Beranda / แฟนตาซี / จิตมารลวงรัก / ตอนที่ 12 ใต้เงาอำนาจ

Share

ตอนที่ 12 ใต้เงาอำนาจ

last update Tanggal publikasi: 2026-04-05 16:57:37

ตอนที่ 12 ใต้เงาอำนาจ

รุ่งอรุณแห่งวันใหม่เหนือยอดเขาเทียนหมิงดูเหมือนจะมาพร้อมกับมวลอากาศที่หนักอึ้งอย่างประหลาด แสงแดดสีทองอ่อนที่ฉาบไล้หลังคากระเบื้องสีนิลไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย สำนักทั้งสำนักตกอยู่ในความเงียบงันที่ผิดปกติ ไร้ซึ่งเสียงตะโกนฝึกยุทธ์ที่เคยดังกึกก้อง ไร้ซึ่งการสัญจรอย่างพลุกพล่านของศิษย์รับใช้ ทุกชีวิตในหุบเขาต่างสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นใต้น้ำที่กำลังถาโถม มันเป็นความเงียบชนิดที่ทุกคนกำลังกลั้นหายใจเพื่อ "รออะไรบางอย่างระเบิดออก" และรู้ดีว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง เลือดจะนองท่วมพื้นหินอีกครั้ง

ณ โถงประชุมลับ

ภายในโถงประชุมลับที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในตัวอาคารหลัก บรรยากาศเย็นเยียบจนแทบจะเห็นลมหายใจเป็นไอขาว ผู้อาวุโสหลายท่านและศิษย์ชั้นในระดับสูงถูกเรียกตัวเข้ารวมตัวกันอย่างเร่งด่วน แม้แต่ เซวี่ยอิง ผู้มักจะทำตัวลึกลับยังมายืนสงบนิ่งอยู่แถวหน้าสุดด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ทว่าดวงตาของนางกลับฉายแววคมกริบประหนึ่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก

หลินอู๋เชียน ประมุขเฒ่านั่งนิ่งสงบอยู่บนบัลลังก์ไม้สลักลายมังกรพิฆาต สายตาอันฝ้ามัวแต่แหลมคมกวาดมองไปรอบโถงช้าๆ ทุกครั้งที่สายตาของเขาหยุดลงที่ใคร คนผู้นั้นจะรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกมาตรวจสอบ

"เมื่อคืนนี้..." เสียงของเขาดังขึ้นอย่างช้าๆ ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "มีหนูโสโครกบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของข้า"

คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้บรรยากาศรอบด้านแข็งตัวจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ศิษย์ชั้นในหลายคนถึงกับตัวสั่นเทา

"และสิ่งที่น่าสมเพชยิ่งกว่า..." หลินอู๋เชียนเว้นจังหวะพลางเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะไม้หิน "คือการที่มีคนในสำนักเทียนหมิงแห่งนี้... ให้ความช่วยเหลือและเบิกทางให้พวกมัน"

สิ้นคำประกาศ เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ขึ้นทันที ความหวาดระแวงที่เคยซ่อนอยู่ใต้พรมเริ่มแพร่กระจายไปดุจโรคระบาด ทุกคนเริ่มหันมองคนข้างกายด้วยสายตาที่เคลือบแคลง

"ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าสามวัน" ประมุขเฒ่าเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกที่แฝงไปด้วยเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน "จงไปลากคอคนทรยศผู้นั้นมาคุกเข่าต่อหน้าข้าให้ได้"

"ไม่เช่นนั้น" เขาหรี่ตาลงจนเหลือเพียงเส้นตรง "ข้าจะล้างบางทั้งกลุ่มศิษย์ที่เกี่ยวข้องกับเขตรับผิดชอบนั้นทิ้งเสียให้หมด ไม่ว่าพวกเจ้าจะบริสุทธิ์หรือไม่ก็ตาม"

ความเงียบกริบกลับมาครอบงำอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะประท้วงหรืออ้อนวอน เพราะทุกคนรู้แจ้งแก่ใจดีว่านี่ไม่ใช่คำขู่เพื่อเร่งรัดภารกิจ แต่มันคือ "คำตัดสินล่วงหน้า" ที่พร้อมจะกลายเป็นความจริงในอีกเจ็ดสิบสองชั่วโมงข้างหน้า

ณ ลานฝึก

การฝึกซ้อมในเช้าวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ไม่มีการสอนกระบวนท่า ไม่มีคำแนะนำจากอาจารย์ผู้คุม มีเพียงสายตาแห่งการ "จับผิด" ที่จ้องมองกันและกันอย่างเขม็ง ศิษย์แต่ละคนเริ่มเว้นระยะห่างออกจากกัน แม้แต่เพื่อนร่วมสำนักที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มานับครั้งไม่ถ้วน ในยามนี้ต่างก็กลายเป็น "ผู้ต้องสงสัย" ที่อาจจะหันคมดาบเข้าหากันได้ทุกเมื่อ

เซียวหาน ยืนสงบนิ่งอยู่ในมุมหนึ่งของลานฝึก แม้บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกจะยังไม่หายสนิทและส่งผลให้เขารู้สึกเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับกาย ทว่าสายตาของเขากลับเย็นเยียบและลุ่มลึกขึ้นกว่าเดิม เขารู้ดีว่าหมากเกมนี้กำลังบีบคั้นเขาเข้าสู่มุมอับ และคนร้ายที่แท้จริงกำลังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเพื่อรอดูความพินาศของเขา

"เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของท่านประมุขไปได้?"

น้ำเสียงแหลมเล็กที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นข้างกาย เซียวหานไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร เซวี่ยอิง เดินเข้ามาใกล้ รอยยิ้มบางๆ ประดับบนริมฝีปากที่แต้มสีชาดของนางดูเป็นรอยยิ้มที่อำมหิตที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

"เจ้าควรจะตายไปเสียตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เซียวหาน" นางกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน "การที่เจ้ายังหายใจอยู่ในตอนนี้... มันคือความผิดพลาดที่ข้ามิอาจปล่อยผ่านไปได้เป็นครั้งที่สอง"

คำพูดนั้นไม่ใช่แค่การเยาะเย้ยเพื่อความสะใจ แต่มันคือการประกาศสงครามอย่างชัดเจน เซียวหานหรี่ตาลงเล็กน้อยหันไปมองสบตากับนางตรงๆ "เจ้าดูจะมั่นใจในแผนการของเจ้า... เกินไปหน่อยนะ เซวี่ยอิง"

เขากระตุกยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "บางทีสิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นความผิดพลาด... อาจจะเป็นจงใจของใครบางคนก็ได้"

เซวี่ยอิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าดวงตาของนางกลับไร้ซึ่งแววแห่งความขบเคี้ยว "ข้าไม่จำเป็นต้องมั่นใจอะไรทั้งนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร... เจ้าก็จะถูกกำจัดทิ้งอยู่ดี สำนักเทียนหมิงไม่เก็บคนที่มีปัญหาไว้ให้รกหูรกตาหรอก จำคำข้าไว้"

แรงกดดันมหาศาลปะทะกันอยู่ท่ามกลางความเงียบสนิทของคนทั้งคู่ ราวกับกระบี่สองเล่มที่ฟาดฟันกันผ่านทางสายตา

ณ เรือนลับ

หลินเยว่ซิน ยืนอยู่ริมหน้าต่างในเรือนพักส่วนตัว สายตาจับจ้องไปยังลานฝึกที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันตึงเครียด ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการปะทะคารมถูกนางเฝ้ามองอยู่อย่างเงียบๆ รวมไปถึงบทสนทนาระหว่างเซียวหานและเซวี่ยอิงด้วย

"นาง..." หลินเยว่ซินพึมพำกับตัวเองเบาๆ

บางอย่างเริ่มขัดแย้งกันในความคิดของนาง ความสงสัยที่เคยมีต่อเซียวหานเริ่มถูกแทนที่ด้วยข้อเท็จจริงใหม่ๆ ที่นางรวบรวมมาได้ "พิษที่ใช้สังหารศิษย์คนก่อน... วิธีการลงมือที่เงียบกริบจนเวรยามตรวจไม่พบ... และช่วงเวลาที่ลงมือที่ประจวบเหมาะเกินไป..."

ทุกอย่างมันดู "สะอาด" และเพียบพร้อมจนเกินไป เหมือนคนที่ลงมือรู้ระบบการรักษาความปลอดภัยของสำนักดีทุกซอกทุกมุม ราวกับเป็นเจ้าบ้านที่เดินชมสวนของตัวเอง ไม่ใช่สายลับจากภายนอกที่จะต้องเก้ๆ กังๆ หรือทิ้งร่องรอยความผิดพลาดเอาไว้บ้าง

"คนใน..." ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความเย็นเยียบทันที "หรือว่าจะเป็น..."

ชื่อของ เซวี่ยอิง ผุดขึ้นมาในมโนภาพอย่างชัดเจน นางคือผู้เชี่ยวชาญด้านพิษ และเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์เข้าออกเขตศิษย์ชั้นในได้ทุกเวลาโดยไม่มีใครสงสัย ทว่านางยังขาดหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะมัดตัวยอดฝีมือผู้นี้ได้ และในสำนักเทียนหมิง... หากเจ้ากล่าวหาใครสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไร้หลักฐาน นั่นหมายถึง "ความตาย" ของเจ้าเองที่จะมาถึงก่อน

ค่ำคืนนั้น เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาราวกับใบไม้ร่วงหล่นดังขึ้นตามทางเดินหินที่มืดมิด เซียวหาน เคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องแคล่วและเงียบเชียบ หลบเลี่ยงสายตาของยามสายตรวจอย่างแม่นยำประหนึ่งเขามีดวงตาที่มองเห็นในความมืด แม้บาดแผลที่หน้าอกจะส่งผลให้เขาหอบหายใจติดขัดไปบ้าง แต่เขาไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว

"ข้าต้องหาความจริงให้พบในคืนนี้..." เขาพึมพำกับตัวเอง เพราะตอนนี้เขาไม่ใช่แค่ผู้ต้องสงสัยธรรมดา แต่เขาคือ "เป้าหมายหลัก" ที่เซวี่ยอิงจ้องจะปลิดชีพเพื่อปิดปาก

ทว่าขณะที่เขากำลังจะก้าวพ้นหัวมุมตึก เสียงเย็นเชียบสายหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

"เจ้าคิดจะไปไหน... หรือคิดจะไปทำภารกิจที่ยังคั่งค้างของเจ้าให้เสร็จสิ้นเสียที?"

เซียวหานหยุดกะทันหันก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมอง หลินเยว่ซิน ยืนสงบนิ่งอยู่ในเงามืดของเสาหินขนาดใหญ่ นางดูเหมือนจะดักรอเขาอยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความระแวงสงสัย

"ข้ากำลังหาตัวคนที่ใส่ร้ายข้า" เขาตอบออกไปตรงๆ โดยไม่คิดจะปกปิด

หลินเยว่ซินหรี่ตาลงจ้องเขาลึกเข้าไปในดวงตา "หรือเจ้ากำลังใช้โอกาสที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย... ลอบเข้าไปหาท่านประมุขกันแน่?"

คำถามนั้นคมปลาบและเต็มไปด้วยรังสีสังหาร เซียวหานนิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าจริงใจ "หากข้าจะลงมือสังหารหลินอู๋เชียนจริงๆ ... ข้าคงไม่เลือกวิธีที่ทำให้ท่านต้องมาลำบากใจเช่นนี้หรอก"

ความเงียบปกคลุมคนทั้งคู่ไปชั่วอึดใจ หลินเยว่ซินก้าวเท้าเข้าหาเขาช้าๆ จนระยะห่างเหลือเพียงไม่ถึงคืบ "ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เซียวหาน... ข้าให้โอกาสเจ้าได้พิสูจน์ตัวเองเพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น หากเจ้าทำสิ่งใดที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสำนัก หรือทำให้ชีวิตของคนในเทียนหมิงตกอยู่ในอันตราย..."

นางลดน้ำเสียงลงจนเป็นเสียงกระซิบที่เย็นเยียบ "ข้าจะเป็นคนลงมือสังหารเจ้าด้วยมือคู่นี้เอง และข้าสาบานว่าจะไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูกของเจ้าไว้บนโลกใบนี้"

เซียวหานมองสบตานางเนิ่นนาน เขาเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังดวงตาคู่สวยนั้น "หากท่านเชื่อว่าข้าคือคนทรยศจริงๆ ... ท่านก็ควรจะลงมือฆ่าข้าไปเสียตั้งแต่ในสนามประลองนั่นแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาเตือนข้าที่นี่หรอก"

คำพูดนั้นแทงทะลุหัวใจของหลินเยว่ซินอย่างจัง นางชะงักไปเล็กน้อยทว่ายังคงรักษาท่าทีที่แข็งกร้าวเอาไว้

"แต่ที่ท่านยังไม่ทำ..." เซียวหานก้าวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของทั้งคู่ผสานกัน "นั่นเป็นเพราะท่านเองก็สงสัยเหมือนที่ข้าสงสัย... ว่าคนร้ายที่แท้จริงไม่ใช่ข้า และไม่ใช่คนจากภายนอกสำนักจิ่วหลัว"

ลมหายใจของหลินเยว่ซินสะดุดวูบ ความจริงข้อนี้มันตอกย้ำสิ่งที่นางคิดอยู่ในหัวมาตลอดทั้งวัน ทว่านางยังไม่พร้อมที่จะยอมรับมัน เพราะมันหมายถึงการ "หักหลัง" ครั้งใหญ่ภายในครอบครัวและสำนักของนางเอง

"แล้วเจ้าคิดว่าเป็นใคร?" นางถามเสียงต่ำสั่นเครือ

เซียวหานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้นางถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง "คนที่อยู่ใกล้ตัวท่านที่สุด... คนที่ทำเหมือนเป็นมิตรแต่กลับจ้องจะกระชากท่านลงจากบัลลังก์ในทุกวินาที"

ชื่อของ เซวี่ยอิง ลอยเด่นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน มันเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง หากมันเป็นเรื่องจริง นั่นหมายความว่าหลินเยว่ซินถูกรายล้อมไปด้วยศัตรูมาตลอดเวลา

ไกลออกไปบนหลังคาสูงของหอคอยทิศเหนือ เงาร่างของสตรีในชุดขาวอันลึกลับยืนมองภาพเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว เซวี่ยอิง เห็นทุกการเคลื่อนไหว และได้ยินทุกถ้อยคำที่คนทั้งสองสนทนากัน แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและความอาฆาต

"เริ่มแล้วสินะ..." นางพึมพำกับสายลม "ความคลางแคลงใจ... ความลังเล... และที่น่าเวทนาที่สุดคือ 'ความรัก' ที่เกิดขึ้นท่ามกลางกองเลือด"

นางแค่นหัวเราะอย่างรังเกียจ "สิ่งเหล่านี้นี่แหละ... ที่จะกลายเป็นยาพิษชั้นดีที่จะทำลายพวกเจ้าจากภายในสู่ภายนอก ข้าจะคอยดูวันที่พวกเจ้าต้องหันคมดาบเข้าหากันเองด้วยน้ำตา และวันนั้น... ข้าจะเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนยอดซากศพของสำนักเทียนหมิงอย่างแท้จริง"

ลมราตรีกรรโชกแรงขึ้นอีกครั้ง พาเอาความมืดมิดและกลิ่นอายแห่งการทรยศขยายตัวออกไปปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาประหนึ่งม่านหมอกมรณะที่ไม่มีวันสลายหายไปได้ง่ายๆ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 49 สิ่งที่เหลืออยู่

    ตอนที่ 49 สิ่งที่เหลืออยู่ควันธูปและเขม่าดินปืนที่พวยพุ่งจากการระเบิดค่อยๆ จางหายไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงทัศนียภาพของความพินาศที่เงียบสงัด... สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงโลหะปะทะกัน บัดนี้กลับนิ่งงันประหนึ่งสุสานที่ไร้เสียงวิญญาณไม่มีเสียงโหยหาจากผู้บาดเจ็บ ไม่มีเสียงคำรามจากผู้ล่า มีเพียง "ความนิ่งที่ผิดปกติ" ที่กดทับบรรยากาศจนรู้สึกอึดอัดประหนึ่งหายใจเอาก้อนน้ำแข็งเข้าไปในปอด ทุกสรรพสิ่งดูเหมือนจะยอมสยบต่อตัวตนใหม่ที่กำลังยืนหยัดอยู่ ณ ใจกลางซากปรักหักพังนั้นท่ามกลางเศษหินและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่หลินเยว่ซิน... หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้อง คือ "สิ่งที่เคยเป็นนาง"บัดนี้ดวงตาที่เคยแปรเปลี่ยนระหว่างสีแดงคลั่งและสีดำมืดกลับคืนสู่สภาวะสงบ ทว่ามันไม่ใช่ความสงบของมนุษย์ ดวงตาคู่นั้นไม่แดงและไม่ดำ แต่มันกลับ "ว่างเปล่า" ประหนึ่งหลุมมืดที่ไร้แสงสะท้อน ไม่มีแววแห่งอารมณ์ ไม่มีความลังเลใจ และไม่มีรอยร้าวแห่งความทรมานเหลืออยู่แม้เพียงนิดนางยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีวันหลอมละลาย ทุกลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและนิ่งสงบผิดธรร

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 48 ระหว่างฆ่า…หรือช่วย

    ตอนที่ 48 ระหว่างฆ่า…หรือช่วยสายลมที่เคยพัดกรรโชกแรงพลันหยุดนิ่งลงกะทันหันประหนึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทิ้ง เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธปะทะกันรอบด้านเลือนหายไปในความสลัว เหลือเพียงความเงียบงัดที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับว่าทั้งโลกกำลัง "กลั้นหายใจ" เพื่อเฝ้ามองเหตุการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้ายุทธภพไปตลอดกาลเบื้องหน้าของสำนักที่พังทลาย ชายชุดดำลึกลับยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อมของซากปรักหักพัง ดวงตาของเขานิ่งสนิททว่าลุ่มลึกประหนึ่งมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง ตรงข้ามกันนั้นคือ หลินเยว่ซิน สตรีผู้ถูกพันธนาการด้วยพลังที่มืดมิดที่สุดเท่าที่เคยมีมา นางยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายสั่นระริกด้วยแรงขับเคลื่อนของสิ่งที่สิงสู่อยู่ภายในคนทั้งสองยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่าความรู้สึกกลับดูเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นกลางไว้ มันคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นมนุษย์และความวิปลาสที่กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้าชายชุดดำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ดำมืดของนาง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าหนักแน่นประหนึ่งขุนเขา“ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย...”เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัด “...เจ้า

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้า

    ตอนที่ 47 เป้าหมายของทั้งใต้หล้าเสียงระเบิดกัมปนาทที่ฉีกกระชากสำนักเงามรณะยังไม่ทันมอดดับลงสนิท ทว่ากระแสแห่งความตื่นตระหนกกลับแพร่กระจายออกไปไกลยิ่งกว่าเปลวเพลิง ข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวถูกหอบไปตามสายลม พัดผ่านโรงน้ำชา ตรอกซอกซอย และหออำนาจของทุกสำนักใหญ่ประหนึ่งโรคระบาดที่ไร้ทางรักษา"สำนักศูนย์กลางถูกถล่มยับเยิน... ปราการหินที่แข็งแกร่งที่สุดพังทลายลงในคืนเดียว!""พลังมืดจากบรรพกาลตื่นขึ้นแล้ว... มันสิงสถิตอยู่ในร่างสตรีนางหนึ่ง!""นางผู้นั้น... เสียสิ้นสติสัมปชัญญะและกลายเป็นปีศาจที่ไม่มีใครควบคุมได้อีกต่อไป!"จากทายาทตระกูลหลินผู้สูงส่ง บัดนี้ชื่อของ "หลินเยว่ซิน" ถูกจารึกไว้ในฐานะ "ภัยพิบัติสีดำ" ที่ต้องถูกกำจัดออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อของนางถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหวาดกลัว และนั่นนำไปสู่การขยับเขยื้อนของกลไกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกยุทธภพเหล่าเจ้าสำนักจากทั้ง 5 ทิศส่งคำสั่งสั้นกระชับทว่าเด็ดขาดออกไปพร้อมกันประหนึ่งนัดหมาย ไม่มีคำว่า "จับกุม" ไม่มีคำว่า "เจรจา" และไม่มีที่ว่างสำหรับความเมตตา คำสั่งเดียวที่เหล่ายอดฝีมือและมือสังหารรับทราบคือ "ฆ่า" นักล่าค่าหัว ยอดฝีมือสั

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 46 สิ่งที่ตื่นใต้เงา

    ตอนที่ 46 สิ่งที่ตื่นใต้เงาลมหายใจ...ในวินาทีนี้ มันไม่ใช่ของนางอีกต่อไปบรรยากาศภายในห้องลับของสำนักเงามรณะพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบที่เคยนิ่งสนิทบัดนี้กลับ "หนักอึ้ง" จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเกรียวเพียงแค่ขยับกาย อากาศโดยรอบบิดเบี้ยวและควบแน่นประหนึ่งกลายเป็นเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น กดทับทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงสู่กรงขังแห่งเงามืดที่มืดมิดที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักชายชุดดำผู้ลึกลับยังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แววตาของเขาจ้องมองมาที่หลินเยว่ซินด้วยความสงบนิ่งทว่าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังที่น่าสยดสยอง เขาไม่ได้ขยับเขยื้อน ราวกับกำลัง “รอคอย” วินาทีที่กลไกแห่งหายนะจะเริ่มต้นทำงานอย่างสมบูรณ์หลินเยว่ซินยืนหยัดอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าที่แข็งกร้าวทว่าไร้ซึ่งความมั่นคง ลมหายใจของนางเริ่มถี่รัวและไม่สม่ำเสมอ ประสาทสัมผัสทุกส่วนถูกจู่โจมด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ“...ภาชนะ”ถ้อยคำนั้นสะท้อนก้องอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าประหนึ่งเสียงระฆังใบสุดท้ายที่ประกาศจุดจบของความเป็นมนุษย์ครืน... ครืน...ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะทันได้โต้ตอบ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นมา... มัน

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 45 สิ่งที่เริ่มไม่ใช่ข้า

    ตอนที่ 45 สิ่งที่เริ่มไม่ใช่ข้าเสียงฝีเท้า...มันดังสะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินหินที่มืดมิดและหนาวเหน็บเพียงลำพัง ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ บ่งบอกถึงชีวิตที่ยังหลงเหลือ ทว่าในความเงียบงันที่บีบคั้นประสาทนี้ กลับไม่มีเสียงของใครอื่นอีกเลย มีเพียงร่างระหงที่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งวิญญาณที่หลงทางอยู่ในนรกที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้นทางเดินยาวเหยียดเบื้องหน้ามืดมิดและเย็นเยือกประหนึ่งปากของอสูรกายที่ไม่มีวันอิ่มหนำ หลินเยว่ซิน ก้าวเดินไปตามทางนั้นอย่างสม่ำเสมอ นางไม่ได้เร่งรีบ และไม่ได้หยุดพัก ทุกลมหายใจของนางหนักอึ้งประหนึ่งแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่านางไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง...แม้จะรู้ดีว่า "สิ่งที่อยู่ข้างหลัง" คือซากศพของความรักและลมหายใจสุดท้ายของชายที่นางรักที่สุดที่เพิ่งดับสูญไป แต่นางกลับบังคับตัวเองให้ก้าวเดินต่อประหนึ่งหุ่นเชิดที่ไร้หัวใจ นางรู้ว่าหากหันกลับไปเพียงวินาทีเดียว... เศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของวิญญาณนางจะแตกสลายจนไม่อาจประกอบคืนได้อีกตลอดกาลความเงียบภายนอกไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะภายในหัวของนาง... มันไม่เคยเงียบลงแม้เพียงเสี้ยววินาที เสีย

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 44 มือที่ต้องปล่อย

    ตอนที่ 44 มือที่ต้องปล่อยหยาดโลหิตสีแดงฉานยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลที่หน้าอกของเขา... มันไหลซึมผ่านง่ามนิ้วของเซวี่ยอิงที่พยายามกดห้ามเลือดเอาไว้ ทว่ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายเย็นเยือกของสำนักเงามรณะ ยิ่งตอกย้ำถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาทักทายชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจเซียวหาน นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหินที่หนาวเหน็บ ใบหน้าที่เคยคมคายบัดนี้ซีดเผือดประหนึ่งกระดาษขาว ลมหายใจของเขาแผ่วเบาและขาดห้วงจนแทบสัมผัสไม่ได้ ทุกลมเข้าออกคือความทรมานที่แสนสาหัสความเงียบที่ปกคลุมห้องหินในยามนี้ช่างหนักอึ้งและบีบคั้นประสาทจนแทบคลั่ง หลินเยว่ซินยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล ร่างระหงของนางนิ่งค้างประหนึ่งถูกสาปด้วยมนต์ดำ มือนางยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้... และนางรู้ดีว่าเหตุใดมันจึงสั่นเช่นนั้นเพราะมันคือ 'มือที่เพิ่งจะแทงเขาด้วยตัวเอง'เซวี่ยอิงคุกเข่าลงข้างกายเซียวหาน มือหนึ่งกดแผล อีกมือหนึ่งวางลงบนชีพจรที่ลำคอเพื่อตรวจสอบร่องรอยของชีวิตที่หลงเหลืออยู่ ใบหน้าของนางตึงเครียดและเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เขายังไม่ตาย...” เซวี่ยอิงเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่า ท

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 40 คนที่ไม่มีสิทธิ์ถูกจำ

    ตอนที่ 40 คนที่ไม่มีสิทธิ์ถูกจำ ความเงียบงันภายในห้องหินของสำนักเงามรณะในยามนี้ไม่ใช่เพียงความสงัด แต่มันคือแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น บรรยากาศรอบด้านหนักอึ้งจนประหนึ่งอากาศธาตุกลายเป็นของแข็ง ลมหายใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกรั้งรอไว้ที่ลำคอ ราวกับโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนเพื่อเฝ้ามองโศกนาฏกรรม

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 39 สิ่งที่ต้องทิ้ง

    ตอนที่ 39 สิ่งที่ต้องทิ้ง ความเงียบสงัดภายในห้องหินยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ มันกดทับบรรยากาศรอบกายจนอึดอัดประหนึ่งหายใจเอาไอเย็นจัดเข้าไปในปอด หยาดเลือดสีแดงเข้มจากบาดแผลของหลินเยว่ซินหยดลงกระทบพื้นหินเสียงดัง แหมะ... แหมะ... ชัดเจนท่ามกลางความสงัดปานป่าช้า ทุกลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอขา

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 38 คนที่ไม่ใช่เขา

    ตอนที่ 38 คนที่ไม่ใช่เขา หิมะภายนอกยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ประหนึ่งหยาดน้ำตาจากสรวงสวรรค์ที่แข็งตัวเป็นผลึกแก้ว มันร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้า เงียบเชียบ และเยือกเย็น จนทำให้โลกทั้งใบตกอยู่ในภวังค์แห่งความเหน็บหนาวที่กัดกินไปถึงขั้วหัวใจ ทว่าภายในกำแพงหินอันหนาทึบของสำนักเงามรณะ ความหนาวเห

  • จิตมารลวงรัก   ตอนที่ 37 ดินแดนที่ไม่มีชื่อ

    ตอนที่ 37 ดินแดนที่ไม่มีชื่อ สายลมเหนือพัดกรรโชกหอบเอาไอเย็นจัดกรีดผ่านผิวหนังประหนึ่งใบมีดอาบยาพิษ มันไม่ได้เพียงแค่หนาว แต่มันคือความ "เจ็บ" ที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูก ยิ่งพวกนางก้าวเดินลึกเข้าไปในเขตหุบเขาไร้รัก อุณหภูมิรอบกายก็ยิ่งดิ่งวูบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอขาวหนาทึบ เบื้องหน้าคือเทือกเขาสูงตระ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status