LOGINแม้จะเอาแต่ตัดพ้อกับโชคชะตาที่เล่นตลกกับนางอยู่ในเวลานี้แต่หลิวซือซือก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับมันมากเท่าใดนัก
นางลุกขึ้นจากเตียงนอนเก่าๆ ก่อนจะจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเปิดระบบวิเศษที่ติดตัวมากับนางตั้งแต่ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาครั้งแรกในยุคนี้แล้ว
นางไล่สายดูระบบวิเศษที่มีสิ่งของเครื่องใช้จากโลกอนาคตมากมายนับไม่ถ้วน ตัวระบบนี้เปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะมีทุกอย่างให้นางได้เลือกสรรใช้งานได้อย่างเต็มที่นั่นเอง
แค่เพียงไม่มีเงินตราที่ใช้จ่ายในยุคนี้ก็เท่านั้นอยากได้เงินใช้ก็คงต้องเอาของออกไปแลก
'แย่เสียจริง'
แต่แล้วสายตาของนางก็พลันสะดุดเข้ากับบางอย่าง กราฟตัวเลขบอกอุณหภูมิอากาศของพื้นที่โดยรอบที่นางอาศัยอยู่ปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจน
เมื่อตรวจสอบให้แน่ชัดอักครั้งก็พบว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในยุคโบราณแห่งนี้นั้น ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงอุณหภูมิของอากาศที่นี่เอาไว้อย่างถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักเพียงนิด
แต่หลังจากนี้ไปชาวเมืองเฉิงตูจะต้องประสบพบเจอกับหิมะที่ตกหนักที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา มวลอากาศเย็นจากหิมะจะปกคลุมไปทั่วทั้งแคว้นเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนเต็มๆ ก่อนจะร้อนจัดไปอีกเจ็ดวันอากาศก็จะเข้าสู่อุณหภูมิปกติ
หากไม่มีการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าชาวบ้านจะไม่ล้มตายจากอากาศที่แปรปรวนนี้หรอกหรือ
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วนางก็พอจะมีเวลาเตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้า แม้จะไม่สามารถช่วยได้ทุกคนก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย
หลิวซือซือคิดได้ดังนั้นก็เลือกเอากำไลหยกเขียวออกมาจากระบบวิเศษเพียงไม่กี่ชิ้นแล้วใส่ลงไปในถุงผ้าที่เตรียมเอาไว้ก่อนจะเดินออกจากบ้านสกุลหลิวไปด้วยความรวดเร็ว
ตลาดเมืองเฉิงตู
“เอ้าเร่เข้ามาๆ วันนี้ข้านำกำไลหยกเขียวของจริงของแท้งดงามยิ่งนักมาขาย ใครได้ไปย่อมพานพบแต่ความโชคดีกันทั้งนั้น”
“ไหนๆ โอ้โหพวกเจ้าดูสิงดงามจริงๆ หยกเขียวนี้มันแวววับเพียงนี้ นี่เจ้าน่ะไม่ใช่ไปปล้นใครเขามาหรอกนะ”
“ข้าจะไปปล้นใครเจ้าพูดจาให้มันดีๆ นะอย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
หลิวซือซือตั้งท่าจะต่อยตีบุรุษปากพร่อยผู้นั้นแต่แล้วก็มีใครคนหนึ่งเดินเข้ามากลางวงสนทนานั้น
ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดสวมหมวกสานครึ่งศีรษะหากไม่ใช่ว่าใบหน้านั้นมีแต่หนวดเครารุงรังก็คงจะหล่อเหลาอยู่ไม่น้อย
คนผู้นั้นเดินเข้ามายังแผงขายของๆ นางก่อนจะแย้มยิ้มให้ ในมือของเขาถือคันเบ็ดและตะกร้าใบพอดีมือติดมือมาด้วย แววตานุ่มลึกนัยน์ตาสีนิลนั้นมองมายังนางผู้ใดพบเห็นก็คงอดที่จะหลงใหลไม่ได้แต่กับหลิวซือซือนั้นกับไม่สะทกสะท้านกับรูปลักษณ์ที่เห็นแต่อย่างใด
ก็เพราะยุคที่นางจากมานั้นเคยเห็นเหล่าชายหนุ่มรูปงามมามากพอแล้วน่ะสิ แค่นี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อหัวใจของนางได้เลยแม้เพียงนิดอย่างไรเล่า
“จากที่ข้าดูแล้วหยกของนางนั้นหาใช่ได้ไปปล้นใครเขามาไม่ หากหยกที่มีเจ้าของย่อมมีชื่อสลักหรือหากนางขโมยมาจริงย่อมมีตราประทับที่คนทั่วๆ ไปไม่อาจรู้ได้”
‘ตราประทับอะไร?’
หลิวซือซือจ้องมองชายหนุ่มผู้นั้นไม่วางตา
หยกพวกนี้นางนำมาจากระบบวิเศษเป็นของที่ขายทั่วไปในยุคที่นางจากมาจะไปมีตราประทับอื่นใดอยู่กันเล่า แล้วหากมีจริงนางจะอธิบายพวกเขาอย่างไรในเมื่อตัวหนังสือในยุคนี้กับโลกอนาคตแน่นอนว่ามันไม่เหมือนกัน!
‘ฉิบหายแล้วจะเอาอะไรออกมาขายเหตุไม่ดูให้ดีกว่านี้นะ หลิวซือซือเหตุใดเจ้าถึงได้โง่เขลาเช่นนี้กันเล่า’
“นี่เจ้าน่ะพวกเดียวกันกับนางหรืออย่างไรถึงได้ออกมาแก้ตัวแทนกันเช่นนี้” หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์กอดอกก่อนจะจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มผู้มาใหม่
“แล้วเจ้าล่ะเป็นอะไรถึงได้อยากจะใส่ร้ายข้านักหนา”
หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าหยาบกร้านของบุรุษตรงหน้าแน่วนิ่ง และแล้วความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็เริ่มไหลทะลักเข้ามาอีกครั้ง
บรรดาบุรุษในเมืองต่างก็รังเกียจหลิวซือซือแทบทั้งนั้น แม้ว่านางจะหน้าตาน่ารักแต่ปากกับร้ายยิ่งกว่าแม่มดเสียอีกด่าทอทุกคนที่เข้ามาหานางจนหัวหดกันหมด
‘มิน่าเล่าถึงไม่มีใครอยากจะซื้อขายของนางกัน เพราะเหตุนี้นี่เอง’
“เอ่อคือว่า…”
“อะไร? หากว่าเจ้าหมอนี่โกหกช่วยเจ้าแล้วหากว่าพวกข้าซื้อของๆ เจ้าไปจะไม่มีใครมาทวงกลับคืนไปแน่น่ะหรือ”
“ก็ของพวกนี้ข้าได้มาอย่างสุจริตมันจะไปมีใครมาทวงได้อย่างไร นี่เจ้าน่ะชื่ออะไรนะ”
“ห๊ะ?” ชายคนนั้นดูเหมือนจะสับสนไม่น้อยที่อยู่ๆ หลิวซือซือก็เปลี่ยนเรื่องมาถามชื่อแซ่ของเขาแทน
“ข้าถามว่าเจ้าชื่ออะไร”
“ขะ...ข้าก็ชื่ออี้ซวนอย่างไรเล่า เจ้าทำเป็นความจำเสื่อมหรืออย่างไรลืมไปแล้วหรือว่าทำอะไรกับข้าไว้บ้างน่ะ”
“อะ เอาน่าอี้ซวนไม่ว่าที่ผ่านมาข้าจะร้ายกาจกับเจ้ามากเพียงใดแต่วันนี้ข้านั้นลืมไปจนหมดสิ้นแล้ว อาจจะเพราะโรคร้ายที่กัดกินหัวของข้ามันแทะสมองเน่าๆ ไปจนหมดสิ้นแล้วดังนั้นวันนี้พวกเราก็มาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”
“ห๊า!”
‘ที่ผ่านมานางร้ายกาจเพียงนั้น วันนี้กลับพูดออกมาเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเลยหรือว่านางจะเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ น่ะหรือ?'
‘นางไว้ใจเขามากเกินไปหรือไม่นะ’หลิวซือซือว่าจ้างชาวบ้านในบริเวณโดยรอบของเมืองเข้ามาทำงานในฟาร์มผักแห่งใหม่นี้แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งไม่ว่าจะปลูกพืชผักใดๆ ก็ไร้หนทางได้เก็บเกี่ยวนั้น นางก็สามารถพลิกฟื้นให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งพืชผักผลไม้มากมายหลากหลายชนิดที่ไม่ค่อยจะมีใครปลูกได้ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด มะเขือเทศลูกใหญ่ทั้งยังมีฟาร์มข้าวสาลีที่เวลานี้เริ่มสุกงอมได้ที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว“ซือซือ”เสียงเรียกของผู้เป็นสามีดังแว่วมาแต่ไกลเขาวิ่งมาหานางด้วยความรวดเร็วสีหน้าและแววตาของเขาแลดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย‘เป็นอะไรของเขา’“แดดแรงเช่นนี้เจ้าออกมาทำไมเล่า”“ข้ามาดูแลคนงานเผื่อ
หลังจากหลิวซือซือแต่งงานออกไปไม่นานก็ได้ยินมาว่าหลิวผิงเอ๋อนั้นถูกฮูหยินนายอำเภอทุบตีทำร้ายเกือบปางตายเพราะหลิวผิงเอ๋อแอบคบชู้กับสามีของนางนั่นเองใบหน้าที่เคยสวยหวานถูกตบตีจนแก้มนุ่มนิ่มที่เคยมีเลือดฝาดนั้นแตกไปหมด ดวงตาบวบปูดร่างกายถูกทุบตีจนเดินไม่ได้ อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้หลิวผิงเอ๋อต้องนอนซมอยู่บนเตียงไปหลายวัน แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ นางแท้งลูก!“ท่านพ่อ”“ซือซือเจ้ามาแล้ว ละ…แล้วนั่น”“สามีของข้า ลูกเขยของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“ห๋า ก็ไหนบอกว่า”“ท่านพ่อตาขออภัยที่ข้าไม่ได้บอกท่านแท้จริงแล้วเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุตรชายสกุลโหวนั้นล้วนเป็นข้าที่ปล่อยข่าวลือเหล่านั้นออกไปทั้งสิ้น”“อะ อะไรนะ!”“ข้าเพียงแค่อยากเลือกเจ้าสาวผู้ที่จะต้องมาอยู่เคียงข้างกัน
บ้านสกุลโหวหลิวซือซือยืนมองป้ายประจำตระกูลที่ติดเอาไว้ที่เสาหน้าบ้านตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างพลิ้วไหวดูงดงามมากพอๆ กับป้ายประจำตระกูลที่ถูกแกะสลักจากไม้เนื้อดีดูมีความสง่าน่าเกรงขามไม่น้อยแรกเริ่มเดิมทีนางก็ไม่คิดที่จะแต่งงานแทนน้องสาวต่างไส้ที่น่ารังเกียจผู้นั้นเลยแม้เพียงนิดแต่เมื่อคิดได้ว่านี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ออกไปจากบ้านหลังนั้นจึงได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะนางได้ยินมาอยู่บ้างว่าบุตรชายสกุลโหวนั้นรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจคืนคำพูดที่เคยให้สัญญากับบิดาเอาไว้ได้แต่ที่ทำให้นางตกตะลึงในเวลานี้ก็คือ….“แม่นางเจ้าเป็นอะไรงั้นหรือ”หลิวซือซือเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองป้ายด้านหน้าบ้านอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ผิงเอ๋อเจ้าว่าอะไรนะ”“ข้าเห็นพี่หญิงเอาแต่พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับซือหยางคนงานที่มาทำงานในไร่ของเราน่ะเจ้าค่ะ""ท่านพ่อหากปล่อยไว้แบบนี้อาจจะทำให้บ้านของเราเสียหายได้นะเจ้าคะ สัญญาแต่งงานของสกุลหลิวกับสกุลโหวอาจสั่นคลอนได้ของหมั้นที่ทางฝั่งนั้นส่งมาก็อาจถูกริบคืนแว่วว่าท่านพ่อใช้มันไปบางส่วนแล้วไม่ใช่หรือ”หลิวผิงเอ๋อพยายามเป่าหูผู้เป็นบิดาและมารดาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับไล่หลิวซือซือออกไปจากบ้านให้เร็วขึ้นและของทุกอย่างที่เป็นของหลิวซือซือย่อมตกเป็นของนางใบหน้าที่ร้ายกาจของผู้เป็นบุตรสาวอยู่ในการจับจ้องมองของมารดาตลอดเย่หลันถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมานานนับกี่ปีหลิวผิงเอ๋อก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลย นางที่เอาแต่สนใจความสุขสบายของบุตรสาวจนลืมนึกไปว่าควรที่จะสั่งสอนนางให้ดีกว่านี้
‘สักวันเถอะข้าต้องได้ดีกว่าเจ้าอย่างแน่นอน หลิวซือซือ’เป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่หลิวผิงเอ๋อไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนทั้งยังไม่ยอมออกมาช่วยงานในไร่เลยสักครั้ง หลิวซือซือครั้นอยากจะเข้าไปดึงนางให้ลุกจากเตียงนอนก็ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะพยายามห้ามนางเอาไว้“ท่านพ่อเหตุใดท่านจึงตามใจนางเช่นนี้กันเล่าเจ้าคะ”“โถ่ซือซือ ผิงเอ๋อเองก็ยังเด็กเจ้าจะอะไรกับนางนักหนา”“เด็กแบบไหนถึงได้เที่ยวไปนอนกับคนอื่นไปทั่ว”“ซือซือ!”“หรือไม่จริง หากท่านยังตามใจนางเช่นนี้สักวันเถอะนางจะนำความเดือดร้อนมาให้พวกท่านไม่รู้จบ”“นั่นมันก็เรื่องของพวกข้า ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อไม่คิดว่าเขาจะพูดเ
หลิวซือซือสั่งการให้สาวใช้ของนางจัดการงานที่บ้าน ส่วนนางและพ่อบ้านหลูก็เดินทางไปในตัวเมืองด้วยความรวดเร็วเมื่อทั้งสองมาถึงกลางตลาดก็ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายลั่นไปทั่วท้องถนนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นหลิวผิงเอ๋อที่กำลังนั่งจมปุกอยู่กลางถนนโดยมีสตรีนางหนึ่งที่ยืนจังก้าท้าวเอวพร้อมทั้งชี้นิ้วตรงมาที่นาง ปากสีแดงสดเอาแต่ร่ายคำด่าออกมาไม่มีหยุด เมื่อสายตาของนางสะดุดเข้ากับร่างๆ หนึ่งก็หยุดการกระทำนั้นไปทันที หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นก่อนจะเอ่ยปากถามไปว่า“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”“เจ้าควรจะดูแลน้องสาวของเจ้าให้ดีกว่านี้สิซือซือ รู้หรือไม่ว่านางมาวอแวกับสามีของข้า”“อะไรนะ”“ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนกันแล้ววันนี้มีคนมาบอกข้าว่าเห็นนางกับสามีของข้าออกมาจากโรงเตี๊ยมนี่ ข้าจึงตามมาดูแล้วก็เป็นอย่างที่คนเขาพูดจริงๆ”“
อากาศหนาวที่หนาวเย็นจับใจทำให้ชาวบ้านแทบจะทุกหลังคาเรือนไม่มีผู้ใดออกมาทำมาหากินในตอนค่ำเลยสักคน ผู้คนดูจะอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆหลิวซือซือที่นั่งอยู่บนรถม้าโดยมีพ่อบ้านหลูเป็นสารถีขับรถม้าให้ก็เลิกผ้าม่านขึ้นมองเห็นความทุกข์เวทน
หลิวผิงเอ๋อได้เพียงแค่ยืนย่ำเท้ากับพื้นเท่านั้นไม่กล้าที่จะพูดสิ่งใดออกไปเพราะความจริงแล้วสิ่งที่หลิวซือซือพูดออกมานั้นก็ไม่ได้ผิดแผกไปแต่อย่างใด‘ใช่แล้วเวลานี้นางไม่มีความสามารถใดๆ ในการที่จะทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้หร
หลังกลับจากในเมืองหลิวซือซือก็มอบหมายให้พ่อบ้านหลูไปติดต่อกับหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเช่าซื้อบ้านว่างหลังใหญ่ท้ายหมู่บ้านหลังนั้น หากจำนวนเงินมีมากพอนางตั้งใจจะซื้อขาดตามที่ตั้งใจเอาไว้พ่อบ้านหลูจัดการตามที่นางสั่งการพร้อมทั้งส่งค
‘นะ นักเลงที่นางว่ามันคือพวกเขาไม่ใช่หรือ’“อะแฮ่ม คือว่าพวกข้าเป็นบุรุษใยต้องกลัวคนพวกนั้นกัน ว่าแต่เจ้าเถอะมาทำอะไรที่นี่”"ข้าหรือ”







