LOGINเสียงหัวร่อต่อกระซิกดังออกมาจากเรือนของท่านแม่ทัพเลื่องชื่อ วาจาออดอ้อนของหญิงคณิกาอันดับต้น ๆ จากหอโคมเขียวจำนวนมากถึงสิบนาง ล่อลวงให้คนฟังลุ่มหลงจนยากจะปฏิเสธ ส่วนเสียงหัวเราะของบุรุษ กลับมิได้ดังออกมาจากปากของตัวเจ้าของจวนเอง ทว่าคือองค์ชายรัชทายาทจากวังหลวง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์ไท่จื่อพยายามที่จะชักชวนให้สหายกลับมามีชีวิตชีวาดังเดิม ด้วยหลังเสร็จสิ้นศึกสงครามในคราวนั้นแล้ว หยางเหวินเย่ก็คล้ายจะทำรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งหายไปด้วย
แม่ทัพหนุ่มรูปงามปล่อยให้หญิงสาวบีบนวดระหว่างร่ำสุรายามบ่ายกับสหายสูงศักดิ์ สีหน้าของหยางเหวินเย่มิได้ยินดียินร้าย หากหญิงงามนางใดจูบมา เขาก็โต้ตอบอย่างอ้อยอิ่งเกียจคร้าน หากนางใดเบียดตัวเข้าใกล้ ก็จะบีบตรงนั้นจับตรงนี้ไปตามเรื่อง หรือถ้าเกิดความต้องการมากเข้า เขาก็จะลากพวกนางเข้าห้องไปด้วยกัน จะสองหรือสามนาง ก็แล้วแต่อารมณ์ปรารถนา
ทว่าความรู้สึกในวันนี้กลับต่างออกไป
“ข้าเห็นชายหนุ่มสองคนยืนกระวนกระวายอยู่ที่หน้าจวน จะมิเชื้อเชิญเข้ามาสักหน่อยหรือ”
องค์ไท่จื่อเยว่หยาง สอบถามสหายหน้าตาย ขณะมือเรียวรินสุราไผ่เขียวชั้นดีที่นำออกจากวังหลวงมาด้วย ทุก ๆ สิบวัน เขาจะแวะมาเยี่ยมเยียนหยางเหวินเย่ แม้ปกปิดสถานะของตนดีแล้ว ทว่าก็ยังมิรอดพ้นจากความรอบรู้ของเหล่าหญิงงาม เพราะแค่รูปร่างและลักษณะที่มองปราดเดียวก็รู้แจ้งชัดแล้วว่า คุณชายท่านนี้มิใช่แค่ขุนนางธรรมดา
เหล่านางคณิกาที่มาใหม่มักจะออดอ้อนเอาใจองค์ชายรัชทายาท ส่วนหญิงงามที่รู้งานดีอยู่แล้วมักจะออดอ้อนท่านแม่ทัพ เพราะหากหญิงใดทำให้หยางเหวินเย่พึงพอใจได้ สหายสูงศักดิ์ก็จะตกรางวัลให้อย่างงาม
“อากาศร้อน ไม่อยากเสวนากับใคร” หยางเหวินเย่ผลักนางที่เบียดเขาจนน่ารำคาญออก
“อยู่ข้างในยังร้อน พวกมันอยู่ด้านนอก จะมิลำบากแย่หรือ” องค์ชายร้องถามน้ำเสียงครึกครื้น ด้วยร้อยวันพันปี สหายผู้นี้ไม่เคยมีแขกจากต่างเมือง ยิ่งทั้งสองคือคุณชายรูปงาม ท่าทางมีฐานะ ก็ยิ่งอยากจะทราบว่ามีธุระอันใดแน่
หยางเหวินเย่มีหรือจะกล้าขัดใจองค์ชายรัชทายาท เขาพยักหน้าออกคำสั่งให้บ่าวไปนำตัวคุณชายทั้งสองเข้ามาสอบถามเอาความว่าต้องการสิ่งใด
“มีธุระอันใดกับข้า”
เจ้าของจวนกล่าวถามอย่างที่องค์ชายอยากจะให้ถาม
คุณชายทั้งสองเกี่ยงกันมิยอมเอ่ย คำพูดที่เตรียมมาเสียดิบดี กลับมิกล้ากล่าวต่อหน้าท่านแม่ทัพมากความสามารถ หลังจากมองหน้ากันอยู่พักหนึ่ง ผู้ที่คล้ายจะสูงวัยกว่าสักหนึ่งหรือสองปีก็ยอมเอ่ยปาก
“ท่านแม่ทัพหยาง ข้าและน้องชายเดินทางมาจากเมืองเทียนโจวด้วยความยากลำบาก และมีเรื่องสำคัญประการหนึ่งอยากจะร้องขอต่อท่าน”
“มีเรื่องอันใดก็รีบเอ่ยมา อย่าชักช้าให้มากความ!”
องค์ไท่จื่อเยว่หยางอดใจมิไหว ตวาดสองพี่น้องที่ดูแล้วอย่างไรก็อายุไม่น่าจะเกินยี่สิบสองปี
“คุณชายอย่าเพิ่งมีโทสะ พี่ชายของข้ากำลังจะเอ่ยขอเดี๋ยวนี้แล้ว” คุณชายผู้น้องกระตุกแขนเสื้อพี่ชายเต็มแรง
“เรื่องที่พวกข้าอยากจะขอ นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างมาก ทว่าหัวใจรักยากนักที่จะห้ามปรามมิให้รู้สึก จึงจำต้องเอ่ยถ้อยความที่ไม่เหมาะสม หากคำของข้าทำให้ท่านแม่ทัพหยางขุ่นเคืองใจไปบ้าง...”
“จะเข้าเรื่องได้หรือยัง” หยางเหวินเย่วางจอกสุรา หันมาเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน ดวงตาของเขาว่างเปล่าคล้ายกับคนไร้หัวใจ
“พวกข้าอยากให้ท่านหย่าภรรยาเสีย!”
บรรยากาศในจวนของท่านแม่ทัพหยางเหวินเย่เงียบสนิท แม้แต่เสียงใบไม้ไหววูบหนึ่งก็ไม่ปรากฏรบกวน คิ้วสวยได้รูปยกสูงแสดงความประหลาดใจ ทั้งยังมิแน่ใจว่าได้ยินคำขอของสองคุณชายถูกต้องดีแล้วหรือไม่
“ท่านแม่ทัพมีภรรยาแล้วหรือเจ้าคะ” สาวงามจากหอคณิกาอดถามมิได้ นางทำหน้าที่ปรนนิบัติเขาได้เกือบจะสองปีแล้ว ทว่าก็มิเคยได้ยินมาก่อนว่าท่านแม่ทัพเลื่องชื่อมีภรรยา
“บังอาจ กล้าขอให้ท่านแม่ทัพหย่าภรรยา พวกเจ้าสติดีอยู่หรือนี่!” องค์ชายตวาดเสียงดัง เหล่าสาวงามที่ทราบถึงฐานันดรศักดิ์ของบุคคลสำคัญต่างพากันถอยหนี ด้วยมิอยากอยู่เป็นประจักษ์พยานโทสะของผู้มีอำนาจ
ทว่าสองพี่น้องมิได้ทราบถึงสถานะของคุณชายรูปงาม จึงตวาดกลับเสียงดังก้อง
“คุณชายมิรู้ก็อย่าสอด! ท่านแม่ทัพทอดทิ้งนางนานกว่าห้าปี ถือว่ามิใช่เรื่องที่สามีควรกระทำต่อภรรยา และหากท่านมิต้องการนางแล้วก็ควรจะหย่าขาด เปิดโอกาสพวกข้าสองพี่น้องได้เกี้ยวพาราสีเอาชนะใจหญิงงามแห่งเมืองเทียนโจว มิใช่ปล่อยให้ความงามดั่งนางสวรรค์ของนางถูกละเลย ไร้เหล่าภมรชื่นชมเช่นที่ผ่านมา”
“หญิงงามแห่งเมืองเทียนโจว หึ” หยางเหวินเย่หัวเราะเสียงต่ำ ทว่านั่นก็มากพอแล้วสำหรับบุรุษที่ลืมเลือนรอยยิ้มและเสียงหัวเราะนานกว่าห้าปี
“ใช่แล้ว แม่นางเถียนเถียน หญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองเทียนโจว” ผู้เป็นน้องยืนยัน คล้ายจะลุ่มหลงในตัวนางมากกว่าพี่ชายที่เอ่ยปากขอให้หย่าตั้งแต่ทีแรกเสียอีก
“พวกเจ้าไปเถิด” หยางเหวินเย่เอ่ยปากไล่
“ไม่ไป! ท่านต้องรับปากว่าจะหย่าให้นางเสียก่อน”
“เฆี่ยนสิบไม้แล้วค่อยไป ไม่สิ ยี่สิบไม้พอหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หยางเหวินเย่หันไปถามองค์ชายที่กำลังสงบสติอารมณ์ นี่คือครั้งแรกที่องค์ไท่จื่อเยว่หยางถูกบุรุษใจกล้าเอ่ยปากด่าทอ ต่อให้ปลอมตัวมาก็มิใช่การปลอมตัวที่แท้จริง เพราะเหล่าองครักษ์หรือสหายมักจะทำให้ความแตกเสียก่อน
ทว่าไม่ใช่กับครั้งนี้ สองพี่น้องต้องการให้สะใภ้สกุลหยางแห่งเมืองเทียนโจวหย่าขาดจากสามี จนมิได้สังเกตรอบข้างให้ถี่ถ้วนว่าใครดำรงตำแหน่งอะไรแน่
“ท่านเป็นคนบอกให้ข้าพูด จะมาสั่งเฆี่ยนกันได้อย่างไร!”
“ข้ามิได้สนใจเรื่องหย่าภรรยา แต่เจ้าเพิ่งจะกล่าววาจาลบหลู่องค์ไท่จื่อ เฆี่ยนยี่สิบหนถือว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำ”
“องค์ไท่จื่อ!” สองพี่น้องมองหน้าสลับกันไปมา กลืนน้ำลายตัวสั่นเทา มิกล้าโต้เถียงอันใดอีก
“ปล่อยลูกนกหลงทางพวกนี้ไปเถิด นาน ๆ จึงจะมีคนโง่หลงเชื่อว่าข้าเป็นเพียงคุณชายธรรมดาก็ดีเหมือนกัน” พออารมณ์โกรธเริ่มบรรเทาและหายใจคล่องขึ้นมาบ้าง องค์ชายรัชทายาทก็มิถือสาเด็กน้อยไม่รู้ความอีก
“ขอบพระทัยองค์ไท่จื่อที่เมตตากระหม่อมสองพี่น้อง”
“ไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์ให้มากพิธี ว่าแต่ทำไมพวกเจ้าจึงอยากจะให้หยางเหวินเย่หย่าภรรยา นางไหว้วานให้เจ้าทั้งสองมาส่งสาส์นเช่นนั้นหรือ”
“แม่นางเถียนเถียนมิได้ทราบเรื่องที่พวกข้ามาที่นี่ นางรักและซื่อสัตย์ต่อสามี มิยอมชายตามองพวกข้า” บุรุษผู้พี่เฉลยความให้ฟังอย่างมิขัดเขิน สีหน้าเพ้อฝันทำเอาหยางเหวินเย่เกือบจะเชื่อว่าภรรยาของเขาคือหญิงงามจริง ๆ
มิใช่หญิงอัปลักษณ์ที่เกือบจะต้องร่วมหอด้วยเมื่อห้าปีก่อน
“ท่านแม่ทัพเองก็มีความสุขดีกับเหล่าหญิงงาม และคงมิคิดกลับเมืองเทียนโจวในเร็ววันนี้ มิสู้ปล่อยนางให้เป็นอิสระ ฝากหนังสือหย่ากลับบ้านเหลียนซานมิดีกว่าหรือ”
พอกล่าวจบ สองพี่น้องก็ถูกโยนออกจากจวนของท่านแม่ทัพหยางเหวินเย่ ไม่ได้โต้เถียงต่อรองอันใดกับบุรุษผู้ลืมเลือนว่าตนยังมีภรรยารออยู่ที่เมืองเทียนโจวอีก
คำกล่าวของแขกจากต่างเมืองทำให้ท่านแม่ทัพเลือดร้อนวัยสามปีเอ็ดปี หมดอารมณ์สนุกกับบรรดาสาวงามจากหอคณิกาชื่อดัง ความต้องการทางกายเจือจางเมื่อถูกเตือนให้จำได้ว่าตนมิใช่ชายไร้พันธะ ทว่ามีภรรยาที่อายุห่างกันถึงสิบสองปีรออยู่ที่บ้านเหลียนซาน
ภรรยาที่เขามิต้องการ!
“พี่ไล่นางออกจากร้านด้วยคำที่ไม่เสนาะหูเลยไม่กล้าเล่าให้เจ้าฟัง...ชิงชิง พี่ไม่ได้กอดเจ้าตั้งหนึ่งคืน คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว”นอกจากคำหวานของตวนอ๋องจะไม่ลดลงแล้ว ความหนาบนใบหน้ายังเพิ่มมากขึ้นตามอายุอีกด้วย เขาอยากกอดพระชายาคนงามยามใดก็กอด อยากหอมยามใดก็หอม เหลือจูบเท่านั้นที่ยังละเว้นไว้ในยามอยู่ตามลำพังแค่สองคน“คิดถึงท่านพี่เช่นกันเจ้าค่ะ”“แค่คิดถึงเท่านั้นหรือ ไม่รู้สึกอย่างอื่นด้วยหรือ” เฉินฟาหยางดึงคนงามมานั่งตักอย่างระมัดระวัง มือหนาลูบครรภ์เบา ๆ อย่างทะนุถนอมรักใคร่ หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก มีความสุขจนแทบกักเก็บมันเอาไว้มิได้แล้ว“รักเจ้าค่ะ ถามแทบทุกวันไม่เบื่อหรือเจ้าคะ”“นอกจากรักแล้วไม่รู้สึกอย่างอื่นด้วยหรือ ชิงชิงไม่คิดถึงหยางน้อย…”“ท่านพี่!” เสวียนซือชิงฟาดแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างไม่จริงจัง พลางนึกต่อว่าเขาในใจว่าทำได้อย่างไร หวานซึ้งอยู่ดี ๆ กลับมีถ้อยคำลามกแฝงมาในประโยคเสียอย่างนั้นเอง“ก่อนกลับถึงบ้านพี่แวะถามท่านหมอแล้ว ครรภ์เจ้าแข็งแรงอย่างมาก ทั้งมิได้มีอาการแพ้หนักดังแต่ก่อน ท่านหมอกล่าวว่าเราสองคนสามารถกอดกันแน่น ๆ ได้ ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด”เสวียนซือ
“ท่านพี่เจ้าคะ ซือชิงเคยพูดเอาไว้นานแล้วว่าต่อให้ท่านพี่แก่ชราผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ซือชิงก็จะยังรู้สึกดีกับท่านพี่ไม่แปรเปลี่ยน ยิ่งท่านพี่น่ารักกับซือชิงและลูกเช่นนี้ ต่อให้เหลือเพียงแค่กระดูกก็ตัดใจเลิกรักไม่ได้เจ้าค่ะ”“ชิงชิงปากหวานกับพี่อีกแล้ว...จริงสิ พี่มีเรื่องต้องแจ้งหนิงเอ๋อร์”เฉินฟาหยางยิ้มให้กับเจ้าตัวน้อยที่ตรงเข้ามาทักทายบิดาและมารดาอย่างมีมารยาท ก่อนกวาดสายตาโดยรอบเพื่อมองหาคนที่คาดว่าจะได้พบเจอ“ท่านอาหลี่ของเจ้ามาไม่ได้ เขาจำต้องกลับไปจัดเตรียมงานมงคล แม้จะเกิดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า แต่ว่าที่เจ้าสาวก็มีหน้ามีตา จึงต้องทำทุกอย่างให้สมเกียรติ”เฉินฟาหยางแจ้งต่อด้วยว่าคุณชายหลี่มีของฝากให้กับทุกคน กระทั่งอดีตสาวใช้สกุลหลี่อย่างเสี่ยวผิงกับเสี่ยวอันก็ได้ด้วย เอาไว้หลังรับประทานมื้อเย็นแล้วค่อยตรวจดูในภายหลัง เสวียนหนิงอันได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าผิดหวังชัดเจน ก่อนขอตัวไปดูห้องครัวเผื่อว่าจะมีเรื่องอันใดให้นางฝึกทำได้บ้าง“เช่นนั้นซือชิงไปช่วยลูกดูครัวก่อนนะเจ้าคะ”“ไม่ให้ไป อยากให้ชิงชิงอยู่ปลอบใจพี่ก่อน”“ปลอบใจเรื่องใดหรือเจ้าคะ”“เรื่องที่พี่แก่แล้ว เรื่องที่พระชายา
ตวนอ๋องเฉินฟาหยางเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว เมื่อตระหนักได้ว่าตนกำลังทำให้พระชายาคนงามมิสบายใจ ยิ่งครรภ์ของนางใหญ่มากเท่าใด เขาก็ยิ่งกังวลมากขึ้นเท่านั้น แต่นั่นก็ยังมิใช่เหตุผลสำคัญที่ทำให้อารมณ์เสียอยู่ดี“หรือว่าท่านพี่เสียใจที่ยอมให้ข้ามีลูก...” เสวียนซือชิงอยากมีลูกอีกสองสามคน เจ้าก้อนแป้งเองก็อยากมีน้องด้วยเช่นกัน มิได้คิดว่าตนเองจะต้องเป็นบุตรสาวคนเดียวของครอบครัวแต่อย่างใดเสวียนหนิงอันเติบโตอย่างงดงาม กลายเป็นสาวน้อยน่ารัก กิริยามารยาทสมกับเป็นคุณหนูในห้องหอ ทั้งเค้าโครงความงามยังปรากฏตั้งแต่ยังเยาว์วัย ยามนี้อายุได้สิบปีแล้ว มีดื้อดึงเอาแต่ใจไปบ้าง แต่โดยมากแล้วตวนอ๋องผู้เป็นบิดามักจะสั่งสอนและให้คำปรึกษาที่ดี เรียกได้ว่าบุตรสาวสนิทกับบิดามากกว่ามารดาเสียด้วยซ้ำไป“ว่าอย่างไรเจ้าคะท่านพี่”เสวียนซือชิงถามอย่างน้อยใจ นางทราบดีว่าตวนอ๋องมิต้องการให้นางตั้งครรภ์อีก โดยอ้างเหตุผลว่ากลัวนางไม่ปลอดภัย ครรภ์อาจไม่แข็งแรงจนแทบเอาชีวิตไม่รอดเช่นคราวก่อน กว่าจะออดอ้อนให้เลิกดื่มยาเพื่อมิให้สตรีที่ร่วมหลับนอนตั้งครรภ์ได้ก็ใช้เวลานานหลายปี แต่นั่นก็ต้องแลกกับการดูแลตัวเองอย่างมากเพื่อให้
เจ็ดปีผ่านไป...น้ำเสียงออดอ้อนของพระชายาคนงามสอบถามบุรุษที่นางรักอย่างเอาใจ ว่าเหตุใดวันนี้จึงไม่ยิ้มแย้มให้อย่างที่เคย ทั้งยังทำหน้าบูดบึ้งมิยอมให้เข้าใกล้ ถามอันใดก็มิค่อยยอมตอบ เดาได้ลำบากว่ามีเรื่องอันใดรบกวนสมองอันชาญฉลาดของเขาอยู่แน่“ท่านพี่...”“พี่ไม่อยากพูด ขอทำใจสักครู่แล้วจึงจะอารมณ์ดีได้”“เกิดเรื่องยุ่งยากที่ค่ายทหารหรือเจ้าคะ”เสวียนซือชิงยังคงไม่ย่อท้อ พยายามหลอกถามเอาความจริงที่ทำให้ตวนอ๋องอารมณ์ดีถึงกับยิ้มไม่ออก เขาเพิ่งกลับจากค่ายทหารนอกเมืองในช่วงสาย เป็นไปได้ว่าอาจอารมณ์เสียมาจากที่นั่น หรือว่าเพราะเห็นนางเพิ่งกลับมาจากร้านค้าสกุลหลี่ที่พี่ชายบุญธรรมยกให้ดูแลไม่สิ ร้านค้านั้นเป็นของนาง เพราะตวนอ๋องเฉินฟาหยางมีนิสัยไม่ชอบติดค้างผู้ใด ที่มิชอบมากกว่านั้นคือให้พระชายาติดค้างผู้ใด เขาจึงยอมเสียเงินเล็กน้อยเพื่อซื้อกิจการของคุณชายหลี่จินหมิงเพื่อตัดปัญหา ในเมื่อนางเป็นเจ้าของแล้วแวะเวียนไปดูร้านบ้างก็นับว่าเหมาะสมมิใช่หรือ“ท่านพี่...”“ที่ค่ายทหารปกติดี อวิ๋นฝูแวะมาดูการฝึกทหารก็กลับไปแล้ว จินหมิงเองก็เช่นกัน เขาฝากขอโทษที่มิได้มาเยี่ยมเจ้าด้วยตนเองเพราะติดธุระเร่ง
“ไม่ได้เจ้าค่ะ อย่างไรคืนนี้ซือชิงก็จะกอดท่านพี่ ไม่ปล่อยให้นอนบนเตียงตามลำพังอีกแล้ว”เสวียนซือชิงกดมือหนาลงบนเตียง มิยอมให้ตวนอ๋องโบกมือไล่เหมือนที่ผ่านมา ก่อนพาร่างที่สวมเพียงตู้โตวสีแดงสดที่เขาชอบ สอดตัวเข้าใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มอย่างใจเย็นตวนอ๋องเฉินฟาหยางไม่ดิ้นหนีแล้ว...เขาปล่อยให้วงแขนเรียวพาดลงบนแผ่นอกกว้าง ทั้งยังโอบกอดร่างเล็กเข้ามาแนบชิด กระซิบคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาละเมอกล่าวในทุกค่ำคืน“หอม ยอดรักของพี่หอมมากเหลือเกิน”“ท่านพี่...”เสวียนซือชิงได้ยินเขากล่าวออกมาเพียงเท่านั้นก็ดีใจแทบร้องไห้ แต่ยังสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้เพราะมิอยากให้น้ำตาแห่งความดีใจ ปลุกบุรุษที่ต้องพักผ่อนให้มากตื่นขึ้นมาก่อนเวลาอันสมควร“หายเร็ว ๆ นะเจ้าคะ ซือชิงกับลูกคิดถึงท่านพี่จะแย่แล้ว”เสวียนซือชิงพร่ำบอกว่าจะดูแลจนกว่าจะหายดีและไม่หนีจากให้เขาต้องทรมานใจอีกแล้วเป็นเช้าที่อบอุ่นเหลือเกิน...เสวียนซือชิงขยับตัวเล็กน้อยก็พลันหยุดนิ่ง เมื่อคืนจำได้ดีว่านางหลับนอนในสภาพกึ่งเปลือย มีเพียงตู้โตวสีแดงที่บัดนี้หายไปจากร่างแล้ว เหลือเพียงฝ่ามืออุ่นร้อนที่เข้ามารองรับดอกบัวคู่งามอย่างทะนุถนอมแ
สัญชาตญาณ...“พวกเจ้าออกไปข้างนอกเถิด ข้าจะดูแลท่านอ๋องเอง”เสวียนซือชิงไม่ลืมกำชับเสี่ยวผิงว่าให้อธิบายเจ้าก้อนแป้งให้ดี แม้หลายวันที่ผ่านมาเสวียนหนิงอันไม่ดื้อไม่ซน เชื่อฟังท่านอาหลี่ที่ยอมเดินทางมาเยี่ยมแทบทุกวัน แต่เรื่องความรู้สึกของเด็กนั้นต้องระวังให้มาก เพราะในวัยนี้อาจคิดแต่ไม่ยอมพูด ต้องสังเกตใกล้ชิดว่าต้องการสิ่งใด เรื่องนี้ตวนอ๋องเฉินฟาหยางเป็นผู้สอนนางด้วยตนเอง“ท่านพี่เจ้าคะ...ซือชิงขออนุญาตล่วงเกินท่านพี่นะเจ้าคะ” นางยกถ้วยจรดริมฝีปากและกักเก็บยาขมเอาไว้ ก่อนใช้กำลังบีบแก้มตอบของคนป่วยแน่น นับเป็นเรื่องดีที่เขายังไม่ฟื้นคืนสติจึงขัดขืนมิค่อยได้เสวียนซือชิงทาบจูบลงบนกลีบปากแห้งแตก ปล่อยให้ยาสมุนไพรล้ำค่าค่อย ๆ ไหลลงคอของตวนอ๋องเฉินฟาหยาง แม้หกเลอะเทอะไปบ้างแต่ก็นับว่าได้ผลดีพอสมควร นางทำเช่นนั้นต่อไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายคนป่วยก็นอนนิ่งไม่ผลักไสแล้ว“ซือชิง...ชิงชิง” เสียงแหบพร่าดังขึ้นไม่ต่างจากทุกคืนที่ผ่านมา ยามกลางวันเขามักนอนเงียบ เรียกได้ว่าแทบไม่ขยับ พอตะวันลับขอบฟ้าค่อยมีอาการกระสับกระส่าย บางครั้งหอบหายใจแรงและพลิกตัวไปมาคล้ายนอนหลับไม่สบายตัวนอนหลับไม่สบาย...‘ได







