Masukบรรยากาศภายในห้องทำงานของหัวหน้าแผนกออกแบบตกแต่งภายในเต็มไปด้วยความตึงเครียด เครื่องปรับอากาศที่ตั้งอุณหภูมิไว้ต่ำสุดไม่ได้ช่วยลดความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของคุณศักดิ์ชัย ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมผู้เป็นเจ้าของบริษัท เขากำลังเดินวนไปวนมาอยู่หลังโต๊ะทำงาน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและวิตกกังวล
รินทร์นั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สองมือประสานกันแน่นวางไว้บนตัก เธอมองแฟ้มเอกสารปกแข็งที่ถูกโยนกระแทกพื้นโต๊ะจนกระดาษด้านในเลื่อนหลุดออกมา มันคือสัญญาว่าจ้างโปรเจกต์คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง มูลค่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงบริษัทแห่งนี้ให้อยู่รอดได้ในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง
"คุณรินทร์ คุณไปทำอะไรให้ทางภักดีนวสกุลกรุ๊ปไม่พอใจ" น้ำเสียงของคุณศักดิ์ชัยสั่นพร่า ทั้งโกรธและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน "เมื่อเช้านี้ ทางนั้นส่งอีเมลสายตรงมาถึงผม แจ้งระงับการก่อสร้างและการตกแต่งภายในทั้งหมดในส่วนที่คุณรับผิดชอบ แถมยังขู่ว่าถ้าไม่เปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมออกแบบ พวกเขาจะยกเลิกสัญญาและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเราทั้งหมด!"
รินทร์เบิกตากว้าง ความรู้สึกชาหนึบแล่นปราดตั้งแต่ปลายนิ้วขึ้นมาถึงใบหน้า "ระงับงานหรือคะ แต่แบบแปลนทั้งหมดผ่านการอนุมัติแล้ว และเราก็เริ่มสั่งวัสดุเข้ามาหน้างานแล้วด้วย รินทร์ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเรื่องงานเลยนะคะคุณศักดิ์ชัย"
"ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน แล้วมันเรื่องอะไร!" หัวหน้าแผนกตบโต๊ะเสียงดังสนิท "คุณไปพบท่านประธานของเขามาเมื่อวานไม่ใช่หรือไง คุณไปพูดอะไรขัดหูคนระดับนั้นเข้า เขาถึงได้สั่งระงับงานทุกอย่างแบบสายฟ้าแลบแบบนี้ คุณรู้ไหมว่าถ้าเราเสียโปรเจกต์นี้ไป บริษัทเราขาดทุนย่อยยับแน่ พนักงานอีกกี่สิบชีวิตจะต้องตกงาน"
คำพูดของเจ้านายเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางศีรษะของหญิงสาว รินทร์กัดริมฝีปากล่างแน่นจนรู้สึกถึงรสฝาดของเลือด นัยน์ตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความโกรธแค้นที่เริ่มปะทุขึ้นมาในอก
พายุ ภักดีนวสกุล
ผู้ชายคนนั้นไม่ได้แค่ขู่ตอนที่เธอหันหลังเดินออกจากห้องทำงานของเขา เขาใช้สถานะซีอีโอและอำนาจเงินตราในมือ บีบคั้นเธอผ่านหน้าที่การงานอย่างเลือดเย็นที่สุด เขาไม่สนใจว่าการระงับงานกะทันหันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตคนงานหรือพนักงานบริษัทกี่คน เขาเพียงแค่ใช้ทุกคนเป็นหมากบนกระดาน เพื่อต้อนให้เธอจนมุม
"ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณไปมีปัญหาส่วนตัวอะไรกับผู้บริหารระดับนั้น" คุณศักดิ์ชัยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกมือขึ้นนวดขมับ "แต่คุณต้องรับผิดชอบรินทร์ คุณคือพนักงานหัวกะทิของที่นี่ ผมไม่อยากไล่คุณออก หรือปล่อยให้ชื่อคุณติดแบล็กลิสต์ในวงการอินทีเรียจนหมดอนาคต แต่ถ้าคุณเคลียร์ปัญหานี้ไม่ได้ภายในวันนี้ ผมก็คงต้องทำตามที่ภักดีนวสกุลกรุ๊ปต้องการ"
คำว่า 'ติดแบล็กลิสต์' และ 'หมดอนาคต' ทำให้ลมหายใจของรินทร์สะดุด ความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิตของเธอคือการเก็บเงินสักก้อนเพื่อไปเปิดบริษัทรับออกแบบเล็กๆ ของตัวเอง หากประวัติการทำงานของเธอถูกประทับตราว่าถูกไล่ออกเพราะสร้างความเสียหายให้ลูกค้ารายใหญ่ โอกาสที่เธอจะลืมตาอ้าปากในวงการนี้ก็แทบจะเป็นศูนย์
อำนาจของเงินและสายเลือดอัลฟ่า มันน่าขยะแขยงถึงเพียงนี้เชียวหรือ
รินทร์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดข่มความสั่นไหวในน้ำเสียง "รินทร์เข้าใจแล้วค่ะคุณศักดิ์ชัย รินทร์จะไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเอง รินทร์รับรองว่าบริษัทจะไม่ได้ผลกระทบและไม่เสียโปรเจกต์นี้ไปแน่นอนค่ะ"
หญิงสาวลุกขึ้นยืน โค้งศีรษะให้เจ้านายเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงาน แผ่นหลังของเธอเหยียดตรง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยพายุอารมณ์ที่บ้าคลั่ง เธอคว้ากระเป๋าสะพายและกุญแจรถ เดินดุ่มๆ ออกจากออฟฟิศโดยไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนร่วมงาน
ตลอดเส้นทางที่ขับรถมุ่งหน้าไปยังตึกสำนักงานใหญ่ของภักดีนวสกุลกรุ๊ป มือบางกำพวงมาลัยแน่นจนข้อต่อขาวซีด รินทร์โกรธจนแทบจะควบคุมสติไม่อยู่ เธอเกลียดการถูกเอาเปรียบ เกลียดการถูกบีบบังคับด้วยวิธีสกปรก แต่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บใจที่สุด คือการที่เธอรับรู้ว่าตัวเองมีพลังต่อรองน้อยแค่ไหนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง
เมื่อรถจอดสนิทในลานจอดรถวีไอพีที่เธอหน้าด้านขับเข้ามาจอด รินทร์ก้าวลงจากรถด้วยความรวดเร็ว เธอเดินผ่านโถงล็อบบี้ตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหารโดยไม่รอให้พนักงานต้อนรับซักถาม รปภ. ร่างใหญ่สองคนทำท่าจะเข้ามาขวาง แต่ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้มที่ยืนรออยู่หน้าลิฟต์กลับยกมือขึ้นปรามไว้เสียก่อน
"เชิญครับคุณรินทร์ ท่านประธานกำลังรอคุณอยู่พอดี" กวิน ผู้ช่วยส่วนตัวของพายุระบายยิ้มการค้าที่ดูสุภาพแต่แฝงไปด้วยความรู้ทัน
รินทร์ปรายตามองกวินเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้าวเข้าไปในลิฟต์ การที่ผู้ช่วยของเขามารอรับเธออยู่แล้ว เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าพายุคำนวณทุกอย่างไว้หมดแล้ว เขารู้ว่าเธอจะต้องมา เขารู้ว่าวิธีสกปรกนี้จะได้ผล
ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นหกสิบ รินทร์เดินนำหน้ากวินตรงดิ่งไปยังประตูไม้บานใหญ่ที่สลักลวดลายเรียบหรู โดยไม่ต้องรอให้ผู้ช่วยหนุ่มเคาะประตู เธอเอื้อมมือไปบิดลูกบิดและผลักมันเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนิท
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวกว้างเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอแล็ปท็อป พายุอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นลวกๆ เนกไทถูกปลดให้หลวมเล็กน้อยเผยให้เห็นความผ่อนคลาย เขานั่งพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ สองมือประสานกันวางไว้บนโต๊ะ ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นผู้มาเยือน
"คุณมาเร็วกว่าที่ผมคำนวณไว้สิบห้านาทีนะ รินทร์" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักทายราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
"คุณทำบ้าอะไรของคุณ" รินทร์เดินเข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน สองมือวางกระแทกลงบนแผ่นไม้เนื้อแข็ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด "คุณระงับโปรเจกต์ของบริษัทฉัน ขู่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทั้งที่งานทุกอย่างดำเนินไปตามแผน คุณเอาหน้าที่การงานของคนอื่นมาล้อเล่นเพื่อสนองอีโก้ตัวเองงั้นเหรอ"
พายุไม่ได้แสดงความสะทกสะท้านต่อความเกรี้ยวกราดของหญิงสาว เขากลับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองเธอด้วยสายตาของผู้ชนะ "ผมไม่ได้ล้อเล่น ผมทำธุรกิจ และในโลกของการทำธุรกิจ ผู้ที่มีอำนาจมากกว่าคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ผมมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะระงับหรือยกเลิกสัญญากับบริษัทรับเหมาที่ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของผมได้"
"ความพึงพอใจเรื่องงาน หรือความพึงพอใจส่วนตัวกันแน่" รินทร์ตอกกลับเสียงแข็ง "คุณมันหน้าตัวเมีย คุณพายุ เมื่อวานคุณใช้แรงกดข่มทางสายพันธุ์บังคับฉันไม่ได้ วันนี้คุณก็เลยใช้เงินและอำนาจสกปรกมาบีบฉันแทน คุณพิสูจน์ให้ฉันเห็นชัดเจนเลยว่า ที่ฉันด่าคุณว่าป่าเถื่อนและมักง่ายเมื่อวาน มันไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงเลยสักนิด"
คิ้วเข้มของอัลฟ่าหนุ่มเลิกขึ้นเล็กน้อย คำด่าทอที่ตรงไปตรงมาของรินทร์ยังคงเสียดแทงความรู้สึกและสั่นคลอนความมั่นใจของเขาได้เสมอ แต่ครั้งนี้เขาเตรียมตัวมาดีกว่าเมื่อวาน เขาจะไม่ปล่อยให้ความโกรธและสัญชาตญาณดิบเข้ามาครอบงำจนเสียเปรียบอีก
"คุณจะด่าผมยังไงก็เชิญ รินทร์" พายุพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งการแผ่รังสีอำนาจกดข่มใดๆ "ความจริงก็คือความจริง โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความยุติธรรมหรืออุดมคติโลกสวยของคุณ มันขับเคลื่อนด้วยเงินและอำนาจ คุณปฏิเสธเงินยี่สิบล้านของผมเพื่อรักษาศักดิ์ศรี แต่ตอนนี้ศักดิ์ศรีของคุณกำลังจะทำให้เพื่อนร่วมงานต้องตกงาน และทำให้ตัวคุณเองหมดอนาคตในวงการนี้"
พายุเลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลที่คุ้นตาไปตรงหน้าเธอ มันคือสัญญาจ้างฉบับเดิมที่เธอเพิ่งปฏิเสธไปเมื่อยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อน
"ข้อเสนอยังคงเหมือนเดิม" พายุชี้ไปที่เอกสาร "เซ็นสัญญานี้ รับหน้าที่เป็นคนรักกำมะลอของผมเป็นเวลาหนึ่งปี ย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดของผม และกันพวกโอเมก้ารวมถึงครอบครัวของผมออกไป แลกกับเงินยี่สิบล้านบาท จ่ายล่วงหน้าสิบล้านทันที และบริษัทของคุณก็จะได้ทำงานโปรเจกต์นี้ต่อไปจนจบโดยไม่มีการรบกวนใดๆ อีก"
รินทร์จ้องมองเอกสารตรงหน้า ความรู้สึกขยะแขยงตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่ลำคอ เธออยากจะหยิบกระดาษพวกนั้นมาฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วปาใส่หน้าผู้ชายตรงหน้า อยากจะเดินหันหลังและปล่อยให้บริษัทล้มละลายไปเพื่อรักษาความตั้งใจของตัวเอง
แต่ภาพของคุณศักดิ์ชัยที่นั่งกุมขมับ ภาพของพี่ชัยหัวหน้าช่างที่ทำงานหาเงินส่งลูกเรียน ภาพของความใฝ่ฝันที่อยากจะมีบริษัทเป็นของตัวเอง มันฉุดรั้งขาทั้งสองข้างของเธอเอาไว้
ในโลกแห่งความเป็นจริง ความเกลียดชังและศักดิ์ศรีไม่สามารถใช้จ่ายแทนเงินค่าเช่าบ้านหรือซื้อข้าวเกลี่ยปากท้องได้ รินทร์หลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด พยายามจัดการกับความรู้สึกพ่ายแพ้ที่เกาะกินหัวใจ
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความโกรธเกรี้ยวที่เคยพลุ่งพล่านได้มอดดับลง เหลือเพียงความเย็นชาและแววตาที่ว่างเปล่าอย่างไร้ก้นบึ้ง
พายุสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น เขารู้สึกถึงชัยชนะที่รออยู่ตรงหน้า แต่มันกลับเป็นชัยชนะที่ให้ความรู้สึกแห้งแล้งอย่างประหลาด เขาคาดหวังจะเห็นเธอยอมจำนนด้วยความกลัว หรือร้องไห้ขอร้องความเห็นใจ แต่นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นกลับมองทะลุตัวเขาไปราวกับเขาเป็นเพียงเศษซากที่ไร้ค่า
รินทร์เอื้อมมือไปหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอเปิดแฟ้มเอกสาร พลิกไปยังหน้าสุดท้ายโดยไม่อ่านรายละเอียดด้านในแม้แต่บรรทัดเดียว ปลายปากกาจรดลงบนหน้ากระดาษ ตวัดลายเซ็นของตนเองลงไปอย่างรวดเร็วและหนักแน่นจนกระดาษแทบทะลุ
เธอโยนปากกาทิ้งลงบนโต๊ะเสียงดังแกรก เลื่อนแฟ้มเอกสารกลับไปหาพายุ
"คุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการแล้ว" เสียงของรินทร์เย็นเยียบ ทรงพลังยิ่งกว่าการตะโกนด่าทอ "พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปเก็บของและย้ายเข้าคอนโดคุณตามข้อตกลง กรุณาโอนเงินสิบล้านเข้าบัญชีฉันภายในวันนี้ และสั่งให้ลูกน้องของคุณปลดบล็อกโปรเจกต์ของบริษัทฉันเดี๋ยวนี้"
พายุก้มมองลายเซ็นบนเอกสาร เขาควรจะพอใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกกดดันเสียเอง
"คุณเป็นคนฉลาด รินทร์" พายุเอ่ยชม แม้จะรู้ดีว่ามันฟังดูจอมปลอม "การเลือกทางที่ได้ผลประโยชน์สูงสุด ย่อมดีกว่าการยึดติดกับทิฐิโง่ๆ"
รินทร์แค่นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด "อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยคุณพายุ การที่ฉันยอมเซ็นสัญญา ไม่ได้แปลว่าฉันยอมแพ้ต่ออำนาจของคุณ หรือยอมรับในความเป็นอัลฟ่าของคุณ"
หญิงสาวใช้สองมือยันโต๊ะทำงาน โน้มตัวเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม นัยน์ตาของเธอสบกับดวงตาสีรัตติกาลอย่างไม่ลดละ
"ฉันเซ็นมันเพราะฉันเห็นแก่เงินของคุณต่างหาก เงินยี่สิบล้านที่จะทำให้ฉันมีทุนไปเปิดบริษัทของตัวเอง เงินที่จะทำให้ฉันหลุดพ้นจากการเป็นลูกจ้างและไม่ต้องมาก้มหัวให้คนมักง่ายอย่างคุณอีก" รินทร์กระซิบเสียงลอดไรฟัน "จำเอาไว้ให้ดีนะคะคุณพายุ ระหว่างเรามันคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ปราศจากความรู้สึก ฉันจะทำหน้าที่ตามสัญญาให้คุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ แต่ในสายตาของฉัน คุณก็ยังคงเป็นแค่อัลฟ่าที่น่าขยะแขยงและน่าสมเพชที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ"
พูดจบ รินทร์ก็ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง เธอหมุนตัวและเดินก้าวออกไปจากห้องทำงานของซีอีโอด้วยท่วงท่าที่สง่างามและมั่นคง แผ่นหลังของเธอยังคงตั้งตรง ไม่มีการค้อมศีรษะ ไม่มีการแสดงความเคารพใดๆ ทั้งสิ้น
ประตูไม้บานใหญ่ปิดลง ทิ้งให้พายุนั่งอยู่ตามลำพังในห้องที่กว้างขวาง
อัลฟ่าหนุ่มทอดสายตามองประตูที่หญิงสาวเพิ่งเดินจากไป เขาหยิบแฟ้มสัญญาขึ้นมาดูอีกครั้ง ลายเซ็นของรินทร์เด่นหราอยู่บนแผ่นกระดาษ เขาชนะการเจรจาครั้งนี้ เขาใช้สมองและอำนาจต้อนให้เบต้าอวดดีคนนั้นต้องยอมจรดปากกาเซ็นสัญญารับจ้างเป็นคนรักของเขาได้สำเร็จ
แต่ทำไม... ภายในใจของเขากลับไม่รู้สึกถึงความภาคภูมิใจเลยแม้แต่น้อย
คำพูดสุดท้ายของรินทร์ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท สายตาที่มองเขาด้วยความสมเพชราวกับมองดูแมลงชั้นต่ำนั้น กรีดลึกเข้าไปในความหยิ่งยโสของอัลฟ่ายีนเด่นจนเกิดรอยร้าว
เธอไม่ได้หมอบกราบ เธอไม่ได้ยอมสยบ เธอแค่ก้มลงมาหยิบผลประโยชน์จากมือของเขาด้วยความรังเกียจ
โคมไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายระยิบระยับอยู่กลางเพดานห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา งานเลี้ยงขอบคุณพันธมิตรทางธุรกิจของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ในค่ำคืนนี้ คลาคล่ำไปด้วยนักลงทุนระดับแนวหน้าและผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายประเทศ บรรยากาศเต็มไปด้วยการเจรจาพาทีและเสียงแก้วแชมเปญกระทบกันรินทร์ก้าวเดินเคียงข้างพายุเข้าไปในงานด้วยท่วงท่าที่สง่างามและมั่นคง วันนี้เธออยู่ในชุดราตรีปาดไหล่สีแดงเบอร์กันดีที่ขับผิวให้ดูโดดเด่น เส้นผมสีเข้มถูกรวบตึงเป็นมวยต่ำเรียบหรู ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มการค้าที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ในขณะที่พายุสวมชุดทักซิโด้สีดำสนิท ทรงผมถูกเซตอย่างเนี้ยบกริบ เขายังคงแผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามและอำนาจของซีอีโอหนุ่มไฟแรงออกมาอย่างปิดไม่มิดหลังจากเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้าเมื่อวันเสาร์ บรรยากาศระหว่างรินทร์และพายุก็เปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ กำแพงความเย็นชาที่รินทร์เคยตั้งตระหง่าน เริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ ที่เปิดทางให้ความบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติแทรกซึมเข้ามาได้บ้าง พวกเขาไม่ได้คุยกันเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่การจิกกัดและตั้งแง่ใส่กันลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด"เป้าหมายหลักของเ
บ่ายวันเสาร์ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง รินทร์เดินทอดน่องดูของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์อยู่ในโซนโฮมดีคอร์ วันนี้เธอตั้งใจมาหาแรงบันดาลใจและสำรวจราคาวัสดุสำหรับโปรเจกต์ใหม่ที่เพิ่งรับมา หญิงสาวอยู่ในชุดวันสบายๆ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนและกางเกงยีนส์เข้ารูป ใบหน้าแต่งแต้มเพียงเครื่องสำอางบางเบา แต่ก็ยังคงความสวยเฉียบและดูทะมัดทะแมงหลังจากเดินสำรวจจนได้ข้อมูลครบถ้วน รินทร์ก็แวะเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณมุมหนึ่งของชั้นเพื่อสั่งเครื่องดื่มดับกระหาย ระหว่างที่เธอกำลังยืนรอรับกาแฟอเมริกาโน่เย็นอยู่ที่เคาน์เตอร์ เสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง"รินทร์... นั่นรินทร์ใช่ไหม"น้ำเสียงทุ้มที่เคยคุ้นหูทำให้รินทร์ชะงัก ร่างกายของเธอชาวาบไปชั่วขณะ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองตามต้นเสียงชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวจัดแบบคนมีเชื้อสายจีนยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขาอยู่ในชุดเสื้อโปโลแบรนด์เนมและกางเกงสแล็กดูภูมิฐาน นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ"พี่นนท์..." รินทร์เอ่ยชื่อของเขาออกมาแผ่
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบปลายเตียง รินทร์ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นตามความเคยชินของนาฬิกาชีวิต หญิงสาวลุกขึ้นนั่งและยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เมื่อคืนนี้กว่าเธอจะข่มตาหลับลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ชื้นเหงื่อและสัมผัสจากฝ่ามือร้อนผ่าวที่เกาะกุมมือเธอไว้อย่างเว้าวอน ยังคงฉายวนเวียนอยู่ในหัวราวกับแผ่นฟิล์มที่เล่นซ้ำไปซ้ำมารินทร์สะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เธอจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดทำงานเรียบหรูตามปกติ ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนปีกขวาและก้าวเดินออกไปยังพื้นที่ส่วนกลางเพนต์เฮาส์กว้างใหญ่เงียบสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยการเคลื่อนไหวใดๆ รินทร์กวาดสายตามองไปทางประตูห้องนอนมาสเตอร์ของพายุ มันยังคงปิดสนิทเหมือนเมื่อคืนตอนที่เธอเดินจากมา หญิงสาวเดินไปที่โซนครัวเพื่อชงกาแฟดำ เธอสังเกตเห็นว่าแก้วน้ำและซองยาที่เธอวางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงของเขาถูกเก็บไปทิ้งเรียบร้อยแล้ว แผ่นกระดาษโน้ตสีเหลืองใบเล็กแปะอยู่บนเครื่องชงกาแฟ'ผมมีประชุมบอร์ดเช้า กวินมารับไปแล้ว ไม่ต้องเตรียมมื้อเช้าเผื่อ'ลายมือตวัดๆ ที่ดูทรงพลังเป็นของพายุอย่างไม่ต้องสงสัย รินทร์ดึงกระดาษโน้ตแผ่นนั้นออกและ
ความเงียบสงัดยามวิกาลเข้าปกคลุมเพนต์เฮาส์สุดหรูอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ปะทะอารมณ์ที่หน้าเคาน์เตอร์ครัวจบลง รินทร์กลับเข้ามาในห้องนอนปีกขวา อาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า และล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเบิกโพลงท่ามกลางความมืดมิดแม้สมองจะสั่งให้พักผ่อนเพื่อเตรียมรับมือกับงานในวันพรุ่งนี้ แต่ร่างกายและจิตใจของเธอยังคงตื่นตัว สัมผัสจากแรงกดข่มที่พุ่งเข้าใส่ก่อนหน้านี้ยังคงทิ้งร่องรอยความอึดอัดไว้จางๆ รินทร์พลิกตัวไปมา พยายามขับไล่ภาพใบหน้าดุดันและดวงตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายของซีอีโอหนุ่มออกไปจากหัวตุบ!เสียงของหนักบางอย่างหล่นกระแทกพื้นดังลอดทะลุกำแพงห้องเข้ามา รินทร์ชะงัก เธอผุดลุกขึ้นนั่งและเงี่ยหูฟัง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ต้นเสียงมาจากฝั่งห้องนอนมาสเตอร์ของพายุอย่างไม่ต้องสงสัยตอนแรกหญิงสาวตั้งใจจะล้มตัวลงนอนต่อ เธอบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่กงการอะไรของเธอ เขาอาจจะแค่หงุดหงิดแล้วปาข้าวของระบายอารมณ์ หรืออาจจะเมาค้างจนเดินเตะโต๊ะเก้าอี้ กฎข้อแรกของการอยู่ร่วมกันคือห้ามล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัว และเธอตั้งใจจะรักษากฎข้อนั้นไว้อย่างเคร่งครัด"อึก..."แต่
เวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่สามนับตั้งแต่รินทร์หายจากอาการไข้หวัดใหญ่ หญิงสาวกลับมาใช้ชีวิตตามตารางเวลาเดิมอย่างเคร่งครัด เธอตื่นเช้าไปคุมไซต์งาน กลับมาจัดการแบบแปลนในห้อง และรักษาระยะห่างจากเจ้าของเพนต์เฮาส์อย่างสมบูรณ์แบบ กำแพงความเย็นชาที่เธอสร้างขึ้นมาใหม่นั้นหนาและสูงชันยิ่งกว่าเดิม ราวกับต้องการลบเลือนความทรงจำเรื่องชามโจ๊กและผ้าชุบน้ำในคืนที่เธอป่วยให้หมดสิ้นเข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าทุ่มครึ่ง รินทร์นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ในโซนครัว แสงไฟสีวอร์มไวท์ส่องกระทบหน้าจอแล็ปท็อปและกองเอกสารที่วางระเกะระกะ มือบางยกแก้วน้ำเย็นจัดขึ้นจิบเพื่อไล่ความง่วงงุน ทว่าความสงบสุขยามวิกาลก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหันเสียงประตูดิจิทัลหน้าเพนต์เฮาส์ถูกปลดล็อกและกระชากเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนิท ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวพรวดพลาดเข้ามาด้านในรินทร์ชะงักมือที่กำลังพิมพ์งาน เธอหันไปมองทางต้นเสียงและพบกับพายุในสภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เสื้อสูทแบรนด์เนมราคาแพงถูกถอดทิ้งไว้ที่พื้นพรมหน้าประตู เสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมออกกว้างจนเห็นแผงอกแกร่งที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ เนกไทถูกกระชากออกจนยับยู่ยี่ เส้นผมสีเข้มท
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของโจ๊กหมูสับลอยมาเตะจมูก ปลุกให้รินทร์รู้สึกตัวตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันยาวนาน หญิงสาวขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งอย่างเชื่องช้า แสงไฟสีส้มสลัวภายในห้องนอนปีกขวาบ่งบอกว่าเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่ำแล้ว ร่างกายของเธอยังคงรุมๆ ด้วยพิษไข้ แต่ความรู้สึกหนักอึ้งและปวดเมื่อยตามข้อต่อลดลงไปมากเมื่อเทียบกับตอนเช้ารินทร์พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบคือภาพที่เธอล้มลงหน้าคลับเฮาส์ท่ามกลางแสงแดดจ้า และเสียงเรียกชื่อเธอด้วยความตื่นตระหนกของใครบางคน"ตื่นแล้วเหรอ"เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากมุมห้องทำให้รินทร์สะดุ้ง เธอหันขวับไปตามต้นเสียง และพบกับภาพที่ทำให้ดวงตาคู่สวยต้องเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจพายุ ภักดีนวสกุล ซีอีโอหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและบ้าอำนาจ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมข้างเตียงนอนของเธอ เขาไม่ได้อยู่ในชุดสูทเต็มยศหรือเสื้อโปโลแบรนด์เนมเหมือนปกติ แต่สวมเพียงเสื้อยืดสีดำคอวีที่ยับย่นเล็กน้อยและกางเกงวอร์มขายาว ผมสีเข้มที่มักจะถูกเซตมาอย่างดีบัดนี้ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยวาววับด้วยความร้ายกาจ บัดนี้ฉายแววอ่อนล้าและมีรอยคล้ำใต้ตาจางๆ







