LOGIN“โอ้โหน้องศรี...ดูบ้านช่องของคนบางกอกสิ สวยแปลกตาไม่เหมือนบ้านนอกของพวกเราเลยนะคนที่นี่คงจะรวยน่าดูเนอะ” จืดกวาดสายตามองรอบกายตาวาว
“ฉันไม่เห็นว่าจะสวยที่ตรงไหน ดูคับแคบแล้วก็แออัดสู้บ้านเราไม่เห็นจะได้ ที่นี่มองทางไหนก็เห็นแต่ตึกเป็นแถว ผู้คนก็ขวักไขว่จนลายตาไม่เหมือนทุ่งนาบ้านเรามองไปทางไหนก็ปลอดโปร่งไม่วุ่นวายแบบนี้”
“น้องศรีละก็ ใคร ๆ ก็ชอบบางกอกกันทั้งนั้น ดูอย่างพี่หมาสิ ป่านนี้คงลืมบ้านทุ่งคุ้งน้ำบ้านเราไปแล้วถึงไม่เคยกลับไปเยี่ยมไปเยียนบ้านเลย”
“คนอย่างไอ้พี่หมานะรึจะลืมคุ้งคลองที่ตัวเองโตมาที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมก็คงเพราะยังไม่มีเวลาละมากกว่า เห็นพ่อเปรย ๆ ให้ฟังว่าเค้าจะพากันกลับมาอยู่บ้านเรา แต่ตอนนี้คงกำลังรื่นเริงอยู่ในบางกอก ไม่มีกำหนดกลับซะมากกว่า” มารศรีเอ่ยขึ้นด้วยความมั่นใจ
จืดคล้อยตามความคิดของมารศรี หล่อนพยักหน้าหงึกหงักพลางถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
“มันก็จริงอย่างที่น้องศรีพูดนะ พี่หมาเกิดและโตบ้านเรา เขาต้องไม่มีวันลืมพวกเราแน่”
มารศรีพยักหน้ากับจืดและบังเอิญเหลือบไปเห็นชื่อของ “มานะ พันธ์พลาย” บนโปสเตอร์โฆษณาภาพยนตร์เรื่อง “รักท่วมทุ่ง” ที่ติดอยู่ตรงหน้าร้านค้าแผ่นเสียงซึ่งกำลังเปิดเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ ดวงตากลมวาวของมารศรีระยับเป็นประกายอย่างยินดี ฉีกยิ้มกว้างบนริมฝีปากในอาการตื่นเต้น
“พี่จืด ๆ นั่นไง โปสเตอร์หนังเรื่องรักท่วมทุ่งที่ไอ้คุณพี่หมามันแสดงนะ”
หล่อนเขย่าแขนคนสนิท ชี้ไม้ชี้มือไปทางโปสเตอร์ภาพวาดดารานักแสดงในเรื่องทั้งตัวพระตัวนางที่ถูกวาดด้วยสีสดใสเสมือนภาพถ่ายตัวจริงที่ติดอยู่หน้าร้านขายแผ่นเสียง
“ใช่จริง ๆ ด้วย พี่หมาของอีจืดดังเป็นพลุแตกจริง ๆ เห็นไหมน้องศรี” จืดกระโดดหย่อง ๆ ยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้น รีบดึงมารศรีตรงเข้าไปดูโปสเตอร์ดังกล่าวใกล้ ๆ
“โอ๊ย...พี่หมาของอีจืด ยิ่งเห็นภาพยิ่งคิดถึง” จืดทำตาวาว ๆ เอ่ยอย่างพร่ำเพ้อจนมารศรีแอบถอนหายใจ ส่ายหน้าเบา ๆ หลังปล่อยให้จืดชื่นชมภาพวาดบนแผ่นโฆษณาภาพยนตร์อยู่ครู่ใหญ่
“ถ้าพี่คิดถึงพี่หมาขนาดนี้ พรุ่งนี้ฉันจะพาพี่ไปดูหนังที่พี่หมากับนังมะยมมันเล่น ส่วนวันนี้เรารีบหาบ้านน้าสาวพี่ให้เจอกันก่อนดีกว่า” มารศรีรับปากพร้อมกับเอ่ยชวน
“จริงนะ!” จืดทำตาโตมองสาวรุ่นน้องด้วยความตื่นเต้น “งั้นเรารีบไปบ้านน้าสำอางกันเลยดีกว่า”
มารศรีส่ายหน้าที่กระจ่างไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนใจเมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของคนสนิทซึ่งรีบจ้ำเดินนำหน้าหล่อนตัวปลิวไป หลังหล่อนสัญญาว่าจะพาไปดูภาพยนตร์ที่มานะกับสายสมรแสดงในวันรุ่งขึ้น หล่อนก้าวเดินตามสาวรุ่นพี่ไปตามถนนหนทาง เดินบ้างหยุดสอบถามชาวบ้านในละแวกนี้บ้างโดยมีแผนที่ที่สำอางเคยให้จืดไว้เป็นเครื่องมือตามหาบ้านน้าสาวของจืดทั้งคู่ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยกระทั่งมาถึงบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่งในจำนวนหลายหลังที่เรียงกันเป็นพรืดแบบห้องแถว
ก๊อกๆๆ จืดเคาะประตูไม้ที่มีลักษณะเป็นบานเฟี้ยมพลางร้องเรียกคนในบ้าน
“น้าอางอยู่หรือเปล่า”
“ใครวะ” เสียงคนในบ้านร้องถามออกมา
“จืดจ้ะน้าอาง จืดลูกพ่อพูนเอง เปิดประตูให้ฉันหน่อย” จืดร้องตอบ
เสียงถอดสลักกลอนประตูพร้อมกับบานเฟี้ยมไม้ค่อย ๆ เลื่อนแง้ม คนในบ้านเยี่ยมหน้าออกมาร้องทักด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดีเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน
“เฮ้ย!นังจืดจริง ๆ ด้วย นี่เอ็งไปไงมาไงเฮอะ ทำไมถึงมาบ้านน้าถูกได้”
สาวใหญ่รูปร่างเล็กแกร็นไม่ผิดกับจืด หน้าตาละม้ายคล้ายพิมพ์เดียวกันชนิดไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าทั้งคู่ต้องมีสายเลือดเกี่ยวพันกันอย่างแน่นอน หล่อนมองสำรวจหลานสาวก่อนจะมองเลยไปทางหญิงสาวที่เดาว่าอายุน้อยกว่าหลานตนไม่กี่ปีด้วยแวนตากังขาพลางเอ่ยถามอย่างสนใจ
“แล้วนี่พาใครมาด้วยวะ หน้าตาหมดจดเกินกว่าจะเป็นเพื่อนกับเอ็งนี่หว่านังจืด”
“น้องศรีลูกสาวผู้ใหญ่กุศลกับป้าผ่องแผ้วไงจ้ะ นายจ้างของฉันไง น้าอางจำได้ไหม” จืดแนะนำ
มารศรีกระพุ่มมือไหว้นางสำอาง น้าสาวของจืดอย่างอ่อนช้อย
“อ้อ...ลูกแม่ผ่องกับผู้ใหญ่กุศลนั่นเอง ไหว้พระเถอะลูก มา ๆ เข้ามานั่งคุยกันในบ้านดีกว่า”
คนมากวัยกว่ารับไหว้พลางนึกอย่างนิยมในความอ่อนน้อมไม่ถือตัวของมารศรีและเอ่ยเชื้อเชิญแขกให้เข้าบ้าน
“นั่นไงคะน้องศรี พี่ไม้คนที่จะพาเราสองคนไปดูลิเกกัน”“แล้วเขาจะหาวิธีพาพวกเราไปได้ยังไงในเมื่อไอ้พี่แอ๊ะมันเฝ้าอยู่ข้างล่างไม่ใช่เหรอพี่จืด” มารศรีชะโงกหน้ามองเบื้องล่างด้วยความกังวล“เดี๋ยวก็รู้แต่พี่มั่นใจว่าพี่ไม้ต้องหาวิธีได้แน่”จืดเอ่ยอย่างเชื่อมั่นพร้อมกับรีบชะโงกหน้ามองด้านล่างมองอานนท์ยกไม้ไผ่ที่ต่อเป็นบันไดยาวพาดชิดกำแพงพร้อมกับส่งสัญญาณให้พวกหล่อนไต่ลงไป“ไปน้องศรีรีบลงไปก่อน ทางนี้พี่จะจัดการเอง”มารศรีพยักหน้าและค่อย ๆ ปีนออกทางหน้าต่างโดยมีจืดคอยให้ความช่วยเหลือ บุตรสาวกุศลค่อนข้างตื่นเต้นยามไต่ลงไปตามบันไดอย่างช้า ๆ และระมัดระวังกระทั่งได้ยินเสียงร้องเรียกของมารดาดังมาจากด้านบน ความตกใจทำให้หล่อนเหยียบพลาดจนไถลล่วงลงไปจืดกำลังพะว้าพะวงตกใจเมื่อเห็นมารศรีพลาดตกลงไปนั้น คนที่หล่อนเป็นห่วงกำลังอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในอ้อมแขนของอานนท์ ใบหน้าของหล่อนห่างจากใบหน้าของเขาแค่คืบ ความตกใจทำให้หล่อนเผลอกอดเขาแน่นชนิดเนื้อแนบเนื้อจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกล่ำสันกลิ่นหอมจาง ๆ กำจายจากตัวหญิงสาวในอ้อมแขนคล้ายมีมนต์สะกดมัดใจของอานนท์แรงกระตุกของก้อนเนื้อใต้อกทำให้เขารู้สึกประหลาด หวั่
“เจ้านายคนไหนละ ลุงผู้ใหญ่หรือว่าน้องศรีของจืด” อานนท์ถามยิ้ม ๆ“ทั้งคู่นั่นแหละ ลุงศลสั่งห้ามไม่ให้ฉันแอบพาน้องศรีหนีไปดูลิเก ขืนไปก็จะถูกลงโทษแต่น้องศรีบังคับให้ฉันหาทางให้เธอไปให้ได้ ถ้าไม่ทำก็ถูกตัดขาดอีก เกิดเป็นนังจืดมันทำไมถึงซวยทั้งขึ้นทั้งล่องแบบนี้นะพี่ไม้” จืดบ่นกระปอดกระแปด“แล้วเราจะทำยังไง ทำตามคำสั่งผู้ใหญ่กุศลหรือจะทำตามคำบัญชาของคุณมารศรี” อานนท์ยกคิ้วเฉียง สบตาว้าวุ่นของจืดนิ่ง“ก็นี่แหละที่ฉันกำลังกลุ้ม ไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี” จืดถอนหายใจพรืดหลังเอ่ยอย่างหงุดหงิด“ให้พี่ช่วยไหม” อานนท์เอ่ยขึ้นลอย ๆ“หืม...” จืดเงยหน้าขึ้นมองอานนท์พลางขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม ฉวยโอกาสวางมือลงบนต้นแขนกำยำพลางเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาหนุ่มในฝันหวานเชื่อมก่อนเอ่ยถามเสียงกระตือรือร้น“พี่ไม้จะช่วยยังไงจ๊ะ”“ถ้าน้องศรีของจืดไว้ใจพี่ คืนนี้พี่จะเป็นคนพาเธอไปดูลิเกเอง ส่วนจืดก็อยู่รับหน้าลุงผู้ใหญ่ อย่าให้ใครจับได้ว่าเธอไม่อยู่ในห้องนอน” อานนท์เสนอแผนการ“ไม่ดีมั้งพี่ ถ้าถูกจับได้เราทุกคนจะพลอยซวยกันไปหมด ลุงศลจะต้องไม่เอาพี่ไว้แน่” จืดทำตาโตรีบส่ายหน้าร้องปฏิเสธ“ก็อย่าให้ถูกจับได้สิ” อานนท์ตอบ
‘คอเดียวกับคุณนายเย็นจิตนี่เองเล่า ชอบพวกลิเกเหมือนกันถึงได้ถูกชะตากันนักกันหนา’อานนท์นึกค่อนหญิงสาวที่มารดาให้ความเอ็นดูด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อย“แต่คืนนี้นี่สิพี่ไม้” เนื้ออ่อนชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม ทำตาขึงขังพลางเอ่ยเสียงเครียด“ฉันว่าน้องศรีอาจจะแอบหนีลุงศลไปดูลิเกอีกก็ได้ ขนาดหนีไปไกลถึงบางกอกยังกล้าเลย นับประสาอะไรกับแค่ท้ายวัดบ้านเราแค่นี้จะไม่กล้าหนีไปจริงไหมพี่”“ลิเกคณะอะไรแล้วเล่นท้ายวัดไหนอย่างนั้นเหรอ” อานนท์ใคร่รู้ขึ้นมาทันที“ดวงชีวันจ้ะ น้องศรีหลงรูปพระเอกคณะนี้ถึงกลับตามไปดูกันที่บางกอกนู่นแหละและตั้งแต่หลานชายเจ้าของคณะไปตายที่บางกอกก็เพิ่งจะมาเล่นที่บ้านเราเป็นคืนแรกนี่แหละ” เนื้ออ่อนเล่าอย่างคะนองปาก“แล้วเล่นที่ไหนเหรอ” ชื่อคณะลิเกและสิ่งที่ได้ยินจากปากเนื้ออ่อนทำให้อานนท์รีบซักไซ้อย่างสนใจ“ศาลาวัดลาดชะโดเรานี่แหละ ท้ายตลาดนู่นแนะ” เนื้ออ่อนยักไหล่พลางตอบบางทีคืนนี้อาจเป็นโอกาสดีของเขาที่จะได้ขยับเข้าไปใกล้คณะลิเกดวงชีวัน เขาจะต้องหาวิธีเข้าไปใกล้ทุกคนในคณะอย่างระมัดระวัง ต้องไม่ทำให้คนร้ายตัวจริงไหวตัวได้ทันทั้งที่เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าคนร้ายคนนั้นเป็นใคร แต
เนื้ออ่อนแอบแบะริมฝีปากใส่จืดอย่างสะใจไม่สนใจตาเขียวปัดของอีกฝ่ายก่อนจะหันมาเอ่ยกับชายหนุ่มที่กำลังจะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร“ไปจ้ะพี่...ฉันจะพาพี่ไปที่พัก เสร็จแล้วจะได้ไปทำความรู้จักพี่ชายกับยายของฉันเอาไว้”อานนท์ชำเลืองมองกุศลเล็กน้อยก่อนจะเดินตามเนื้ออ่อนไปจึงไม่เห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่ที่มองตามหลังเขาไปอย่างหมายมาด‘ปลามากินเหยื่อถึงเรือนแบบนี้ รับรองข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ลูกชายเอ็งหลุดรอดมือลูกสาวข้าไปได้แน่ไอ้กำนันเปลว’กุศลหัวเราะลั่นในใจ นึกกระหยิ่มยินดีและมีความหวังจะได้คนมาปราบบุตรสาวคนเดียว ที่สำคัญกำนันเปลวเพื่อนรักของเขาได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของบ้านแพนด้วยแล้ว เขายิ่งไม่มีวันปล่อยให้โอกาสคว้าตัวบุตรชายเพื่อนมาเป็นเขยหลุดมือไปอย่างแน่นอนอานนท์เดินตามเนื้ออ่อนผ่านเงาใบกล้วยทอดบังแสงจ้าของดวงอาทิตย์ตรงไปยังเรือนไม้ใต้ถุนสูงขนาดย่อมหลังเรือนปั้นหยารกเรื้อยไปด้วยป่ากล้วยที่บดบังซ่อนเรือนหลังเล็กไว้เกือบมิด กระทั่งถึงเชิงบันไดคนนำทางจึงหยุดฝีเท้าและหันมาเอ่ยกับเขาอย่างเป็นมิตร“ลุงศลให้พี่พักที่เรือนหลังนี้ถ้าขาดเหลืออะไรห
“นังเนื้ออ่อน นังจืด เอ็งสองคนโหวกเหวกอะไรกันเสียงดังมาจนถึงเรือนข้า” เสียงกุศลตะโกนดังมาจากระเบียงยุติข้อพิพาทของจืดกับเนื้ออ่อนได้ชะงัก ทั้งคู่เลิกโต้เถียงกันทันทีอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่เขม่นมองสองสาวที่ยืนถกเถียงกันตรงสะพานเชื่อมสู่ศาลาท่าน้ำ ชายสูงวัยย่นคิ้วเล็กน้อยขณะทอดสายตามองเลยไปทางด้านหลังของจืดเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำสูงใหญ่ผิดกับหนุ่ม ๆ ในย่านนี้“แล้วนั่นพาใครมาด้วยฮะ”กุศลตะโกนถามขึ้นอย่างสนใจ หรี่ตามองชายหนุ่มที่กำลังเดินตามสองสาวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งถึงหน้าเรือน ใบหน้าคมเข้มของหนุ่มแปลกหน้าสะดุดตาอดีตผู้ใหญ่บ้านหนองน้ำใหญ่หลังพยายามนึกอยู่เป็นครู่จึงนึกออก ว่าคนตรงหน้าคือใครเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า“นี่พี่ไม้จ้ะลุงศล พี่ไม้เป็นเพื่อนบ้านกับน้าสำอาง น้าสาวของฉันที่อยู่บางกอกจ้ะ”กุศลเลิกคิ้วสูง หรี่ตามองใบหน้าเข้มของหนุ่มรุ่นลูกอย่างพิจารณาพลางยกมือรับไหว้อีกฝ่ายขณะครุ่นคิดด้วยความสงสัยแต่ไม่คิดจะซักไซ้ ท่วงท่าเฉลียวฉลาดและมีสง่าราศีทำให้กุศลแอบพึงพอใจจึงเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ“อ้อ...เป็นเพื่อนบ้านกับแม่สำอางรึ แล้วเอ็งพาเขามาบ้านข้าทำไมวะ” เจ้าของบ้านเอ่ยถาม
“อ้าวนังจืด...ใครใช้ให้มาซื้ออะไรรึ” ผ่องแผ่วเงยหน้าขึ้นจากศีรษะลูกค้าที่หล่อนกำลังจัดแต่งทรงผมให้หลังเหลือบเห็นคนสนิทของบุตรสาวสะท้อนอยู่บนกระจกเงาตรงหน้าผ่านหางตา“แล้วนั่นเอ็งพาใครมาด้วยวะ” ผ่องแผ่วมุ่นคิ้ว เอ่ยถามขณะชะโงกหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลังจืดอย่างสนใจ หล่อนยกมือพนมรับไหว้ชายหนุ่มที่กระพุ่มมือไหว้หล่อนด้วยท่าทางอ่อนน้อม“ฉันมาซื้อขนมให้น้องศรีจ้ะป้าผ่อง พอดีมาเจอพี่ไม้กำลังมีเรื่องกับเพื่อนคนงานจนถูกนายจ้างไล่ออกอย่างไม่ยุติธรรมเลยจ้ะป้า พี่ไม้เขาเป็นเพื่อนบ้านกับน้าสำอางที่บางกอกจ้ะ ฉันเลยพาเขามาไหว้ป้าผ่องก่อน ตั้งใจจะพาเขาไปของานลุงศลทำชั่วคราวจ้ะ”“อ้อ...ที่แท้ก็เคยรู้จักกันมาก่อนนี่เอง” ผ่องแผ่วพยักหน้าหงึกก่อนจะหันกลับมาใส่ใจทรงผมลูกค้าต่อพลางเอ่ยตามประสาคนใจดี “เอ็งก็ลองพาไปหาลุงผู้ใหญ่ของเอ็งก็แล้วกัน ถามกันเอาเองว่าเขาจะรับพ่อหนุ่มคนนี้ไว้ทำงานด้วยไหม”“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพอซื้อขนมให้น้องศรีเสร็จ ฉันขออนุญาตพาพี่ไม้ไปหาลุงศลพร้อมกันเลยนะจ๊ะ” จืดเอ่ยอย่างตื่นเต้นเมื่อผ่องแผ้วไม่ทักท้วง“เออไปเถอะ ไปถามลุงของเอ็งนู่นแหละว่าเขาจะว่ายังไง” ผ่องแผ้วเอ่ยอย







