เข้าสู่ระบบฝีเท้านับพันคู่รีบเร่งก้าวในยามเช้า รถหลายคันจอดนิ่งเป็นแนวยาวเต็มหน้าโรงเรียน เสียงเล็กใหญ่เจี๊ยวจ๊าวเป็นระนาว ประโยคทักทายเอ่ยสวนกันเป็นระยะ ๆ ถึงเวลาของอีกวันในการก้าวเท้าเข้าสู่การเก็บเกี่ยวความรู้ในสถานที่ที่รวมผู้คนมากมาย บางคนมาด้วยพลังที่เหลือล้น พร้อมเปิดสมองรับเอาความรู้กลับบ้าน บางคนมาด้วยความเหนื่อยหน่าย เดินก้าวช้า หาวไปตามทาง บางคนมาแค่กายหยาบแต่จิตวิญญาณยังคงหลับฝันดีบนเตียงนุ่ม แต่ใด ๆ หน้าที่ของการเป็นนักเรียนยังคงปลุกวิญญาณของพวกเขาลากสังขารเหี่ยวเฉาราวกับซอมบี้ ให้เดินก้าวขาอ่อนแรงสู่รั้วแห่งความรู้นี้
“แม่จอดตรงนี้แหละ เดี๋ยวหนูเดินไปเอง” สาวน้อยปลดถอดเข็มขัดนิรภัยที่พาดขวางลำตัว “ไม่ให้แม่ไปส่งถึงหน้าโรงเรียนเหรอ หนูจะได้ไม่ต้องเดินไกลไงล่ะ” แม่ชะลอขับช้า ๆ เผื่อลูกสาวคิดเปลี่ยนใจ “ไม่ค่ะ จอดตรงนี้เลยค่ะ ตรงนี้ค่ะ” สาวน้อยเอื้อมมือเล็กจับที่เปิดประตู พร้อมพุ่งตัวพ้นออกจากรถ “โอเค ๆ” แม่จอดรถแน่นิ่ง สาวน้อยเปิดประตูพุ่งตัวออกจากรถ พร้อมปิดประตู “ตอนเย็นให้แม่มารับไหม ?” แม่เลื่อนกระจกเอ่ยถามลูกสาว “ไม่ค่ะ เดี๋ยวหนูกลับเอง” สาวน้อยเดินเร่งแซงหน้ารถไป “จ้า ๆ ถ้าเปลี่ยนใจให้แม่มารับ โทรหาแม่นะ” “ค่ะแม่ สวัสดีค่ะ” สาวน้อยยกมือไหว้คล้ายจะประชดที่แม่ตามเซ้าซี้ ไม่ไปสักที “นี่แหละคือคำที่แม่ต้องการ --- แม่ไปล่ะ” แม่ยิ้มปริ่ม โบกมือลา เหยียบคันเร่งพุ่งรถออกไป สาวน้อยมองหน้ามองหลังรอบทิศหาเพื่อนที่รู้ใจ พร้อมก้มมองโทรศัพท์อยู่เป็นระยะ ๆ “เจสแกอยู่ไหน ?” “ใกล้ถึงแล้ว แกอยู่ไหนแล้ว” “หน้าโรงเรียน --- แนบรูปถ่ายป้ายโรงเรียน” “รอหน้าป้ายนะ เรากำลังจะถึงแล้ว --- แนบรูปถ่ายผ่านกระจกรถ” “เค รอนี่นะ --- แนบรูปเสาป้ายจอดรถข้าง ๆ ป้ายโรงเรียน” “--- อ่านแล้ว” สาวน้อยยืนไหล่พิงเสากดเข้าเฟซบุ๊ก เพียงไม่กี่วินาที สาวน้อยที่ตาปรี่ยังไม่ตื่นร้อยเปอร์เซ็นต์ กลับตาตื่นขึ้น เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ ก็มีคนขอเป็นเพื่อนมาห้าร้อยกว่าคน “เมื่อวานยังมีแค่สองคนอยู่เลย ทำไมจู่ ๆ ถึงมีคนแอดมาเยอะขนาดนี้” สาวน้อยพูดกับตัวเอง “แก รอนานไหม ?” เจสวิ่งแจ้นตาตื่นมาหาเธอทันทีที่ลงจากรถ “ไม่นาน เพิ่งถึงเมื่อกี้เอง” “ป้ะ” ทั้งสองเดินคู่กันเข้าโรงเรียน “แกดูไม่มีพลังเลยเลยวันนี้” เจสมองหน้าเธอพร้อมเอ่ยสิ่งที่สงสัยในใจ “แกดูนี่ดิ” สาวน้อยยื่นหน้าเฟซบุ๊กของเธอ ให้เพื่อนสาวดู เจสตาตื่นขึ้นกว่าเดิม เมื่อเห็นยอดคนแอดมา “โหแก ... คนแอดมาห้าร้อยกว่าเลยเหรอ” “เมื่อวานมีสองคน มีแค่แกกับพีทน่ะ” สาวน้อยปิดหน้าจอเก็บเข้ากระเป๋า “มันแปลกอยู่นะ” เจสหยุดคิด “ช่างมันเหอะแก รีบไปกันเถอะ หิวข้าว” สาวน้อยเดินย้อนกลับมาคว้ามือเจส ที่ยืนแข็งทื่อเดินต่อ . . . “กานต์ ... ยืมปากกาหน่อยดิ” หนุ่มน้อยยื่นกระเป๋าปากกาให้เพื่อน ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาลอกการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ อย่างจริงจัง “นี่มึงยังไม่เสร็จอีกเหรอไอ้บอล” พีทเดินหัวเราะร่ามาแต่ไกลทักทายเพื่อนรัก แต่กลับไม่ได้รับการตอบกลับ เพราะเพื่อนรักของเขากำลังรักการบ้านที่ต้องส่งในอีกไม่กี่นาทีมากกว่า “หวัดดีพวกมึง” พีทเอ่ยทักทายเพื่อนที่นั่งแลกอ่านการ์ตูนกัน ยกเว้นบอลที่กำลังลอกการบ้าน “นี่ ! ฝากส่งด้วยนะเพื่อน หรือจะเอาของกูไปลอกก็ได้นะ ถ้าอยากได้คะแนนเยอะน่ะ ฮ่า ๆ” พีทวางสมุดเล่มเขียวลงบนกองสมุดข้างเพื่อนรักของเขา “ขอบคุณนะเพื่อน แต่กูเชื่อใจไอ้แคนว่ะ” บอลยังคงก้มหน้าก้มตาลอกต่อ แม้จะโต้ตอบกลับมาก็แค่คำพูดก็ตาม “เออกานต์ ปกติป๊อบเล่นเฟซบ่อยไหม เราแอดไปตั้งแต่เมื่อวานจนตอนนี้ยังไม่รับแอดเลย” “ไม่รู้ดิ น่าจะไม่ค่อยเล่นนะ ก็นาน ๆ ที จะเห็นป๊อบหยิบขึ้นมาเล่นน่ะ” “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” “ไปแอบขอเฟซกันตั้งแต่เมื่อไหร่” หนุ่มน้อยเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกริ่ม “ร้านน้ำลุงใจดีไง ตอนจะกลับน่ะ” “โอเค้” หนุ่มน้อยยักไหล่ตอบ “เสร็จแล้วโว้ยยยยยยย” เสียงบอลที่นั่งเงียบมานาน ร้องออกมาด้วยความโล่งอย่างสุดขีด “พากูไปส่งหน่อยดิ” บอลหันหน้าเข้าหากลุ่มเพื่อนที่กำลังตั้งใจเร่งอ่านการ์ตูนที่แลกกันอ่านอยู่ “ใคร ? มึงชวนใคร” พีทตอบแทรกขึ้น “มึงก็ได้” บอลเดินมาเกี่ยวคล้องแขนพีท “ไม่ ๆ กูขี้เกียจ” พีทพยายามปัดแขนออก “น่า ... เพื่อนรัก เดี๋ยวกูเลี้ยงเกมตอนเย็น วันนี้กูไม่ได้ซ้อม” “สองชั่วโมง” พีทชูนิ้วสองนิ้ว “กูให้สาม” บอลชูสามนิ้ว “โอเค ดีล” ทั้งสองเดินหอบสมุดสี่ห้าเล่มของกลุ่มเพื่อน ไปส่งตามธรรมเนียมของคนขอไปลอก “ไปกันเถอะเรา ไปรอเข้าแถวกัน” / “ปะ” แก๊งเด็กเนิร์ดประจำห้องคิงหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย ปิดหนังสือการ์ตูนที่ยืมกันอ่าน ด้วยพันธะระยะเวลายืมแค่หนึ่งวัน1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







