Masuk"ฮูหยินของข้า... ช่างงดงามนัก แต่ไฉน... คอของเจ้าถึงมี 'ลูกกระเดือก' เล่า?" "ขะ... ข้ามีโรคประจำตัวเจ้าค่ะ! มันคือโรคคอพอก!"
Lihat lebih banyak"ตึง!"
เสียงทุบโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นลั่นโถงใหญ่ตระกูลเยวี่ย ตามมาด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญของนายท่านเยวี่ยผู้เป็นประมุขของบ้าน ในมือของเขากำกระดาษแผ่นบางที่ยับย่นเอาไว้แน่น ราวกับว่ามันคือจดหมายสั่งตายจากปรโลก
"ลูกอกตัญญู! นังหลานเนรคุณ! จัวอีอี เอ๋ย จัวอีอี! เจ้าหนีตามบัณฑิตยากไร้ไปเช่นนี้ แล้วข้าจะเอาหน้า... ไม่สิ ข้าจะเอาหัวที่ไหนไปวางบนบ่าเพื่อรับมือกับเกี้ยวเจ้าสาวของแม่ทัพเฮ่อเหลียนเซียวกันเล่า!"
บรรยากาศในจวนตระกูลเยวี่ยยามนี้มืดฟ้ามัวดินราวกับมีเมฆหมอกแห่งความตายปกคลุม บ่าวไพร่ต่างก้มหน้าตัวสั่นงันงก ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจแรง เพราะทุกคนในเมืองหลวงต่างรู้ดีว่า 'เฮ่อเหลียนเซียว' แม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณนั้นน่าเกรงขามเพียงใด ข่าวลือหนาหูเล่าขานว่าเขาสูงแปดฉื่อ หน้าตาดุดันราวกับอสูรร้าย ดื่มเลือดศัตรูต่างน้ำ และที่สำคัญ... เขาเพิ่งจะได้รับสมรสพระราชทานกับ 'จัวอีอี' คุณหนูตระกูลจัวที่มาอาศัยใบบุญตระกูลเยวี่ยผู้เป็นญาติฝั่งมารดา!
ทว่าบัดนี้... เจ้าสาวตัวจริงกลับหนีตามบุรุษอื่นไป ทิ้งไว้เพียงจดหมายดูต่างหน้า!
ขัดราชโองการหลอกลวงเบื้องสูง โทษประหารเก้าชั่วโคตร!
ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวังและเตรียมตัวสั่งเสียกันอยู่นั้น สายตาของนายท่านเยวี่ยก็เหลือบไปเห็นร่างโปร่งบางของใครบางคน ที่กำลังเดินทอดน่องชมก้อนเมฆผ่านหน้าประตูห้องโถงไปอย่างอารมณ์ดี
"เยวี่ยชิงฮวน!" นายท่านเยวี่ยตะโกนเรียกชื่อหลานชายคนรองของตนเองเสียงหลง
เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีในชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนหันกลับมามองด้วยใบหน้างุนงง เยวี่ยชิงฮวนคือคุณชายรองตระกูลเยวี่ยที่ตกอับ แม้ฐานะทางบ้านจะย่ำแย่ลงทุกวัน แต่สวรรค์กลับประทานใบหน้าที่งดงามล่มบ้านล่มเมืองมาให้ คิ้วเรียวพาดเฉียงดั่งกระบี่ ดวงตาดอกท้อเปล่งประกายระยิบระยับ จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากอวบอิ่มสีชาดโดยไม่ต้องแต่งแต้ม ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็งดงามราวกับเทพธิดาจำแลง... ซึ่งเจ้าตัวชิงชังคำชมนี้ที่สุด และยืนกรานหัวชนฝามาตลอดว่านี่คือความ 'หล่อเหลาองอาจ' แบบบุรุษชาตรีต่างหาก!
"มีอันใดหรือท่านลุง? ข้ากำลังจะไปนับเหรียญอีแปะในไหที่ฝังดินไว้เสียหน่อย" ชิงฮวนเลิกคิ้วถาม นิสัยประการหนึ่งของคุณชายรองผู้นี้ที่ทุกคนรู้ดีคือ... รักเงินทองยิ่งชีพ!
นายท่านเยวี่ยพุ่งพรวดเข้าไปจับมือหลานชายแน่น แววตาเป็นประกายวิบวับราวกับคนจมน้ำที่คว้าได้ฟางเส้นสุดท้าย "ชิงฮวน... หลานรักของลุง เจ้า... หน้าตาของเจ้าคล้ายคลึงกับอีอีถึงเจ็ดแปดส่วน หากจับผลัดแป้งแต่งหน้าทาปากสักหน่อยล่ะก็..."
"หยุดความคิดของท่านเดี๋ยวนี้เลยนะ!" ชิงฮวนรีบชักมือกลับ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว "ข้าเป็นบุรุษ! เป็นชายชาตรีอกสามศอก! จะให้ข้าสวมรอยเป็นสตรีไปเข้าหอกับแม่ทัพหน้ายักษ์นั่น ข้าขอยอมกัดลิ้นตัวเองตายเสียยังดีกว่า!"
"แต่หากพวกเราไม่มีเจ้าสาวไปส่ง ตระกูลเยวี่ยต้องถูกประหารสิ้นโคตรเลยนะ! เจ้าอยากให้พวกเราตายหมดหรืออย่างไร!?"
"ก็ให้มันรู้ไปสิว่าตระกูลเยวี่ยจะมาตายเพราะสตรีหนีตามผู้ชาย ข้าไม่แต่ง! จะหนีก็แยกย้ายกันหนีเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย!" ชิงฮวนหันหลังเตรียมวิ่ง แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตู บรรดาบ่าวชายร่างยักษ์สี่ห้าคนก็กรูกันเข้ามาล้อมกรอบเขาไว้เสียแล้ว
"จับตัวคุณชายรองไว้! มัดเขาซะ!" นายท่านเยวี่ยออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
"ปล่อยข้า! อาเป่า ช่วยข้าด้วย! ปล่อยโว้ยยยย!" ชิงฮวนดิ้นรนสุดฤทธิ์ แต่ด้วยเรี่ยวแรงของคุณชายที่วันๆ เอาแต่นับเงินหรือจะสู้บ่าวใช้แรงงาน เขาถูกจับมัดข้อมือไพล่หลังอย่างรวดเร็ว
"ชิงฮวน ลุงขอโทษ แต่เพื่อความอยู่รอดของตระกูล... ลุงจะมอบสินสอดทองหมั้นทั้งหมดของท่านแม่ทัพให้เจ้าเป็นค่าตอบแทนก็แล้วกัน ตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเชียวนะ!"
คำว่า 'หนึ่งหมื่นตำลึง' ราวกับมนตร์สะกดวิญญาณ ชิงฮวนที่กำลังแหกปากโวยวายชะงักกึก ดวงตาดอกท้อเบิกกว้าง
"มะ... หมื่นตำลึง? ให้ข้าหมดเลยหรือ?"
"ใช่! ขอเพียงเจ้ายอมขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว ลุงจะยัดตั๋วเงินใส่อกเสื้อเจ้าไว้ให้หมดเลย!"
ชิงฮวนความคิดแล่นพล่านทันที ตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึง! ชาตินี้นับอีแปะจนนิ้วหงิกก็หาไม่ได้ แถมได้เงินแล้วก็ใช่ว่าจะต้องยอมเป็นภรรยาตาแก่หน้ายักษ์นั่นเสียหน่อย แค่หาจังหวะตอนเข้าจวน แกล้งปวดมวนท้องขอไปปลดทุกข์ แล้วใช้วิชาตัวเบาปีนกำแพงหนีออกมาพร้อมเงินก้อนโต... สวรรค์! นี่มันหนทางสู่ความมั่งคั่งชัดๆ!
"ตกลง!" ชิงฮวนตอบรับทันควัน "แต่ห้ามมัดขาข้านะ ข้าเดินไม่ได้ และท่านต้องเอาตั๋วเงินมายัดไว้ในอกเสื้อข้าเดี๋ยวนี้เลย ห้ามตุกติกเป็นอันขาด!"
...
หนึ่งชั่วยามต่อมา...
"ฮึก... ฮือออ คุณชายของข้า ช่างน่าเวทนานัก สวรรค์ช่างไร้เมตตา ฮืออออ"
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจดังระงมมาจาก 'อาเป่า' บ่าวรับใช้คนสนิทที่เดินตามหลังเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงสด เกี้ยวหลังใหญ่ถูกหามโดยชายฉกรรจ์แปดคน มุ่งหน้าไปตามถนนสายหลักของเมืองหลวง ขบวนขันหมากยาวเหยียดประโคมดนตรีมงคลเสียงดังครึกครื้น ช่างขัดกับเสียงสะอื้นไห้ของอาเป่าที่ราวกับกำลังเดินตามขบวนส่งศพไปปรโลกก็มิปาน
"หุบปากเดี๋ยวนี้อาเป่า! ข้ายังไม่ตาย!"
เสียงกระซิบดุๆ ดังลอดออกมาจากหน้าต่างเกี้ยว อาเป่าสะดุ้ง รีบเอามืออุดปากตัวเอง ทว่าน้ำตายังคงไหลพราก "ก็... ก็คุณชายต้องไปแต่งกับปีศาจกินคนนี่ขอรับ ข่าวลือบอกว่าท่านแม่ทัพฟันแหลมเฟี้ยวราวกับฉลาม หากเขาจับได้ว่าคุณชายเป็นบุรุษ เขาต้องเคี้ยวคุณชายกลืนลงท้องแน่ๆ!"
"เหลวไหล! ผู้ใดจะไปอยู่ให้มันเคี้ยว!"
ภายในเกี้ยวที่แกว่งไกว เยวี่ยชิงฮวนในชุดมงคลสีแดงสดปักลายหงส์ทองกำลังนั่งตัวเกร็ง ใบหน้างดงามถูกแต่งแต้มด้วยชาดสีแดงระเรื่อ วาดคิ้วเรียวงาม ริมฝีปากถูกแต้มด้วยสีแดงสด ขับให้ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วดูเย้ายวนใจจนสตรีแท้ๆ ยังต้องนึกละอาย บนศีรษะสวมมงกุฎหงส์ประดับไข่มุกระย้าหนักอึ้ง และถูกคลุมทับด้วยผ้าไหมสีแดงบางเบา
แม้ภายนอกจะดูเหมือนเจ้าสาวผู้เอียงอาย ทว่าความจริงแล้ว ภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้น ชิงฮวนกำลังยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ สองมือของเขาถูกมัดด้วยแถบผ้าไหมสีแดงหลวมๆเพื่อป้องกันไม่ให้เขากระโดดหนีลงจากเกี้ยวกลางทาง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ...
ชิงฮวนก้มลงมองหน้าอกตนเองที่ยามนี้นูนขึ้นมาเป็นก้อนใหญ่ราวกับสตรีมีหน้าอกหน้าใจ
มันมิใช่หมอนยัดทรงแต่อย่างใด แต่มันคือปึก 'ตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึง' ที่เขายัดเอาไว้จนเต็มอกเสื้อต่างหาก! ความหนาของมันเบียดเสียดกับผิวเนื้อ อุ่นวาบไปถึงขั้วหัวใจ ชิงฮวนขยับตัวไปมา รู้สึกถึงความตึงแน่นของขอบเสื้อที่แทบจะปริแตกเพราะความมั่งคั่งที่ล้นทะลัก
"ทนไว้ชิงฮวน ทนอีกนิดเดียว..." เขาพึมพำกับตนเองในใจ ทบทวนแผนการหลบหนีเป็นครั้งที่ร้อย
'ทันทีที่เกี้ยวถูกวางลงหน้าจวนแม่ทัพ ข้าจะแสร้งทำตัวอ่อนแอ พอถูกพยุงเข้าห้องหอ ข้าจะอ้างว่าปวดมวนท้องจนทนไม่ไหว ขอตัวไปปลดทุกข์ จากนั้นก็อาศัยวิชาตัวเบาที่เคยฝึกไว้ปีนต้นไม้ขโมยผลไม้ กระโดดข้ามกำแพงจวนทางทิศตะวันตก ซึ่งมีตรอกแคบๆ ทะลุออกนอกเมืองได้สบายๆ ... เพียงเท่านี้ก็รวยไม่รู้เรื่องแล้ว ฮ่าๆๆ!'
ยิ่งคิดก็ยิ่งอารมณ์ดี ชิงฮวนแทบจะฮัมเพลงออกมาตามจังหวะกลองมงคล
"ใกล้ถึงจวนท่านแม่ทัพแล้ว! เตรียมตัวรอรับเกี้ยว!" เสียงตะโกนของแม่สื่อดังขึ้นที่ด้านหน้าขบวน
ชิงฮวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง แสร้งทำเป็นสตรีผู้เรียบร้อยอ่อนหวาน สองมือที่ถูกมัดวางประสานไว้บนตักอย่างสงบเสงี่ยม แต่ในใจกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
จวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณที่ใครๆ ต่างหวาดหวั่น... สำหรับเยวี่ยชิงฮวนแล้ว มันคือขุมสมบัติขนาดใหญ่ที่เขากำลังจะมากอบโกยต่างหาก!
"วางเกี้ยวลงได้!"
ตึง!
เกี้ยวเจ้าสาวถูกวางลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล เสียงพูดคุยจอแจรอบด้านเงียบกริบลงทันที บรรยากาศกดดันแปลกประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาจนถึงในเกี้ยว ชิงฮวนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบที่ชวนให้ขนลุกซู่ แตกต่างจากความคึกคักเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว
"ท่านแม่ทัพ... เชิญเตะประตูเกี้ยวเจ้าค่ะ" เสียงแม่สื่อดังขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเดินเข้ามาใกล้... ตึก... ตึก... ตึก...
เงาดำสายหนึ่งทอดทับลงมาบดบังแสงสว่างหน้าเกี้ยว ชิงฮวนกลืนน้ำลายลงคอ ก้อนตั๋วเงินในอกเสื้อเริ่มรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างประหลาด
ปัง!
ปลายรองเท้าหนังสีดำขลับเตะเข้าที่ประตูเกี้ยวเบาๆ ทว่ากลับทำเอาเกี้ยวทั้งหลังสั่นสะเทือน ประตูถูกเปิดออก แสงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามา พร้อมกับมือใหญ่หนาที่ยื่นเข้ามาตรงหน้า
ชิงฮวนมองมือข้างนั้นผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดงบางๆ มันเป็นมือที่ใหญ่โต แข็งแกร่ง และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นกรำศึก บ่งบอกถึงการผ่านการเข่นฆ่ามานับไม่ถ้วน
'นี่สินะ... มือของปีศาจกินคน' ชิงฮวนลอบเหงื่อตก แต่เพื่อเงินหมื่นตำลึง เขาจึงสูดลมหายใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ วางมือที่ถูกมัดด้วยผ้าไหมสีแดงของตนลงบนฝ่ามือหนานั้น
วินาทีที่ผิวสัมผัสกัน ชิงฮวนสะดุ้งเล็กน้อย มือของอีกฝ่ายร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุมอยู่ภายใน ฝ่ามือหนานั้นบีบกระชับมือของเขาเบาๆ ก่อนจะออกแรงดึงให้เขาก้าวออกจากเกี้ยว
เมื่อเท้าแตะพื้น ชิงฮวนก็แอบช้อนสายตาขึ้นมองชายตรงหน้าผ่านผ้าคลุมบางๆ แต่ด้วยความสูงที่ต่างกันเกินไป เขามองเห็นเพียงแค่แผงอกกว้างที่สวมชุดมงคลสีแดงเข้ม และปลายคางแกร่งที่ได้รูปเท่านั้น
เอาล่ะ... แผนการสลับตัวเจ้าสาวลุล่วงไปเปลาะหนึ่งแล้ว
เป้าหมายต่อไป... ปีนกำแพงหนีพร้อมสมบัติ! ท่านแม่ทัพปีศาจเอ๋ย รอรับความว่างเปล่าในคืนวสันต์ได้เลย!
เวลาสองทุ่มครึ่ง ณ ตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจของเมืองหลวงแสงไฟบนชั้นสามสิบห้าของอาคารสำนักงานใหญ่ 'เฮ่อเหลียนกรุ๊ป' บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ดับลงไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบจอคู่ในแผนกบัญชีเพียงโต๊ะเดียวเท่านั้นต๊อกแต๊ก... แกร๊ก!เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง 'เยวี่ยชิงฮวน' พนักงานบัญชีหนุ่มวัยยี่สิบสามปี กำลังสวมแว่นตากรองแสงกรอบใหญ่ นั่งหลังขดหลังแข็งจ้องมองตัวเลขบนโปรแกรมตารางคำนวณจนตาแทบจะถลน เรือนผมสีดำขลับที่ปกติมักจะจัดทรงไว้อย่างดี บัดนี้ยุ่งเหยิงชี้ฟูจากการถูกทึ้งเพราะความเครียด"พวกฝ่ายการตลาดผลาญเงิน! เบิกค่ารับรองลูกค้ามื้อเดียวสามแสนบาท! พวกนายพาลูกค้าไปกินเนื้อวากิวเคลือบทองคำแท้หรืออย่างไร! ใบเสร็จก็มั่ว ตัวเลขก็ไม่ตรง! คิดจะตบตาเยวี่ยชิงฮวนคนนี้หรือ ฝันไปเถอะ!"ชิงฮวนบ่นงึมงำ มือขวารัวแป้นตัวเลขอย่างรวดเร็ว มือซ้ายก็หยิบขนมปังกรอบเข้าปากเคี้ยวเพื่อประทังความหิวถึงแม้เขาจะหน้าตางดงามระดับดาราชื่อดังยังต้องยอมถอยให้ ผิวพรรณขาวผ่องและมีดวงตาดอกท้อที่ผู้ใดเห็นเป็นต้องเหลียวมอง แต่ด้วยนิสัย 'ตระหนี่ขั้นสุด' และความบ้างานเพื
ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า อากาศยามเช้าของเมืองหลวงยังคงเย็นเยียบและเงียบสงบ'กวนเฟิง' รองแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัย ลืมตาตื่นขึ้นมาตรงเวลาไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย เขาลุกขึ้นจากเตียงไม้กระดานแข็ง สวมใส่อาภรณ์ฝึกซ้อมสีเทาเข้ม คว้ากระบี่คู่ใจ เดินออกไปที่ลานกว้างหน้าเรือนพักของตนเพื่อฝึกซ้อมเพลงกระบี่ยามเช้าเฉกเช่นที่เคยปฏิบัติมาตลอดสิบปีฟึ่บ! ฟึ่บ!เสียงกระบี่แหวกอากาศดังกังวาน ท่วงท่าของกวนเฟิงเฉียบขาดและทรงพลัง ชายหนุ่มปาดเหงื่อบนหน้าผาก ลอบยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ'อืม... อากาศยามเช้านี่ช่างสดชื่นเสียจริง จวนแม่ทัพที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชายชาตินักรบ นี่แหละคือแดนสุขาวดีของข้า...'ทว่า... ความคิดอันสุนทรีย์ของรองแม่ทัพกวนเฟิง มักจะอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งชั่วยามเสมอ นับตั้งแต่จวนแห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ฮูหยิน' และลูกสมุนตัวน้อยก้าวเข้ามา!หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดเกราะอ่อนเรียบร้อย กวนเฟิงก็หอบม้วนรายงานการทหาร มุ่งหน้าไปยังโถงอาหารใหญ่เพื่อรายงานสถานการณ์ประจำวันต่อท่านแม่ทัพตามหน้าที่เมื่อเดินเข้าใกล้โถงอาหาร แท
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปเป็นปี จวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณยังคงตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่และสงบสุข... หรืออย่างน้อยก็สงบสุขในสายตาของคนภายนอกยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ณ ศาลาพักผ่อนกลางสวนหิน เยวี่ยชิงฮวนในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าคราม กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนตั่งไม้บุนวม มือหนึ่งถือพัดจื่อถานโบกไปมา อีกมือหนึ่งคีบขนมกุ้ยฮวาเข้าปากบนโต๊ะหินอ่อนตรงหน้า มีลูกคิดไม้ขอบทองคำและสมุดบัญชีกองโตวางอยู่ แต่วันนี้ยอดนักบัญชีแห่งจวนแม่ทัพกลับไม่มีสมาธิจะหยิบจับมันเลยแม้แต่น้อย"เฮ้อ... น่าเบื่อยิ่งนัก" ชิงฮวนพ่นลมหายใจออกมายืดยาวเป็นรอบที่สิบของวันอาเป่าที่ยืนคอยโบกพัดอยู่ข้างๆ เลิกคิ้ว "ฮูหยินเบื่ออันใดหรือขอรับ? กิจการร้านผ้าก็กำไรงาม ร้านสุราก็ลูกค้าเนืองแน่น คลังสมบัติก็เพิ่งได้ทองคำแท่งมาเพิ่มอีกสามหีบ ชีวิตฮูหยินยามนี้สุขสบายเยี่ยงเทพเซียนบนสวรรค์แล้วนะขอรับ""ก็เพราะมันสุขสบายเกินไปน่ะสิ!" ชิงฮวนผุดลุกขึ้นนั่ง ขยี้ผมตนเองจนยุ่งเหยิง "ไม่มีพวกป้าสะใภ้หน้าหนามาให้ด่าทอ ไม่มีขุนนางกังฉินมาให้เปิดโปง ไม่มีแม้แต่ตาเฒ่าหน้าอสูรมาคอยกวนโมโหข้าเลย! ช่วงนี้ตาแก่นั่นเอาแต่ขลุกอยู่ที่ค่ายทหารเตรียมการฝึก
ล่วงเข้าสู่ฤดูสารท บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มเย็นสบาย ใบไม้สีเหลืองทองร่วงหล่นปูลาดไปตามท้องถนนณ บริเวณหน้าประตูจวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณอันโอ่อ่าและน่าเกรงขาม ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนสอดส่ายสายตาอยู่ด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆสตรีนางนั้นสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายหยาบๆ สีมอซอที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน สภาพมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงไร้ซึ่งปิ่นปักผมหรือเครื่องประดับใดๆ ใบหน้าที่เคยงดงามหมดจดบัดนี้ซูบตอบและหมองคล้ำ ซ้ำยังมีรอยช้ำจางๆ ที่มุมปาก ราวกับเพิ่งผ่านความยากลำบากแสนสาหัสมาหมาดๆนางคือ 'จัวอีอี' อดีตคุณหนูตระกูลจัว... เจ้าสาวตัวจริงที่หนีตามบัณฑิตยากไร้ไปในวันวิวาห์พระราชทานนั่นเอง!"ฮึก... สวรรค์ช่างโหดร้ายกับข้านัก..."จัวอีอีสะอื้นไห้ พิงกำแพงอิฐหน้าจวนแม่ทัพอย่างหมดเรี่ยวแรงย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน นางหลงเชื่อลมปากอันหวานหูของบัณฑิตหนุ่มรูปงาม หอบเงินทองของมีค่าหนีตามเขาไป หวังจะได้ใช้ชีวิตคู่ฉันสามีภรรยาที่เรียบง่ายและเปี่ยมสุข ทว่า... ความเป็นจริงช่างโหดร้าย บัณฑิตผู้นั้นหาใช่คนดีไม่ พอเงินทองที่นางขโมยมาเริ่มร่อยหรอ สันดานดิบของเขาก็เผยออกมาเขาเริ่มติดการพนัน ดื่มสุราเมามาย พอขอกินไม่ได้ก็ล
แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าจวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณ เสียงฝีเท้าของม้าศึกหลายสิบตัวควบตะบึงฝุ่นตลบ ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูจวนอันโอ่อ่าชายหนุ่มร่างกำยำในชุดเกราะสีเงินวาววับกระโดดลงจากหลังม้าอย่างทะมัดทะแมง ใบหน้าคร้ามแดดมีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านหางตา บ่งบอกถึงการผ่านศึกสมรภูมิมาอ
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) จวนแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณเงียบสงัดลงตามคำสั่งห้ามเดินเพ่นพ่านยามวิกาลหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ 'ตวัดขาเตะหุ่นไม้แสดงกางเกงซับใน' เมื่อช่วงสาย เยวี่ยชิงฮวนก็ขังตนเองอยู่ในห้องหอทั้งวันด้วยความอับอายและหงุดหงิด แผนการทำตัวเป็นฮูหยินยอดแย่พังไม่เป็นท่า ซ้ำยังโดนแม่ทัพหน้าหนาผู้นั้
เยวี่ยชิงฮวนก้าวเท้าออกจากเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่วงท่าที่พยายามทำให้ดูนุ่มนวลที่สุดเท่าที่บุรุษผู้ไม่เคยสวมใส่กระโปรงจะพึงกระทำได้ มือหนาของเฮ่อเหลียนเซียวที่กุมมือเขาไว้นั้นร้อนผ่าวราวกับเตาผิงไฟในฤดูเหมันต์ ความร้อนนั้นแผ่ซ่านผ่านแถบผ้าไหมสีแดงที่มัดข้อมือเขาไว้ ทะลุเข้าสู่ผิวเนื้อจนชิงฮวนลอบสะดุ้งต
"ตึง!"เสียงทุบโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นลั่นโถงใหญ่ตระกูลเยวี่ย ตามมาด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญของนายท่านเยวี่ยผู้เป็นประมุขของบ้าน ในมือของเขากำกระดาษแผ่นบางที่ยับย่นเอาไว้แน่น ราวกับว่ามันคือจดหมายสั่งตายจากปรโลก"ลูกอกตัญญู! นังหลานเนรคุณ! จัวอีอี เอ๋ย จัวอีอี! เจ้าหนีตามบัณฑิตยากไร้ไปเช่นนี้ แล้วข





