เข้าสู่ระบบ“ฟู่... น่ากลัวชะมัด ทำไมในห้องนั้นมันถึงได้หนาวเยือกเย็นขนาดนี้นะ อลิซไม่อยากจะเฉียดไปใกล้เขาอีกเลยจริงๆ”
อลิซพ่นลมหายใจยาวเหยียดออกมาทันทีที่ประตูห้องท่านประธานปิดลง เธอพยายามปลอบใจตัวเองพลางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระแวดระวัง เสียงบ่นอุบอิบที่หลุดออกมาตลอดทางช่วยพยุงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่เข้าทาง“ถือว่าเรื่องเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน...ฉันแค่ต้องฝึกงานให้จบ ถ้าครั้งนี้ไม่ผ่าน มีหวังจบไม่พร้อมเพื่อนแน่ๆ อลิซเอ๊ย!”
เท้าเล็กๆ ก้าวไปตามโถงทางเดินหรูหราพลางนึกถึงใบหน้าคมกริบที่เพิ่งเผชิญหน้ามา“เขาก็... หล่ออยู่นะ แต่ทำตัวแปลกๆ สายตาเมื่อกี้เหมือนจะกลืนฉันลงไปทั้งตัวเลย” เด็กสาวเม้มริมฝีปากแน่นพลางส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน
“คิก..คิก..หรือว่าเรา...จะดูน่าหม่ำจริงๆ กันนะ?”
อลิซรีบสะบัดหัวออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาเดินตรงไปตามป้าย ‘แผนกฝึกงาน’ ที่ติดอยู่สุดทางเดิน มือเล็กกำแฟ้มเอกสารในอ้อมกอดแน่นราวกับมันเป็นเกราะป้องกันเพียงชิ้นเดียวที่มี“อ๊ะ... ถึงแล้ว”
ภายในแผนกดูคึกคักและวุ่นวาย เสียงรัวคีย์บอร์ดและเสียงเก้าอี้เลื่อนดังระงม ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไป สายตาหลายคู่ที่เงยขึ้นมองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทำเอาอลิซต้องชะลอฝีเท้าลง ส่งผลให้เธอได้แต่ยืนตัวเกร็ง ส่งรอยยิ้มสุภาพตามมารยาทออกไปทั้งที่ในใจสั่นระรัว
“เฮ้... นักศึกษาฝึกงานใหม่ใช่ไหม?”
พนักงานสาวรุ่นพี่โต๊ะหน้าสุดทักขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะหวังดี แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์“เธอเพิ่งออกมาจาก ‘ห้องบอส’ ชั้นบนสุดเหรอ?”
“อ๋อ... ใช่ค่ะ หนูอลิซค่ะ นักศึกษาฝึกงาน... เพิ่งออกมาสดๆ ร้อนๆ เลยค่ะ” อลิซพยักหน้ารับอย่างซื่อๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้าโดยไม่ได้คิดฝันเลยว่า คำตอบที่แสนธรรมดานั้นจะสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลให้กับคนทั้งแผนก
‘นิล’ รุ่นพี่สาวคนนั้นนัยน์ตาวูบไหวทันที ก่อนจะรีบเบนหน้าไปกระซิบกระซาบกับเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ เสียงเบา ทว่าในความเงียบที่ทุกคนต่างเงี่ยหูฟัง มันกลับดังพอจะทำให้อลิซใจหายวับ
“เห็นไหมล่ะ... ฉันบอกแล้วว่ายัยนี่โดนเรียกขึ้นไป จริงๆ”
“จริงด้วย เป็นไปได้ยังไงกัน แต่ก็นะ สวยใสใส่ชุดนักศึกษารัดติ้วขนาดนี้ บอสคงไม่ปล่อยให้รอดมือหรอก”
เสียงหัวเราะคิกคักที่ตามมาทำให้อลิซชาวาบไปทั้งตัว รอยยิ้มที่เคยมีค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า ความไร้เดียงสาของเธอเริ่มถูกทำลายลงด้วยคำครหาที่ร้ายกาจ นี่เธอเพิ่งหนีจาก ‘เสือ’ มาเจอ ‘ฝูงไฮยีน่า’ อย่างนั้นเหรอ!“เอ่อ... คือ...”
คำพูดจิกกัดเหล่านั้นฟังดูเหมือนเรื่องซุบซิบของคนอื่น แต่มันกลับพุ่งตรงมาที่เธออย่างชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้ เด็กสาวกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความกล้าเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความสุภาพไว้ให้มากที่สุด
“พวกพี่... หมายถึงอะไรเหรอคะ? ”
“ก็แค่จะบอกว่า...คุณมาร์ตินน่ะ ไม่ใช่บอสทั่วไปที่ใครๆ จะได้เข้าพบง่ายๆ หรอกนะจ๊ะ” หญิงสาวคนเดิมหันกลับมา ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจพลางจีบปากจีบคอพูด “พนักงานที่นี่บางคนทำงานมาสามปี ยังไม่เคยได้เห็นหน้าท่านประธานใกล้ๆ เกินห้าเมตรเลยด้วยซ้ำ”
“อ๋อ... ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
อลิซตอบรับแผ่วเบาเหมือนถามไปตามมารยาท ทว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายกลับเต้นรัวแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ‘ขนาดนั้นเลยเหรอ?’แต่เมื่อครู่เธอกลับพบเขาได้อย่างง่ายดายเหลือเกิน แถมยังได้เข้าใกล้...ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นกายที่ชวนให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว“อย่าพยายามอ่านใจบอส... เพราะเด็กอย่างเธอไม่มีวันเข้าใจเขาหรอก” รุ่นพี่คนนั้นทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ก่อนจะหันกลับไปสนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ทำเหมือนบทสนทนาเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
อลิซเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความเงียบที่เข้ามาแทนที่กลับน่าอึดอัดยิ่งกว่าเดิม เธอไม่รู้ว่าควรจะตีความประโยคเหล่านั้นไปในทิศทางไหน แต่สิ่งที่ยากจะปฏิเสธคือ ทุกสายตาที่ลอบมองมาในตอนนี้ ล้วนเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย และบางคู่ก็ฉายแววอิจฉาริษยาอย่างเปิดเผย
@ร้านอาหารกึ่งคลับ เวลา 20.30 น.
แสงไฟโทนอุ่นสลัวเคล้าไปกับเสียงดนตรีจังหวะกลางๆ ชวนให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย บนโต๊ะยาวกลางร้านเต็มไปด้วยแก้วเครื่องดื่มหลากหลายสีสันและจานอาหารที่ถูกพนักงานรุมล้อมด้วยเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามฤทธิ์แอลกอฮอล์
“เอ้าาา! ชน! ต้อนรับเด็กฝึกงานรุ่นใหม่ของแผนกขายเราหน่อยโว้ย!” พี่ต้นหัวหน้าทีมยกแก้วขึ้นสูง เรียกเสียงเฮดังสนั่นรับกันทั้งโต๊ะ
อลิซนั่งอยู่กึ่งกลางระหว่างน้ำชาและเหมยลี่ มือเล็กยังคงประคองแก้วน้ำผลไม้ไว้แน่น ใบหน้าสวยประดับด้วยรอยยิ้มสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะสำหรับเธอ...ที่นี่มันช่างต่างจากบรรยากาศอันหนาวเหน็บและกดดันบนชั้นสูงสุดของบริษัทราวกับอยู่คนละโลก“ผ่อนคลายหน่อยนะพวกน้องๆ วันนี้ไม่ต้องคิดเรื่องงาน ถือว่าพวกพี่เลี้ยงรับขวัญ” พี่อ้อพูดยิ้มๆ
“ใช่ๆ เดี๋ยวของจริงมันจะเริ่มตอนโดนใช้งานหนักๆ นู่น” พี่ต้นเสริมพลางขำ
เหมยลี่หัวเราะเสียงใสพลางยกแก้วค็อกเทลสีสดขึ้นจิบอย่างมั่นใจ “ถ้างานหนักจริง หนูขอค่าตอบแทนเป็นร้านแบบนี้ทุกอาทิตย์เลยนะพี่ต้น”“โอ้โห คนนี้สายเปรี้ยวของจริงว่ะ” พี่อ้อแซว
“เปรี้ยวแต่ขยันนะคะพี่ ไม่เหมือนบางคน...” เหมยลี่แสร้งยิ้มหวาน ทว่าสายตากลับตวัดไปมองอลิซที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดการของกินตรงหน้าอย่างไม่สนใจใคร
“นี่อลิซ กินอย่างเดียวเลยเหรอเรา” น้ำชากระซิบถามขำๆ
“ก็... มันอร่อยนี่นา” อลิซเงยหน้าขึ้นตอบขณะที่แก้มทั้งสองข้างยังตุ่ยเพราะเคี้ยวอาหารอยู่ เรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูจากคนทั้งโต๊ะ
บทสนทนาเริ่มไหลไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระไปจนถึงเรื่องซุบซิบภายในออฟฟิศ จนกระทั่งพี่ต้นโพล่งถามขึ้นมาเหมือนไม่ได้ตั้งใจ“แล้วอลิซ... วันนี้เห็นว่าโดนเรียกขึ้นไปชั้นบนสุดมาแล้วใช่ไหม?”
บรรยากาศรอบโต๊ะชะงักไปเสี้ยววินาที น้ำชาและเหมยลี่หันขวับมามองอลิซเป็นตาเดียว“ค่ะ... วันแรกอลิซก็โดนส่งขึ้นไปเลย”
“ฮ่าๆ สงสัยบอสจะเอ็นดูนะ” พี่อ้อหัวเราะร่วน
“เอ็นดูอะไรกันคะพี่อ้อ ทำไมเหมยลี่กับน้ำชาไม่เห็นจะได้ขึ้นไปบ้างล่ะคะ?” เหมยลี่เลิกคิ้วถามพลางจ้องอลิซด้วยสายตาจับผิด
“ก็...” พี่อ้ออึกอัก หยุดคำพูดไว้กลางอากาศก่อนจะเลี่ยงไปยกแก้วขึ้นดื่มแทน
อลิซขมวดคิ้ว กำลังจะอ้าปากถามต่อเพราะความสงสัย ทว่า...
“จัดงานเลี้ยงอะไรกัน...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจดังแทรกขึ้นจากทางด้านหลัง มันเยือกเย็นและทรงพลังจนกลบเสียงดนตรีและเสียงรอบข้างให้หายไปในพริบตา สายตาคมกริบปัดผ่านพนักงานทุกคนก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ร่างบางของเด็กสาวที่นั่งตัวลีบ“...ไม่เห็นชวนผมเลยนะ”
บรรยากาศที่เคยครื้นเครงชะงักกึก เสียงหัวเราะที่เคยดังสนั่นสลายหายไปในอากาศ แทนที่ด้วยความกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านมาจากร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มที่ไม่ได้สวมเนกไท เผยให้เห็นแผงอกแกร่งรำไรใต้สาบเสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมออกสองเม็ด...ลุคที่ดูผ่อนคลายแต่กลับอันตรายยิ่งกว่าตอนอยู่บริษัทหลายเท่า
“ขะ...คุณมาร์ติน!” พี่ต้นอุทานออกมาเสียงหลงรีบวางแก้วแล้วลุกขึ้นยืนตัวตรงโดยอัตโนมัติ พนักงานคนอื่นๆ ที่เหลือก็รีบตะลีตะลานลุกตามจนเก้าอี้ครูดพื้นดังระงม
อลิซที่กำลังเคี้ยวอาหารจนแก้มตุ่ยถึงกับสำลัก เธอรีบกลืนลงคอพลางเบิกตากว้างมอง แขกไม่ได้รับเชิญด้วยหัวใจที่เต้นรัวระริก“บอส... มาทำอะไรที่นี่คะ?” พี่อ้อถามเสียงสั่น พยายามปั้นยิ้มสู้เสือ
มาร์ตินไม่ตอบ เขาไม่ได้ชายตามองพนักงานคนไหนเลยแม้แต่นิดเดียว สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อจับจ้องตรงไปที่ร่างบางของอลิซที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ระหว่างน้ำชาและเหมยลี่
“จัดงานเลี้ยงรับขวัญเด็กใหม่... แต่ไม่ยักมีใครส่งบัตรเชิญไปที่ห้องประธาน” เขากระตุกยิ้มร้ายที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับเย็นเยียบจนคนมองขนลุกซู่ “ใจคอจะให้ฉันนั่งทำงานงกๆ อยู่คนเดียว ในขณะที่ คนของฉัน มานั่งหาความสุขอยู่ที่นี่งั้นเหรอ?”
คำว่า ‘คนของฉัน’ หลุดออกมาจากปากมาร์ตินชัดถ้อยชัดคำ ทำเอาเหมยลี่ที่นั่งข้างอลิซถึงกับหน้าเสีย ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ต่างลอบสบตากันอย่างมีความหมาย
“คือ...พวกเราเห็นว่าวันนี้เป็นเพียงแค่งานเล็กๆค่ะ ไม่เหมาะสมกับบอส เลยไม่กล้ารบกวนค่ะ” พี่อ้อพยายามช่วยแก้สถานการณ์
“งั้นเหรอ...” มาร์ตินลากเสียงยาวพลางก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังอลิซ มือหนาวางลงบนพนักเก้าอี้ของเธออย่างถือวิสาสะ จนอลิซสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากปลายนิ้วที่เฉียดผ่านต้นคอไปเพียงนิดเดียว
“แต่ตอนนี้ฉันว่างแล้ว... และฉันก็ ‘หิว’ มากซะด้วยสิ”
เขาก้มลงกระซิบข้างหูอลิซด้วยระดับเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน แต่ท่าทางที่ดูสนิทสนมเกินเบอร์นั้นกลับฟ้องสายตาคนทั้งโต๊ะ“คืนนี้...ฉันขอกินเธอได้ไหม?”
ตึก..ตัก..ตึก..ตัก..หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก อลิซทำตัวไม่ถูกได้แต่กะพริบตาปริบๆ เมื่อผู้ชายตรงหน้ากำลังพูดมองเหมือนอย่างที่พูดไว้จริงๆ
ใบหน้าสวยหวานร้อนผ่าวและขึ้นสีแดงระเรื่อ นิ้วแกร่งของเขากำลังเคาะลงที่หัวไหล่ของเธอเบาๆ เหมือนรอคำตอบ เด็กสาวจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น
“คะ..คือ..กินอลิซไม่ได้นะคะ..”
“เฮ้อ... มองไปทางไหนก็มีแต่คนคลั่งรักจนน่าหมั่นไส้เนอะว่าไหมคะที่รัก” เอลลี่ เอ่ยจิกกัดพลางขยับกายเต้นรำในอ้อมกอดของสามี เธอหวนคิดถึงจุดเริ่มต้นที่แสนจะชุลมุนของคู่ตัวเองความรักของทั้งคู่ไม่ได้เริ่มจากความหวาน แต่มันเริ่มจากการที่แม่ของดีแลนพยายามหาคู่เดทมาประเคนให้ลูกชาย และเอลลี่ในตอนนั้นที่ไม่อยากจะคบหากับใครเลย ตัดสินใจส่งประวัติและรูปภาพที่ 'เชย' สะบัดและดูจืดชืดที่สุดไปให้ เพื่อหวังจะให้ฝ่ายชายปฏิเสธแต่ใครจะคิดว่ามาเฟียจอมเจ้าเล่ห์อย่าง ดีแลน จะบุกมาพิสูจน์ถึงที่!“จำได้ไหมคะ... วันที่ที่รักบุกมาหาเอลถึงในคลับ แล้วพยายามแกล้งทำตัวเป็น 'คนดี' จนเอลเชื่อสนิทใจหัวใจจนหัวใจหวั่นไหว” เอลลี่หัวเราะร่าเมื่อนึกถึงภาพมาเฟียในคราบสุภาพบุรุษ“พี่ก็เลยต้องทุ่มทุนสร้างภาพหน่อยสิ” ดีแลนแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางกระชับอ้อมกอดรัดเอวบาง“แต่สรุปเป็นยังไงคะ... สุดท้ายที่รักก็เผยธาตุแท้ว่า 'เลว' ไม่ใช่หรอไง”“หึๆ... ก็เอลบอกเองว่าชอบคนเลวพี่ก็เลยแค่เผยตัวตน ทั้งปล้ำทั้งฉุดจนได้มาเป็นเมียเนี่ยไง” ดีแลนก้มลงกระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ขอบคุณความเจ้าเล่ห์ของตัวเองจริงๆ ที่ไม่ปล่อยให้สาวน้อยในรู
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลากสไตล์ดังประสานกันขึ้นอย่างผ่อนคลาย เมื่อต้นแบบความคลั่งรักอย่างคาร์เตอร์นำพาความสุขมาให้พวกเขาทุกคน“เออ...” คาร์เตอร์ รับคำสั้นๆ อย่างขอไปที ก่อนจะเบนสายตาไปหยุดที่ มิลิน ภรรยาสุดที่รักเพียงคนเดียว ทันใดนั้นเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืน“แด๊ดดี้จะไปไหนครับ?”“ไปหาแม่ไง... เราก็มากับพ่อสิ” คาร์เตอร์เอ่ยชวนลูกชาย ซึ่ง อาเธอร์ ก็พยักหน้ารับอย่างรู้ความ ทว่าทายาทมาเฟียตัวน้อยกลับเดินเลี่ยงไปยังจุดเปิดเพลง เขาเปลี่ยนท่วงทำนองให้กลายเป็นเพลงช้าหวานซึ้ง พร้อมกับกวักมือเรียกน้องๆ ให้เข้ามารวมกลุ่มกัน“ทุกคนมาหาพี่เร็ว”“ค่าาา / ค๊าบบบ!” เด็กๆ วิ่งกรูมาหาพี่ชายใหญ่ เปิดทางให้พื้นที่ตรงกลางชายหาดกลายเป็นฟลอร์เต้นรำสุดพิเศษ“อ๊ะ... แดดดี้ มีอะไรหรือเปล่าคะ?” มิลินหันมามองสามีด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเขาเดินตรงเข้ามาหา“เต้นรำกันนะ...” คาร์เตอร์ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาคมกริบจ้องมองภรรยาราวกับจะหลอมละลาย จนมิลินเผยรอยยิ้มหวานตราตรึงใจ“ได้สิคะ...”สิ้นคำตอบตกลงของภรรยาสาว มือหนาของคาร์เตอร์ก็รั้งเอวบางเข้าหาตัวจนร่างกายแนบชิด ทั้งคู่เริ่มขยับกายเต้
“ผมก็จะไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับน้องสาวเหมือนกันครับ” อาเธอร์ ที่ยืนนิ่งมานานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มและสายตาที่กดต่ำลงเฉกเช่นคนเป็นพ่อไม่มีผิดเพี้ยน ทำเอาบรรดาลุงๆ ถึงกับเงียบกริบ... เพราะดูท่าว่า ด่านพี่ชาย จะโหดกว่า ด่านพ่อ เสียแล้ว“คิกๆ ดูท่าปาร์ตี้คืนนี้จะกลายเป็นสงครามแย่งชิงลูกสาวไปซะแล้วนะคะ” อลิซ หัวเราะร่าพลางมองภาพความวุ่นวายของคุณพ่อมาเฟียแต่ละคนที่เริ่มโดนเด็กๆ ล้อมวงป่วนจนเสียอาการกันเป็นแถว“ลินว่า... เราอย่าเพิ่งไปเครียดเรื่องอนาคตลูกเขยลูกสะใภ้กันเลยค่ะ วันนี้เรามาเริ่มปาร์ตี้ให้สุดเหวี่ยงกันดีกว่า!” มิลิน เอ่ยตัดบทอย่างอารมณ์ดี เรียกสติให้บรรดาคุณแม่ยังสาวเห็นดีเห็นงามด้วยทันที“พูดดีมากยัยลิน! ในเมื่อพวกหนุ่มๆ เขาติดพันสงครามลูกกันอยู่... งั้นพวกเราเปิดเพลงฉลองเลยจ้า!” พริบพราว เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางดีดนิ้วส่งสัญญาณให้เริ่มงานปาร์ตี้ริมหาดที่ควรจะเป็นการพักผ่อน กลับกลายเป็นเวทีประชันความแซ่บของเหล่า "ตัวแม่" ทันทีที่เสียงบีทหนักๆ ของเพลงสากลจังหวะเร้าใจดังขึ้น“ถูกใจมากค่ะพี่ลินพี่พราว! ไปค่ะ... เราไปแดนซ์กันเถอะใบบัว อลิซแกก็ตามมาเร็ว!” เอลลี่ สาวสวยสุดมั่นไม่ร
“มากันครบสักทีนะ หายกันไปเป็นชาติ!”คาร์เตอร์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามสไตล์เจ้าพ่อผู้นัดหมาย ทว่าแววตาที่เขาก้มลงมอง มิลิน ที่ซุกตัวอยู่ข้างกายกลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดจนเพื่อนๆ หมั่นไส้“แด๊ดดี๊อย่าทำเสียงดุสิคะ เดี๋ยวเพื่อนๆ ก็กลัวหมดหรอก” มิลินเอ่ยปรามสามีพร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนจะหันไปทักทายกลุ่มของอลิซ “ลินคิดถึงทุกคนมากเลยนะคะ นานๆ ทีจะได้รวมตัวปาร์ตี้กันแบบนี้ เด็กๆ เองก็คงดีใจมากที่ได้วิ่งเล่นด้วยกัน”“เจ้าแฝดอาร์เดนกับอาร์เดลน่ารักมากเลยล่ะมิลิน เมื่อกี้พราวแอบเห็นตอนวิ่งไปรุมหอมแก้มเดลล่าด้วยนะ!” พริบพราว ที่ซบหน้าอยู่กับอกของ เซน รีบโผล่หน้ามาแจมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“น่ารักแต่แสบมากเลยล่ะค่ะพี่พราว ดูสิ... ทำเอาพี่ดีแลนหน้าเขียวปัดไปหมดแล้ว” อลิซตอบพลางหัวเราะร่วนเมื่อหันไปเห็นอาการของพี่เขย“หึ... ถ้าไม่ใช่หลาน ฉันสั่งคนลากไปโยนทะเลให้ฉลามกินไปแล้ว” ดีแลน พ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจที่ลูกสาวสุดที่รักโดนรุมจีบแต่เด็ก“แหม... คุณดีแลนคะ หลานแค่หยอกเล่นตามประสาเด็กเอง อย่าเพิ่งรีบสั่งฆ่าใครเลยค่ะ วันนี้วันดี... เรามาฉลองให้ครอบครัวมาร์ตินกันดีกว่า!” พริบพราวเอ่ยอย่างร่าเริง
แสงแดดอ่อนๆ ยามเย็นทอแสงสีทองระยิบระยับบนผืนน้ำทะเลสีคราม หน้าคฤหาสน์พักตากอากาศสุดหรูริมชายหาดส่วนตัวถูกจัดเตรียมด้วยโต๊ะยาวสีขาวสะอาดตา กลิ่นบาร์บีคิวหอมฉุยลอยมาตามลม ผสมกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่บนทรายขาวอลิซ ในชุดเดรสผ้าพริ้วสีขาวสะอาดตา กำลังตั้งอกตั้งใจปักดอกกุหลาบสีนวลลงในแจกันใบใหญ่เพื่อประดับมุมพักผ่อน เธออมยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นบรรยากาศที่แสนสงบนี้ ทว่าเพียงครู่เดียว วงแขนแกร่งที่คุ้นเคยก็สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง พร้อมกับจมูกโด่งที่ฝังลงบนแก้มเนียนฟอดใหญ่ฟอด!“ชื่นใจจัง... เหนื่อยไหมคะเมียครับ จัดดอกไม้คนเดียวตั้งนานแล้วนะ” มาร์ติน กระซิบถามเสียงทุ้ม พลางเกยคางไว้บนไหล่บางอย่างออดอ้อน“ไม่เหนื่อยเลยค่ะพี่มาร์ติน เห็นทุกคนมาพร้อมหน้ากันแบบนี้ อลิซมีความสุขมากกว่า” เธอหันไปยิ้มหวานให้สามีที่ตอนนี้สลัดลุคมาเฟียจอมโหดทิ้ง เหลือเพียงคุณพ่อสายละมุนในชุดเชิ้ตสีฟ้าอ่อนปลดกระดุม“แด๊ดดี๊! ปล่อยหม่ามี๊นะ!” เสียงเล็กๆ ของ อาร์เดน ดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวแสบที่วิ่งเข้ามากอดขาอลิซไว้แน่น ส่วน อาร์เดล ก็วิ่งเข้ามากอดขาของผู้เป็นแม่อีกข้างไว้แน่นเหมือนกัน“ดูสิ... หน่วยตรวจสอบมาอีก
มาร์ตินคำรามพร่าก่อนจะกระหน่ำกายเข้าใส่ความคับแน่นอย่างป่าเถื่อนและเอาแต่ใจ ภายใต้ฝักบัวที่เปิดน้ำทิ้งไว้จนเกิดเสียงซัดสาด สายน้ำที่เย็นเฉียบไหลรดผ่านสองร่างที่เปียกปอน ทว่ากลับไม่อาจชะล้างหรือดับเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่กำลังสุมทรวงของคนทั้งคู่ได้เลยเขารุกรานริมฝีปากบาง จูบกันอย่างนัวเนียสลับกับเสียงครางคำรามที่ดังระงมประสานไปทั่วห้องน้ำ มาร์ตินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำปรือของอลิซด้วยความหิวกระหาย ก่อนจะกระแทกกระทั้นกายเน้นย้ำลงไปจนสุดทาง“อ๊าาา…”“ผัวบอกแล้วไง... ว่าจะล้างให้ลึกๆ... ลึกจนถึงใจเมียเลย!”มาร์ตินคำรามพร่าพลางวางร่างอวบอิ่มลงที่พื้นห้องน้ำที่เย็นเฉียบ ก่อนจะหมุนเธอหันหลังให้ นิ้วแข็งแรงจุ่มจ้วงคว้านลึกเข้าไปในกายสาวอย่างรุนแรงและหนักหน่วงสวบ!!“กรี๊ดด!” ทำให้อลิซถึงกับร้องเสียงหลงใบหน้าสวยเชิดสูง ตาเหลือกด้วยความเสียวซ่านที่จู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว มือหนากระสวกเข้าออกแรงๆ จนแขนกำยำสั่นสะท้าน ร่างบางโยกคลอนหัวแทบชนผนังห้องน้ำสวบ!!สวบ!! แจ๊ะ!! แจ๊ะ!!“อ๊ะๆ...มันเสียวเหลือเกิน…ตะ..ตรงนั้น...อ๊าาา” อลิซอ้าขากว้าง กระดกสะโพกรับฝ่ามือหนาด้วยความรัญจวนอย่างไม่ลดละ จนมาร์ตินทนไ
“อืม... กูก็เหมือนกัน ไม่สนหัวใครทั้งนั้น ยกเว้นเมียกูคนเดียว” มาร์โคพยักหน้าเห็นด้วย “งั้นก็ดี...เพราะคนทีกูเลือกแล้ว กูก็ไม่คิดจะให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องเหมือนกัน!” มาร์ตินเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มร้ายที่ประดับบนมุมปาก ดวงตาคมวาววับดุจพยัคฆ์ยามเจอเหยื่อที่ถูกใจ เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาจับจ้
@ห้องประชุมชั้นสูงสุดบรรยากาศในห้องประชุมเคร่งเครียดทว่ามาร์ตินกลับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างผ่อนคลาย ริมฝีปากหยักยกยิ้มร้ายที่มุมปากขณะจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือ แววตาคมกริบวาววับราวกับกำลังเพลิดเพลินกับ 'เหยื่อ' ที่หลงเข้ามาในกับดัก มาร์โคและดีแลนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลอบสบตากันอย่างมีนัย ก
อลิซชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาหลบไปอีกทางอย่างลังเล เธอควรจะเล่าเรื่องที่มี ‘มาเฟีย’ แอบเข้าห้องนอนให้ใครฟังดีไหม? แต่สุดท้ายความหวาดระแวงก็ทำให้เธอเลือกที่จะเงียบ “ไม่มีอะไรจริงๆ แค่ปัญหาเรื่องงานนิดหน่อยน่ะน้ำชา” อลิซยิ้มบางๆ ตัดบท ทว่ายังไม่ทันที่น้ำชาจะพูดอะไรต่อ เสียงแหลมสูงที่แฝงไปด้วยความจิกกั
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...เสียงนาฬิกาปลุกดังย้ำเตือนอย่างน่ารำคาญ อลิซขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะควานมือไปกดปัดมันอย่างงัวเงีย เธอพยายามจะบิดกายพลิกตัว ทว่าความเมื่อยขบกลับแล่นพล่านไปทั่วทั้งหัวไหล่ลามลงไปถึงแผ่นหลัง ราวกับว่าเมื่อคืนเธอนอนผิดท่ามาตลอดทั้งคืน “เอ๊ะ…!?”เปลือกตาบางค่อยๆ ขยับเปิด ภาพเพดานห







