เข้าสู่ระบบเมษิตารีบตรงดิ่งไปหานันทลีที่ห้องทำงานทันทีที่มาถึงบริษัท
“ลีการประชุมโอเคเป็นยังไงบ้าง” หญิงสาวยืนหอบจนตัวโยนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อนรัก
“ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เดี๋ยวลีให้วีณาสรุปรายงานการประชุมแล้วส่งไปให้เมอ่านนะ”
“โล่งอก” ว่าแล้วเมษิตาก็ระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด “แล้วคนที่มาประชุมด้วยโอเคหรือเปล่า พูดจารู้เรื่องมั้ย”
นันทลีนึกถึงปราบดาแล้วระบายยิ้มขบขันบนใบหน้าก่อนตอบ “พูดง่ายจนแทบไม่น่าเชื่อเลยล่ะ ลีอยากได้อะไร แบบไหน ต้องการให้เขาทำอะไรเขารับปากจะจัดการให้หมดทุกอย่าง”
“พูดแบบนี้แสดงว่าเป็นผู้ชายล่ะสิ” หญิงสาวจ้องเพื่อนรักด้วยแววตาทะเล้น
“ไม่ต้องมาทำหน้าอย่างนี้ใส่ลีเลยนะ บอกมาซะดีๆ ว่าหายไปไหนมา ทำไมไม่มาประชุม” นันทลีรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่เพื่อนสาวจะคิดอะไรเลยเถิดไปไกลกว่านี้
เมษิตาชักสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที่เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น ใจจริงแล้วเธอไม่อยากจะกล่าวถึงมันเท่าใดนักหากไม่ใช่เพราะเพื่อนรักคะยั้นคะยอเธอจะไม่มีวันยอมเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด นันทลีฟังอย่างตั้งใจอีกทั้งยังมีท่าทีดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อรู้ว่าเมษิตาได้พบกันอธินอีกครั้ง
“ทำไมลีต้องทำหน้าตาดีใจขนาดนั้นด้วยที่เมเจอนายคนนั้น” ผู้เล่าชักเริ่มสงสัยในท่าทีของผู้ฟัง
“ลีก็แค่ดีใจแทนเมที่เมจะได้ไม่ต้องไปตามหาเขาให้วุ่นวายยังไงล่ะ” นันทลีตอบกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ก็จะให้เธอบอกออกไปตามตรงได้อย่างไรว่าเธอมีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เพื่อนรักหมายหัวให้เป็นอริหมายเลขหนึ่ง
“แน่นะ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นแน่นะ” เมษิตาถามย้ำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“แล้วเมคิดว่าจะมีอะไรมากไปกว่านี้อีกเหรอ” นันทลียิงคำถามหยั่งเชิง
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นเมขอตัวไปทำงานก่อนนะ ทิ้งไปหลายวันไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง” กล่าวจบเมษิตาก็เดินตัวปลิวออกจากห้องไป ทิ้งให้นันทลีครุ่นคิดอยู่คนเดียวว่าจะทำอย่างไรเธอถึงจะมีโอกาสได้พบกับอธินบ้าง
อธินมาถึงสตูดิโออัลตร้าอันเป็นสถานที่ทำงานของตนในเวลาคล้อยบ่าย ชายหนุ่มตรงรี่เข้าไปในส่วนที่จัดแบ่งไว้ใช้เป็นพื้นที่สำนักงานซึ่งแยกออกจากส่วนที่เป็นสตูดิโอถ่ายภาพอย่างเป็นสัดส่วน เขาเตรียมใจมาพร้อมแล้วสำหรับการรับคำด่าจากปราบดาเรื่องที่เขาผิดนัดไม่ได้ไปเข้าร่วมการประชุมที่บริษัทเลิฟไดมอนด์ตามที่ได้นัดหมายกันไว้เมื่อเช้าวันนี้
“พี่ธิน พี่ธิน” ปุ้มปุ้ยผู้ทำหน้าที่ประสานงานประจำสตูดิโอร้องเรียกก่อนที่อธินจะเดินเลยโต๊ะทำงานของเธอไป
“มีอะไรไอ้อ้วน” ผู้ถูกเรียกชะงักเท้าแล้วเอ่ยถามสาวเจ้าเนื้อ
“เฮ้อ พี่ธินก็เรียกอย่างนี้ทุกที ปุ้ยอ้วนตรงไหนกันคะ” ปุ้มปุ้ยยืนโพสท์ท่าบิดซ้ายบิดขวาราวกับเป็นซุปเปอร์โมเดลแม้ว่าน้ำหนักตัวจะเฉียดร้อยกิโลกรัมเข้าไปทุกทีแล้วก็ตาม
“เยอะไปไอ้อ้วน เยอะไป มีอะไรก็รีบๆ พูดมา พี่จะรีบไปทำงาน” อธินเริ่มหมั่นไส้ลูกน้องขึ้นมาตงิดๆ
“ก็พี่ปราบน่ะซิ ตั้งแต่กลับจากประชุมงานที่บริษัทเลิฟไดมอนด์ดูพี่เขาไม่ค่อยปกตินะ” ปุ้มปุ้ยกระซิบกระซาบ
“เออ มันคงโมโหพี่มั้ง” อธินเข้าใจว่าปราบดาคงจะโกรธเขาเรื่องเบี้ยวประชุมเมื่อเช้านี้
“โมโหพี่ธิน โมโหเรื่องอะไรคะ” สาวเจ้าเนื้อขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเพราะท่าทีของปราบดาที่เธอเห็นนั้นไม่ใช่อาการของคนที่อยู่ในอารมณ์โมโหเลยสักนิด
“ทำงานต่อเถอะ เรื่องไอ้ปราบเดี๋ยวพี่จัดการเอง” อธินตัดบทแล้วเดินหนี ปล่อยให้ลูกน้องสาวยืนทำหน้าฉงนอยู่เพียงลำพัง
อธินยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องทำงานประมาณสามวินาทีแล้วสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดก่อนที่จะผลักประตูเข้าไป
“ไปไหนมาวะ” ปราบดาเอ่ยถามทันทีที่เพื่อนรักก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีไม่ใส่ใจเท่าใดนักแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แววตาเคลิบเคลิ้มเหมือนคนโดนของอยู่คนเดียว
“โทษที กูไม่ได้ตั้งใจจะเบี้ยวประชุม แต่มีเหตุฉุกเฉินจริงๆ” อธินสารภาพบาปต่อปราบดา “กูพร้อมแล้วที่จะให้มึงสรรเสริญ เต็มที่เลยเพื่อน” ชายหนุ่มกล่าวพลางยืนสงบนิ่งเตรียมรับคำด่า หากแต่เพื่อนรักก็ยังคงนั่งนิ่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แววตาฝันหวานอยู่เช่นเดิม
“ไอ้ปราบเป็นอะไรวะ” อธินถามอย่างงุนงงกับท่าทีที่เห็น “แล้วงานนี้มึงไม่ด่ากูเหรอวะ ทุกทีเวลากูเบี้ยวประชุมมึงจะสรรเสริญกูซะไม่มีดีเลยนี่หว่า”
“กูชินแล้ว กูรู้ว่ามึงไม่ชอบไปนั่งประชุมนานๆ พูดโน่นพูดนี่เยอะๆ มึงชอบทำงานเลยมากกว่า” ปราบดาบอกอย่างรู้นิสัยการทำงานของเพื่อนคนนี้เป็นอย่างดี “เรื่องงานเดี๋ยวกูสรุปให้ แต่ตอนนี้กูมีเรื่องอื่นจะเล่าให้มึงฟัง”
“เรื่องอะไร” อธินชักอยากรู้
“กูเจอนางในฝันว่ะ”
“ไอ้บ้า กูก็เห็นมึงพูดประโยคนี้ทุกวัน เห็นใครสวยหน่อยมึงก็ชอบเขาไปหมดนั่นแหละ” อธินไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเพราะเป็นเรื่องปกติที่ได้ยินจนชินหูอยู่ทุกวันอยู่แล้ว
“ไม่นะโว้ย คนนี้ตัวจริง” ปราบดาเดินเข้าไปชิดอธินแล้วจ้องตาเพื่อนรักอย่างจริงจัง
“ไม่ต้องใกล้ขนาดนี้ก็ได้โว้ย” อธินผลักเพื่อนออกห่างแล้วตัวเองก็ถอยกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนเอง
“ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครวะ”
“คุณนันทลี ลูกสาวเจ้าของบริษัทเลิฟไดมอนด์ที่กูไปประชุมมาด้วยวันนี้ไง” ปราบดาทำตาเคลิ้มชวนฝันขึ้นมาอีกครั้งเมื่อกล่าวถึงหญิงสาวที่ตนกำลังหลงใหลได้ปลื้ม “เหมือนพรหมลิขิตบันดาลชักพาให้กูได้ไปเจอกับคุณลี” ปราบดายังคงพร่ำเพ้อ
“เออ! แล้วกูจะคอยดูว่าปลาไหลไฮโซอย่างมึงจะปลื้มผู้หญิงคนนี้ไปได้สักกี่วัน” อธินกล่าวปรามาศ
“คนนี้แหละตัวจริงที่กูรอคอยมาแสนนาน ที่ผ่านมากูก็แค่ลองคบดูว่าใช่หรือไม่ใช่แค่นั้นแหละว้า”
“เออ เชิญมึงเพ้อของมึงไปคนเดียวเถอะ” อธินคร้านจะฟังต่อ “สรุปเรื่องงานมาให้กูด้วยก็แล้วกัน กูจะได้เตรียมตัวถูก” กล่าวจบชายหนุ่มก็ก้มหน้าก้มตาทำงานโดยปล่อยให้ปราบดาตกอยู่ในห้วงรักคนเดียวต่อไป
นวินดายืนแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีกาลด้วยหัวใจที่มืดหม่นไม่แพ้สีของท้องฟ้าในเวลานี้เลย หญิงสาวกระวนกระวายและครุ่นคิดถึงแต่เรื่องของอธินเพราะนับตั้งแต่ที่พบกันเมื่อเย็นวานจนกระทั่งถึงค่ำคืนของวันนี้ชายหนุ่มก็หายเงียบไปไม่แม้แต่จะโทรหาเธอเลยสักครั้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้เธอนอนไม่หลับอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่หญิงสาวยังคงคิดไม่ตกและตอบตัวเองไม่ได้นั่นคือแท้จริงแล้วเธอคิดกับอธินอย่างไรกันแน่ต่างหาก เธอคิดกับเขาแค่ พี่ชาย หรือว่าต้องการให้เขาเป็นมากกว่านั้น คำถามนี้เป็นคำถามที่เธอต้องตอบตัวเองให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนที่งานแต่งานจะเกิดขึ้น
“มายืนทำอะไรในที่มืดๆ อย่างนี้ล่ะลูก” นายสมบัติร้องทักมาจากทางด้านหลัง แม้ว่าสวนหน้าบ้านนี้จะมีโคมไฟเล็กๆ ติดอยู่ตามจุดต่างๆ อีกทั้งยังมีแสงไฟจากตัวบ้านส่องมาเพื่อให้แสงสว่างอยู่บ้างแต่มันก็ยังดูไม่ค่อยสว่างเท่าที่ควรอยู่ดี
“ดายืนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะค่ะคุณพ่อ” หญิงสาวหันไปตอบผู้เป็นบิดาด้วยแววตาหมองหม่นจนนายสมบัติมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ในความมืด
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก มีเรื่องไม่สบายใจอะไรบอกพ่อได้นะ พ่อพร้อมจะช่วยลูกทุกอย่าง” นายสมบัติถามพลางยกมือขึ้นลูบเรือนผมดำขลับของบุตรสาวด้วยความห่วงใย หญิง-สาวส่ายหน้าปฏิเสธแล้วฝืนยิ้มเพื่อให้บิดาคลายกังวล
“อย่าปิดพ่อเลย พ่อเลี้ยงหนูมาทำไมพ่อจะดูไม่ออกว่าลูกสาวของพ่อกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ”
“ดาไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ” บุตรสาวยังคงยืนกราน
“คุยอะไรกันอยู่คะ” เสียงแหลมของแพรวพรรณกรีดผ่านความมืดเข้ามาก่อนที่เจ้าตัวจะเดินมาถึงเสียอีก “อุ๊ย คุณดาเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ ทำไมทำหน้าเหมือนมีเรื่องทุกข์ใจอย่างนั้นล่ะคะ” แม่เลี้ยงสาวกล่าวทักเมื่อเดินเข้ามาถึงจุดที่นวินดาและนายสมบัติยืนอยู่ ถ้อยคำนั้นฟังเผินๆ เหมือนจะห่วงใยแต่หากลองพิจารณาจากสำเนียงให้ถ่องแท้แล้วจะรู้สึกได้ถึงอารมณ์สาแก่ใจของผู้พูดอยู่มากทีเดียว
“เห็นมั้ยล่ะ ไม่ใช่พ่อคนเดียวที่รู้สึก คุณแพรวก็รู้สึก” นายสมบัติกล่าวสำทับคำพูดของภรรยาสาวอย่างได้ที
“ดาไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ” นวินดายังคงปฏิเสธ
“อย่าปิดคุณพ่อเลยค่ะคุณดา” แพรวพรรณเสนอหน้า “เรื่องที่ทำให้คุณดาทุกข์ใจได้ก็คงจะมีแต่เรื่องของคุณอธินคนเดียวเท่านั้นล่ะค่ะ” ปลายเสียงนั้นมีสำเนียงเย้ยหยันอยู่ในที
“นั่นสินะ พ่อเพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าตั้งแต่หนูกลับจากกินข้ากับเขาเมื่อเย็นวานหนูก็ดูซึมๆ ไป เขาทำอะไรหนูหรือเปล่า บอกพ่อมาสิ พ่อจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ล่ะ”
“แพรวว่าคุณดาคงเศร้าที่คุณธินหายเงียบไปตั้งแต่วันนั้นแน่เลยค่ะคุณ” แพรวพรรณกล่าวกับสามี “แต่เรื่องนี้ไม่ยากหรอกค่ะ ถ้าเขาไม่มาหาเรา เราก็เป็นฝ่ายไปหาเขาสิคะ” แม่เลี้ยงสาวบอกอย่างเจนจัด
นวินดากระอักกระอ่วนใจกับความคิดของแพรวพรรณแต่นายสมบัติกกลับเห็นดีด้วย
“ดาว่าเราอย่าไปรบกวนพี่ธินเขาเลยค่ะคุณพ่อ พี่ธินเขาอาจจะงานยุ่งอยู่ก็ได้”
“ถึงจะงานยุ่งแค่ไหน เขาก็ต้องมีเวลาให้กับว่าที่เจ้าสาวของเขาบ้างนะ” นายสมบัติกล่าวอย่างไม่พอใจที่อธินไม่ใส่ใจบุตรสาวของตนเช่นนี้
“ว่าที่เจ้าสาวอะไรกันคะคุณพ่อ!” บุตรสาวตกใจที่ได้ยินคำว่าว่าที่เจ้าสาว
“คุณหญิงนลินีกำลังไปหาฤกษ์แต่งให้ลูกอยู่ พ่อคิดว่าอีกสองสามวันก็คงจะได้เรื่อง”
คำพูดที่หลุดจากปากของนายสมบัติถือเป็นข้อมูลใหม่ที่แพรวพรรณก็เพิ่งได้รับรู้พร้อมกับนวินดาเช่นกัน ดังนั้นดวงตาเรียวเล็กอย่างคนเจ้าเล่ห์ของเธอนั้นจึงหรี่ลงอย่างใช้ความคิดทันที เธอต้องรีบทำอะไรสักอย่างก่อนที่อธินจะตกร่องปล่องชิ้นไปกับนวินดา หากถึงเวลานั้นการจะดึงอดีตคนรักกลับมาคงไม่ใช่เรื่องง่าย
“เราคิดไปเองฝ่ายเดียวหรือเปล่าคะคุณพ่อ ดาไม่เห็นว่าพี่ธินเขาจะมีท่าทางสนใจอะไรดาเลย ดาว่าเราอย่างเพิ่งรีบร้อนเลยค่ะ” นวินดาพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อถ่วงเวลาให้กับตัวเองเพราะในขณะที่เธอก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับอธินกันแน่นั้น หญิงสาวก็ไม่อยากให้อะไรๆ เลยเถิดไปไกลกว่านี้
“คุณดาไม่ต้องกังวลนะคะ เรื่องนี้ฉันจะช่วยคุณเองค่ะ” แพรวพรรณกล่าวด้วยแววตาวาวโรจน์ด้วยไฟปรารถนาของตนที่ลุกโชนอยู่ภายใน ปากบอกว่าจะช่วยลูกเลี้ยงหากแท้จริงแล้วสิ่งที่เธอกำลังจะทำนั้นล้วนเพื่อตนเองทั้งสิ้น
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







