ANMELDENบรรยากาศในห้องประชุมเงียบกริบราวกับป่าช้า...
สายตาเย็นชาของ เยี่ยนอวิ๋นเชิน ที่จ้องมองมา ราวกับเข็มเล่มเล็กๆ นับพันเล่มที่ระดมแทงลงบนหัวใจของ ฉู่ฉิงยวี่ เธอต้องกล้ำกลืนความปวดร้าว กดความรู้สึกทั้งหมดไว้ในใจ ก่อนจะค่อยๆ ก้มหัวหลบสายตาคู่นั้นอย่างนอบน้อม
ภาพความทรงจำเมื่อสี่ปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในความคิดของเธออีกครั้ง...
สี่ปีก่อน... หลังเกิดอุบัติเหตุในคืนนั้นผ่านมาหนึ่งปี ความจริงอันปวดร้าวเรื่องการถูกกักตัว และการหายตัวไปของเยี่ยนอวิ๋นเชิน ได้พังทลายโลกทั้งใบของเธอลง
ในคืนที่ฟ้ามืดมิดและไร้แสงดาว ฉู่ฉิงยวี่ยืนอยู่บนดาดฟ้าหอพักเก่าๆ ลมหนาวพัดผ่านร่างบางที่ยังคงบอบช้ำจากบาดแผล สายตาของเธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลผ่านปรางแก้มอย่างไม่ขาดสาย
‘ถ้าเบื้องบนยังพอมีความเมตตาอยู่บ้าง...’ เธอสองมือกุมเข้าหากันแน่น ก้มหน้าลงภาวนาต่อดวงดาวและท้องฟ้าด้วยหัวใจที่แตกสลาย
‘ได้โปรด... ขอให้ฉันได้มีโอกาสพบกับเยี่ยนอวิ๋นเชินอีกสักครั้งเถอะนะคะ แค่ครั้งเดียวก็ยังดี...’
เธอกระซิบเอ่ยคำสาบานกับตัวเองในใจว่า หากโชคชะตาหมุนเวียนให้เธอได้เจอเขาอีกครั้ง ไม่ว่าเขาจะเกลียดชังเธอแค่ไหน ไม่ว่าตระกูลเยี่ยนจะข่มขู่เธออย่างไร เธอจะไม่ยอมหนีอีกแล้ว... เธอจะรวบรวมความกล้าและเล่าความจริงทั้งหมดให้เขาฟัง ทุกคำขู่ ทุกอุบัติเหตุ และความจริงที่ว่าเธอไม่เคยอยากได้เงินก้อนนั้นเลยแม้แต่หยดเดียว
เธอรอคอยวันนั้นมาตลอดห้าปีเต็ม... หวังเพียงแค่จะได้สะสางความเข้าใจผิดและปลดล็อกตราบาปในใจ
ทว่า... โชคชะตากลับเล่นตลกเธออย่างเลือดเย็น
ฉู่ฉิงยวี่ไม่เคยคาดคิดเลยว่า คำอธิษฐานของเธอจะกลายเป็นจริงในสถานที่แบบนี้!
ไม่ใช่การพบกันโดยบังเอิญตามท้องถนน ไม่ใช่ร้านกาแฟอันเงียบสงบที่เธอพอจะขอเวลาเขาพูดคุย... แต่มันคือ ห้องประชุมใหญ่ของตระกูลเยี่ยน
รอบๆ ตัวเธอตอนนี้ เต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูง บอดี้การ์ด และคนของตระกูลเยี่ยนที่นั่งเรียงรายอยู่ข้างกายเยี่ยนอวิ๋นเชิน คนของคนที่เคยสั่งทำร้ายเธอ... อาจจะกำลังจับจ้องมองเธออยู่จากมุมใดมุมหนึ่งในห้องนี้!
หากเธอโพล่งพูดความจริงออกไปในตอนนี้ นอกจากเยี่ยนอวิ๋นเชินจะไม่เชื่อและคิดว่าเธอปั้นเรื่องเรียกร้องความสงสารแล้ว คนของตระกูลเยี่ยนย่อมไม่ปล่อยให้ครอบครัวของเธอปลอดภัยแน่
ความกลัวและความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวขึ้นทับซ้อนความรู้สึกผิด
ฉู่ฉิงยวี่สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ มือที่สั่นเทาพยายามประสานไว้ข้างหน้า เธอได้แต่ก้มหน้าตอบรับน้ำเสียงเรียบเย็นของเยี่ยนอวิ๋นเชินด้วยน้ำเสียงที่พยายามเค้นให้ปกติที่สุด
"ดิฉัน... เพียงแค่มาทำหน้าที่ส่งมอบเอกสารสัญญาค่ะ ท่านประธานเยี่ยน"
เยี่ยนอวิ๋นเชินแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาคมกริบมองดูท่าทีสงบเจียมเนื้อเจียมตัวของเธอแล้วยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตา ความเคียดแค้นตลอดหลายปีพุ่งพล่านขึ้นมาในอก
"หน้าที่งั้นหรือ?" เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตรงเข้ามาหาเธอช้าๆ ท่ามกลางสายตาของผู้ร่วมประชุมทุกคนที่ต่างมองกันด้วยความสงสัย
"ในเมื่อเธอชอบทำงานซะขนาดนี้... งั้นโครงการรวมกิจการครั้งนี้ ฉันขอเปลี่ยนตัวคนดูแลเอกสาร มาเป็นนางคนเดียวเท่านั้น"
คำสั่งอันเฉียบขาดของเขาสร้างความตกตะลึงไปทั่วห้องประชุม! ฉู่ฉิงยวี่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกใจ ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันอีกครั้ง คนหนึ่งเต็มไปด้วยคำถามและความหวาดหวั่น ส่วนอีกคนเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้สิ้นซาก!
เมื่อสิ้นเสียงไป เยี่ยนอวิ๋นเชินก็พูดต่อ "เมื่อจบประชุมแล้วนำสัญญามาให้เซ็นที่ห้องส่วนตัวของฉัน"
ฉู่ฉิงยวี่เมื่อได้ยินก็พูดตอบตกลงออกไปด้วยเสียงหวาดหวั่น "ดะ...ได้ค่ะ ท่านประธาน"
คำขอโทษที่เปื้อนคราบน้ำตาของฉู่ฉิงยวี่ เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดผึ่งในความอดทนของเยี่ยนอวิ๋นเชิน...ความเจ็บปวดจากอาการไมเกรน ความอัดอั้นตันใจตลอดห้าปี และความโหยหาที่เขาพยายามกดขี่ข่มเหงมันเอาไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา บัดนี้ได้พังทลายลงจนหมดสิ้นเยี่ยนอวิ๋นเชินไม่รอให้เธอได้เอ่ยคำใดต่ออีก นัยน์ตาคมกริบที่ฉายแววสับสนและปวดร้าวทอดมองลงที่ริมฝีปากบางสั่นระริก ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงปิดกั้นเสียงสะอื้นของเธอด้วยริมฝีปากของเขาเองอย่างรวดเร็ว!"อื้ม..."ฉู่ฉิงยวี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลมหายใจของเธอสะดุดกึกเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวและแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา สัมผัสที่คุ้นเคยในอดีตแต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโหยหาในปัจจุบันมันไม่ใช่จูบที่อ่อนโยนเหมือนในวันวาน... แต่มันคือจูบที่เปี่ยมไปด้วยแรงอารมณ์อันรุนแรง ทั้งตัดพ้อ ทั้งโกรธเกรี้ยว และโหยหาจนแทบขาดใจเยี่ยนอวิ๋นเชินใช้มือหนาข้างหนึ่งประคองท้ายทอยของเธอไว้บังคับให้เธอเงยหน้ารับสัมผัสลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขณะที่มืออีกข้างโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวจนแทบไม่มีช่องว่าง ลมหายใจของทั้งคู่หลอมรวมกันท่ามกลางความเงียบ
ฉู่ฉิงยวี่ใช้เวลาจัดเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้เพียงไม่กี่นาที ก่อนจะเร่งก้าวเข้าไปในครัว หญิงสาวลงมือต้มน้ำร้อนอย่างตั้งใจ เธอหยิบใบชาคามิลล์ผสมใบมิ้นต์ออกมาชงอย่างชำนาญ... สูตรชาอุ่นๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการเครียดและปวดหัว ซึ่งเธอเคยชงให้เขาดื่มอยู่บ่อยครั้งในสมัยมัธยมเมื่อจัดวางแก้วชาลงบนถาดเรียบร้อย ฉู่ฉิงยวี่ก็ยกถาดเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องทำงานส่วนตัวของเยี่ยนอวิ๋นเชิน มือเรียวเคาะประตูเบาๆ พอเป็นสัญญาณก๊อก ก๊อก...ไร้เสียงตอบรับจากคนข้างใน มีเพียงความเงียบสงบที่ชวนให้หัวใจของเธอเริ่มตกสลักวูบด้วยความกังวล ฉู่ฉิงยวี่ถือวิสาสะค่อยๆ ผลักบานประตูเปิดออกอย่างเบามือที่สุด"ท่านประธานคะ... ชาได้แล้ว"คำพูดของเธอชะงักค้างอยู่เพียงเท่านั้น ภาพตรงหน้าทำให้น้ำชาในถาดเกือบจะเอ่อล้น!เยี่ยนอวิ๋นเชินกำลังเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานหนังแท้ตัวใหญ่ เอนหัวไปด้านหลัง ดวงตาคมคายหลับแน่นด้วยความทรมาน มือหนายกขึ้นกดนวดขมับตัวเองแรงๆ ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เสื้อเชิ้ตถูกปลดกระดุมคอออกสองเม็ด ลมหายใจของเขาติดขัดและติดตระกุกตระกักอาการป่วยนี้... ฉู่ฉิงยวี่จำมันได้ดีขึ้นใจ!มันคืออาการ ไมเกรนและโรคปวดศีรษะเรื
สายฝนยามค่ำคืนยังคงตกลงมาโปรยปรายเมื่อรถตู้หรูจอดลงหน้าคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง ฉู่ฉิงยวี่ หอบกระเป๋าเดินทางใบเก่าที่มีร่องรอยการใช้งานมาหลายปี ก้าวตามหลัง เยี่ยนอวิ๋นเชิน เข้าไปในลิฟต์ส่วนตัว ตัวเลขชั้นบนสุดค่อยๆ เพิ่มขึ้นพร้อมกับหัวใจของเธอที่เต้นระทึกด้วยความอึดอัดกึก...บานประตูลิฟต์เปิดออกสู่เพนต์เฮาส์กว้างขวางบนชั้นสูงสุด ฉู่ฉิงยวี่ก้าวตามเขาเข้าไปข้างในด้วยท่าทีเกร็งและระมัดระวัง เธอเตรียมใจไว้ว่าจะต้องพบกับห้องสไตล์โมเดิร์นเรียบหรูที่เย็นชืดและไร้ชีวิตชีวา... ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู กลิ่นอายบางอย่างก็พุ่งเข้ามากระทบความรู้สึกของเธออย่างจังกลิ่นหอมอ่อนๆ ของ ชาไวท์ทีผสมคามิลล์ โชยมาแตะจมูก... มันคือก้านหอมปรับอากาศกลิ่นเดียวกับที่เธอเคยบอกเขาในวัยเยาว์ว่าเป็นกลิ่นที่ช่วยให้เธอผ่อนคลายเวลานอนไม่หลับดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นแสงกวาดมองไปรอบๆ ห้องด้วยความตะลึงงัน... โซฟาบุผ้ากำมะหยี่สีครีมอุ่น ผ้าม่านสองชั้นทึบแสงสีเบจ รวมถึงโซนชั้นหนังสือไม้โอ๊คทรงสูงที่เรียงรายไปด้วยวรรณกรรมเล่มโปรดของเธอ... ทุกอย่างในเพนต์เฮาส์แห่งนี้ ถูกตกแต่งด้วยโทนสี สไตล์ และรายละเอียดเล็กๆ น้อ
ความเงียบในห้องทำงานประธานบาดลึกยิ่งกว่าสายฝนที่เทกระหน่ำอยู่ภายนอก...ฉู่ฉิงยวี่ มองสบดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นของ เยี่ยนอวิ๋นเชิน แม้แรงบีบที่คางมนจะเจ็บจนน้ำตาซึม แต่ความเจ็บปวดนั้นยังเทียบไม่ได้เลยกับภาพของพ่อที่นอนติดเตียง และน้องชายน้องสาวฝาแฝดวัยหกขวบที่จะต้องถูกปล่อยให้อดอยาก หากเธอไม่สามารถหาเงินหนึ่งแสนหยวนไปให้แม่เลี้ยงได้ภายในสามวันเพื่อปกป้องครอบครัวเพียงกลุ่มเดียวที่เหลืออยู่... ต่อให้ต้องก้าวลงสู่นรกที่เขาสร้างขึ้น เธอ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว"ตกลงค่ะ..." น้ำเสียงของเธอสั่นพร่า ทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยวอันน่าสงสาร "ดิฉัน... ยอมรับเงื่อนไขค่ะ ท่านประธาน"เยี่ยนอวิ๋นเชินชะงักไปชั่วครู่ มือหนาที่บีบคางเธอไว้ค่อยๆ คลายออก สายตาคมวูบวาบด้วยความรู้สึกสับสน เขาคิดว่าเธอจะแสดงความปฏิเสธ หรือมีท่าทีลังเลมากกว่านี้ แต่เธอกลับยอมสยบให้เงินหนึ่งแสนหยวนอย่างง่ายดาย เหมือนกับเมื่อห้าปีก่อนไม่มีผิด!ความกรุ่นโกรธผสมความผิดหวังแล่นริ้วขึ้นมาจุกอก เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางใช้นิ้วโป้งลูบผ่านริมฝีปากตัวเองด้วยท่าทีเหยียดหยาม"หึ... สมกับเป็นเธอจริงๆ ฉู่ฉิงยวี่ เพื่อเงิน
คราบน้ำตายังไม่ทันแห้งเหือดจากใบหน้าซีดเซียว...ฉู่ฉิงยวี่ ถอดสายน้ำเกลือออกด้วยตัวเองอย่างระมัดระวัง แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนพละกำลัง และเสียงวิ้งๆ ในหัวยังคงรังควาน แต่เงินจำนวนหนึ่งแสนหยวนกับชีวิตของพ่อและน้องๆ วัยหกขวบอีกสองคน บังคับให้เธอไม่อาจก้มหน้านอนรอความเมตตาอยู่บนเตียงคนไข้หรูหรานี้ได้อีกต่อไปเธอจัดการปรับแต่งเสื้อผ้า แต่งหน้ากลบความบอบช้ำอีกครั้ง ก่อนจะก้าวออกจากโรงพยาบาล มุ่งตรงกลับไปยังอาคาร เยี่ยนซิ่งกรุ๊ป ด้วยความมุ่งมั่นผสมความสิ้นหวังณ ห้องทำงานประธานบริหารถังเจ๋อ เพิ่งจะเดินรายงานเรื่องอาการป่วยของฉู่ฉิงยวี่เสร็จสิ้น เยี่ยนอวิ๋นเชิน นั่งฟังอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาเรียบเฉยแต่ในอกกลับร้อนรุ่มอย่างประหลาด เขาแกล้งทำเป็นพลิกเอกสารในมือไปมาเพื่อซ่อนความกังวล"เธอคงนอนพักสบายใจอยู่โรงพยาบาลสินะ?" เยี่ยนอวิ๋นเชินแค่นเสียงเย็น"เอ่อ... คือว่า..." ถังเจ๋อมีสีหน้าลำบากใจ เล่าสิ่งที่เห็นเพิ่มเติม "ตอนผมกำลังจะออกมา คุณฉู่รับโทรศัพท์สายหนึ่งครับท่านประธาน ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไร แต่หลังจากผมเดินออกมา กำลังจะกลับมาบริษัทผมก็หยุดฟังสักแปป จนวางสาย ผมได้ยินเธอร้องไห้หนักมาก เหมือน
ถังเจ๋อเพิ่งจะคล้อยหลังเดินออกจากห้องไปได้ไม่นาน ความเงียบสงบในห้องพักพิเศษก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงสั่นเตือนของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียงฉู่ฉิงยวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เธอพยุงตัวเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอฉายชื่อ 'แม่เลี้ยง' หัวใจของเธอพลันตกระสลักวูบด้วยความลางสังหรณ์ที่ไม่ดี มือเรียวสั่นเทาค่อยๆ กดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหู"สวัสดีค่ะแม่..."ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยประโยคต่อไป น้ำเสียงแหลมสูงและดุดันของแม่เลี้ยงก็ตะคอกแทรกผ่านสายเข้ามาทันทีโดยไม่รอช้า"ฉู่ฉิงยวี่! นังตัวดีหายหัวไปเลยนะ ฉันโทรไปหาเธอไม่รู้กี่สาย โอนเงินมาให้ฉันหนึ่งแสนหยวนด่วนเลยนะ! ยัยเจียอีอยากได้กระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นใหม่กับชุดไปเที่ยวกับเพื่อนๆ อาทิตย์นี้ แกรีบโอนมาเดี๋ยวนี้เลย!"คำพูดราบเรียบที่เอาแต่ใจทำเอาฉู่ฉิงยวี่ตาโตด้วยความตกใจ เงินหนึ่งแสนหยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ และสาเหตุที่ขอกลับเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระอย่างการไปช็อปปิ้งของน้องสาวต่างแม่!"หนึ่งแสนหยวนเลยหรอคะแม่?!" ฉู่ฉิงยวี่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "ยวี่จะไปหาเงินเยอะขนาดนั้นมาจากไหนได้ทันกันคะ? ลำพังเงินเดือนเข้าบัญชี ฉิงยวี่ก็ส่งกลับไปเป็







