เข้าสู่ระบบ2
ละลายพฤติกรรม
“มัวยืนทำหน้าเอ๋ออยู่นั่น จะไปมั้ย ชักช้าเดี๋ยวคนอื่นจะรอ”
คำพูดคำจาของไอ้เพื่อนคนนี้มันช่างขัดจากหน้าตาของเขาที่หล่อเหล่าราวกับเทพบุตรเดินได้เสียจริง แต่ฉันก็ไม่ได้ต่อปากต่อคำให้มากความตวัดสายตาขึ้นมองพร้อมชักสีหน้าแล้วเดินตามหลังเขาไปโดยไม่ได้พูดอะไร กระทั่งเดือนฉายเป็นคนส่งเสียงถามขึ้นมาก่อนจึงรีบตอบกลับไปแบบส่งๆ
“แล้วมะลิล่ะ”
“ปวดหนักน่ะ สักพักเดี๋ยวตามลงไป”
“อืม”
แน่นอนว่าระหว่างทางเราทั้งคู่ไม่ได้มีบทสนทนาอะไรกันมากมาย มีเพียงความเงียบงันที่ยังคงทำงานไปเรื่อย ๆ กระทั่งเดินมาถึงห้องกิจกรรม
“มะลิล่ะ”
“เข้าห้องน้ำ เดี๋ยวก็ตามมา”
“เข้าไปข้างในกันก่อน คนอื่นเขาเตรียมพร้อมกันหมดแล้ว”
ฉันและเดือนฉายพยักหน้ารับพลางเดินตามหลังกายเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ในห้อง ไม่นานนักมะลิจึงเดินเข้ามาสมทบด้วยท่าทางรีบร้อน
“ทันอยู่ใช่มั้ย”
“ใช่”
“เอาล่ะนักศึกษา” เสียงของอาจารย์ซาร่าประกาศ ทุกคนในห้องกิจกรรมต่างเงียบเสียงเพื่อฟังคำอธิบาย “กิจกรรมในค่ำคืนนี้คือการละลายพฤติกรรม เปิดเทอมใหม่ พบเจอเพื่อนใหม่ ก็ต้องทำความรู้จักกันใหม่ เพราะฉะนั้นอาจารย์จะให้ทุกคนจับฉลากเพื่อจับคู่ แล้วร่วมเล่นเกมความสามัคคี เริ่มได้เลยจ้ะ”
‘พี่แพน’ นักศึกษาสาขาโยธาปี 3 พี่เลี้ยงอาสาสมัครเดินถือกล่องขนาดกลางเดินให้น้อง ๆ ที่นั่งแสดงสีหน้าตื่นเต้นจับสลากกันทีละคน
“ใครจับได้เลขเหมือนกัน แสดงว่าได้คู่กันนะคะ เปิดดูเลยค่ะ”
กระดาษแผ่นเล็กในมือถูกคลี่ออกปรากฏเลข 13 พอเห็นตัวเลขของตัวเองจึงรีบชะโงกหน้าไปดูของมะลิ และก็พบว่าเธอได้หมายเลข 7 ส่วนกายได้หมายเลข 5 แต่เดือนฉายได้หมายเลข 13
แสดงว่าฉันกับเดือนฉายได้คู่กันแบบนั้นสินะ
“เมื่อนักศึกษาเปิดดูหมายเลขของตัวเองแล้วก็ทำการจับคู่ได้เลยจ้ะ”
“อย่างที่บอก สงสัยฉันจะถูกชะตากับเธอ” เดือนฉายกระตุกยิ้มยียวนทันทีที่ฉันสะบัดใบหน้าไปมอง พอได้เห็นท่าทางหยอกเย้าของเขาก็อดหมั่นไส้ไม่ได้
“ย่ะ ถูกชะตาก็ถูกชะตา ขยับไปได้แล้ว คนอื่นเขาจะได้จัดเตรียมที่นั่งเพื่อเล่นเกม”
“ครับ”
“เกมละลายพฤติกรรมไม่ได้ยากมาก เกมแรกคือการต่อจิ๊กซอว์”
“แล้วต้องมีผู้ชนะมั้ยจารย์” ‘สอง’ บุคคลที่ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องตะโกนขึ้นมาพลันชูมือขึ้นสูงเหนือศีรษะ
“มีสิจ๊ะ คนที่ชนะจะได้รับของที่ระลึกคือแหวนเฟืองประจำสาขาโยธา”
“ว้าว” เกิดเสียงเจื้อยแจ้วขนาดย่อยขึ้นมาเมื่ออาจารย์ซาร่าชูแหวนเงินลักษณะคล้ายเฟืองขึ้นมาตรงหน้าสองวง “แบบนี้ค่อยสนุกหน่อยจารย์”
“แน่นอนค่ะ มีใครสงสัยอะไรอีกมั้ย ถ้าไม่มีอาจารย์จะจับเวลาแล้วนะ”
“อยากได้มั้ย”
“หืม...ก็สวยดีนะ” ฉันตอบเดือนฉายแบบไม่ใส่ใจและตั้งหน้าตั้งตาจัดการจิ๊กซอว์ในมือด้วยความมุ่งมั่น
“แต่เหมือนว่าเธอจะจริงจังกับเกมมากเลยนะ”
“เลิกชวนคุยแล้วก็ช่วยฉันต่อได้แล้วน่า”
“ฉันรับประกันได้เลยว่าแหวนเฟืองคู่นั้นจะต้องเป็นของเรา”
มือที่กำลังจับชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ชะงักงันพร้อมสายตาที่เหลือบขึ้นมองคนตรงหน้า ก่อนจะทำการไหวไหล่ขึ้นข้างหนึ่งแบบไม่ใส่ใจนัก “ที่จริงไม่ต้องพูดด้วยถ้อยคำสุภาพก็ได้นะ แทนกูกับมึงได้เลย ยังไงเราก็เรียนอยู่ห้องเดียวกัน เป็นเพื่อนกัน”
“ไม่ถือสาอยู่แล้ว”
ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ในมือถูกแย่งไปในพริบตา และแล้วดวงตาของฉันก็จำต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะเดือนฉายใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที ย้ำว่า 3 นาที!
เพราะตอนนี้เขาต่อภาพที่ได้รับมาเสร็จแล้วเรียบร้อยพร้อมกับชูมือขึ้นสูงเพื่อส่งสัญญาณบอกอาจารย์ซาร่าที่ยืนยิ้มอยู่หน้าห้อง
“ว่าไงธนภพ?”
“เสร็จแล้วครับ”
อาจารย์พยักพเยิดหน้าไปหาพี่แพนที่ยืนชิดกำแพงห้องฝั่งซ้าย รอไม่นานเธอก็เดินเข้ามาถึงตำแหน่งที่เราทั้งคู่นั่งอยู่ ก่อนจะยกกระดานจิ๊กซอว์ที่เดือนฉายต่อสำเร็จขึ้นเหนือหัว
“เกมต่อจิ๊กซอว์ เดือนฉายและพะพายเป็นผู้ชนะ”
เพราะความดีใจจึงเผลอชกเข้าที่ต้นแขนของเดือนฉายไปหนึ่งที แต่เจ้าตัวก็ไม่ว่าอะไรแถมยังยักคิ้วยียวนตอบกลับมาอีกต่างหาก
“ไหนบอกไม่จริงจัง”
“ก็มีนิด ๆ หน่อย ๆ ได้แหวนเฟืองมาก็ถือว่าเป็นของที่ระลึก”
“ยอมรับตั้งแต่ทีแรกก็จบ”
“เอ๊ะ!” ฉันขมวดคิ้วมุ่น ส่งสายตามองค้อนคนตรงหน้าพร้อมทำเสียงขึ้นจมูก “นี่อยู่ทีมเดียวกันป่ะ ตั้งแต่ตอนลงมาที่ห้องแล้วนะมึง”
“อ้าว กูผิดซะงั้น”
“ก็ไม่ได้ว่าผิด แต่มึงขัดกูอ่ะ ขัดตลอดเลย”
เดือนฉายเลิกคิ้วขึ้นสูง ใบหน้าของเขาไม่แสดงออกถึงความรู้สึกผิดเลยสักนิดแถมยังยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันหน้าไปมองอาจารย์ซาร่าที่กำลังจะอธิบายถึงเกมต่อไป
“เกมที่สอง พิสูจน์ลมปาน เป่าแป้งหาเหรียญ”
ฉันรับจานที่บรรจุแป้งมาเต็มอัตราจากพี่นารามาถือไว้ แล้วเลื่อนสายตามองหน้าเดือนฉายสลับกับจานแป้งพลางกะพริบตาปริบ ๆ
“เกมนี้มึงจัดการเลย”
“แต่กูอาบน้ำแล้ว”
“กูก็อาบแล้ว” เดือนฉายปฏิเสธ รีบยื่นมือออกมายันจานแป้งที่ฉันยื่นให้ด้วยสีหน้ารังเกียจ
“งั้นช่วยกัน”
“ยังไง?”
ฉันหันหน้าไปมองอาจารย์ที่ยืนยกมือเตรียมให้สัญญาณอยู่หน้าห้อง และย้ายสายตากลับเข้ามาสอดประสานเข้ากับนัยน์ตาสีสนิม พลางค่อย ๆ คลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เมื่ออาจารย์ประกาศเริ่ม ให้เป่าพร้อมกัน”
“1 2 เริ่ม!”
พรวด!
ควันแป้งฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศหลังจากสิ้นเสียงสัญญาณ คราวนี้ไม่มีใครได้เปรียบใครต่างเลอะแป้งกันทั้งคู่ เส้นผมขาวโพลนเส้นผลขาวโพลนราวกับคนแก่กันเลยเชียว
“พลายผกาว่าไงจ๊ะ?”
“เจอเหรียญแล้วค่ะ” ฉันชูเหรียญขึ้นเหนือหัวพลางยกมือข้างซ้ายที่ว่างอยู่ขึ้นมาปัดผงแป้งออกจากดวงตา
แน่นอนว่าเกมเป่าแป้งหาเหรียญ ฉันกับเดือนฉายก็ครองที่หนึ่งได้สำเร็จ ทว่าเหมือนความสำเร็จในครั้งนี้จะไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนว่าผงแป้งจะเข้าตาของฉันเข้าให้อย่างจัง
“เป็นอะไร ขยี้ตาไม่หยุด”
“แป้งน่าจะเข้าตาน่ะ ขัด ๆ อยู่ตรงนี้” ฉันชี้นิ้วไปที่หางตาข้างขวา พลันมือที่กำลังจะขยี้เปลือกตาอีกรอบก็ถูกปัดออกด้วยฝีมือของเดือนฉายด้วยแรงที่ไม่มากนักจนเผลอตกใจ
“เดี๋ยวกูดูให้”
เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจ และแล้วหัวใจของฉันก็ไม่รักดีเต้นระรัวผิดจังหวะขึ้นมาราวกับกลองชุดหน้าเวที แถมอุณหภูมิบริเวณใบหน้ายังสูงขึ้นเมื่อสายตาของเราทั้งคู่สบประสาน
“ลองกะพริบตาดูอีกที”
“อ่ะ…โอเค” ฉันรีบกะพริบตาระรัวตามที่เดือนฉายบอก ก่อนจะพบว่าอาการระคายเคืองเมื่อครู่หายไปแล้ว “หายแล้วล่ะ ขอบใจนะ”
“อืม”
ฉันรีบเงยหน้าขึ้นไปมองอาจารย์ซาร่าที่กำลังอธิบายถึงกติกาการเล่นเกมสำหรับเกมสุดท้าย เกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นมาจนไม่อยากจะหันหน้าไปมองเดือนฉายที่กำลังตั้งใจฟังอยู่เหมือนกัน
… เพียงแค่ได้สบสายตาเข้าด้วยกันแบบไม่ตั้งใจ
แค่เท่านั้นทำไมฉันถึงได้มีอาการวูบวาบจนน่าประหลาดใจ?
ช่วงเวลาของการปฐมนิเทศจบลงแล้ว 1 คืน 2 วัน ถือว่าทางสาขาจัดกิจกรรมได้น่าประทับใจ ฉันได้ละลายพฤติกรรมกับเพื่อน ๆ และได้ทำความรู้จักกับรุ่นพี่อาสา มีการนัดแนะจัดปาร์ตี้ต้อนรับน้องใหม่สำหรับวันแรกของการเปิดเทอมด้วยอีกต่างหาก
และก็ได้กลุ่มเพื่อนสนิทมาแบบไม่ได้ตั้งใจนั่นคือมะลิ กายแก้ว และเดือนฉาย
…สนิทแบบมัดมือชก
และแน่นอนว่าก่อนวันเปิดเทอมฉันได้ย้ายเข้าคอนโดฯ ที่ทำการจองล่วงหน้าไว้ประมาณหนึ่งเดือนแล้วเสร็จสรรพ แม้บ้านเกิดเมืองนอนจะไม่ได้อยู่ไกลจากมหาลัยฯ มากนัก แต่ใช้เวลาเดินทางแต่ละทีก็เกือบ ๆ 3 ชั่วโมงอยู่เหมือนกัน สู้ดีย้ายเข้ามาใกล้ ๆ จะได้มีเวลาพักผ่อนเพิ่มมากขึ้นด้วย
“คิดยังไงชวนมาไหว้พระหลังเลิกเรียน” แขนทั้งสองข้างเท้าอยู่บนราวเหล็กกลม เบี่ยงเสี้ยวหน้าเบนสายตาขึ้นมองกายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความฉงน “และทำไมต้องพามายืนรับลมตรงท่าเรือด้วย กูเวียนหัว”
“กูก็แค่อยากให้พวกเราได้ใช้เวลาร่วมกัน” กายตอบคำถามพลันยื่นหลอดยาดมมาให้ “เอาของกูไปดมแก้วิงเวียนก่อน”
“ขอบใจ”
“กูเห็นด้วยกับกายนะ เพราะส่วนมากเราจะคุยกันในกลุ่ม ตั้งแต่วันปฐมนิเทศก็ไม่ได้เจอกันเลย” มะลิรีบเสริม ทอดสายตามองคลื่นแม่น้ำเจ้าพระยาที่กระทบเข้าฝั่ง “ไหนจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันไปอีก 4 ปี แถมยังตกลงเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มแบบมัดมือชกอีกต่างหาก”
ฉันพยักหน้าหงึกหงักพลางสูดเอากลิ่นสมุนไพรจากยาดมเข้าเต็มปอด “ก็จริงอย่างที่มะลิบอก ว่าแต่คืนนี้เราจะไปที่ร้านเมายันหว่างตามที่รุ่นพี่ชวนป่ะ”
“กูไป เบื่อ ๆ เซ็ง ๆ พอดี” กายตอบเป็นคนแรกแล้วสะกิดเดือนฉายที่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เพื่อถามความเห็น “มึงล่ะไอ้ฉาย ไปกับเขาหรือเปล่า มัวแต่พิมพ์ยุกยิก ๆ ง้อสาวอยู่หรือไง”
“เออ เป็นแม่งอะไรก็ไม่รู้ งี่เง่า กูแค่มาไหว้พระกับพวกมึง เสือกคิดว่ากูพาสาวไปเที่ยว ปัญญาอ่อน!” น้ำเสียงที่ถ่ายทอดออกมาดูหงุดหงิด “เลิก ๆ ไปตั้งแต่รอบแรกก็จบ”
“งั้นเย็นนี้ก็ต้องจัดสิค้าบ ~”
เดือนฉายกระตุกยิ้มมุมปาก กดปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง
“คืนนี้…” เขากวาดสายตามองกายสลับกับมะลิและหยุดลงที่ฉันด้วยแววตาพราวระยับ “ใครเมาโดนเล่นอ่ะบอกเลย”
“กูขอไปหาซื้อยาแก้เมาก่อนได้ป่ะ” มะลิรีบออกตัว กลับหลังหันเดินขึ้นท่าเรือโดยไม่รีรอ
“กูไม่กลัวอยู่แล้ว นับประสาเรื่องแดกเหล้ามันยิบย่อย” ตามด้วยกายที่ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ
ก็คงเหลือแค่ฉันที่ยังยืนทำหน้าพะอืดพะอมสูดกลิ่นสมุนไพรเข้าปอด ที่ตอนนี้ไม่สามารถขยับปากตอบได้เพราะกลัวว่าอ้วกจะพุ่ง
“ไหวเปล่า?”
ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบ และกำลังจะอ้าปากตอบก็โดนช้อนร่างขึ้นในท่าเจ้าสาวด้วยฝีมือของเดือนฉาย ด้วยความตกใจฉันจึงเผลอยกมือขึ้นมาคล้องคอของเขาเอาไว้แน่น
“เมาคลื่นก็ยังจะมายืนกับเขา”
“ไม่คิดว่าคลื่นจะแรงขนาดนี้”
“พะพายเป็นอะไร?” มะลิวิ่งเข้ามาดูอาการด้วยสีหน้าแตกตื่น เมื่อเดือนฉายปล่อยฉันให้เป็นอิสระแต่ก็ไม่วายที่จะช่วยพยุงร่างเอาไว้ ตามด้วยกายที่เหมือนจะพึ่งสังเกตเห็นจึงรีบถามไถ่ดูอาการ
“อย่าบอกนะว่าเมาคลื่นจริง ๆ”
“อืม”
“กูก็นึกว่าพูดเล่น”
“พูดเล่นกูคงไม่เป็นแบบนี้หรอกมั้ง!” ฉันตวัดสายตามองกายอย่างนึกตำหนิ ก่อนจะหันหน้าไปหาเดือนฉายที่ช่วยพยุงร่างเอาไว้ “ไปส่งหน่อยสิ คอนโดฯ ของเราอยู่ตรงข้ามกัน ใช่มั้ยนะ ถ้าจำไม่ผิด”
“อืม..ได้”
“ถ้างั้นก็แยกย้ายกันดีกว่า แล้วค่อยเจอกันเย็นนี้นะเพื่อน ๆ”
มะลิโบกมือลาพลันหันหลังเดินจากไป ส่วนกายก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดรับสายและหายไปอีกคน เหลือแค่ฉันกับเดือนฉายที่กำลังเดินไปที่รถของเขาโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา
“ถ้าไม่ไหว เย็นนี้ไม่ต้องไปก็ได้นะ”
“กลับห้องนอนพักแป๊บเดียวก็หาย”
“แน่ใจ?”
“อืม แน่ใจ”
“แต่งตัวเสร็จก็บอก เดี๋ยวคืนนี้กูไปรับเอง”
ตอนที่ 9มีรุ่นพี่เข้ามาจีบ ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นมีอยู่จริง! สีหน้า แววตา และคำพูดของเดือนฉายในคืนนั้นยังติดตรึง ถ้าไม่มีประโยคต่อท้ายที่ทำเอาคนฟังถึงกับกุมขมับคงคล้อยตามไปถึงไหนต่อไหน “ปฏิเสธเพื่อนเพราะจะไปกับผู้ น่าหมั่นไส้ว่ะ” มะลิจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้ยแหย่ “ว่าแต่ไปรู้จักกันตอนไหนวะ?” “เขาทักไอจีมา บอกว่าอยากทำความรู้จัก” “แล้วมึงก็ยอมคุยกับเขาง่าย ๆ เลยเหรอ” “ก็ไม่เชิง” ละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่าน เม้มริมฝีปากเข้าด้วยกันแน่นทอดสายตามองใบหน้ากายอย่างเอือม ๆ “เกือบ ๆ อาทิตย์ถึงยอมเปิดใจคุยน่ะ” “เล่นตัวเอาเรื่อง” “แน่นอน” “สรุปตกลงคบกันแล้ว?” บุคคลที่เอนหลังเอาขาพาดโต๊ะส่งเสียงขึ้นมา พลางหยิบหนังสือที่ใช้ปิดบังใบหน้าออกทอดสายตามองมาที่ฉันด้วยความว่างเปล่า “ยัง แค่คุย ๆ แล้วก็พึ่งนัดเจอกันคืนนี้แหละ” “ระวังบ้างก็ดี ไม่ใช่ใครทักหาและชวนไปไหนก็จะไปกับเขาเลย” หนังสือเล่มหนาเตอะถูกวางทับบนใบหน้าดังเดิม ส
ตอนที่ 8เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ต้นเดือนมีนาแรกเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ในอดีตอาจจะใช่! แต่ไม่ใช่ในยุคปัจจุบันที่เริ่มเข้าหน้าร้อนตั้งแต่ปลายมกราคม หรืออาจจะเรียกว่าฤดูร้อนตลอดทั้งปีเพราะสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เราทั้งหมดตกลงสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในช่วงปิดเทอม คือหมู่บ้านในหุบเขาที่มีจุดเด่นคือเหมืองหินติดชายแดนไทย-พม่า มีสภาพภูมิอากาศที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดปี แน่นอนว่าฉันเคยไปมาครั้งหนึ่งแต่เพราะเพื่อน ๆ ต่างลงความเห็นฉันจึงไม่ได้ติดขัดเพราะบรรยากาศในหุบเขาถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร เดินทางผ่านเทือกเขาลำห้วยเพื่อพิชิตโค้งอันน่าหวาดเสียว อาจจะเป็นความฝันและความตื่นเต้นของนักบิดสายลุยหลายคน ...แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน! รถยนต์มีกันทุกคนแต่เลือกขับมอเตอร์ไซค์เพื่อความตื่นเต้นและเร้าใจ “สีหน้าไอ้พายไม่สู้ดีเลย ไหวป่าววะ” กายเดินเข้ามาดูอาการของฉันที่นั่งสูดยาดมตราโป๊ยเซียนอยู่ม้านั่งทางเข้าห้องพัก “ไหวมั้ย เดี๋ยวจ่ายเงินค่าห้องเสร็จมึงนอนพักก่อนก็ได้นะ”
ตอนที่ 7ผีห่าซาตานเข้าสิง ทุกคนอึ้ง กรรมการอึ้ง เมื่อเดือนฉายพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยระหว่างที่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ฉันอ้าปากค้างเกือบหนึ่งนาทีเต็ม และพอเรียกสติกลับมาได้จึงยื่นแก้วของตัวเองไปตรงหน้า “มึงเอาจริงเหรอ” “เออ”“โอเค มึงบอกแบบนั้น กูก็ไม่อยากขัดศรัทธา ดีล!” กริ๊ง เสียงแก้วกระทบแก้วเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฉันกับเดือนฉายได้ทำสัญญากันขึ้น เกี่ยวกับการเป็นแฟนปลอม ๆ ที่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้กลายมาเป็นบทสนทนาของเราทั้งสี่คนได้อย่างไร “แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะค้าบ โชนแก้ววววว” ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล ต่างคนต่างยกแก้วขึ้นกระดกราวกับเครื่องดื่มที่อยู่ในแก้วนั้นไร้ซึ่งแอลกอฮอล์ กระดกดื่มราวกับน้ำเปล่าที่ต้องดื่มกินหลังจากที่กินข้าวเสร็จ ยิ่งดึกบรรยากาศที่ร้านยิ่งครึกครื้น นักท่องราตรีที่หลุดออกจากอีกร้านก็เริ่มทยอยเข้ามา ณ ร้านนั่งชิวแห่งนี้เนื่องจากเปิดถึงตี 4 โปรแรกผ่านไป โปรสองสาม สี่และห้าก็ผ่านมาเรื่อย ๆ กระทั่งรู้สึกว่าลิ้นเริ่มจะหวาน พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง “มึง
ตอนที่ 6จำไม่ได้เหรอ?นานนับเดือนกว่าเดือนฉายจะโผล่หัวมาที่มหา’ลัย ให้เพื่อน ๆ และอาจารย์ในคณะได้เห็นหน้า จนเพื่อนบางคนในห้องคิดว่าเขาลาออกไปแล้ว แถมอาจารย์ที่เข้าสอนแต่ละวิชายังถามหาจนขี้เกียจตอบคำถาม…เพราะหายเข้ากลีบเมฆแบบไร้ร่องรอย“อ้าวเพื่อน…มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอวะ”เสียงทักทายจาก ‘มะเดี่ยว’ เพื่อนร่วมชั้นเจ้าของสีผิวสีดำทมิฬ ชนิดที่คนอย่างฉันที่ไม่ค่อยมีสีผิวขาวนวลมากนัก ไปยืนเทียบข้างยังเหมือนกับช็อกโกแลตกับนมได้เลยทีเดียว เดือนฉายไม่ได้ตอบกลับมีเพียงริมฝีปากที่หยักยิ้มพร้อมมือที่ชูขึ้นมาทักทาย“กูก็นึกว่าลาออกไปแล้ว หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าว” ตามมาด้วยสอง หัวหน้าห้องที่เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายียวนตามแบบฉบับของหนุ่มอารมณ์ดี“กูก็อยากจะลาออกอยู่เหมือนกัน บางทีก็ขี้เกียจเรียน”“มึงก็พูดไป เรียน ๆ ไปเดี๋ยวก็จบเว้ย”“เออ”สองตบไหล่ของเดือนฉายเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มให้พวกเราทั้งสามคนที่นั่งทบทวนโจทย์สำหรับสอบปลายภาคอยู่ จากนั้นก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเองที่อยู่ถัดไปประมาณคืบนึง“หยุด!” ปากของกายอ้าค้างกลางอากาศในระหว่างที่กำลังจะขยับปากพูดอะไรบางอย่างกับเดือนฉาย “ก
ตอนที่ 5เซอร์ไพรส์“จะพาไปไหน”“มีของขวัญจะให้แฟนน่ะ แต่ของชิ้นใหญ่ ถือใส่มอเตอร์ไซค์คงไม่ไหวคนเดียว”“อ๋อ~” ฉันทำเสียงยาวพลางพยักหน้ารับเรื่อง “งั้นไปเลยมั้ย มึงนัดเขาไว้กี่โมง”“ไม่ได้นัด กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์น่ะ วันนี้ครบรอบ 2 ปี”“ว้าว” น้ำเสียงตื่นเต้นบวกกับแววตาพราวระยับที่ฉันแสดงออก ทำให้ใบหูของเดือนฉายขึ้นสีแดงระเรื่อ “ยินดีด้วยนะ อ้อ! เกือบลืม เอากูไปเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นเพื่อนผู้ชาย แฟนมึงจะไม่ว่าเอาเรอะ”ข้อนี้ฉันอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล ร้อยทั้งร้อยไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากให้แฟนตัวเองสนิทกับเพื่อนผู้หญิงหนักหรอก และยิ่งเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ ยิ่งจะทำให้เข้าใจผิดไปใหญ่“ไม่หรอก เพราะปกติกูก็มีแต่เพื่อนผู้หญิง เพื่อนชายก็มีแค่ไอ้กายที่สนิท”“มึงเป็นตุ๊ดป่ะเนี่ย!”“ตุ๊ดบ้านป้ามึงสิคบผู้หญิง”แรงมากกกกกก! แต่ก็จริงอย่างที่เดือนฉายว่าเดือนฉายกลอกสายตามองอย่างเอือมระอาและออกเดินกลับไปยังทางที่เราจากมา โดยไม่ได้สนใจฉันที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ราวกับเป็นอากาศ ดังนั้นจึงรีบสาวเท้ายาว ๆ ตามหลังเขาไปติด ๆ“โทษที ๆ ก็เห็นบอกว่ามีแต่เพื่อนหญิง”มีเพียงหางตาที่ปรายมามองพร้อมสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ
ตอนที่ 4วิ่งหนีอะไรบางอย่างเจ้าของเสียงราบเรียบเมื่อครู่ยืนเอาหัวไหล่พิงกำแพงพลางกอดอกอยู่ตรงประตูทางเข้ามหา’ลัย รู้สึกแปลกใจอยู่ในทีที่อยู่ ๆ เดือนฉายก็โผล่มาทั้งที่หมดคาบเรียนแล้ว“มาทำไม?” มะลิทักขึ้นก่อน เมื่อเดือนฉายเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ“ว่าจะมาเรียน แต่ลืมไปว่าวันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า” เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมหันหน้าไปตอบมะลิ แล้วเลื่อนสายตาเข้ามาจ้องหน้าฉันที่ส่งสายตามองเขาอยู่เช่นกัน “ไป กลับห้อง”“เดี๋ยวก่อนพาย!”ตอนนี้แขนของฉันถูกยื้อยุดฉุดกระชากด้วยฝีมือของชายหนุ่มสองคน ราวกับว่าพวกเขาเห็นฉันเป็นเชือกชักเย่อยังไงยังงั้น“โอ๊ย!” ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเปล่งเสียงตะโกนขึ้นกลางอากาศ สะบัดแขนทั้งสองข้างให้หลุดออกจากการยื้อกระชาก “เจ็บนะเว้ย! แขนคนไม่ใช่เชือกชักเย่อ”“แต่พาย”“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! แล้วก็พอได้แล้วโค้ก พายว่าพายพูดชัดตั้งแต่วันนั้นแล้วนะ เราเลิกกันแล้ว แล้วโค้กก็เปิดตัวคบกับคนใหม่ไปแล้วด้วย ยังจะต้องการอะไรจากพายอีก! พอได้แล้ว!” ฉันโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ยังระงับอารมณ์ฉุนเฉียวเอาไว้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสองที่ยืนรออยู่ “ไปพวกมึง กลับ!”







