบิกกว้างเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ของวันนั้นขึ้นมาได้ ก็ว่าทำไมหน้าเขาดูคุ้น ๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน
“เออใช่ ๆ กูจำได้ละ”
“นี่พวกมึงสองคนเป็นอะไร หน้าบูดหน้าบึ้งมาเชียว” กายมองฉันกับเดือนฉายสลับไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งอีกคนที่โดนตั้งคำถามไม่ได้สนใจไยดียกแก้วเหล้าของตัวเองขึ้นกระดกรวดเดียวหมด
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แค่ทะเลาะเรื่องกับแกล้มไม่ลงตัวน่ะ”
ฉันแสร้งพูดไปเรื่องอื่น เพราะดูจากสีหน้าของเดือนฉายคงไม่อยากให้เพื่อนอีกสองคนรู้เรื่องด้วยเท่าไหร่ จะว่าไปไอ้คนที่ฉันเดินชนเมื่อครู่ทำไมหน้าตามันไม่เหมือนกับวันนั้นนะ หรือเพราะเขาร่างเปลือยเปล่าฉันเลยไม่กล้ามองแบบเต็มตา พอนึกมาถึงตรงนี้ก็จำต้องสะบัดหน้าไล่ภาพอัปมงคลเหล่านั้นออกจากหัวสมองไป
เพราะภาพอุจาดตาแบบนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ เจอมาแล้วครั้งหนึ่ง! จำฝังใจไม่เคยลืม
“เป็นอะไรวะ กระดกเบียร์เหมือนคนไม่เคยดื่มแน่ะ”
สองหนุ่มที่กำลังคุยกันอย่างออกรสละสายตาจากสิ่งที่พวกเขาสนใจ เลื่อนมามองที่ฉันด้วยแววตาสงสัยเมื่อมะลิเอ่ยถามขึ้นมาในช่วงที่เพลงหยุดลงพอดี ส่วนฉันที่พึ่งรู้ตัวว่ากระดกแก้วเบียร์ดื่มแบบไร้สติยับยั้ง จึงรีบวางแก้วเปล่าในมือลงแล้วระบายยิ้มแหยแก้ต่าง
“มีเรื่องทุกข์ใจนิดหน่อยน่ะ”
“เรื่องอะไร อย่าบอกนะว่าเรื่องผู้ชาย”
“ก็ไม่เชิง…” ฉันมีท่าทางอ้ำอึ้งที่จะตอบมะลิไปแบบตรง ๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง เผื่อจะระบายความอัดอั้นได้บ้าง “เฮ้อ~ เรื่องแฟนเก่านั่นแหละมะลิ ไอ้คนนั้นน่ะ”
“มันยังตามตื๊อขอคืนดีเหรอ”
“ประมาณนั้นแหละ ซึ่งฉันรำคาญ บล็อกแล้วทุกช่องทางก็ยังหาทางติดต่อมาจนได้”
“แล้วทำไมมึงไม่บอกมันว่ามีคนใหม่ไปแล้ว”
เรียวคิ้วคู่สวยเลิกขึ้นสูงราวกับสิ่งที่พึ่งได้ยินเมื่อครู่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ พลันยกนิ้วชี้ขึ้นมาชี้หน้ากายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “กูลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย ความคิดมึงเข้าท่าว่ะ”
“แล้วถ้าเกิดว่าบอกไปแล้ว แต่ก็ยังตามตื๊อต่อทั้งที่พายมันไม่ได้มีแฟนจริง ๆ จะทำยังไงวะ?” มะลิตั้งข้อสงสัย ซึ่งข้อนี้ฉันก็เห็นด้วย
“ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นอีก เดี๋ยวกูจะช่วยเป็นแฟนปลอม ๆ ให้มึงเอง”
ตอนที่ 9มีรุ่นพี่เข้ามาจีบ ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นมีอยู่จริง! สีหน้า แววตา และคำพูดของเดือนฉายในคืนนั้นยังติดตรึง ถ้าไม่มีประโยคต่อท้ายที่ทำเอาคนฟังถึงกับกุมขมับคงคล้อยตามไปถึงไหนต่อไหน “ปฏิเสธเพื่อนเพราะจะไปกับผู้ น่าหมั่นไส้ว่ะ” มะลิจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้ยแหย่ “ว่าแต่ไปรู้จักกันตอนไหนวะ?” “เขาทักไอจีมา บอกว่าอยากทำความรู้จัก” “แล้วมึงก็ยอมคุยกับเขาง่าย ๆ เลยเหรอ” “ก็ไม่เชิง” ละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่าน เม้มริมฝีปากเข้าด้วยกันแน่นทอดสายตามองใบหน้ากายอย่างเอือม ๆ “เกือบ ๆ อาทิตย์ถึงยอมเปิดใจคุยน่ะ” “เล่นตัวเอาเรื่อง” “แน่นอน” “สรุปตกลงคบกันแล้ว?” บุคคลที่เอนหลังเอาขาพาดโต๊ะส่งเสียงขึ้นมา พลางหยิบหนังสือที่ใช้ปิดบังใบหน้าออกทอดสายตามองมาที่ฉันด้วยความว่างเปล่า “ยัง แค่คุย ๆ แล้วก็พึ่งนัดเจอกันคืนนี้แหละ” “ระวังบ้างก็ดี ไม่ใช่ใครทักหาและชวนไปไหนก็จะไปกับเขาเลย” หนังสือเล่มหนาเตอะถูกวางทับบนใบหน้าดังเดิม ส
ตอนที่ 8เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ต้นเดือนมีนาแรกเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ในอดีตอาจจะใช่! แต่ไม่ใช่ในยุคปัจจุบันที่เริ่มเข้าหน้าร้อนตั้งแต่ปลายมกราคม หรืออาจจะเรียกว่าฤดูร้อนตลอดทั้งปีเพราะสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เราทั้งหมดตกลงสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในช่วงปิดเทอม คือหมู่บ้านในหุบเขาที่มีจุดเด่นคือเหมืองหินติดชายแดนไทย-พม่า มีสภาพภูมิอากาศที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดปี แน่นอนว่าฉันเคยไปมาครั้งหนึ่งแต่เพราะเพื่อน ๆ ต่างลงความเห็นฉันจึงไม่ได้ติดขัดเพราะบรรยากาศในหุบเขาถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร เดินทางผ่านเทือกเขาลำห้วยเพื่อพิชิตโค้งอันน่าหวาดเสียว อาจจะเป็นความฝันและความตื่นเต้นของนักบิดสายลุยหลายคน ...แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน! รถยนต์มีกันทุกคนแต่เลือกขับมอเตอร์ไซค์เพื่อความตื่นเต้นและเร้าใจ “สีหน้าไอ้พายไม่สู้ดีเลย ไหวป่าววะ” กายเดินเข้ามาดูอาการของฉันที่นั่งสูดยาดมตราโป๊ยเซียนอยู่ม้านั่งทางเข้าห้องพัก “ไหวมั้ย เดี๋ยวจ่ายเงินค่าห้องเสร็จมึงนอนพักก่อนก็ได้นะ”
ตอนที่ 7ผีห่าซาตานเข้าสิง ทุกคนอึ้ง กรรมการอึ้ง เมื่อเดือนฉายพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยระหว่างที่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ฉันอ้าปากค้างเกือบหนึ่งนาทีเต็ม และพอเรียกสติกลับมาได้จึงยื่นแก้วของตัวเองไปตรงหน้า “มึงเอาจริงเหรอ” “เออ”“โอเค มึงบอกแบบนั้น กูก็ไม่อยากขัดศรัทธา ดีล!” กริ๊ง เสียงแก้วกระทบแก้วเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฉันกับเดือนฉายได้ทำสัญญากันขึ้น เกี่ยวกับการเป็นแฟนปลอม ๆ ที่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้กลายมาเป็นบทสนทนาของเราทั้งสี่คนได้อย่างไร “แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะค้าบ โชนแก้ววววว” ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล ต่างคนต่างยกแก้วขึ้นกระดกราวกับเครื่องดื่มที่อยู่ในแก้วนั้นไร้ซึ่งแอลกอฮอล์ กระดกดื่มราวกับน้ำเปล่าที่ต้องดื่มกินหลังจากที่กินข้าวเสร็จ ยิ่งดึกบรรยากาศที่ร้านยิ่งครึกครื้น นักท่องราตรีที่หลุดออกจากอีกร้านก็เริ่มทยอยเข้ามา ณ ร้านนั่งชิวแห่งนี้เนื่องจากเปิดถึงตี 4 โปรแรกผ่านไป โปรสองสาม สี่และห้าก็ผ่านมาเรื่อย ๆ กระทั่งรู้สึกว่าลิ้นเริ่มจะหวาน พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง “มึง
ตอนที่ 6จำไม่ได้เหรอ?นานนับเดือนกว่าเดือนฉายจะโผล่หัวมาที่มหา’ลัย ให้เพื่อน ๆ และอาจารย์ในคณะได้เห็นหน้า จนเพื่อนบางคนในห้องคิดว่าเขาลาออกไปแล้ว แถมอาจารย์ที่เข้าสอนแต่ละวิชายังถามหาจนขี้เกียจตอบคำถาม…เพราะหายเข้ากลีบเมฆแบบไร้ร่องรอย“อ้าวเพื่อน…มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอวะ”เสียงทักทายจาก ‘มะเดี่ยว’ เพื่อนร่วมชั้นเจ้าของสีผิวสีดำทมิฬ ชนิดที่คนอย่างฉันที่ไม่ค่อยมีสีผิวขาวนวลมากนัก ไปยืนเทียบข้างยังเหมือนกับช็อกโกแลตกับนมได้เลยทีเดียว เดือนฉายไม่ได้ตอบกลับมีเพียงริมฝีปากที่หยักยิ้มพร้อมมือที่ชูขึ้นมาทักทาย“กูก็นึกว่าลาออกไปแล้ว หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าว” ตามมาด้วยสอง หัวหน้าห้องที่เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายียวนตามแบบฉบับของหนุ่มอารมณ์ดี“กูก็อยากจะลาออกอยู่เหมือนกัน บางทีก็ขี้เกียจเรียน”“มึงก็พูดไป เรียน ๆ ไปเดี๋ยวก็จบเว้ย”“เออ”สองตบไหล่ของเดือนฉายเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มให้พวกเราทั้งสามคนที่นั่งทบทวนโจทย์สำหรับสอบปลายภาคอยู่ จากนั้นก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเองที่อยู่ถัดไปประมาณคืบนึง“หยุด!” ปากของกายอ้าค้างกลางอากาศในระหว่างที่กำลังจะขยับปากพูดอะไรบางอย่างกับเดือนฉาย “ก
ตอนที่ 5เซอร์ไพรส์“จะพาไปไหน”“มีของขวัญจะให้แฟนน่ะ แต่ของชิ้นใหญ่ ถือใส่มอเตอร์ไซค์คงไม่ไหวคนเดียว”“อ๋อ~” ฉันทำเสียงยาวพลางพยักหน้ารับเรื่อง “งั้นไปเลยมั้ย มึงนัดเขาไว้กี่โมง”“ไม่ได้นัด กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์น่ะ วันนี้ครบรอบ 2 ปี”“ว้าว” น้ำเสียงตื่นเต้นบวกกับแววตาพราวระยับที่ฉันแสดงออก ทำให้ใบหูของเดือนฉายขึ้นสีแดงระเรื่อ “ยินดีด้วยนะ อ้อ! เกือบลืม เอากูไปเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นเพื่อนผู้ชาย แฟนมึงจะไม่ว่าเอาเรอะ”ข้อนี้ฉันอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล ร้อยทั้งร้อยไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากให้แฟนตัวเองสนิทกับเพื่อนผู้หญิงหนักหรอก และยิ่งเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ ยิ่งจะทำให้เข้าใจผิดไปใหญ่“ไม่หรอก เพราะปกติกูก็มีแต่เพื่อนผู้หญิง เพื่อนชายก็มีแค่ไอ้กายที่สนิท”“มึงเป็นตุ๊ดป่ะเนี่ย!”“ตุ๊ดบ้านป้ามึงสิคบผู้หญิง”แรงมากกกกกก! แต่ก็จริงอย่างที่เดือนฉายว่าเดือนฉายกลอกสายตามองอย่างเอือมระอาและออกเดินกลับไปยังทางที่เราจากมา โดยไม่ได้สนใจฉันที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ราวกับเป็นอากาศ ดังนั้นจึงรีบสาวเท้ายาว ๆ ตามหลังเขาไปติด ๆ“โทษที ๆ ก็เห็นบอกว่ามีแต่เพื่อนหญิง”มีเพียงหางตาที่ปรายมามองพร้อมสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ
ตอนที่ 4วิ่งหนีอะไรบางอย่างเจ้าของเสียงราบเรียบเมื่อครู่ยืนเอาหัวไหล่พิงกำแพงพลางกอดอกอยู่ตรงประตูทางเข้ามหา’ลัย รู้สึกแปลกใจอยู่ในทีที่อยู่ ๆ เดือนฉายก็โผล่มาทั้งที่หมดคาบเรียนแล้ว“มาทำไม?” มะลิทักขึ้นก่อน เมื่อเดือนฉายเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ“ว่าจะมาเรียน แต่ลืมไปว่าวันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า” เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมหันหน้าไปตอบมะลิ แล้วเลื่อนสายตาเข้ามาจ้องหน้าฉันที่ส่งสายตามองเขาอยู่เช่นกัน “ไป กลับห้อง”“เดี๋ยวก่อนพาย!”ตอนนี้แขนของฉันถูกยื้อยุดฉุดกระชากด้วยฝีมือของชายหนุ่มสองคน ราวกับว่าพวกเขาเห็นฉันเป็นเชือกชักเย่อยังไงยังงั้น“โอ๊ย!” ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเปล่งเสียงตะโกนขึ้นกลางอากาศ สะบัดแขนทั้งสองข้างให้หลุดออกจากการยื้อกระชาก “เจ็บนะเว้ย! แขนคนไม่ใช่เชือกชักเย่อ”“แต่พาย”“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! แล้วก็พอได้แล้วโค้ก พายว่าพายพูดชัดตั้งแต่วันนั้นแล้วนะ เราเลิกกันแล้ว แล้วโค้กก็เปิดตัวคบกับคนใหม่ไปแล้วด้วย ยังจะต้องการอะไรจากพายอีก! พอได้แล้ว!” ฉันโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ยังระงับอารมณ์ฉุนเฉียวเอาไว้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสองที่ยืนรออยู่ “ไปพวกมึง กลับ!”



![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



