หน้าหลัก / รักโบราณ / ณ อนันต์ / เพิ่งแต่งงานก็ได้รับงานใหญ่เสียแล้ว 2

แชร์

เพิ่งแต่งงานก็ได้รับงานใหญ่เสียแล้ว 2

ผู้เขียน: กัวซืออวี่
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-16 17:44:51

นั่งจัด นั่งอ่านรายงานมากมายอยู่ได้ครู่หนึ่ง ซุนเจิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ห้องหนังสือ ก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงฝีเท้าคือหูชิง คนสนิทของตนที่ยืนหอบเหนื่อยอยู่ตรงหน้าเขาและเหอลี่อิง

“ใต้เท้าขอรับ ใต้เท้า!” คนสนิทร้องเรียกเสียงดัง แต่กระนั้นก็ยังคงยืนหอบไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา ทำเอาคนที่ถูกเรียกเสียงดังไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด นอกจากมองหูชิงที่ยังคงไม่หายเหนื่อยด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์นัก

“ใต้เท้าซือให้คนมาตามใต้เท้าขอรับ”

“ใต้เท้าซือ...” ซุนเจิงนิ่วหน้าทวนความทรงจำของซุนจ้าวเฟิง “ซือจงเสนาบดีกรมคลังน่ะหรือ” ใต้เท้าซือที่หูชิงเอ่ยมานั้นเห็นทีว่าจะมีอยู่ผู้เดียวคือซือจง เสนาบดีกรมคลังผู้บังคับบัญชาของตน แต่ทำไมถึงเรียกตัวเขาด่วนเช่นนี้เล่า

“ขอรับ ใต้เท้าซือให้คนมาตามใต้เท้าถึงจวนเลยขอรับ”

“แต่ใต้เท้าซือให้ข้าหยุดงานไม่ใช่หรือ”

“คนสนิทของใต้เท้าซือบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ รองเสนาบดีฝ่ายขวาอยู่ที่กรมแล้วขอรับ เลยให้ข้ารีบมาตามท่าน”

ซุนเจิงหน้าเครียด ภายในใจเต็มไปด้วยความประหม่า แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธสิ่งใดได้ นอกเสียจากเตรียมตัวเพื่อออกไปจัดการ ‘เรื่องใหญ่’ ดังที่เสนาบดีกรมคลังฝากความมา แต่เขาจะทำได้หรือไม่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

“ข้าจะรีบออกไป เจ้าไปเตรียมรถม้าเสีย”

“ขอรับ” หูชิงออกไปอย่างรีบร้อน แต่ซุนเจิงยังคงนั่งจมอยู่กับความคิด หากถูกเสนาบดีเรียกตัวด่วนเช่นนี้ เห็นทีคงจะเกิดเรื่องใหญ่อย่างที่ว่าจริง และอาจจะต้องพึ่งพามันสมองของซุนจ้าวเฟิงในการแก้ปัญหา แต่เขาไม่ใช่ซุนจ้าวเฟิง ไหวพริบจะสู้รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายตัวจริงได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้

“ให้ฉันช่วยแต่งตัวไหม”

“อืม” ตอบรับเพียงสั้นๆ และถูกเหอลี่อิงจับจูงเข้าห้องนอนเพื่อแต่งกายไปหาเสนาบดีกรมคลัง ความเงียบปกคลุมโดยรอบ ไม่มีใครพูดสิ่งใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ

ซุนเจิงเพียงยืนอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้เหอลี่อิงจัดการชุดแต่งกายของเขาให้เข้าที่ แต่ภายในใจยังไม่อาจวางความประหม่าลงได้

“คุณทำได้ เชื่อฉันสิ” เสียงเล็กๆ ที่ดังขึ้นทำให้ซุนเจิงมองใบหน้าเล็กของเหอลี่อิง

“คงจะอย่างนั้น ฉันเก่งจะตายไป เรื่องแค่นี้คงทำอะไรฉันไม่ได้หรอก” เอ่ยอย่างขบขันกลบเกลื่อนความประหม่าไว้ภายใต้รอยยิ้ม ส่วนเหอลี่อิงก็หัวเราะชอบใจพลางส่ายศีรษะไปมาราวกับว่าเอือมระอาในคำพูดของเขาเมื่อครู่นี้

“แล้วก็ระวังอย่าไปต่อยใครเขาล่ะ คุณเป็นรองเสนาบดีเชียวนะ อย่าทำตัวใจร้อนเหมือนตอนหนุ่มๆ”

“ตอนหนุ่มๆ ฉันชอบต่อยคนอื่นนักหรือ ทำไมจำไม่ยักได้” คนที่จำทุกอย่างได้แม่นยำกลับแสร้งตีหน้าเซ่อถามภรรยาที่เอ่ยเตือนเมื่อครู่นี้

“คุณเคยต่อยผู้บังคับบัญชาของคุณเพราะเขาสั่งการให้ลูกน้องไปทำภารกิจ แต่ตัวเองนั่งสบายในห้องทำงานและไม่ส่งกำลังหนุนไปช่วย จนคุณต้องเสียเพื่อนร่วมหน่วยไป”

“มันสมควรโดน ฉันเสี่ยงตาย ทุกคนเสี่ยงตาย แต่มันนั่งสบายในห้องทำงานรอรับดาวบนบ่า ใช่เรื่องเสียที่ไหน” เมื่อได้ยินเรื่องที่เคยเกิดขึ้น ซุนเจิงที่จำทุกอย่างได้ดีก็เอ่ยด้วยความไม่พอใจต่อเหตุการณ์ในอดีต

“แล้วคุณไม่กลัวว่าเขาจะเล่นสกปรกกับคุณหรือ”

“ไม่กลัว ฉันไม่ได้นั่งสบายๆ แล้วได้ตำแหน่งมาเหมือนเขา ฉันมีทุกอย่างเพราะตัวฉันเอง ทำไมฉันต้องกลัว”

“ใช่ วันนี้ก็เหมือนกัน อย่ากังวลไปเลย ฉันเชื่อว่าคุณทำได้อยู่แล้ว คนอย่างคุณไม่เคยกลัวใคร ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งเท่าไหร่ กับเรื่องแค่นี้ทำอะไรคุณไม่ได้หรอก”

“วันนี้เธอกินอะไรผิดสำแดงไปหรือเปล่าเหอลี่อิง” ซุนเจิงเลิกคิ้ว นิ่วหน้ามองเหอลี่อิงอย่างฉงนสนเท่ห์ ส่วนอีกฝ่ายก็ฟาดมือลงที่อกของเขาอย่างลงโทษ

“ฉันให้กำลังใจคุณอยู่นะ!”

“อย่างนั้นวันนี้ก็เตรียมน้ำแกงดีๆ ไว้รอฉันสักถ้วยจะเป็นกำลังใจให้ฉันได้มากกว่า”

“เห็นแก่กินไม่เปลี่ยน” เหอลี่อิงส่ายหน้า ตรวจความเรียบร้อยในอาภรณ์ของซุนเจิง เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยแล้วจึงผละออก พยักหน้าให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าถึงเวลาอันควรแล้วที่จะไปเผชิญโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ในฐานะซุนจ้าวเฟิง

“ฉันไปก่อน แล้วจะรีบกลับมา” ซุนเจิงเอ่ยลา เดินออกไปยังด้านนอก ขึ้นรถมาแล้วมุ่งหน้าไปทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ตนถนัดก็ตามที

***

ซุนเจิงก้าวเท้าเหยียบกรมคลังของแคว้นต้าเว่ย ความประหม่าที่มีอยู่ค่อยๆ หายไป เมื่อทำใจได้ว่าไม่อาจหนีพ้นความจริงตรงหน้าไปได้

ที่แห่งนี้เขาพบคนมากมาย ทั้งขุนนางและนายทหาร แต่กระนั้นที่ที่เขาต้องเข้าไปพบปะกับเสนาบดีกรมคลังกลับเป็นเพียงห้องห้องหนึ่งที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับเสนาบดีซือจงและรองเสนาบดีฝ่ายขวาแซ่หยางรออยู่แล้ว

ซุนเจิงไม่ได้แสร้งทำกิริยาให้เหมือนกับซุนจ้าวเฟิง เขาทำตัวปกติอย่างที่ตนเป็น แต่อาจเป็นเพราะเขาและซุนจ้าวเฟิงมีนิสัยที่คล้ายกันอยู่มาก จึงไม่มีใครสงสัยหรือแปลกใจในตัวเขา

“ข้าต้องขออภัยท่านด้วยที่ให้คนไปตาม ทั้งที่เพิ่งจะแต่งงานไปได้ไม่กี่วัน แต่มีเรื่องใหญ่จริงๆ ข้าจึงจำต้องเรียกท่านมาพบ”

“มิได้ขอรับ ข้าเป็นขุนนางย่อมต้องเห็นงานของแผ่นดินสำคัญกว่าเรื่องส่วนตัว ใต้เท้าซือทำถูกต้องแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยปัด แม้ว่าจะไม่พอใจในเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่อย่างไรเสียเขาก็ถือว่าเป็นผู้น้อย ไม่อาจจะทัดทานสิ่งใดได้ “แล้วเรื่องใหญ่ที่ใต้เท้าว่าคือเรื่องใดหรือขอรับ”

“ท่านก็ทราบดีว่าจักรพรรดิมีราชโองการว่าต้องลดรายจ่ายของราชสำนัก จัดสรรที่ดินให้ราษฎรได้ทำมาหากินกันอย่างเต็มกำลัง ละเว้นการเก็บส่วยและลดแรงงาน เพื่อฟื้นฟูรากฐานความมั่งคั่งของแคว้น แต่...” เสนาบดีผู้ใหญ่เว้นช่วง เขาแสดงทีท่ารวบรวมความกล้า แต่ก็ชักช้าจนหยางขุยรองเสนาบดีฝ่ายขวาเอ่ยขึ้นแทรกด้วยความเคร่งเครียด

“แต่องค์รัชทายาทจำเป็นจะต้องสร้างตำหนักใหม่ ทรัพย์สินในท้องพระคลังเกรงว่าจะไม่เพียงพอ อีกอย่างแรงงานก็อาจจะมีไม่เพียงพอเช่นกัน ท่านเองก็ทราบดีว่ากรมคลังต้องจัดการทั้งเรื่องภาษี การใช้จ่ายในราชสำนัก และดูแลท้องพระคลัง แต่บัดนี้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่สมดุลเลย ใต้เท้าซือจำต้องเรียกท่านมาเพื่อหารือ”

ซุนเจิงก็เข้าใจได้ในทันทีว่านี่เป็นสถานการณ์ที่กรมคลังแห่งนี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงเริ่มออกความเห็น “เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก การสร้างตำหนักต้องใช้เงินมาก แต่บัดนี้ท้องพระคลังไม่ได้มีทรัพย์สินเหลือใช้ถึงเพียงนั้น แต่จะให้ไปเก็บส่วยเพิ่มก็ขัดกับราชโองการของจักรพรรดิ และยิ่งเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือในพระราชอำนาจของพระองค์”

“ใช่ เช่นนี้ข้าจึงอยากให้ท่านช่วยคิดหาทางออก ด้วยเรื่องนี้ไม่สามารถแพร่งพรายออกไปได้” เสนาบดีกรมคลังเน้นย้ำ

ซุนเจิงนั่งนิ่งพิจารณาถึงเรื่องราวต่างๆ นี่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะเป็นความต้องการของบุคคลเพียงคนเดียว ฉะนั้นจะเรียกว่าเรื่องใหญ่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เว้นแต่ว่าอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้น

“แล้วจักรพรรดิทรงทราบหรือไม่ ว่าองค์รัชทายาทต้องการสร้างตำหนักใหม่”

“หากพระองค์ทัดทาน อำนาจของรัชทายาทอาจสั่นคลอนได้ พระองค์จึงเลือกที่จะเมินเฉยและปัดภาระมาที่กรมคลัง บัดนี้เราจึงตกที่นั่งลำบาก” เสนาบดีที่อาวุโสสุดเอ่ยด้วยเสียงอ่อนล้า อาจเป็นเพราะนั่งคิดนอนคิดถึงเรื่องนี้มาทั้งคืน

“อย่างนั้นข้าขอตรวจบัญชีหน่อย เผื่อจะมีทางออกสำหรับเรื่องนี้” ซุนเจิงเอ่ยขึ้นในสิ่งที่เขาคิดได้ในยามนี้

“ข้าลองคิดมาทั้งคืนแล้ว ก็ยังไม่สามารถหาเงินมาทดแทนได้เพียงพอ” หยางขุยยื่นกระดาษปึกใหญ่ให้ซุนเจิง พร้อมเอ่ยอย่างคิดไม่ตก

“ข้าขอกลับไปคิดที่จวนได้หรือไม่ ได้ทางออกแล้วข้าจะรีบส่งคนมาบอกพวกท่าน”

“เอาเถอะ ข้ารู้ว่าท่านเพิ่งจะแต่งงาน เอาที่ท่านสะดวกก็แล้วกัน” เสนาบดีซือจงเอ่ยอย่างปลงตก ไม่เอาความแต่อย่างใด เพราะมีสิ่งที่เขาต้องใส่ใจมากกว่าเรื่องในจวนของขุนนางผู้หนึ่ง “แต่ท่านต้องคิดคำตอบให้เร็วหน่อยก็แล้วกัน รัชทายาทให้เวลาเรามาแค่ห้าวัน และนี้คือวันสุดท้าย”

ซุนเจิงชะงัก ห้าวันและนี่คือวันสุดท้ายอย่างนั้นหรือ ซุนเจิงจับปึกกระดาษรายงานต่างๆ ไว้แน่นอย่างข่มอารมณ์ ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนไม่เข้าวัด เป็นเช่นนี้กระมัง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ณ อนันต์    องครักษ์ที่ฝากตัวเป็นศิษย์

    “แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ

  • ณ อนันต์    แขกที่มาหาถึงที่จวน

    ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา

  • ณ อนันต์    เรื่องที่คิดไม่ตก

    “ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้

  • ณ อนันต์    ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ ท่านเห็นใต้เท้าไม่เต็มใจช่วยท่านหรือ

    มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ

  • ณ อนันต์    ข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน

    “ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น

  • ณ อนันต์    หนอนบ่อนไส้ในกรมคลัง

    เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status