LOGINตอนที่ 3 ผู้ต้องสงสัยของโลก
คำสั่งของชายในเครื่องแบบสีดำทำให้บรรยากาศทั้งซอยเย็นเยียบลงในทันที ทหารที่ยืนกระจายกำลังอยู่รอบพื้นที่ยกอาวุธขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ปลายกระบอกปืนไม่ได้หันเข้าหาธันวาเพียงคนเดียว แต่ยังหันไปทางฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดอยู่หลังแนวกั้นของตำรวจด้วย แสงจากไฟหน้ารถหุ้มเกราะส่องผ่านควันและฝุ่นจนเงาของทุกคนทอดยาวบนพื้นถนน ธันวายังคงคุกเข่าอยู่กลางซอย มือทั้งสองยกเหนือศีรษะ ข้างหน้าของเขาคือถุงยาที่ตกอยู่บนพื้น ส่วนด้านหลังแนวตำรวจคือแม่ที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างด้วยใบหน้าซีดเผือด ดวงตาของนางจับจ้องลูกชายอย่างหวาดกลัว ธันวาไม่รู้ว่าความกลัวนั้นเกิดจากภาพในนิมิต จากทหารที่มาถึง หรือจากบางสิ่งที่เขายังไม่เข้าใจ ชายชุดดำเดินเข้ามาใกล้อีกก้าว เขามองธันวาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าราวกับกำลังตรวจสอบวัตถุอันตรายชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่มนุษย์อายุสิบแปดปีที่เพิ่งเลิกงานและกำลังพยายามนำยากลับมาให้แม่ "ลุกขึ้นช้า ๆ ห้ามเคลื่อนไหวโดยไม่ได้รับคำสั่ง" ธันวายังไม่ขยับ เขามองผ่านชายคนนั้นไปยังแม่ "พวกคุณจะพาผมไปไหน" "สถานที่ควบคุมพิเศษ" "ผมทำผิดอะไร" ชายชุดดำไม่ตอบคำถามในทันที เขายกมือแตะอุปกรณ์สื่อสารข้างหู ก่อนจะหันไปมองรถถ่ายทอดสดของสถานีข่าวซึ่งจอดอยู่ตรงปากซอย นักข่าวหลายคนพยายามเบียดผ่านฝูงชนเข้ามา กล้องทุกตัวหันมาทางธันวา ภาพของเขากำลังถูกส่งออกไปทั่วประเทศ และอาจถูกถ่ายทอดไปทั่วโลกในเวลาเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นจากโทรศัพท์ของผู้คนรอบข้างแทบพร้อมกัน จอขนาดเล็กนับร้อยถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ ธันวาเห็นตราสัญลักษณ์ของรัฐบาลปรากฏบนหน้าจอ ตามด้วยภาพโฆษกรัฐบาลที่กำลังยืนอยู่หลังแท่นแถลงข่าว สีหน้าของชายผู้นั้นเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด "จากเหตุการณ์นิมิตพร้อมกันทั่วโลกเมื่อเวลาเที่ยงคืน รัฐบาลขอให้ประชาชนตั้งสติและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ระบุตัวบุคคลซึ่งปรากฏในนิมิตแล้ว บุคคลดังกล่าวคือ นายธันวา ศิริภพ อายุสิบแปดปี" เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณ แม้ทุกคนจะรู้อยู่แล้ว แต่การประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลกลับทำให้ชื่อของธันวากลายเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป "รัฐบาลขอยืนยันว่า ณ เวลานี้ยังไม่มีหลักฐานว่านายธันวาได้กระทำความผิดใด อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เพื่อประโยชน์ในการสืบสวน และเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวไว้ในสถานที่ปลอดภัยเป็นการชั่วคราว" คำว่าเพื่อความปลอดภัยของประชาชนถูกพูดซ้ำอีกหลายครั้ง แต่ไม่มีประโยคใดกล่าวถึงความปลอดภัยของธันวา ไม่มีใครอธิบายว่าเขาจะถูกควบคุมตัวนานเพียงใด ไม่มีใครบอกว่าจะได้รับสิทธิในการติดต่อทนายหรือครอบครัวหรือไม่ และไม่มีใครยืนยันว่าเขาจะกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย ธันวามองภาพโฆษกรัฐบาลบนหน้าจอของคนใกล้ตัว ก่อนหันกลับไปหาชายชุดดำ "การควบคุมตัวชั่วคราวหมายถึงกี่วัน" "ขึ้นอยู่กับผลการประเมิน" "ใครเป็นคนประเมิน" "ลุกขึ้น" "ผมมีสิทธิรู้ไม่ใช่หรือ" ชายชุดดำขยับเข้ามาใกล้จนธันวาเห็นรอยแผลเล็ก ๆ ใต้คางของเขา "ในสถานการณ์ปกติ นายมีสิทธิถาม แต่คืนนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ" คำตอบนั้นทำให้ความหวังเล็กน้อยในใจธันวาดับลง เขาหันไปมองทหารรอบตัว ไม่มีใครหลบสายตา ไม่มีใครแสดงความลังเล พวกเขาได้รับคำสั่งมาแล้ว และดูเหมือนจะพร้อมใช้กำลังหากเขาไม่ยอมทำตาม ธันวาค่อย ๆ ลุกขึ้น เจ้าหน้าที่สองคนเดินเข้ามาประกบด้านข้าง หนึ่งในนั้นหยิบกุญแจมือโลหะออกมา เสียงฝูงชนด้านหลังแนวกั้นดังขึ้นทันที "จะจับไว้ทำไม ฆ่ามันเลย" "อีกสิบปีมันจะฆ่าพวกเราทุกคน" "รัฐบาลกำลังปกป้องปีศาจ" "อย่าปล่อยให้มันหนี" คำตะโกนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จากคนหนึ่งกลายเป็นสิบคน จากสิบคนกลายเป็นร้อยคน ความหวาดกลัวที่สั่งสมจากภาพอนาคตเริ่มเปลี่ยนเป็นความโกรธ ผู้คนไม่ได้เห็นธันวาเป็นเด็กหนุ่มที่ยังไม่ทำผิด แต่เห็นเป็นต้นเหตุของศพนับพันล้านที่ปรากฏในนิมิต บางคนร้องไห้ขณะตะโกน บางคนเอ่ยชื่อสมาชิกในครอบครัวที่พวกเขาเห็นตายในภาพอนาคต แม้เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้น แต่ความสูญเสียในความทรงจำของพวกเขากลับเหมือนจริงจนไม่มีใครยอมรับว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ชายคนหนึ่งผลักแนวกั้นจนตำรวจต้องยกโล่รับ หญิงวัยกลางคนขว้างขวดพลาสติกผ่านแถวเจ้าหน้าที่ ขวดตกลงใกล้เท้าธันวาและแตกกระจาย ของเหลวภายในส่งกลิ่นเหม็นฉุน ฝูงชนส่งเสียงเชียร์ราวกับมีใครเริ่มต้นสิ่งที่ทุกคนกำลังรอคอย "ถอยออกไปจากแนวกั้น" นายตำรวจตะโกนผ่านเครื่องขยายเสียง แต่ไม่มีใครเชื่อฟัง ก้อนหินก้อนแรกถูกขว้างเข้ามา กระแทกโล่ของทหารเสียงดังสนั่น ตามมาด้วยกระป๋อง ขวดแก้ว รองเท้า และสิ่งของทุกชนิดที่ผู้คนหาได้ ทหารยกโล่ขึ้นสร้างกำแพงล้อมรอบธันวา ชายชุดดำหันไปออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว "นำเป้าหมายขึ้นรถเดี๋ยวนี้" เจ้าหน้าที่สองคนคว้าแขนธันวาและพยายามพาเขาเดินไปยังรถหุ้มเกราะ เขาไม่ขัดขืน แต่ยังคงหันมองบ้านตลอดเวลา แม่ของเขาหายไปจากหน้าต่างแล้ว ธันวาใจหายวาบ ไม่รู้ว่านางล้มลงหรือถอยกลับเข้าไปด้านใน เขาพยายามหยุดเดิน "แม่ผมยังอยู่ในบ้าน" "เจ้าหน้าที่จะดูแลเธอ" "เธอป่วยหนัก ผมต้องคุยกับเธอก่อน" "เดินต่อไป" "อย่างน้อยเอายาไปให้แม่ผม" ชายชุดดำก้มมองถุงยาบนพื้น ก่อนพยักหน้าให้ตำรวจนายหนึ่งเก็บขึ้นมา แต่ในจังหวะนั้นขวดแก้วที่มีผ้าติดไฟถูกขว้างข้ามแนวกั้นเข้ามา มันหมุนผ่านอากาศช้า ๆ ราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง ก่อนตกกระแทกกำแพงบ้านของธันวา ขวดแตกออก เปลวไฟลุกพรึ่บและไหลไปตามพื้น น้ำมันที่กระจายบนผนังทำให้ไฟลามขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากผู้คนหลายคน บางคนถอยหนี แต่บางคนกลับส่งเสียงเชียร์ "เผาบ้านมัน" "อย่าให้เหลือที่ซ่อน" ตำรวจพยายามหาตัวคนขว้าง แต่ฝูงชนหนาแน่นเกินไป ขวดเพลิงลูกที่สองลอยข้ามมา คราวนี้ตกใส่หลังคาส่วนหน้าของบ้าน เปลวไฟเกาะม่านและลุกเข้าไปด้านใน ธันวากระชากแขนออกจากมือเจ้าหน้าที่ทันที "แม่" ทหารสองคนเข้าจับตัวเขา แต่ธันวาดิ้นอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวที่มีต่ออาวุธและคำสั่งทั้งหมดหายไปจากหัว เหลือเพียงภาพแม่ที่อยู่ภายในบ้านซึ่งกำลังติดไฟ "ปล่อยผม แม่ผมอยู่ข้างใน" "ควบคุมตัวเขา" "ปล่อย" ธันวากระแทกไหล่ใส่ทหารคนหนึ่งจนอีกฝ่ายเซถอย เจ้าหน้าที่อีกคนพยายามล็อกแขนจากด้านหลัง แต่ธันวาเหวี่ยงตัวหลุดด้วยแรงที่เกิดจากความตื่นตระหนก ชายชุดดำยกปืนขึ้นเล็งตรงมายังหน้าอกของเขา "หยุดอยู่ตรงนั้น" ธันวาหยุดเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาจับจ้องปลายกระบอกปืน แต่เมื่อได้ยินเสียงไอของแม่ดังมาจากในบ้าน เขาก็ตัดสินใจวิ่งต่อ เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด กระสุนกระแทกพื้นข้างเท้า เศษปูนกระเด็นใส่ขากางเกง ธันวาไม่หยุด เขาพุ่งผ่านแนวตำรวจและกระโดดข้ามรั้วเตี้ยเข้าไปในบริเวณบ้าน เปลวไฟลุกอยู่รอบหน้าต่าง ควันดำไหลออกมาตามช่องประตู เขาใช้แขนป้องกันใบหน้าแล้วเตะประตูเต็มแรง บานประตูเปิดออกพร้อมควันหนาทึบที่พุ่งเข้าใส่ ธันวาไอจนแทบหายใจไม่ออก แต่ยังฝืนก้าวเข้าไปในห้องรับแขก โทรทัศน์ตกอยู่บนพื้น หน้าจอแตกร้าวแต่ยังฉายภาพข่าวที่มีรูปใบหน้าของเขาอยู่ โต๊ะไม้ใกล้หน้าต่างเริ่มติดไฟ ผ้าม่านลุกไหม้จนเปลวเพลิงไต่ขึ้นเพดาน "แม่ อยู่ไหน" ไม่มีเสียงตอบ ธันวาก้มต่ำเพื่อหลบควันแล้วเดินลึกเข้าไปด้านใน บ้านหลังนี้มีเพียงห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำ และห้องนอนเล็กสองห้อง เขาเปิดประตูห้องของแม่ แต่บนเตียงว่างเปล่า ผ้าห่มถูกดึงตกลงพื้น ยาที่วางข้างเตียงหายไปบางส่วน ธันวาหันไปทางห้องครัวและพบรอยครูดบนพื้นคล้ายมีของหนักถูกเคลื่อนย้าย เขาตามรอยไปจนถึงตู้เก็บของเก่าที่ตั้งชิดผนังด้านหลังสุด ปกติตู้นี้ใส่เพียงหม้อชำรุดและกล่องเอกสาร เขาไม่เคยสนใจมันมาก่อน แต่เวลานี้ตู้ถูกเลื่อนออกจากตำแหน่ง เผยให้เห็นประตูไม้บานเล็กบนพื้นซึ่งไม่ควรมีอยู่ในบ้านเช่าหลังนี้ ประตูเปิดแง้มอยู่ และมีแสงสลัวส่องขึ้นมาจากด้านล่าง "ธันวา มาทางนี้" เสียงแม่ดังขึ้นจากใต้พื้น เด็กหนุ่มชะงัก เขาก้าวเข้าไปใกล้และมองลงไป เห็นบันไดแคบทอดลึกลงสู่ความมืด แม่ยืนอยู่ด้านล่างไม่กี่ขั้น มือหนึ่งจับราวเหล็ก อีกมือกอดกระเป๋าผ้าใบเล็กไว้แนบอก ใบหน้าของนางยังซีด แต่แววตาเปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาของหญิงป่วยที่ตกใจและทำอะไรไม่ถูกอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการตัดสินใจที่เด็ดขาดจนน่าประหลาดใจ "แม่ นี่คืออะไร" "ลงมาก่อน" "ใต้บ้านเรามีทางแบบนี้ได้ยังไง" "ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว" เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นหน้าบ้าน ตามด้วยคำสั่งของทหาร "ค้นทุกห้อง อย่าให้เป้าหมายหลบหนี" ธันวาหันกลับไปมองทางเดิน ควันเริ่มหนาขึ้น เปลวไฟกำลังกินเพดานห้องรับแขก และเสียงเจ้าหน้าที่ก็กำลังใกล้เข้ามาทุกที เขาหันกลับมาหาแม่อีกครั้ง "แม่รู้เรื่องนี้มาตลอดหรือ" "ลงมาเดี๋ยวนี้" "พวกเขาจะช่วยเรา แม่ป่วย เราหนีไปไม่ได้ไกล" แม่กำราวบันไดแน่นจนข้อนิ้วซีด "พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยลูก" "รัฐบาลบอกว่าจะควบคุมตัวผมเพื่อความปลอดภัย" "แม่ได้ยินแล้ว" "ผมยังไม่ได้ทำอะไร ถ้าให้ความร่วมมือ พวกเขาอาจตรวจสอบจนรู้ว่าผมไม่เกี่ยวกับนิมิต" "ลูกคิดว่าคนทั้งโลกที่กำลังกลัวตายจะรอผลตรวจสอบหรือ" ธันวาเงียบ เขาไม่มีคำตอบ เพราะเสียงจากภายนอกได้ตอบแทนแล้ว ผู้คนยังคงตะโกนให้ฆ่าเขา แม้เจ้าหน้าที่จะประกาศว่าเขายังไม่มีความผิดก็ตาม แม่ก้าวขึ้นบันไดมาอีกหนึ่งขั้นแล้วเอื้อมมือจับข้อมือลูก "อย่าไปกับพวกเขา" น้ำเสียงของนางหนักแน่นจนธันวารู้สึกแปลกใจ ตั้งแต่แม่ป่วย นางแทบไม่มีแรงแม้แต่จะเดินจากเตียงไปห้องน้ำ แต่คืนนี้กลับสามารถเปิดทางลับ เคลื่อนย้ายตู้หนัก และเตรียมกระเป๋าราวกับรู้ล่วงหน้าว่าวันหนึ่งจะต้องหลบหนี "ทำไมแม่ถึงมีห้องลับ" แม่ไม่ตอบในทันที นางมองใบหน้าของธันวาเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะเปิดเผยความจริงมากเพียงใด เสียงประตูหน้าบ้านถูกกระแทกเปิดดังขึ้น ทหารหลายคนเข้าไปในห้องรับแขก เสียงวิทยุสื่อสารดังแทรกกับเสียงไฟลุกไหม้ "พบร่องรอย เขาเข้ามาในบ้าน" "กระจายกำลัง ตรวจห้องด้านใน" แม่ดึงแขนธันวาแรงขึ้น "ปิดประตูแล้วลงมา" "แม่ ผมต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" "ลูกจะได้รู้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ที่นี่" "ทุกอย่างหมายถึงอะไร" แววตาของแม่สั่นไหว ความเจ็บปวดบางอย่างปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนนางจะพูดด้วยเสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ "แม่หวังมาตลอดว่าจะไม่มีคืนนี้" ธันวารู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง "แม่รู้หรือว่าจะเกิดนิมิต" เสียงฝีเท้าหยุดอยู่หน้าห้องครัว เงาของทหารปรากฏบนผนังผ่านม่านควัน แม่ไม่ตอบคำถาม นางดึงธันวาลงบันไดทันที เขาจำต้องก้าวตามลงไป เมื่อศีรษะพ้นจากระดับพื้น แม่ก็เอื้อมขึ้นปิดประตูไม้ บานประตูหนักเคลื่อนลงอย่างเงียบเชียบ ก่อนกลไกบางอย่างจะทำงานและดึงตู้เก็บของกลับเข้าที่จากด้านบน ความมืดปกคลุมทั้งสองคนชั่วครู่ แม่หยิบไฟฉายขนาดเล็กออกจากกระเป๋า แสงสีเหลืองส่องให้เห็นผนังคอนกรีตเก่าและขั้นบันไดที่ทอดลึกลงไปกว่าที่ธันวาคาด ใต้บ้านเช่าธรรมดากลับมีห้องใต้ดินขนาดเล็กซ่อนอยู่ ผนังเต็มไปด้วยท่อเก่า กล่องเหล็ก และชั้นวางเสบียงที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า บนโต๊ะด้านหนึ่งมีแผนที่กรุงเทพฯ หลายฉบับ เอกสารจำนวนมาก วิทยุสื่อสาร และภาพถ่ายของธันวาตั้งแต่วัยเด็ก ธันวายืนมองทุกอย่างด้วยความตกตะลึง แม่เดินไปยังผนังด้านหลัง กดปุ่มซึ่งซ่อนอยู่หลังกล่องไฟ ประตูเหล็กส่วนหนึ่งเลื่อนเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นทางเดินแคบที่ทอดลึกออกไปในความมืด อากาศเย็นชื้นพัดออกมาจากด้านใน "นี่มันอะไร แม่สร้างทั้งหมดนี้เมื่อไร" "แม่ไม่ได้สร้าง" "แล้วใครสร้าง" "คนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนเรา" "เจ้าของบ้านหรือ" แม่ส่ายหน้า "คนที่รู้ว่าสักวันหนึ่งโลกจะตามล่าลูก" ธันวาจ้องนางอย่างไม่เชื่อหู เสียงทหารดังอู้อี้มาจากด้านบน พวกเขากำลังค้นห้องครัวและเคลื่อนย้ายสิ่งของ เสียงหนึ่งตะโกนว่าพบรอยผิดปกติบนพื้น แม่รีบเข้าไปในอุโมงค์แล้วหันกลับมา "เราต้องไปแล้ว" ธันวายังยืนนิ่ง คำถามนับร้อยพุ่งเข้ามาในหัวพร้อมกัน แม่รู้เรื่องราชันอสูรมาก่อนหรือไม่ ห้องลับนี้มีไว้เพื่อเขาจริงหรือ เหตุใดหญิงธรรมดาที่ป่วยติดเตียงจึงเตรียมทางหนีและเสบียงไว้อย่างพร้อมเพรียง และใครคือคนที่รู้ว่าสักวันหนึ่งโลกจะตามล่าเขา เสียงกระแทกดังขึ้นเหนือศีรษะ ฝุ่นร่วงลงมาจากเพดาน ทหารน่าจะพบประตูลับแล้ว ธันวาหันมองขั้นบันได จากนั้นมองอุโมงค์มืดด้านหน้า เขารู้ว่าทางเลือกทั้งสองไม่ได้พาเขากลับไปสู่ชีวิตเดิม หากขึ้นไป เขาจะถูกควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยของโลก หากเดินต่อ เขาจะต้องหนีจากรัฐบาลและผู้คนหลายพันล้านคนโดยไม่รู้ปลายทาง แต่เมื่อเห็นแม่ยืนรออยู่ในความมืด เขาก็ตัดสินใจ ธันวาก้าวเข้าไปในอุโมงค์ แม่กดกลไกปิดประตูเหล็ก เสียงจากด้านบนถูกตัดขาดจนเหลือเพียงความเงียบ ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามทางแคบ แสงไฟฉายส่องเห็นอุโมงค์ทอดยาวออกไปไกลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด เบื้องหลังพวกเขาคือบ้านที่กำลังถูกเผา ชีวิตธรรมดาที่กำลังกลายเป็นเถ้าถ่าน และโลกทั้งใบที่ตัดสินความผิดของธันวาไปแล้ว ส่วนเบื้องหน้าคือความมืดซึ่งซ่อนความลับที่แม่ไม่เคยบอก ธันวาหันไปมองใบหน้าซีดของนาง ก่อนเอ่ยคำถามด้วยเสียงสั่น "แม่รู้มาตลอดใช่ไหมว่าวันหนึ่งผมจะถูกเรียกว่าราชันอสูร" แม่ไม่ตอบ นางเพียงเร่งฝีเท้าและพาธันวาลึกลงไปในอุโมงค์ใต้กรุงเทพฯ ขณะที่เสียงระเบิดจากบ้านด้านบนสั่นสะเทือนผ่านผืนดินตามหลังพวกเขามาตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







