เข้าสู่ระบบอธินสบตาหญิงสาวอย่างอารมณ์ดีแล้วหันไปพูดกับชายร่างหนาที่ยังคงไม่ยอมปล่อยมือเมษิตา “ปล่อยมือคุณผู้หญิงคนนี้ได้แล้วครับ” อธินจงใจพูดอย่างสุภาพหากแต่สีหน้าและแววตานั้นกลับยียวนเต็มทน
“เรื่องของผัวเมียคนอื่นอย่ามาแส่” ชายร่างหนาพูดประโยคที่ผู้ร้ายส่วนใหญ่มักจะหยิบยกมาพูดเพื่อไม่ให้คนอื่นเข้ามายุ่งกับการทำชั่วของตนเอง
“ไอ้บ้า พูดให้ดีๆ ใครเป็นผัวเป็นเมียกับแก คนปากสกปรก” เมษิตาตวาดแว้ดพร้อมกับพยายามแกะมือหนานั้นออกจากข้อมือตนแต่ก็ไม่เป็นผล
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงจะเป็นชู้กับเมียชาวบ้านแล้วล่ะ เพราะผู้หญิงคนนี้เป็นเมียผม” อธินกล่าวพลางก้าวเข้าไปดึงตัวเมษิตาออกมา ชายร่างหนายอมปล่อยมือแต่โดยดีเพราะเริ่มไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวคู่นี้ หากว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันจริงเขาเองก็คงจะเดือดร้อนอยู่ไม่น้อย
เมษิตาเตรียมจะขยับปากด่าที่อธินพูดออกมาอย่างนั้น ชายหนุ่มรู้ทันจึงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของหญิงสาวว่า “คุณอยากเป็นเมียผม หรืออยากเป็นเมียไอ้หน้าโหดนั่นมากกว่ากัน”
หญิงสาวหุบปากเงียบทันทีแต่ก็ยังไม่วายกล่าวอาฆาต “รอให้จบเรื่องก่อนเถอะ ฉันจะคิดบัญชีกับคุณแน่”
“วันหลังก็หัดดูแลเมียตัวเองให้ดีๆ หน่อยนะ อย่าปล่อยให้ออกมาเพ่นพ่านหาเรื่องชาวบ้านเขาไปทั่วแบบนี้อีก” ชายหน้าโหดกล่าวจบก็รีบเดินหนีไปทันที
“นี่! จะหนีไปเฉยๆ อย่างนี้ไม่ได้นะ กลับมาก่อน กลับมาเดี๋ยวนี้นะ” เมษิตายังไม่ยอมปล่อยชายผู้นั้นไปง่ายๆ
“พอได้แล้วคุณ” อธินเอ็ดเสียงดังจนหญิงสาวชะงักงันทันที “เก่งแต่หาเรื่องนะคุณน่ะ ถ้าไอ้หมอนั่นมันเอาจริงขึ้นมาคุณจะสู้มันได้มั้ย”
หญิงท้องแก่ที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบกล่าวเสริมขึ้นทันที “คนอันธพาลแบบนั้นปล่อยไปเถอะค่ะ อย่าไปมีเรื่องด้วยเลย นี่ถ้าสามีคุณมาช่วยไว้ไม่ทันคุณต้องแย่แน่เลยค่ะ” หญิงท้องแก่กล่าวประสาซื่อเพราะเชื่อในในคำพูดของอธิน
“ไม่ใช่นะคะ” เมษิตาพยายามจะแก้ต่างว่าเธอกับอธินไม่ได้เป็นอะไรกันแต่ชายหนุ่มก็รีบขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“คุณไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ” อธินรีบถามหญิงท้องแก่เพื่อเป็นการปิดโอกาสการอธิบายความของเมษิตา
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ ภรรยาคุณต่างหากล่ะค่ะที่เป็น ดูสิค่ะนั่น ข้อมือแดงเป็นจ้ำไปหมดแล้ว” สาวท้องแก่หน้าสลดเพราะรู้สึกผิดที่เมษิตาต้องมาเจ็บตัวเพราะเธอ “เดี๋ยวฉันจะไปซื้อยามาทาให้นะคะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เมไม่เจ็บสักนิดเลยค่ะ” เมษิตากล่าวทัดทาน “จบเรื่องแล้วเมขอตัวนะคะ ต้องรีบไปประชุม” หญิงสาวกล่าวขอตัวเมื่อเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายลงแล้วและบรรดาไทยมุงทั้งหลายก็สลายตัวไปกันหมดแล้วเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงต้องขอตัวเหมือนกันค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยฉันไว้” หญิงท้องแก่กล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งแล้วเดินจากไปเหลือทิ้งไว้เพียงสองหนุ่มสาวที่ต้องคิดบัญชีกันอีกยาว
“ไหนเอามือมาดูซิ” อธินพูดพลางดึงมือเมษิตาขึ้นมาดูอย่างถือวิสาสะ
“โอ๊ย เบาๆ สิคุณ ฉันเจ็บนะ” เมษิตาประท้วงเสียงอ่อย
“ก็ไหนเมื่อกี้ว่าไม่เจ็บเลยสักนิดไงล่ะ” ชายหนุ่มกล่าวพลางพิจารณาข้อมือเล็กเรียวที่มีรอยจ้ำแดงโดยรอบแล้วใช้มืออีกข้างลูบบริเวณรอยนั้นอย่างเบามือแล้วถามอย่างห่วงใย “เจ็บมากมั้ย”
คนถูกถามรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยนและห่วงใยที่ส่งมาพร้อมกระแสเสียงที่ถามไถ่แต่ก็รีบสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งแล้วดึงมือตัวเองกลับในเวลาเดียวกันเพราะเริ่มหวาดระแวงกับความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในหัวใจ
“เจอคุณที่นี่ก็ดีแล้ว ฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาให้วุ่นวาย” หญิงสาวโพล่งออกมา
“นี่คิดถึงผมจนถึงขนาดจะต้องไปตามหากันเลยเหรอ” ชายหนุ่มจงใจจะยั่วโมโหคนอารมณ์ร้อน
“คุณก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร เอาสร้อยฉันคืนมาได้แล้วคนไม่รักษาสัญญา” เมษิตาเข้าประเด็นทันควัน
“คุณคิดว่าผมจะพกสร้อยคุณติดตัวมาด้วยเหรอ”
“แล้วทำไมคุณไม่คืนให้ฉันตั้งแต่คืนนั้น”
“คุณเมาไม่ได้สติจนผมต้องอุ้มไปส่ง” ชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์นัยน์ตาพราว “อีกอย่างเพื่อนคุณก็ถามโน่นถามนี่จนผมลืมคืนสร้อยให้คุณ แล้วพอตอนเช้าผมตามไปที่บ้านพักคุณก็เช็คเอาท์ออกไปแล้ว คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด ทำไมไม่อยู่รอผมก่อน”
“ตาบ้านี่ อย่ามายัดเยียดความผิดให้ฉันนะ คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด คนไม่รักษาคำพูด คนฉวยโอกาส”
“ในสายตาคุณ ผมพอจะมีดีอะไรบ้างมั้ย” ชายหนุ่มพูดพลางเข้าไปดึงฉุดข้อมือหญิงสาวแล้วกึ่งลากกึ่งจูงให้เธอเดินตามเขาไป
“นี่คุณจะพาฉันไปไหน” ร่างบางที่ถูกฉุดต้องก้าวตามไปอย่างไม่อาจต้านทาน
“ก็ไปหายาทาน่ะซิ หรือจะปล่อยไว้ให้มันแดงๆ เขียวๆ อยู่อย่างนี้ แล้วอีกอย่างข้อมือคุณเคล็ดด้วยไม่ใช่เหรอ หน้าคุณมันฟ้องว่าคุณเจ็บมาก คุณปิดผมไม่ได้หรอก”
“ฉันไม่ว่างไปกับคุณหรอก ฉันต้องรีบไปประชุม ปล่อย ปล่อยฉันนะ!” หญิงสาวออกคำสั่งหากแต่ชายหนุ่มผู้กุมข้อมือเธอไว้ก็ไม่ยอมปล่อยมิหนำซ้ำยังกำแน่นขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
“ประชงประชุมอะไรไม่ต้องไปแล้ว ไปหายาทาก่อนที่จะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ เห็นมั้ยว่าข้อมือคุณเริ่มจะบวมแล้วนะ” ชายหนุ่มดุเสียงเข้มหากแต่คนฟังกลับสัมผัสได้ถึงกระแสความห่วงใยบางๆ ที่ส่งผ่านมากับคำพูดเหล่านั้นจนต้องยอมสงบนิ่ง
“ทุกครั้งที่เราเจอกัน คุณต้องมีเรื่องให้ผมช่วยทุกที ผมว่าชีวิตคุณคงขาดผมไม่ได้แล้วละ” อธินพูดอย่างอารมณ์ดีแต่คนฟังซึ่งอยู่เบื้องหลังกลับทำแหวะใส่
เมษิตามองแผ่นหลังกว้างที่คืนก่อนเธอได้อาศัยใช้พักพิงหัวใจที่บอบช้ำอย่างรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย แม้ว่าส่วนลึกในใจเธอจะรู้สึกขอบคุณเขาที่ทุกครั้งยามเธอมีเรื่องเขาจะต้องเป็นคนที่ยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือเธอทุกทีไป แต่เป็นเพราะความปากไม่ดีของเขาที่ชอบพูดจายั่วโทสะอยู่เสมอนั่นเองที่ทำให้หญิงสาวเก็บคำว่า ‘ขอบคุณ’ ไว้อย่างมิดชิดที่สุด
วีณาเดินเข้ามาแจ้งนันทลีด้วยสีหนาเคร่งเครียด “เลยเวลาประชุมไปมากแล้วนะคะคุณลี”
“เมยังไม่มาอีกเหรอวีณา” เจ้านายสาวถามกลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน
“ยังเลยค่ะ” เลขาสาวตอบแล้วพูดต่อ “เราให้คนของสตูดิโออัลตร้านั่งรอที่ห้องประชุมนานแล้วนะคะและดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มไม่พอใจแล้วด้วยค่ะ วีณาว่าคุณลีเริ่มประชุมเลยดีกว่า อย่ารอคุณเมเลยนะคะ”
นันทลีชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจทำตามที่เลขาสาวแนะนำ เพราะถ้าขืนยังรอเมษิตาอยู่อย่างนี้ก็คงจะไม่ดีแน่ “เดี๋ยววีณาลองโทรหาคุณเมอีกทีนะว่าถึงไหนแล้ว ฉันพยายามโทรเป็นสิบครั้งแล้วแต่เมก็ไม่รับสาย ส่วนฉันจะเข้าประชุมล่วงหน้าไปก่อน ถ้าคุณเมมาถึงแล้วให้รีบตามเข้าไปที่ห้องประชุมทันทีเลยนะ”
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณเมหรือเปล่าคะ” เลขาสาวรู้สึกเป็นห่วงจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
“คงไม่เป็นไรหรอก ก่อนหน้านี้ฉันก็เพิ่งจะคุยกับเม เห็นว่าใกล้ถึงแล้ว แต่ยังไงวีณาลองพยายามโทร. อีกครั้งก็แล้วกัน” เจ้านายสาวกล่าวจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องโดยมีจุดหมายคือห้องประชุมนั่นเอง
ปราบดานั่งทำหน้ามู่ทู่อยู่ในห้องประชุมเล็ก ถึงแม้ภายในห้องจะเปิดเครื่องปรับอากาศจนอุณหภูมิภายในห้องเย็นฉ่ำแต่ก็ไม่สามารถดับความร้อนรุ่มในหัวใจที่เกิดจากการถูกปล่อยให้รออยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กนี้คนเดียวเป็นเวลาค่อนชั่วโมงได้ ดังนั้นเมื่อประตูห้องประชุมถูกเปิดออกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวต่อว่าออกมาบ้างเพื่อระบายอารมณ์ทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยซ้ำว่าเป็นใคร
“ผมนึกว่าจะถูกขังลืมไว้ในห้องนี้ทั้งวันซะแล้ว”
“ต้องขอโทษด้วยค่ะที่ปล่อยให้คุณให้รอนาน” นันทลีกล่าวอย่างรู้สึกผิดที่ปล่อยให้แขกต้องรอนานเกือบชั่วโมง “เราเริ่มประชุมกันเลยดีกว่านะคะ” หญิงสาวกล่าวพลางนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันกูมกับผู้นั่งอยู่ก่อน
ปราบดากำลังจะขยับปากต่อว่าเป็นคำรบที่สองแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่นั่งหน้าสวยอยู่เบื้องหน้าแล้วเขากลับพูดอะไรไม่ออกขึ้นมาเสียดื้อๆ
“เอ่อ...” ปราบดาพูดได้ดีที่สุดเท่านี้เอง
“ฉันต้องขอโทษอีกครั้งนะคะ”
“มะ มะ ไม่เป็นไรครับ” ปราบดาพูดเลื่อนลอยพลางเพ่งพินิจใบหน้าจิ้มลิ้มของหญิงสาวตรงหน้าราวถูกมนต์สะกด
“คุณมาคนเดียวเหรอคะ” หญิงสาวถามอย่างแปลกใจเพราะในรายละเอียดการประชุมที่วีณาจัดเตรียมไว้ให้นั้นระบุว่าทีมงานจากสตูดิโออัลตร้าที่จะเข้าร่วมประชุมในวันนี้มีสองคนคือเจ้าของสตูดิโอและช่างภาพ
“เอ่อ...ครับ...ผมมาคนเดียวครับ” ปราบดาตอบตะกุกตะกักอย่างที่เจ้าตัวก็ยังนึกแปลกใจตัวเองว่าทำไมแค่เห็นหน้าผู้หญิงคนนี้เขาถึงได้สูญเสียความเป็นตัวเองได้มากถึงเพียงนี้ ทั้งที่ปลาไหลไฮโซอย่างเขาก็ผ่านนางแบบสาวๆ สวยๆ มามากมายนับไม่ถ้วน นานมากแล้วที่หัวใจของปราบดาไม่ได้เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะเช่นนี้
“ตอนแรกช่างภาพของผมก็จะมาด้วย แต่เพิ่งโทร. มาบอกว่าติดธุระด่วนกะทันหัน มาไม่ได้แล้ว”
นันทลีคลี่ยิ้มรับคำตอบจากชายหนุ่มพลางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อีกฝ่ายไม่ถามหาเมษิตาผู้ที่มีรายชื่อเข้าร่วมประชุมอีกคนหนึ่ง
“ฉันชื่อนันทลี เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์” หญิงสาวกล่าวแนะนำตัวเองพร้อมยื่นนามบัตรให้ชายหนุ่ม
นามบัตรนั้นปรากฏชื่อ ‘นันทลี ภัทรจินดากุล’ ปราบดาคุ้นเคยกับนามสกุลนี้เป็นอย่างดีเนื่องจาก ‘คุณมณีกาญจน์ ภัทรจินดากุล’ ผู้เป็นเจ้าของบริษัทเลิฟไดมอนด์แห่งนี้เป็นเพื่อนสนิทกับมารดาของเขา อีกทั้งยังเป็นผู้ขอร้องให้มารดาของเขามาช่วยเกลี้ยกล่อมให้เขาต้องรับงานที่ขัดใจช่างภาพผู้เป็นเพื่อนรักอย่างมิอาจปฏิเสธได้ในครั้งนี้อีกด้วย และหากเดาไม่ผิดหญิงสาวตรงหน้าเขานี้จะต้องเป็นบุตรสาวของคุณมณีกาญจน์อย่างแน่นอนเพราะเค้าหน้าของสตรีต่างวัยทั้งสองนั้นช่างละม้ายคล้ายกันเหลือเกิน แต่สิ่งหนึ่งที่ปราบดาอดแปลกใจไม่ได้ก็คือ ในเมื่อหญิงสาวตรงหน้านี้เป็นลูกสาวของเพื่อนแม่เขา แล้วทำไมเขาไม่เคยเจอเธอมาก่อน ซึ่งนับเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในชีวิตเขาทีเดียว
“ผมชื่อปราบดาครับ นี่นามบัตรผมครับ” ชายหนุ่มยื่นนามบัตรของตนให้หญิงสาวด้วยมือที่สั่นระริกแต่ก็พยายามควบคุมมันไว้ให้มั่นคงที่สุดเพราะไม่อยากให้หญิงสาวตรงหน้าจับพิรุธได้ว่าขณะนี้จังหวะการเต้นของหัวใจเขาเริ่มไม่ปกติขึ้นมาเสียแล้ว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งก่อนที่วีณาจะก้าวเข้ามาในห้องประชุมแล้วนั่งลงข้างนันทลี เลขาสาวกระซิบกับผู้เป็นนายเพียงแค่ได้ยินกันสองคนว่า “ติดต่อคุณเมไม่ได้เลยค่ะ”
นันทลีเพียงแค่พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้แล้วกล่าวเปิดการประชุมทันที “ฉันว่าเราเริ่มประชุมกันดีกว่านะคะ เสียเวลาไปมากแล้ว”
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







