LOGIN“ทำไมถึงไม่ซื้อเครื่องซักผ้า”
คำถามดังขึ้นเมื่อไปพิงสะโพกอยู่กับประตูด้านข้าง สมัยนี้ผู้คนส่วนใหญ่นิยมหาเครื่องอำนวยความสะดวกมาเพิ่มความสบายให้ตัวเอง พะวาที่กำลังใช้มือขยี้ผ้าอยู่เงยหน้ามองคนที่พึ่งตื่นนอน“พะวาซักไหวค่ะ แต่ก่อนก็มีแค่ของพะวากับพ่อและแม่”
ดวงหน้าหวานเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ถึงจะทำให้เหนื่อยไปบ้าง ทว่าก็คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ทำเพื่อคนที่รัก สายตาดึงกลับไปยังกะละมังพลาสติกสีขาวเพื่อบอกกับเจ้าของผ้าในกะละมัง
“ตอนนี้ก็เป็นของคุณคีกับพะวา” ดวงตาคู่สวยเป็นประกาย เธอยินดีซักผ้าให้คิระอย่างเต็มใจ
คิระเห็นรอยยิ้มที่สดใส แต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้า คงเพราะคิดถึงบิดา ตามองไปยังเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าที่พะวาใช้นั่งอยู่
“ขอเก้าอี้ให้ฉันตัวหนึ่ง”
“จะช่วยพะวาหรือคะ” คำของเขาเธอเข้าใจความหมายได้ไม่ยาก
“อื้ม” สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาก็ซักเสื้อผ้าเองบ่อย ไม่อยากปล่อยให้พะวาต้องเหนื่อยเพียงลำพัง ช่วยกันซักไม่เท่าไรก็เสร็จ
พะวายิ้มขอบคุณอย่างอิ่มเอมใจ ยกก้นหยิบเก้าอี้พลาสติกที่เธอซ้อนกันไว้ถึงสามตัว แบ่งสองตัวไปให้คิระ แล้วสี่มือก็ช่วยกันลงมือขยำขยี้ผ้า
เสื้อผ้าของพะวามีสีสันไม่ฉูดฉาดสักเท่าไร เพราะเป็นเสื้อผ้าทำงาน ส่วนของคิระเน้นไปในโทนสีทึบหรือไม่ก็สีขาว
พะวามองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าบ่อยหน ท่าทางของชายหนุ่มดูเป็นธรรมชาติ ดูออกมาจากใจจริง นาทีหนึ่งก็เผยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมอย่างมีความนัย พร้อมเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วอมยิ้มนิดๆ ให้กับบิดาที่อยู่ข้างบน ก่อนจะปล่อยคำถามไป
“บ่ายนี้เราสั่งหมูกระทะมากินกันไหมคะ ฉลองบ้านใหม่ของคุณคี”
“กินหมูกระทะตอนบ่าย?”
คิระเอียงคอมอง ขณะมือยังขยี้ผ้า ปกติแล้วผู้คนมักจะเลี้ยงฉลองกันในตอนเย็นย่ำ แถมของที่จะกินยังเป็นของร้อน จึงดูไม่เหมาะกับอากาศตอนบ่ายสักเท่าไร“ก็ตอนเย็นคุณคีต้องไปทำงานนี่ค่ะ” พะวาบอกถึงเหตุผล มือยกขึ้นขยี้จมูกเพราะรู้สึกคล้ายจะมีน้ำมูก
คิระพยักหน้าตอบรับเป็นอันตกลง ก็จริงดังพะวาบอก คงต้องเป็นตอนบ่ายนั่นละ พะวาจึงยิ้มกว้าง หมูกระทะถือว่าเป็นเมนูโปรดปรานของเธอ
ทั้งเธอและเขาช่วยกันซักผ้าต่อไป พอเสร็จก็นำไปตากบนราวที่เป็นลวดสลิง ผูกไว้กับต้นไม้สองต้น
แสงแดดในเวลานี้คงทำให้ผ้าแห้งได้ในระยะเวลาอันเร็วไว
“ขอบคุณที่ช่วยนะคะคุณคี เบาแรงของพะวาไปได้เยอะเลยค่ะ” พะวาที่กำลังเก็บกะละมังเข้าที่เอ่ยขึ้น รู้สึกอบอุ่นใจที่คิระไม่ได้มองว่าพวกงานบ้านงานเรือนเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว
“ก็ช่วยกันจะได้เสร็จไวๆ”
“งั้นพะวาโทร.สั่งหมูกระทะให้มาส่งเลยนะคะ”
“อื้อ” คิระตอบกลับ ดูท่าพะวาคงจะเริ่มหิวแล้ว
“เราเอาชุดไหนดีคะ 300 350 หรือชุดใหญ่ 500 ไปเลยคะ” พะวาโยนคำถามไป ถ้าเป็นเธอกับบิดาจะสั่งชุดเล็กที่สุด เพราะบิดาเป็นคนทานน้อย มักจะเป็นฝ่ายคีบหมูคีบเบคอนให้เธอตลอด
“350 ก็พอ”
เขาไม่ใช่คนที่นิยมกินของพวกนี้สักเท่าไร เอาชุดกลางน่าจะพอดีสำหรับสองคน พะวากดหน้ารับทราบแล้วจิ้มเบอร์เจ้าของร้านหมูกระทะเจ้าประจำที่บันทึกไว้
“หิ้วพุงรอกินของอร่อยได้เลยค่ะ ไม่เกินสิบนาทีคงมาถึง เดี๋ยวพะวาขอไปรื้อหาเสื่อที่ด้านหลังบ้านก่อน คุณคีก็รอรับหมูกระทะนะคะ ส่วนนี่เงินค่ะ”
พะวายื่นเงินที่เป็นธนบัตรจำนวนห้าร้อยบาทไปให้ หลังชายหนุ่มรับไป เธอก็ก้าวอาดๆ ไปด้านหลังบ้านที่มีตู้เก็บของเล็กๆ จำได้ว่าเก็บเสื่อไว้ที่นั่นส่วนคิระออกไปยืนรอหมูกระทะด้านหน้าบ้าน พอพะวากลับมาชายหนุ่มก็หิ้วของสองถุงเข้ามาด้านใน
“งั้นเราตั้งเตาเลยนะคะ พะวาหิวแล้ว”
คิระว่าไปตามความต้องการของพะวา เห็นหญิงสาวหิ้วเสื่อเดินไวๆ ไปยังมุมหนึ่งของบ้านที่มีต้นไม้ให้ร่มเงา แต่แดดที่มีดีกรีความร้อนราวกับมีพระอาทิตย์มาจ่ออยู่ใกล้ตัว ทำให้พะวาต้องเดินวกไปนำพัดลมกับปลั๊กไฟออกมาด้วย
จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันลงมือแกะของ คิระเป็นคนอาสาจุดเตาถ่าน หลังจากนั้นก็แค่รอให้ของบนเตาสุกได้ที่
พะวาใจจดจ่ออยู่ที่กระทะ แต่ก็มีหันมองคิระบ้างคล้ายมีถ้อยคำอยากจะเอ่ยถาม ไม่ถึงนาทีก็ต้องเงยหน้าไปมองคนที่ยื่นธนบัตรคืนกลับมาให้
“อะไรคะ”
“เงินทอน”
“แต่ว่าพะวาให้แบงก์ห้าร้อยไปนะคะ ทำไมถึงได้เงินทอนกลับมาเป็นแบงก์พันล่ะคะ”
พะวามองธนบัตรจำนวนหนึ่งพันบาท ที่ต้องถามก็เพราะเหตุนี้ละ เธอต้องได้เงินทอนกลับมาแค่หนึ่งร้อยห้าสิบบาท ไหงเขาถึงให้ธนบัตรที่มีมูลค่ามากกว่ากลับมากัน
“อยากเลี้ยง” คิระตอบสั้นๆ ไม่ได้สนใจด้วยว่าจำนวนเงินที่ตนให้ไปจะมากกว่าที่หญิงสาวให้มา แล้วส่งสายตาบอกให้มือเรียวเล็กรับไปเสียที
“แบบนี้พะวาสั่งหมูกระทะกินบ่อยๆ ดีกว่าค่ะ คุ้ม...” พะวาพนมมือขึ้นไหว้ แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม เมื่อหันกลับไปมองเขาก็เอ่ยถามอีก
“คุณคีชอบกินหมูหรือเบคอนคะ”
“หมู”
“งั้นอยู่กับพะวาได้ค่ะ พะวาชอบกินเบคอน” พะวารู้สึกชอบในความต่างที่ทำให้เข้ากันได้
เมื่อได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะที่ดังมาจากหนังของหมูสามชั้น พะวาก็ใช้ตะเกียบคีบจากเตายื่นใส่จานของคิระ ชายหนุ่มก็ตักเบคอนให้แก่หญิงสาว รวมถึงกุ้งและปลาหมึกด้วย เพราะดูท่าพะวาจะชอบหลายอย่าง
พะวายิ้มขอบคุณทุกครั้ง โดยรอยยิ้มนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามการดูแลเอาใจใส่ นาทีถัดมาก็ปล่อยคำถามหนึ่งที่ไม่อยากเก็บให้ค้างคาใจพ้นปาก
“คุณคีคะ”
จังหวะที่คิระกำลังคีบหมึกกรอบลงเตา พะวาก็เรียกชายหนุ่ม คิระเลิกคิ้วขึ้นมองก่อนจะได้ยินคำถามที่มีผลต่อหัวใจ
“พะวาหน้าเหมือนใครหรือคะ พอดีพะวาได้ยินพี่เก่งพูด พะวาเคยอ่านนิยายเลยเดาเอา แบบว่าหน้าเหมือนหน้าคล้าย....แฟนเก่าที่ยังรักหรือคะ”
ส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว “เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด “ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย” คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล “สวัสดีครับคุณคี” “เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์” คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า “นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้ว
“เช้าแล้วค่ะ” พะวาทำตามที่รับปากไว้ว่าพอเธอตื่นจะปลุกคนตัวโต สายตากลมโตจ้องมองคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง คิระบิดศีรษะไปทางซ้ายและขวาขับไล่ความง่วง แล้วได้ยินคำถามที่ทำให้ส่ายหน้า “ธุระที่ไปทำเป็นทางการไหมคะ พะวาจะได้รีดชุดให้” “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จะไปส่งพะวา” คนตัวโตเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “พะวาคือธุระของคุณคีหรือคะ” นิ้วเรียวสวยชี้เข้าหาตัวเอง คิระจึงพยักหน้าบอกซ้ำ เสียงใสๆ จึงร้องค้านโต้ตอบไป “คุณคีนอนต่อไปเถอะค่ะ พะวานั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” คิดว่าชายหนุ่มคงกลัวเธอจะลำบาก และไม่วายยังห่วงอยู่เล็กๆ จึงตั้งใจจะพาเธอไปส่งยังที่ทำงาน “ฉันอยากไปเห็นว่าพะวาทำงานที่ไหน พะวาไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวสาย” คิระมองเด็กดื้อที่ไม่ยอมให้เขาไปส่ง แม้ให้เหตุผลนั้นไปก็ยังไม่ได้ผล จึงมัดมือชกด้วยการดันร่างเล็กให้รีบไปชำระร่างกาย พะวาทำสีหน้าอ่อนใจ สุดท้ายก็ต้องยอมโอนอ่อนให้ ส่วนชายหนุ่มขยับตัวลุกหลังพะวาเดินหายไปอาบน้ำ ไปยืนทอดตามองยามเช้าที่ไม่ค่อยได้สัมผัส มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเด่อะไรสักนิดกับบรร
เธอก็คือเธอ ไม่มีทางแทนใครได้ และเอาเข้าจริงๆ แม้จะมีส่วนที่คล้าย แต่ส่วนต่างก็มีมาก “บางอย่างที่ไม่สำคัญพี่ก็ทิ้ง แต่บางอย่างที่มีประโยชน์ พี่ก็เลือกจะเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะปอหรอก” คิระจัดแจงแถลงไขให้ปาฏลีได้กระจ่างใจ ปาฏลีรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้า น้ำตาเม็ดกลมและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นอีก หนนี้หนักกว่าเดิม... “ฮือ” “เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้หรือคะ ปอผิดไปแล้วค่ะพี่คี” แม้จะร้องไห้แทบขาดใจ ปาฏลียังพยายามปล่อยถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหาย “พี่ว่าปอสมควรกลับไปพักผ่อน พี่จะโทร.ให้ไอ้ปิงมารับ” คิระตัดบท หากจะมองว่าตนใจร้ายก็ยอมรับ ดีกว่าไปให้ความหวัง ทั้งที่ไม่มีให้ “ปออยากอยู่กับพี่คี อยากอยู่ห้องของเรา” ปาฏลีส่ายหน้าระรัว เธอไม่อยากกลับไป คนที่ต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นทำให้ได้ยินคำร้องถามที่รู้สึกว่าหัวใจถูกเหวี่ยงไปไกลลิบ “แล้วพี่กับพะวาจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่นหรือปอ ทำไมพี่กับพะวาต้องลำบากด้วย” น้ำเสียงของคิระมีความติเตียน เขาสงสารปาฏลี แต่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละไปทุกอย่าง ปาฏลี
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย “อื้ม” คิระกดหน้ารับ มือข้างหนึ่งลูบหลังนวลสวยเล่นไปมา ไม่ทันไรกลับต้องขยับตัวออกห่างเพราะมีสายเรียกเข้าจากกรวัฒน์ “เดี๋ยวฉันไปคุยงานกับเก่งแป๊บนะ” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปคุยงานที่ระเบียงห้อง ส่วนพะวาขยับตัวลุกเพราะรู้สึกหิวน้ำ เดินไปยังไม่ถึงตู้เย็นขนาดเจ็ดจุดสี่คิวสีเทาเข้ม ฝีเท้าก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก๊อกๆ พะวาหยุดเท้าหันมองคิระ ชายหนุ่มยังคุยโทรศัพท์จึงถือวิสาสะเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันมาเวลาดึกดื่นแบบนี้ พอเปิดประตูออกพะวาก็ได้พบกับผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ทำให้เธอชะงักตัวอย่างแรง ปากนั้นค่อยๆ เอ่ยถามออกไป “มาหาใครหรือคะ” ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูชะงักกึกไปไม่ต่างกันราวกับผิดหวัง เพราะคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่ต้องการ แล้วสองสาวก็จดจ้องมองกัน นาทีต่อมาพะวาก็เริ่มกัดปาก ใช่...ใช่ไหม พะวาเอ่ยคำฮิตติดปากอยู่ในใจเมื่อมองดวงหน้าของผู้หญิงตรงหน้าให้ดี ก่อนหันหลังไปมองเสียงฝีเ
“หรือต้องให้ฉันป้อน” คิระเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าของเขาเวลานี้น้อยนักที่หลายคนจะได้เห็น สีหน้าของปีศาจ แถมยังเป็นเวลาที่กรุ่นโกรธอีกด้วย “หนูไม่กิน...” คนทำผิดส่ายหน้า ไม่มีทางดื่มมันแน่ๆ หากมียาพิษขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วมองไปยังคนที่เธอหมายตา อยากได้ความช่วยเหลือ กรวัฒน์นิ่งมอง เขาไม่อาจช่วยคนที่ทำผิดไว้ได้ ก่อนเจ้าตัวจะได้รับคำสั่งที่ให้ปฏิบัติตาม “จับหน้าไว้เก่ง ฉันจะป้อนน้ำเด็กคนนี้” น้ำเสียงของคิระดูเลือดเย็น ไม่มีแววอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นโดยพลัน “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย...ปล่อยฉันไปนะ” คนที่อยากได้จนยินยอมทำผิดโวยวาย ดีดตัวจะลุกหนีจากเก้าอี้ ไม่ทันได้ไปไหน กรวัฒน์ก็ปรี่เข้ามาประชิดกดหัวไหล่ให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้ คิระขยับตัวอย่างเชื่องช้า มือใหญ่ยกแก้วขึ้นมองความใสของน้ำ แล้วเขย่าไปมาเล็กน้อยราวกับอยากให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นสีเดียวกับน้ำ คนทำผิดที่กลัวจับใจ ปากสั่นจนฟันกระทบกัน สติหลุดกระเจิงเพราะความกลัวมากระชากให้ลอยหวือออกจากสมอง น้ำตาร่วงเผาะลงไม่ขาดสาย มือนั้นพยายา
บทที่ 9 คนของฉัน “ขอบคุณคุณคีนะคะที่พาพะวามาหาหมอ” คำขอบคุณพ้นปากนุ่มที่มีอาการบวม นัยน์ตากลมโตมองคิระอย่างขอบคุณ โชคดีที่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ก็แค่งดใช้ส่วนบอบบางไปสักระยะหนึ่ง และต้องพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายฟื้นตัวกลับมา ห้ามทำอะไรเกินพิกัดและหักโหมไปสักสองสามวัน “ฉันดูแลพะวาได้ไม่ดี ฉันไม่ควรได้รับคำนั้น และฉันต้องขอโทษพะวาด้วยนะที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” คิระยื่นมือไปลูบมือนุ่ม นัยน์ตาฉายชัดถึงคำขอโทษ “คุณคีจะขอโทษทำไมคะ คุณคีไม่ได้เป็นคนวางยาพะวาเสียหน่อย” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ต้องโกรธคนที่คิดทำเรื่องบ้าๆ นี่ต่างหาก “ฉั







