LOGIN
“ฮึกๆ ฮูหยิน ท่านตื่นขึ้นมาได้แล้วนะเจ้าคะ ท่านหลับไปนานสามวันแล้ว ท่านไม่สงสารคุณชายน้อยหรือเจ้าคะ”
“ท่านแม่ ท่านเจ็บแผลไหมขอรับ ตื่นมาหาอวี้เอ่อเถอะ ลูกคิดถึงท่าน”
อึก ‘เจ็บหลังจริงเชียว’ อดีตหญิงงามอันดับหนึ่งซูซินหยางที่เริ่มรู้สึกแล้วตัวพยายามลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้ ของคนทั้งสองที่อยู่ข้างๆ
“ท่านแม่ๆ ท่านตื่นแล้ว พี่หลันหลัน ท่านแม่ตื่นแล้ว ตามหมอเร็วเข้า” เด็กชายตัวน้อยวัยสี่ขวบจ้าวเฉิงอวี้รีบหันไปบอกกับสาวใช้คนสนิทของท่านแม่ทันที ส่วนตนเองนั้นก็นั่งอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง
“เจ้าค่ะคุณชายน้อย ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ฝากคุณชายดูฮูหยินประเดี๋ยวนะเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะรีบไปตามท่านหมอทันที”
“ประเดี๋ยว หลันหลัน อย่าพึ่งไป”
ตอนนี้ซินหยางได้เห็นสภาพห้องที่ตนเองนอนอย่างเต็มตาแล้ว สภาพเก่า ทรุดโทรมขนาดนี้จะใช่เรือนของตนเองได้อย่างไร 'ดียิ่ง ไม่ถามข้าสักคำ ทั้งยังสั่งโบยข้าให้อับอาย เพื่ออนุของผู้มีพระคุณของเจ้า แล้วยังขับข้าออกจากเรือนฮูหยินเอก จะดีชั่วอย่างไรข้าก็เป็นถึงบุตรีท่านแม่ทัพไร้พ่ายสหายสนิทของฝ่าบาท เจ้าหยามเกียติข้ามากเกินไปแล้ว เห๊อะ!'
หลังจากตั้งสติได้แล้วจึงเอ่ยถามสาวใช้ข้างกายว่าหลังจากที่นางสลบไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เรียนฮูหยิน หลังจากที่ท่านสลบไป ซื่อจื่อก็สั่งให้ส่งท่านมาอยู่เรือนท้ายจวนนี้ สั่งให้หมอมารักษาแต่ไม่ให้บ่าวคนใดมารับใช้นอกจากข้าน้อยเจ้าค่ะ นายท่านยังบอกอีกว่าให้ฮูหยินรักษาตนจนกว่าจะสำนึกผิดได้จึงจะยอมให้กลับไปที่เรือนเดิม”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูซินหยางจึงได้หันไปมองจ้าวเฉิงอวี้ที่นั่งอยู่ข้างเตียงตนเอง บุตรชายนางช่างน่าสงสารยิ่งนัก อายุเพียงแค่สี่ขวบหนาว กลับต้องมาเจอกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่บิดาสั่งโบยมารดาของตนเองเพื่อหญิงอื่น นางกลัวจริงๆว่าเขาจะเกิดปมรอยแผลในใจ
โดยที่นางไม่รู้เลยว่าตอนนี้บุตรชายของตนนั้นมีปมในใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในระหว่างที่หลันหลัน เล่าให้มารดาฟังนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
จ้าวเฉิงอวี้บุตรชายวัยสี่ขวบปีก็ได้นึกถึงเหตุการณ์ที่ท่านแม่โดนโบยมีรอยแผลที่มีเลือดอยู่เต็มหลัง แต่ท่านพ่อก็เพียงยืนมองดูด้วยความโมโห ไม่แม้แต่จะสั่งให้หยุดเลยสักนิด วันนั้นหลังจากที่ท่านแม่สลบ ท่านพ่อสั่งให้ท่านแม่มาอยู่ที่เรือนเก่าท้ายจวน สั่งความแค่ให้ท่านหมอมารักษาส่วนตนเองก็รีบกลับไปดูผู้หญิงคนนั้น
ไม่แม้แต่จะหันมามองท่านแม่เลย วันนั้นตัวเขาเองก็นั่งเฝ้าท่านแม่ข้างเตียงไม่ห่างจนหลับไป ในคืนนั้นเขาฝันว่าท่านแม่ไม่ค่อยทานข้าว อาการทรุดลงเรื่อยๆ ส่วนท่านพ่อก็เข้ามาต่อว่าท่านแม่บ่อยครั้ง และทุกครั้งก็เกี่ยวกับอนุภรรยาที่ท่านพ่อพึ่งรับเข้ามา หลังจากที่ท่านแม่ถูกโบยผ่านไปเพียงสามเดือนนางก็หลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย ท่านแม่ทิ้งเขาไว้กับท่านพ่อเพียงลำพัง
ท่านพ่อเมื่อทราบว่าท่านแม่สิ้นใจแล้ว ก็ทำได้แค่โทษว่าเป็นเพราะตนเอง ในฝันนั้นเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อโทษว่าเป็นเพราะตนเองท่านแม่จึงต้องตาย แต่เมื่อผ่านงานศพท่านแม่ไปไม่ถึงเดือนท่านพ่อก็เลื่อนให้อนุนางนั้นมาแทนที่ท่านแม่!!
“อวี้เอ่อ ๆ ...”
“ขอรับท่านแม่ ท่านอย่าพึ่งพูดอะไรเลย ให้พี่หลันหลันไปตามหมอมาก่อนเกิด" จ้าวเฉิงอี้เร่งให้หลันหลันรีบออกไปตามหมอมาดูอาการของมารดาจากนั้นก็หันมากล่าวกับมารดาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
"ฮึกๆ..ท่านแม่ท่านสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าท่านจะไม่ทิ้งข้าไปไหน ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ท่านต้องพาข้าไปด้วยนะขอรับ” จ้าวเฉิงอวี้นั้นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
เมื่อเห็นว่าลูกชายทำหน้าจริงจังไม่สมกับวัยเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเด็กน้อยนั้นได้เติบโตขึ้นภายในชั่วข้ามคืน นางจึงได้ตัดสินใจหันไปสั่งความกับสาวใช้คนสนิททันที ยามนี้บุตรชายตนนั้นดูแปลกไป นางจะไม่ยอมให้เขามีแผลในใจเพราะคนผู้นั้นเป็นอันขาด!
“หลันหลัน ไปที่จวนท่านพ่อตามหมอที่จวนมา แล้วเล่าเรื่องให้ท่านพ่อข้าฟัง ถามท่านว่าถ้าข้ากับอวี้เอ่อร์จะย้ายกลับไปอยู่ที่จวนท่านพ่อได้หรือไม่”
“เจ้าค่ะฮูหยิน แล้วต้องแจ้งซื่อจื่อไหมเจ้าคะว่าท่านฟื้นแล้ว”
“หึ.. อย่าเลยข้ามิกล้าไปรบกวนซือจื่อท่านนั้นหรอก หูเบาเยี่ยงนั้นเดี๋ยวจะกล่าวว่าข้าเรียกร้องความสนใจเอา”
“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ”
ตำหนักชินอ๋องหลังจากที่เมิ่งเหลียนฮวาออกจากจวนไปได้สามเค่อ ชินอ๋องจ้าวจื่อเหวินและพระชายาฮั่วเย่วอิงก็เดินทางมาถึงตำหนักในยามเว่ย(13.00-14.59น) ทั้งสองนั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เนื่องจากระหว่างที่เดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงต่างก็มีเรื่องโจษจันกันว่าบุตรชายนั้นลุ่มหลงอนุภรรยาที่พึ่งรับเข้ามาจนถึงขนาดสั่งโบยภรรยาที่ตบแต่งมาด้วยเกี้ยวแปดคนหามนานกว่าห้าปีโดยไม่กระพริบตาและตอนนี้ทั้งลูกสะใภ้และหลานชายของพวกตนนั้นก็ได้ขนย้ายข้าวของออกจากตำหนักกลับไปยังบ้านเดิมแล้ว โดยมีแม่ทัพซูเป็นผู้มารับเอง ดีเท่าใดแล้วที่ทางบิดาของลูกสะใภ้ไม่ลงมือสั่งสอนบุตรเขยคนนี้หากว่าจ้าวหนานหลิงมิใช่บุตรชายของสหายสนิทเช่นตนเกรงว่าป่านนี้คงนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปนานแล้วเมื่อชินอ๋องและพระชายาลงมาจากรถม้าก็มีบุตรชายจ้าวหนานหลิงสองพ่อลูกแซ่ไป๋และบรรดาบ่าวไพร่ออกมายืนต้อนรับ "ถวายพระพรเสด็จพ่อเสด็จแม่พะยะค่ะยินดีต้อนรับบ้านพะยะค่ะ" จ้าวหนานหลิงกล่าวทักทายคนทั้งสองด้วยความปิติยินดีที่
เมื่อพ่อบ้านไป๋ออกไปแล้ว จ้าวหนานหลิงก็ได้แช่น้ำชำระกาย คิดถึงเรื่องถุงหอมตอนที่เขาจะไปที่ค่าย ไม่ได้บอกกล่าวแก่เมิ่งเหลียนฮวา นางถึงขั้นสั่งให้บ่าวนำถุงหอมมาให้ตนเองถึงที่ค่ายทหาร ครานั้นเขาก็เพียงรับมาสูดดมแล้วก็พกติดตัวอยู่ตลอด ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เพราะกลิ่นนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจริงๆเขาไม่เตยสังเกตุว่าตนเองมักจะคนึงหาแต่เมิ่งเหลียนฮวาทุกครา บางครั้งยามที่อยู่คนเดียวก็มักจะนั่งเหม่อลอยแต่ถุงหอมใบนั้นก็อยู่กับเขาได้ไม่ถึงสองวันก็มีเหตุให้ฉีกขาดระหว่างกำลังฝึกทักษะต่อสู้บนหลังม้าให้ทหารใหม่เมื่อขาดไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอันใด เพียงแต่เขากลับรู้สึกเมื่อยล้า ไม่มีกำลังและมักจะหงุดหงิด นอนหลับไม่สนิท ในทุกคืนก็สะดุ้งตื่นบ่อยครั้งเพราะในฝันนั้นมีเสียงสตรีนางนึงเอ่ยกับเขาว่า 'ท่านเป็นของข้า จงมาหาข้า จงปกป้องข้าจงเชื่อฟังข้า!'หลายวันเข้างานที่ต้องทำเสร็จแล้วกลับล่าช้าลงแต่ทุกอาการที่เกิดขึ้นนี้เขานั้นไม่ได้มีความรู้สึกคนึงหาเมิ่งเหลียนฮวาเลย จนกระทั่งวันนี้ที่เขาได
"คารวะซื่อจื่อ ขออภัยที่ข้ามิอาจลุกขึ้นคารวะท่านได้ตามพิธีการ" น้ำเสียงที่ฟังดูห่างเหิน อีกทั้งถ้อยคำที่กล่าวออกมานั้นราวกับนางนั้นไม่ได้กำลังสนทนาอยู่กับสามีร่วมผูกผมแต่นางกำลังสนทนาอยู่กับคนแปลกหน้า"ซินเอ่อร์ เจ้า..เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" จ้าวหนานหลิงน้ำเสียงสั่นแววตาเริ่มแดงก่ำภายในอกของเขาตอนนี้กำลังอัดอั้นเจียนจะขาดใจอย่างถึงที่สุด"เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยสบายดี รบกวนซื่อจื่อเรียกข้าว่าคุณหนูสามเถิด ข้าน้อยมิอาจเอื้อมจะสนิทกับซื่อจื่อได้หรอกเจ้าค่ะ" ตลอดทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมานั้นไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาเลย"ข้า..." จ้าวหนานหลิงนั้นไม่สามารถพูดประโยคหลังออกมาได้ว่า 'เป็นสามีเจ้าใยต้องเรียกเจ้าว่าคุณหนูสาม' เพราะประโยคนี้มันจุกอยู่ในอก สามีอะไรกันถึงทำกับภรรยาตนเองเช่นนั้น"ซื่อจื่อมาพอดีเลย คราแรกข้าตั้งใจว่าจะให้ท่านพ่อนำหนังสือหย่านี้ไปให้ท่านลงนาม แต่ฝ่าบาทขอเวลาไว้สามเดือน ข้ามาคิดดูแล้วเห็นว่าไม่
ในคืนวันเดียวกันยามห้าย(21.00-22.59น) หลังจากเมื่อยล้าอยู่กับการสะสางงานต่างๆที่ค้างคาระหว่างที่ตนไปจัดการราชกิจให้แก่ฮ่องเต้กำลังจะเตรียมเข้านอน ก็มีทหารเข้ามารายงานว่ามีกงกงจากในวังขอเข้าพบ"ให้เข้ามาได้""คารวะซื่อจื่อ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าพรุ่งนี้ยามซื่อ(09.00-10.59น) พะยะค่ะ" เจากงกงลูกศิษย์ของเกากงกงได้รับมอบหมายให้มาแจ้งรับสั่งในยามดึก"เข้าใจแล้ว มีอะไรอีกหรือไม่""ไม่มีแล้วขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อน""หยวนคัง พรุ่งนี้เจ้ากลับจวนไปก่อน ไม่ต้องตามข้าเข้าวัง" ไป๋หยวนคังเป็นบุตรชายของไป๋ซานพ่อบ้านใหญ่ตำหนักชินอ๋องเดิมทีพ่อบ้านใหญ่นั้นเป็นทหารในสังกัดของชินอ๋องมาก่อนแต่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ชินอ๋องจึงได้เสนอให้มาเป็นพ่อบ้านใหญ่ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งนายกองอีกทั้งยังเป็นคนสนิทของจ้าวหนานหลิงอีกด้วย"ขอรับซื่อจื่อ งั้นข้าน้อยขอตัวก่อน" หยวนคังนั้นพึ่งกลับมาจากเมือ
"ทูล..ทูลรัชทายาท เป็นๆแผนการของฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูรองเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการช่วยให้คุณหนูรองได้หมั้นหมายกับหว่างซื่อจื่อ" จูถิงลนลานรีบสารภาพทันที ถ้านางไม่สารภาพตอนนี้ ก็คงต้องโดนทรมารเป็นแน่ จูจินเองเมื่อเห็นว่าสหายสารภาพแล้วตนก็สารภาพบ้าง"เดิมทีนายหญิงผู้เฒ่าไม่ชอบฮูหยินใหญ่ ต้องการให้เจียงอี๋เหนี๋ยงหลานสาวของตนมาเป็นฮูหยินเอก จึงได้ทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างยามที่อี๋เหนี๋ยงวางยาให้ฮูหยินใหญ่ตายเมื่อสามปีก่อน เพราะอี๋เหนี๋ยงต้องการให้คุณหนูรองหมั้นหมายกับหว่างซื่อจือ แต่ตอนนั้นคุณหนูรองยังไม่ปักปิ่น วิธีเดียวที่จะหยุดการหมั้นหมายได้และตำแหน่งฮูหยินราชครูจะว่างลงคือให้ฮูหยินใหญ่ตายเจ้าค่ะ" จูจินสารภาพทุกสิ่งที่ตนรู้ออกมาจนหมดไส้หมดพุงเมื่อได้ยินคำสารภาพของจูจินแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจากที่คราแรกนั้นเกรงกลัวรัชทายาทอยู่แล้ว ซ้ำตอนนี้ยังมาโดนเปิดเผยเรื่องที่ตนเองทำมาก่อนจึงเป็นลมทันที "พวกเจ้าใส่ร้ายข้า กล้าป้ายสี หักหลังข้า เนรคุณเลี้ยงไม่เชื่อง ท่านพ่อ
ในขณะที่ลู่จื่อหลานสิ้นหวังว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสรอดแล้วจึงเตรียมที่จะกัดลิ้นตาย ทันใดนั้น 'ปัง' บานประตูถูกถีบให้เปิดออกโดยชายผู้หนึ่ง ลู่จื่อหลานเริ่มสะอื้นพยายามร้องขอให้ช่วยด้วยเสียงอู้อี้ ม่านน้ำตาคลออยู่ทำให้นางมองไม่ชัดนักว่าเป็นผู้ใด"พวกเจ้าช่างกล้าไม่เบา ถึงกับกล้าทำร้ายคุณหนูใหญ่ของจวนราชครู " "เจ้าเป็นใครกัน คุณชายนี่ไม่ใช่เรื่องของท่าน" ว่าแล้วต้าหลางกับเอ่อหลางก็พุ่งเข้าไปทำร้ายรัชทายาท องค์รักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่รีบออกจากที่มืดมาคอยคุ้มกันผู้เป็นนายทันทีอีกมุมนึงลู่จื่อหลานที่โดนฤทธิ์ธูปปลุกกำหนัดก็นั่งขดอยู่ที่มุมนึงของเตียงนางพยายามทำให้ตนเองมีสติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าตนเองนั้นจะทำเรื่องน่าอายอันใดออกไป องค์รักษ์เงาจัดการสองพี่น้องอันธพาลได้ภายในพริบตาจึงคุมตัวออกไปที่นอกห้องรอเจ้านายสั่งการ รัชทายาทเห็นว่าจัดการคนร้ายเรียบร้อยแล้วกำลังจะเดินตามออกไปเช่นกัน แต่ก็ต้องชะงักเพราะตนเองนั้นเริ่มมีอาการของคนโดนพิษปลุกกำหนัด เมื่อหันไปมองรอบห้องจึงเห็นว่ามีธูปถูกจุดอยู่จึงได้หันไปหยิบฝากาน้ำชานำไปครอบไว้ เพราะถ้าใช้น้ำสาดควันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นขณะที่ก







