Masuk"ฮูหยินของข้า... ช่างงดงามนัก แต่ไฉน... คอของเจ้าถึงมี 'ลูกกระเดือก' เล่า?" "ขะ... ข้ามีโรคประจำตัวเจ้าค่ะ! มันคือโรคคอพอก!"
Lihat lebih banyakเวลาสองทุ่มครึ่ง ณ ตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจของเมืองหลวงแสงไฟบนชั้นสามสิบห้าของอาคารสำนักงานใหญ่ 'เฮ่อเหลียนกรุ๊ป' บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ดับลงไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบจอคู่ในแผนกบัญชีเพียงโต๊ะเดียวเท่านั้นต๊อกแต๊ก... แกร๊ก!เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง 'เยวี่ยชิงฮวน' พนักงานบัญชีหนุ่มวัยยี่สิบสามปี กำลังสวมแว่นตากรองแสงกรอบใหญ่ นั่งหลังขดหลังแข็งจ้องมองตัวเลขบนโปรแกรมตารางคำนวณจนตาแทบจะถลน เรือนผมสีดำขลับที่ปกติมักจะจัดทรงไว้อย่างดี บัดนี้ยุ่งเหยิงชี้ฟูจากการถูกทึ้งเพราะความเครียด"พวกฝ่ายการตลาดผลาญเงิน! เบิกค่ารับรองลูกค้ามื้อเดียวสามแสนบาท! พวกนายพาลูกค้าไปกินเนื้อวากิวเคลือบทองคำแท้หรืออย่างไร! ใบเสร็จก็มั่ว ตัวเลขก็ไม่ตรง! คิดจะตบตาเยวี่ยชิงฮวนคนนี้หรือ ฝันไปเถอะ!"ชิงฮวนบ่นงึมงำ มือขวารัวแป้นตัวเลขอย่างรวดเร็ว มือซ้ายก็หยิบขนมปังกรอบเข้าปากเคี้ยวเพื่อประทังความหิวถึงแม้เขาจะหน้าตางดงามระดับดาราชื่อดังยังต้องยอมถอยให้ ผิวพรรณขาวผ่องและมีดวงตาดอกท้อที่ผู้ใดเห็นเป็นต้องเหลียวมอง แต่ด้วยนิสัย 'ตระหนี่ขั้นสุด' และความบ้างานเพื
ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า อากาศยามเช้าของเมืองหลวงยังคงเย็นเยียบและเงียบสงบ'กวนเฟิง' รองแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัย ลืมตาตื่นขึ้นมาตรงเวลาไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย เขาลุกขึ้นจากเตียงไม้กระดานแข็ง สวมใส่อาภรณ์ฝึกซ้อมสีเทาเข้ม คว้ากระบี่คู่ใจ เดินออกไปที่ลานกว้างหน้าเรือนพักของตนเพื่อฝึกซ้อมเพลงกระบี่ยามเช้าเฉกเช่นที่เคยปฏิบัติมาตลอดสิบปีฟึ่บ! ฟึ่บ!เสียงกระบี่แหวกอากาศดังกังวาน ท่วงท่าของกวนเฟิงเฉียบขาดและทรงพลัง ชายหนุ่มปาดเหงื่อบนหน้าผาก ลอบยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ'อืม... อากาศยามเช้านี่ช่างสดชื่นเสียจริง จวนแม่ทัพที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชายชาตินักรบ นี่แหละคือแดนสุขาวดีของข้า...'ทว่า... ความคิดอันสุนทรีย์ของรองแม่ทัพกวนเฟิง มักจะอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งชั่วยามเสมอ นับตั้งแต่จวนแห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ฮูหยิน' และลูกสมุนตัวน้อยก้าวเข้ามา!หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดเกราะอ่อนเรียบร้อย กวนเฟิงก็หอบม้วนรายงานการทหาร มุ่งหน้าไปยังโถงอาหารใหญ่เพื่อรายงานสถานการณ์ประจำวันต่อท่านแม่ทัพตามหน้าที่เมื่อเดินเข้าใกล้โถงอาหาร แท
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปเป็นปี จวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณยังคงตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่และสงบสุข... หรืออย่างน้อยก็สงบสุขในสายตาของคนภายนอกยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ณ ศาลาพักผ่อนกลางสวนหิน เยวี่ยชิงฮวนในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าคราม กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนตั่งไม้บุนวม มือหนึ่งถือพัดจื่อถานโบกไปมา อีกมือหนึ่งคีบขนมกุ้ยฮวาเข้าปากบนโต๊ะหินอ่อนตรงหน้า มีลูกคิดไม้ขอบทองคำและสมุดบัญชีกองโตวางอยู่ แต่วันนี้ยอดนักบัญชีแห่งจวนแม่ทัพกลับไม่มีสมาธิจะหยิบจับมันเลยแม้แต่น้อย"เฮ้อ... น่าเบื่อยิ่งนัก" ชิงฮวนพ่นลมหายใจออกมายืดยาวเป็นรอบที่สิบของวันอาเป่าที่ยืนคอยโบกพัดอยู่ข้างๆ เลิกคิ้ว "ฮูหยินเบื่ออันใดหรือขอรับ? กิจการร้านผ้าก็กำไรงาม ร้านสุราก็ลูกค้าเนืองแน่น คลังสมบัติก็เพิ่งได้ทองคำแท่งมาเพิ่มอีกสามหีบ ชีวิตฮูหยินยามนี้สุขสบายเยี่ยงเทพเซียนบนสวรรค์แล้วนะขอรับ""ก็เพราะมันสุขสบายเกินไปน่ะสิ!" ชิงฮวนผุดลุกขึ้นนั่ง ขยี้ผมตนเองจนยุ่งเหยิง "ไม่มีพวกป้าสะใภ้หน้าหนามาให้ด่าทอ ไม่มีขุนนางกังฉินมาให้เปิดโปง ไม่มีแม้แต่ตาเฒ่าหน้าอสูรมาคอยกวนโมโหข้าเลย! ช่วงนี้ตาแก่นั่นเอาแต่ขลุกอยู่ที่ค่ายทหารเตรียมการฝึก
ล่วงเข้าสู่ฤดูสารท บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มเย็นสบาย ใบไม้สีเหลืองทองร่วงหล่นปูลาดไปตามท้องถนนณ บริเวณหน้าประตูจวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณอันโอ่อ่าและน่าเกรงขาม ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนสอดส่ายสายตาอยู่ด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆสตรีนางนั้นสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายหยาบๆ สีมอซอที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน สภาพมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงไร้ซึ่งปิ่นปักผมหรือเครื่องประดับใดๆ ใบหน้าที่เคยงดงามหมดจดบัดนี้ซูบตอบและหมองคล้ำ ซ้ำยังมีรอยช้ำจางๆ ที่มุมปาก ราวกับเพิ่งผ่านความยากลำบากแสนสาหัสมาหมาดๆนางคือ 'จัวอีอี' อดีตคุณหนูตระกูลจัว... เจ้าสาวตัวจริงที่หนีตามบัณฑิตยากไร้ไปในวันวิวาห์พระราชทานนั่นเอง!"ฮึก... สวรรค์ช่างโหดร้ายกับข้านัก..."จัวอีอีสะอื้นไห้ พิงกำแพงอิฐหน้าจวนแม่ทัพอย่างหมดเรี่ยวแรงย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน นางหลงเชื่อลมปากอันหวานหูของบัณฑิตหนุ่มรูปงาม หอบเงินทองของมีค่าหนีตามเขาไป หวังจะได้ใช้ชีวิตคู่ฉันสามีภรรยาที่เรียบง่ายและเปี่ยมสุข ทว่า... ความเป็นจริงช่างโหดร้าย บัณฑิตผู้นั้นหาใช่คนดีไม่ พอเงินทองที่นางขโมยมาเริ่มร่อยหรอ สันดานดิบของเขาก็เผยออกมาเขาเริ่มติดการพนัน ดื่มสุราเมามาย พอขอกินไม่ได้ก็ล
แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าจวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณ เสียงฝีเท้าของม้าศึกหลายสิบตัวควบตะบึงฝุ่นตลบ ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูจวนอันโอ่อ่าชายหนุ่มร่างกำยำในชุดเกราะสีเงินวาววับกระโดดลงจากหลังม้าอย่างทะมัดทะแมง ใบหน้าคร้ามแดดมีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านหางตา บ่งบอกถึงการผ่านศึกสมรภูมิมาอ
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) จวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณเงียบสงัดลงตามคำสั่งห้ามเดินเพ่นพ่านยามวิกาลหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ 'ตวัดขาเตะหุ่นไม้แสดงกางเกงซับใน' เมื่อช่วงสาย เยวี่ยชิงฮวนก็ขังตนเองอยู่ในห้องหอทั้งวันด้วยความอับอายและหงุดหงิด แผนการทำตัวเป็นฮูหยินยอดแย่พังไม่เป็นท่า ซ้ำยังโดนแม่ทัพหน้าหนาผู้นั้
แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาแยงตาคนที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง เยวี่ยชิงฮวนครางฮือในลำคอ พลิกตัวหนีแสงสว่าง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่ยังคงตึงแน่นของตนเองเบาๆเมื่อคืนนี้ หลังจากที่เขาสวาปามไก่ย่างตัวอวบอ้วนไปจนเหลือแต่กระดูก ดื่มน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมจนหยดสุดท้าย เขาก็หมายมั่
กาลเวลาภายในห้องหอราวกับหยุดนิ่ง เยวี่ยชิงฮวนนั่งตัวแข็งทื่อ กลั้นหายใจจนหน้าผากเนียนมีหยาดเหงื่อผุดซึม ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง แก้มทั้งสองข้างของเขายังคงป่องนูนเพราะถั่วลิสงและขนมกุ้ยฮวาที่อัดแน่นอยู่เต็มกระพุ้งแก้มเงาดำของร่างสูงใหญ่ทอดทับลงมาใกล้จนได้กลิ่นสุรามงคลจางๆ ผสมกับกลิ่นกายบุรุษที่ให้คว