เข้าสู่ระบบฉันโกรธมาก และไม่สามารถให้อภัยทั้งพี่เหมียวและครามได้
พ่อแม่ที่คิดว่าเราคือพี่น้องที่รักกันดีได้ตาสว่างก็วันนั้น เขาเรียกเรามาคุยกัน แต่ฉันไม่อยากทนเห็นหน้าพี่เหมียวในบ้านหลังนี้ได้อีกแล้ว เธอแสดงออกชัดเจนว่าเธอยังคงเกลียดฉันไม่เปลี่ยน แล้วจงใจหักหลังกัน
ฉันหนีออกจากบ้าน ยกผู้ชายสารเลวให้พี่เหมียวได้ครอบครองตามใจอยาก แล้วตั้งใจว่าจะเปลี่ยนตัวเองใหม่ แล้วจะไม่ผูกมัดกับใครอีกเลย
พอฉันอายุยี่สิบ ฉันรวบรวมเงินทั้งหมดและโทรบอกพ่อแม่ผ่านทางโทรศัพท์ว่า ฉันจะไปทำงาน เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก แล้วกลับมาเรียนต่อที่นี่ตอนอายุยี่สิบสอง
ฉันจำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ เพื่อการเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งยิ่งใหญ่
ตอนแรกพ่อแม่คัดค้าน แต่ฉันขู่ว่าถ้าพวกเขาไม่ยอม ฉันจะหนีไปไม่กลับ และไม่ติดต่อกับทางบ้านอีกเลย
ฉันเลือกไปอยู่ที่เกาหลีเพราะเรียนเอกภาษาเกาหลีอยู่แล้ว ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสองปี หัดเข้าผับกินเหล้า แล้วเริ่มทำตัวเองให้เปรี้ยวขึ้น คบเพื่อนผู้ชายที่นั่นเยอะแยะ แล้วให้พวกนั้นสอนให้รู้จักมองคนให้ออก
ผู้ชายเกาหลีน่ะไม่ใช่เล่นๆ กันสักคนหรอก ฉันเชื่อว่าก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าครามเลย
และนี่ก็เป็นเหตุผล ที่ทำให้ฉันได้กลับมาใหม่ตอนอายุยี่สิบสอง ในฐานะมิวคนใหม่
ที่จะไม่มีวันร้องไห้ให้กับผู้ชายหน้าไหนอีก
สองปีต่อมา
“มิว เธอจะไปแล้วเหรอ” แจวอนถามฉันเป็นภาษาเกาหลี มองภาพฉันที่กำลังผัดหน้าอยู่หน้ากระจก สองปีที่ผ่านมาฉันมีเพื่อนผู้ชายเยอะ คนเกาหลี 3 ใน 5 เลยนะ แจวอนก็เป็นหนึ่งในเพื่อนของฉัน หล่อทีเดียว
ก็ฉันพูดเกาหลีเป็นนี่นา อยู่มาสองปีจนคล่องแล้วด้วย
“แน่สิ แจวอน มิวสัญญากับออมม่าไว้ว่าจะกลับไปเรียนต่อที่ไทยอ่ะ” ฉันตอบกลับไปเป็นภาษาเกาหลีเช่นกัน ก่อนที่จะทาปากด้วยลิปทิ๊นท์สีแดงสดเจือข้างในริมฝีปาก “แจวอนไม่ต้องคิดถึงมิวหรอกนะ”
“ไม่คิดถึงได้ไง” แจวอนพูดพร้อมกับโอบกอดด้านหลังของฉัน เราทำตัวติดกันแบบนี้เป็นประจำ แจวอนเคยบอกว่าชอบฉัน เพราะฉันน่ารัก แต่พอเปลี่ยนไปสองปีเขาก็รู้ว่าไม่มีสิทธิ์
ฉันกอดกับเพื่อนผู้ชายทุกคน แต่ไม่ได้รู้สึกพิศวาสใครเลย
ฉันเกลียดผู้ชายเพราะแฟนเก่าที่เคยทิ้งไปเอากับพี่สาวตัวเอง เกลียดพี่สาว แล้วตอนนี้ก็เริ่มจะสนใจผู้หญิงแล้วด้วย
เอาง่ายๆ คือฉันเริ่มเข้าสู่วงการ ‘ไบเซ็กชวล’ อย่างจริงจัง
คือผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ดี
“อ๊ะ ไม่ได้นะแจวอน” ฉันหมุนตัวไปกอดคอเขากลับ ท่าทางขี้เล่นแสนซนของฉันถูกแต่งแต้มมันจากเพื่อนผู้ชายพวกนี้ “มิวมีแฟนแล้วนะ อย่าลืมสิ”
“แฟน? คนไหนล่ะ เธอมีหลายคนมากเลยนี่” แจวอนประชดประชันอย่างงอนๆ ฉันหลุดขำออกมา
‘แฟน’
นิยามของคำว่าแฟนของฉันตอนนี้น่ะเหรอ
ก็คงฟิลประมาณ ต่อขบวนรางรถไฟไม่ให้ชนกันล่ะมั้ง ทั้งหญิงทั้งชาย บอกเลยว่าถ้าใครถูกใจฉันก็ฟาดเรียบ ปาดหน้าเค้ก แถมไม่ให้ใครแย่งไปอีกด้วย
คนที่สอนฉันให้เป็นแบบนี้ก็คือผู้ชายคนนั้นนะ แล้วที่เกาหลีก็ไม่มีใครมายุ่งเรื่องการคบซ้อนหลายเพศของฉันด้วย สบายใจสุดๆ
แต่เสียใจจัง วันนี้ฉันต้องบอกลาทุกคน เพราะฉันจะกลับไทยแล้ว
“ก็มีแฟนสิ้นสุดแค่วันนี้ วันพรุ่งนี้ถึงไทย...” ฉันขยิบตาให้เขา “มิวก็จะโสดแล้ว”
“...”
“ถ้าคิดถึงก็ตามมานะ”
แน่ล่ะ ก็ไม่ได้คิดจะจริงจังกะใครสักคนที่นี่เลยนี่
ฉันบินกลับมาที่ไทยทั้งๆ ที่ในใจไม่อยากกลับไปเหยียบเลยสักนิดเดียว
แต่เพราะต้องมาเรียนต่อที่นี่ เพราะสัญญากับพ่อแม่ไว้แบบนั้น เพราะตอนอยู่ที่เกาหลี ฉันเอาแต่ทำงาน ทำงาน และทำงานจนตัวเป็นเกลียว พอถึงเวลาพักก็ปาร์ตี้สุดเหวี่ยงกับเพื่อนๆ
ใช่ ฉันน่ะเปลี่ยนไปแล้ว
ก่อนที่จะกลับบ้าน ฉันรู้ได้ในทันทีว่าต้องกลับไปเจอกับอสรพิษในคราบพี่สาว ฉันแอบส่องไอจีเธอเงียบๆ ในบางครั้ง แม้ว่ามันจะแอบมีเสี้ยวนึงที่ปวดใจที่ว่าเธอแต่งงานไปแล้วพร้อมกับมีลูก... กับคราม
แต่นั่นก็คือความเจ็บที่เจือไปด้วยรอยแค้นล่ะนะ
เธอไว้ผมยาว เปลี่ยนสีผมไปเรื่อยทั้งๆ ที่มีลูกแล้ว มันก็ไม่แปลกเท่าไหร่สำหรับคนสมัยนี้ แต่
ฉันไม่ต้องการเหมือนเธอ แม้แต่ความยาวของผม
ฉันแวะเข้าร้านตัดผม ไม่ได้อกหักหรืออะไร แค่ไม่อยากมีผมยาวให้รำคาญตา ที่เกาหลีน่ะคนไว้ผมยาวเยอะ แล้วฉันก็ขี้เกียจตัด สองปีก็ไว้ผมยาวมาเรื่อยจนมันถึงบั้นท้าย
น่าเสียดายที่ต้องตัดออก แต่รู้ไรมั้ย
อะไรที่ทำแล้วแตกต่างจากผู้หญิงคนนั้น ฉันทำทั้งนั้นล่ะ
“ขอทรงนี้นะคะ” ฉันชี้ไปที่ทรงผมสั้นแบบสาวฝรั่งในรูปที่ป้าย สั่งไปลวกๆ เพราะแค่ขอให้ผมสั้นก็ดูดีแล้ว
ฉันแวะเข้าร้านตัดผมในสนามบิน แล้วก็ดูเหมือนว่าช่างตัดผมจะเหลือแค่ผู้หญิงคนนึงในนั้น เธอเป็นผู้หญิงผมยาวสีดำสนิท เท่มาก แถมยังสักเต็มตัว
แอบหลงนิดหน่อย ก็ฉันเป็นไบนี่นา
“ได้ค่ะน้อง” เสียงทุ้มพร้อมกับมือเรียวที่เต็มไปด้วยรอยสักบรรจงจับที่ผมของฉัน “ชื่อไรคะ”
ฉันนิ่งไป แอบกัดปากตัวเอง
พี่เค้าถามชื่อฉันเหรอ
“ชื่อมิวค่ะ” ฉันยิ้มให้พี่เค้าทางกระจก เห็นว่าแววตาของพี่สาวเป็นประกาย มันวาววับ ดูเซ็กซี่และก็ยั่วเย้าอย่างบอกไม่ถูก “พี่ล่ะ?”
“ชื่อเวย์” เธอเอียงคอยิ้ม “เรียกพี่เวย์ก็ได้นะ”
“ค่า” ฉันขานรับอย่างซุกซน แอบส่งสายตาให้พี่เวย์ ก่อนที่จะตกอยู่ในความเงียบเมื่อพี่เค้าเริ่มตัดผมให้ฉัน
พี่เวย์แถมการทำผมสีบลอนด์ทองให้ฉัน ตัดผมสั้นให้ดูเปรี้ยวปนน่ารัก ฝีมือเธอเริศมาก แถมพอฉันจะจ่ายเงิน เธอกลับบอกว่า
“เปลี่ยนจากเงินเป็นอย่างอื่นได้มั้ยน้อง” ฉันที่กำลังจะล้วงกระเป๋าเงินก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าเธอกำลังยิ้ม “คืนนี้ดริ้งก์กับพี่มั้ย น้องน่ารักดี”
หืม?
“พี่ชอบหนูเหรอคะ” ฉันถามไปตรงๆ เพราะฉันเองก็ถูกใจพี่เวย์เหมือนกัน พี่เค้าเป็นหนึ่งในสเป็คฉันเลย คล้ายแฟนเก่าที่เกาหลี แต่ดูเท่กว่าเยอะ
“ใช่ พี่เป็นเบี้ยนนะ เผื่อไม่รู้” เธอลูบท้ายทอยตัวเอง “ถ้าน้องสนใจ”
เธอโน้มหน้าเข้ามา ฉันชะงักไป เห็นว่าร่างสูงของพี่เวย์ใกล้เข้ามามากๆ จนใบหน้าสวยๆ ของเธอชิดใกล้กับฉันสุดๆ
เธอเอียงหน้ามากระซิบข้างหูฉันเบาๆ ในวินาทีนั้น ตอนที่ฉันกำลังเผลอใจเต้น
“คืนนี้ที่บาร์ Tenderr เจอกันนะ”
พี่เวย์นัดฉันแล้วฉันก็ออกมาจากที่นั่น มาดูที่พักใหม่ของตัวเอง ก่อนที่จะจำใจกลับไปที่บ้านที่มีอสรพิษในคราบพี่สาวตัวเองอยู่ที่บ้านที่แสนคุ้นเคย
พ่อแม่บอกว่าวันนี้ครามไม่ได้มากับพี่เหมียวเพราะเขาติดงาน แต่เธออุ้มลูกเธอมาด้วย
มันช่างน่าตื่นเต้น ฉันอยากเห็นลูกของเธอจริงๆ
ฉันมองหน้าตัวเองในกระจก เติมปากให้แดงสดแล้วใส่เสื้อเอวลอย กางเกงยีนส์ขายาวแบบชิคๆ ก่อนที่จะใส่แว่นกันแดด
เอาล่ะ พร้อมแล้ว
ฉันนั่ง Grap เข้าไปที่บ้าน จริงๆ มีรถที่เกาหลีแต่เป็นของแฟนเก่า ถ้าฉันจะทิ้งอะไร ฉันจะทิ้งทันทีไม่เสียดายของเลยทีเดียว
ก็ฉันไม่ได้จริงจังนี่นะ แล้วฉันก็ไม่ใช่หัวขโมย ที่พอหมดรักแล้วก็ทิ้งไปพร้อมกับของที่เขาเคยซื้อให้
เอาคืนไปเถอะ ฉันเองก็หาเงินเองเป็น
ทันทีที่มาถึงบ้าน ฉันก็เห็นว่าพี่เหมียวเองก็เพิ่งมาถึง เธอกำลังอุ้มลูกกำลังจะเข้าบ้าน
ฉันเสมองเธอผ่านกระจกรถอย่างชิงชัง ก่อนที่จะเปิดประตูออกไป
“พี่เหมียว!”
เธอหันหน้ามาทันทีที่ฉันเรียกเธอเสียงใส ก่อนที่ฉันจะโผเข้าไปซบเธออย่างดัดจริต
“คิดถึงจังเลยนะ ไม่ได้เจอกันนาน”
“มิวน้อย?” พี่เหมียวมองหน้าฉันอย่างตกใจ เธอก้มลงมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็ที่จะฉีกยิ้ม “สวยจังเลย ศัลยกรรมมาเหรอ”
ฉันคิ้วกระตุกนิดหน่อย มาถึงก็เปิดศึกกันเลยสินะ
“ธรรมชาติจ้ะ” ฉันหมุนตัว “แล้วนั่นลูกพี่เหรอ”
“ใช่จ้ะ” พี่เหมียวตอบเหมือนไม่เต็มใจนัก เธอเองก็คงรู้ว่าต้องกลับมาเจอกับฉันที่กลับมาไทยครั้งแรกในรอบปี แต่คงลืมไปสินะ ว่าฉันไม่ใช่มิวคนเดิมอีกแล้ว
คนที่เปลี่ยนฉันไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
“น่ารักจัง” ฉันจิ้มแก้มเด็กน้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ในขณะที่พี่เหมียวมีท่าทางนิ่งสงบ ก่อนที่ฉันจะช้อนสายตาขึ้นมามองเธอ “ลูกใครเหรอ?”
ทั้งผัวเก่า ทั้งพี่สาวอสรพิษ
“ลูกครามกับพี่น่ะ” เธอยังฉีกยิ้มอยู่ ในขณะที่ฉันนิ่งไป “เรามีลูกด้วยกันเมื่อปีที่แล้ว เป็นลูกชาย น่ารักดีใช่มั้ยล่ะ”
“...”
“หน้าเหมือนพ่อมากเลย ดูสิมิวน้อย” ฉันกำมือแน่น หงุดหงิดขึ้นมาครามครันจนอยากจะตบหน้าพี่สาวตัวเองสักฉาด เธอช่างอวดผัวได้น่าคลื่นไส้จริงๆ
“อ่อออ” ฉันครางรับ “พ่อเด็กที่เป็นแฟนเก่าหนูน่ะเหรอ”
พี่เหมียวนิ่งไปบ้าง คราวนี้ฉันฉีกยิ้ม
“อ้าว! พี่เหมียวน้องมิว เจอกันแล้วเหรอ” แต่สงครามประสาทระหว่างพี่น้องก็ต้องชะงัก ฉันได้ยินเสียงพ่อเปิดประตูออกมาเห็นเราสองคนกำลังยืนประจันหน้ากัน “มายืนคุยอะไรกันตรงนี้ เข้าบ้านเร็ว แม่เขาทำกับข้าวไว้เยอะเลย”
ไม่มีท่าทีสงสัยเลยสินะ
“ป่ะ! พี่เหมียว เข้าบ้านกันเถอะ” ฉันยิ้มหวานแล้วจูงมือเธอข้างที่ไม่ได้อุ้มลูกให้เดินเข้ามาด้วยกัน
ยังไงก็เล่นละครเหมือนกัน ก็ให้มันเป็นแบบผีเห็นผีไปเลยละกัน
ในความเงียบ พี่เหมียวแกะมือฉันออก สีหน้าของฉันเรียบนิ่งขึ้นมาทันที แต่พอเข้าไปเจอแม่ก็เปลี่ยนสีหน้า
“อ้าว น้องมิว พี่เหมียว”
“แม่จ๋า” ฉันเดินไปกอดแม่ ก็ที่เกาหลีน่ะการกอดกันเป็นเรื่องธรรมดามาก ฉันหอมแก้มแม่ไปฟอดใหญ่ “มิวคิดถึงแม่จังเลย”
“กลับมาก็อ้อนเลยนะเรา” แม่ยิ้ม ก่อนที่จะก้มลงมองชุดฉัน “ชุดน้องมิวเห็นเอวมากไปรึเปล่าลูก”
“ที่เกาหลีเขาใส่กันอย่างนี้ค่ะแม่” ฉันตอบปัด
“อ้อ... แล้วสองพี่น้องมาพร้อมกันเหรอ ดีกันแล้วใช่มั้ย” แม่ดูจะมีความหวังเมื่อพูดถึงฉันกับพี่เหมียว คงอยากให้พี่น้องรักกันดี แต่มันคงยากแล้ว เพราะพี่เหมียวเริ่มก่อน
ฉันเหลือบมองนังอสรพิษ เห็นเธอยิ้มอยู่ ฉันเลยยิ้มตามบ้าง
“ค่ะ”
“พี่เหมียวเอาลูกมาให้แม่อุ้มมา เลี้ยงลูกคนเดียวท่าจะลำบากแย่เลยล่ะสิ” แม่หันไปพูดกับพี่สาว ก่อนที่เธอจะส่งลูกให้ราวกับไม่ค่อยอยากอุ้มเท่าไหร่
“ส่วนมากจะเป็นครามน่ะค่ะ เหมียวแทบไม่ต้องหยิบจับอะไรหรอก” เธอเสมองมาที่ฉัน “ครามเขาเห่อลูกมากน่ะแม่ ไม่ยอมให้เหมียวจับเลย มีวันนี้นี่แหละที่ยอมให้เหมียวอุ้มมาที่บ้าน เพราะเขาติดงาน”
“เอ่อ งั้นเหรอ” แม่มีท่าทางลังเลเล็กน้อยตอนที่หันมามองฉัน ทำเหมือนฉันยังไม่ลืมเรื่องของผู้ชายคนนั้นแล้วยังจมปลักรักเขาอยู่งั้นล่ะ
เฮอะ ตลกดีนะ
“มองมิวทำไมแม่ มิวไม่ได้คิดไรกับพี่ครามแล้วล่ะ” ฉันยักไหล่ ตอบโจทย์ทุกคำถามจากสายตาแม่ “ตอนนั้นก็แค่หลงผิดน่ะ เพราะมิวยังเด็กมาก แต่ที่เกาหลีผู้ชายเยอะแยะ แปปๆ ก็ลืม”
“...”
“แฟนของพี่ มิวไม่เอาหรอกค่ะแม่”
แกรก
“เหรอ”
ฉันชะงัก เมื่อได้ยินเสียงคนเปิดประตูจากข้างนอก จริงๆ ก็ได้ยินเสียงรถมาสักพักแล้วล่ะ แต่ไม่คิดว่าเสียงรถนี้จะเป็นรถของใคร คงเป็นรถที่ผ่านหน้าบ้านไปเฉยๆ
ฉันมองไปทางประตูที่เปิดออก ร่างของผู้ชายคนนึงที่เต็มไปด้วยรอยสักทั้งสองแขนเดินเข้ามาในบ้านเมื่อมาทันได้ยินคำพูดร้อนร้ายของฉัน แววตาของเขาวาววับพอมองฉัน
สองปีเลยนะที่ไม่ได้เจอกัน
... คราม
“แจวอน!” ฉันร้องออกมา ไม่คิดว่าครามจะทำได้ขนาดนี้ เหมือนเขากลับไปเป็นครามเมื่อก่อนฉันจะมาเกาหลี คนที่ดีแต่ใช้กำลังคนนั้น“ถ้าหน้ามันเสียโฉม มึงจะรักมันลงมั้ย”“คราม!” ฉันเผลอเรียกชื่อที่ปกติเคยเรียกเขา เมื่อครามผละออกจากตัวฉันไปเพื่อจะขึ้นคร่อมแจวอนแล้วทุบซ้ำ ฉันคว้าแขนเขาไว้แน่น พยายามยื้อออกมา “หยุดนะ! เป็นบ้าอะไร”“มึงถามว่ากูเป็นบ้าอะไร?” เขาหันกลับมามองฉัน หยุดการกระทำได้ตามที่ฉันพูด เดินเข้ามาใกล้ กระชากคางฉันให้เข้ามาใกล้เขา“...!”“กูจะให้มึงเลือกนะมิว” เขาฉีกยิ้ม ลูบผมฉันเบาๆ ทั้งที่สีหน้ายังแสดงถึงความโกรธขึ้ง “ระหว่างหน้ามึงกับมันเสียโฉม ถ้ามึงยังจะเลือกมัน หรือจะยอมไปกับกูดีๆ”ฉันมองเขา ครามที่คาดเดายากเหมือนเมื่อก่อนกลับมา ฉันอาจกล้าที่จะต่อกรกับเขาตอนที่กลับมาที่ไทย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ ฉันรู้สึกว่าครามพร้อมจะทำจริงถ้าเกิดฉันไปคบหากับใครนอกจากเขา“กลัวเหรอ หลังจากนี้มึงจะได้รู้จักกูมากกว่านี้ ถ้ามึงยังยืนยันจะคบกับมัน” เขาไล้ฝ่ามือลงมาตามพวงแก้มของฉัน ก่อนที่จะเลื่อนใบหน้าเข้ามาจูบปากฉันหนักๆ เพราะยังไงที่นี่การจูบกันในที่สาธารณะก็เป็นเรื่องปกติฉันสบตาเขา แม้จะตกใจที่โดนจ
บ้าจริงฉันเดินเข้าไปหาแจวอนทันที ไม่รู้ว่าครามจะมาจริงรึเปล่า แต่คนอย่างเขาถึงเสียความทรงจำ แต่ครามเป็นคนที่พูดจริงทำจริงเสมอฉันคิดว่าฉันจะหลุดพ้นจากเรื่องราวพวกนั้นแล้วนะ เขาก็ตามมาจนได้คำที่ฉันสาดใส่หน้าเขาไปมันไม่มีความหมายเลยรึไงนะ“แจวอน! มิวจะกลับ” ฉันเดินไปพูดกับแจวอนที่ยังสังสรรค์อยู่กับเพื่อนๆ ของเขา ลากแขนเขาออกมาที่มุมอับส่วนตัว รู้สึกหนาวจนต้องห่อไหล่ ลูบไหล่ตัวเองเบาๆมันหนาวสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แค่คิดว่าครามตามหาไอจีฉันเจอได้ แล้วตามมาที่เกาหลีถูกก็หนาวไปทั้งตัวแล้วเขาทำตัวเหมือนฉันตอนกลับไปที่ไทย ตอนที่พยายามจะแก้แค้นเขากับพี่เหมียวไม่รู้ว่าที่เขาทำตอนนี้เป็นการแก้แค้นหรืออะไร แต่ฉันไม่เอาด้วยแน่“นี่ยังไม่ดึกมากเลย เมาแล้วเหรอ”แจวอนถามฉัน แม้ว่าเขาจะดูไม่อ่อนโยนเวลาอยู่กับผู้หญิงที่เจอตามผับ ฉันเคยเห็นแจวอนผลักไสเธอออกไปหลังจากที่พวกเธอตามมาเกาะแกะวุ่นวาย และนั่นเป็นสิ่งที่แจวอนไม่เคยทำกับฉัน“อื้อ เมาแล้ว หัวมันโคลงเคลงไปหมด อยากกลับห้อง” ฉันแสร้งทำเป็นเมา ทำตัวเซไปมาเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ เรื่องมารยาฉันไม่แพ้ใครหรอกนะ“มิว” แจวอนคว้าแขนฉันไว้ให้ฉันทรงตัว
“อันยอง”ฉันเงยหน้าขึ้นจากแก้วค็อกเทลมาสบสายตาเข้ากับผู้ชายเกาหลีท่าทางดูดีคนหนึ่ง เขาท่าทางจะเป็นดีเจที่นี่ คงเป็นช่วงพักของเขา เพราะท่าทางดูดีมากกว่าคนอื่นๆ หรือแม้แต่แจวอน มันทำให้ฉันเผลอมองเขาชั่วครู่ หลังจากที่นั่งสบตากับบาร์เทนเดอร์มาเนิ่นนานเขาส่งยิ้มให้ฉัน ก่อนที่จะนั่งลงข้างๆ“มาคนเดียวเหรอครับ” เขาถามฉันเป็นภาษาเกาหลี ฉันวนแก้วค็อกเทลในมือเบาๆ หัวเราะหวานๆ“อื้อ ค่ะ” ว่าไงดีล่ะ โกหกไปก็ไม่เลวเหมือนกันฉันต้องการจะทดสอบผู้ชายคนนี้“ผมเป็นดีเจที่นี่” เขาฉีกยิ้ม “คุณอยากได้อะไรมั้ย เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”“หืม” ฉันคลี่ยิ้มกลับ “จะดีเหรอ”“ดีสิครับ” เขาพยักหน้า ส่งสายตาให้บาร์เทนเดอร์ราวกับคนรู้ใจ แก้ววิสกี้ถูกเลื่อนมาตรงหน้าเขา ร่างสูงยกขึ้นยื่นมาให้ฉันเพื่อ Cheers กัน “บอกชื่อคุณหน่อยสิครับ ผมยุนโฮ”“มิว...” ยังไม่ทันที่จะพูดอะไร ฉันรู้สึกเหมือนโทรศัพท์บนเคาน์เตอร์บาร์สั่นน้อยๆ พอกดขึ้นมาดู ก็เห็นว่ามีใครบางคนคอมเม้นท์รูปในไอจีเท่านั้นฉันไม่คิดอะไร ก็คงเป็นคอมเม้นท์แทะโลมของพวกผู้ชาย ก็เปิดอ่านแล้วก็ตอบกลับไปตามประสาผู้หญิงอัธยาศัยดีแน่นอนว่าจะเลือกตอบแต่ผู้ชายหน้าตาดีเท่านั้น ไ
จะบอกว่าตั้งแต่มาที่เกาหลี ชีวิตของฉันก็คงที่ดีแต่เพราะผลจากงานศพพี่เหมียวทำให้ฉันหว่านเสน่ห์ใส่ใครไม่ได้เลยเป็นเดือน เพื่อนๆ แจวอนชวนไปผับฉันก็อิดออด เอาแต่นอนเล่นโทรศัพท์อยู่ในห้อง เปิด Kakao กับส่องไอจีไปเรื่อยมีบางครั้งที่ฉันเข้าไปส่องในไอจีพี่เหมียว รูปสุดท้ายที่เธอลงคือรูปเมื่อสองเดือนที่แล้ว วันที่เธอยังอยู่ เธอลงว่าไปเที่ยวกับเพื่อน... โดยไร้ครามไม่แปลกที่ชีวิตคู่ของพวกเขาจะขาดวิ่นแบบนั้นฉันแอบถอนหายใจ หลังจากกลับมาที่เกาหลีจิตใจที่เคยแข็งแกร่งและมั่นคงของฉันก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตอนนี้ฉันทั้งรู้สึกหม่นๆ ในใจ ทั้งรู้สึกไม่อยากทำอะไรนอกจากนอนโง่ๆ ตีขาอยู่บนเตียง แล้วก็เล่นโทรศัพท์แม้แต่ถ่ายรูปลงไอจีฉันยังไม่ทำเลยไอจีฉันน่ะ ตอนนี้เป็นแหล่งรวมพวกหื่นๆ ลามกๆ พวกที่ชอบติดตามสาวหน้าตาน่ารักๆ หรือไม่ก็พวกผู้หญิงที่ต้องการจะเป็นแบบฉัน ต้องการศัลยกรรมหน้าให้เหมือนกับฉันไว้วิจารณ์รูปร่างหน้าตาว่าจมูกทรงนี้ไปผ่านหมอที่ไหนมาฉันเบ้หน้าใส่โทรศัพท์ ก่อนที่จะโยนทิ้งไปข้างๆ ตัวแล้วพลิกตัวกลับไปอีกทางตอนนี้แจวอนออกไปปาร์ตี้กับเพื่อน ฉันไม่ได้จะให้เขาอยู่เป็นเพื่อนยามที่ฉันหม่นใจอยู่แล้
[พาร์ท : พี่คราม]กูนั่งรออย่างอดทนจนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตู เห็นผู้หญิงที่ชื่อมิวเดินเข้ามาพร้อมกับลูกน้อง สีหน้ามิวที่มองกูเฉยชามาก ทำให้กูรู้สึกแปลกใจกูปัดมือไล่ลูกน้องทางอ้อม มันเดินออกไปโดยไม่ลืมปิดประตูให้เราสบตากัน มิวที่กูหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ คือผู้หญิงที่เตือนสติกูก่อนที่กูกับลูกจะโดนทำร้าย มันฝังอยู่ในความทรงจำ เป็นความศรัทธา กูหวังว่าเธอจะเป็นเมียกู แล้วกลับมาหากูกับลูกแต่สายตาที่เฉยชานั่นทำให้กูไม่มั่นใจ“มานี่สิ มิว” กูกระตุกยิ้ม อ้าแขนต้อนรับเธออย่างใจกว้าง ก็แค่อยากสัมผัสร่างที่อวบอิ่มนั่นอีกครั้งมิวมองกู เธอนิ่ง ก่อนที่จะหลบตาไป“อย่าทำแบบนี้เลยนะพี่” เธอพูดขึ้นมา กูชะงัก “มิวทำไม่ได้”“ทำไม” กูถาม รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาครามครัน“มิวไม่ใช่เมียพี่” เธอเลือกที่จะพูดแบบนั้น กูเบิกตากว้าง ร่างเล็กในชุดเดรสสั้นกุดกำกระเป๋าที่สะพายไว้แน่น “คนที่เป็นเมียพี่จริงๆ ไม่ใช่มิว”“...”“อีกอย่าง มิวเกลียดพี่ โคตรเกลียดเลย” เธอเม้มริมฝีปากแน่น “มิวจะไม่รับผิดชอบเรื่องนี้ ยิ่งถ้ามันเป็นคนที่เคยทำลายมิวอย่างพี่ มิวไม่เอาด้วย”เธอพูดพร้อมกับหันหลังจะเปิดประตูเดินจากไป กูในตอ
“หึงหวง?” ฉันทวนคำที่เขาพูดออกมา ก่อนที่จะยิ้ม “เปล่าเลย”“...”“ก็แค่อยากจะมาคุยกับพี่เรื่องลูก” ฉันพูดแล้วกอดอก ไม่กล้าปิดประตูลงเพราะเดาอารมณ์ครามไม่ถูก ตอนนี้เขาเหมือนไม่ใช่เขาเลย สายตาที่เต็มไปด้วยความโหยหานั้นทำให้ฉันขนลุกซู่“ลูก?” เขาเลิกคิ้ว รอยยิ้มร้ายยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ในขณะที่เขาจะเอนตัว ลูบซิกแพคตัวเองอย่างยั่วเย้า “ถ้าหมายถึงเรื่องลูกของเรา กูคิดอยู่แล้วว่ารอมึงมาที่นี่”“...”“เราจะได้มาคุยกัน เรื่องมึงจะเลือกอยู่กับกูกับลูก หรืออยู่กับกู แล้วเอาลูกให้พวกคนใช้ที่บ้านกูดูแลมันไป”“...!”ลูกของเรา? เขาพูดบ้าอะไรออกมานั่นมันไม่ใช่ลูกของฉัน“มึงก็เลือกเอา แต่มึงเป็นเมียกู คงไม่เลือกอย่างอื่นหรอกใช่มั้ย” เขาพูดทั้งๆ ที่สายตามองฉันอย่างต้องการอยู่แบบนั้น มันปนเปไปกับความกดดันหน่อยๆ แล้วตอนนี้ฉันก็นิ่งอึ้งไป รู้สึกสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา“พูดอะไร” ฉันพูดออกมาแค่นั้น นิ่งอึ้งไป พูดแบบนี้หมายความว่าไง เมียเขาเพิ่งตายทั้งคนนะ “พี่เป็นอะไรรึเปล่า นี่มันไม่ใช่แล้วนะ...”“ขอโทษนะครับ”ฉันสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงผู้ชายดังอยู่ข้างหลัง พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นใครก็ไม่รู้







