Share

จิตนาการ

Penulis: Sanassetong
last update Tanggal publikasi: 2025-09-30 17:52:20

"ท่านอาจารย์เจ้าคะแล้วคัมภีร์ที่ท่านอาจารย์ให้ข้าศึกษานั้นมันมีทั้งหมดกี่เล่มหรือเจ้าคะ แล้วข้าต้องไปหาจากที่ใด"

เด็กน้อยถามขึ้นด้วยความสงสัย

"มันจะมีกี่เล่มหรือไปหาที่ใดนั้นท่านอาจารย์ไม่สามารถรับรู้ได้ หากเจ้ามีบุญวาสนาเกี่ยวกับมันเจ้าก่อจะได้สัมผัสกับมันเอง บางครั้งอาจจะเป็นคัมภีร์เล่มๆแบบนี้หรือเจ้าอาจจะสัมผัสด้วยตัวของเจ้าเอง แล้วเจ้าก็จะได้เห็นวิชามันมาในรูปแบบต่างๆเอง อาเป็นว่าตอนนี้เราเริ่มบทเรียนบทแรกเพื่อที่จะให้เจ้าได้เปิดเส้นลมปราณฝึกวรยุทธ์เสียก่อนเถอะ"

ชายชรากล่าวขึ้น

"จะฝึกได้อย่างไรหรือเจ้าคะในเมื่อเขาให้ฝึกตอนกลางคืน ให้ไปนั่งสมาธิรับแสงดวงดาวเพื่อที่จะให้แสงแห่งพลังข้ามาในร่างกายให้มันมากๆ"

เด็กน้อยกล่าวขึ้น

"ใช่แล้วแหละเขาให้เจ้ามานั่งสมาธิเพื่อที่จะรับแสงจากดวงดาวแต่ตอนกลางวันนั้นเจ้าก็ยังต้องฝึกร่างกายเหมือนเดิมนั่นก็คือยืนขาข้างเดียวให้มั่นคงเสียก่อนไปเถอะ"

ชายชรากล่าวขึ้น เด็กน้อยก็ทำตาม ณ เวลานี้นางเริ่มที่จะยืนขาเดียวได้แบบไม่เซแล้วเล็กน้อยแต่ใช้เวลาไม่นานนางก็ต้องเปลี่ยนใช้ขาอีกข้างนึงสลับกันไปในหนึ่งวัน นางก็รู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว แต่นี้ท่านอาจารย์ยังจะให้นั่งสมาธิเพื่อรับแสงจากดวงดาวอีก เมื่อกินข้าวเสร็จนางก็นั่งรอเวลากลางคืน

"คืนนี้เจ้าก็นั่งอยู่ข้างบนนี้แหละเดี๋ยวข้าจะเข้าไปนอนแล้วรอให้ท้องฟ้ามืดแล้วเจ้าก็นั่งก็สมาธิแล้วกัน"

ท่านอาจารย์กล่าวขึ้นและเข้าไปพักผ่อน ไม่ใช่ว่าเขาจะหลับได้เต็มที่ แต่เขาต้องแอบดูศิษย์อยู่แล้วเพราะเด็กๆนั้นเวลาอยู่ในที่มืดๆมักจะกลัว ยามราตรีนั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดแผ่วเบาและเสียงแมลงกลางคืนที่ขับกล่อมอยู่ห่างไกล เด็กน้อยมองซ้ายมองขวาไม่มีใครก็ขึ้นไปนั่งบนแท่นสูงที่ตั้งตระหง่านขึ้นฟ้า มีพื้นที่เล็กน้อยที่เหมาะสำหรับคนนั่งได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้นนางนั่งลง เมื่อหลับตาลง ทุกสิ่งรอบตัวค่อยเลือนหายไป ความมืดภายในกลายเป็นผืนผ้าใบอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ คล้ายกระแสน้ำที่โอบอุ้มสติให้นิ่งสงบ ความกลัวเวลานั่งสมาธิในความมืดเงียบ คล้ายเงาในใจที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เมื่อภายนอกสงัด สิ่งที่ซ่อนลึกในจิตก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เสียงลมอาจกลายเป็นเสียงกระซิบแปลกประหลาด ความมืดที่ปิดตาไว้กลับทำให้ใจจินตนาการถึงเงาไร้รูป เสียงหัวใจเต้นชัดเจนเกินไปจนเหมือนเสียงกลองเร่งเร้า บางขณะความว่างเปล่ากลายเป็นเหวลึกที่น่าหวาดหวั่น ราวกับว่าหากปล่อยใจจมดิ่งลงไป จะไม่อาจหวนกลับคืนมา ความรู้สึกตัวเลือนลางดั่งเดินอยู่บนเส้นด้ายระหว่างโลกจริงกับโลกเงา ทว่าแท้จริงแล้ว ความกลัวเหล่านั้นไม่ใช่อสูรภายนอก แต่คือสิ่งที่จิตสร้างขึ้นมาเอง ยิ่งรับรู้ ยิ่งพยายามจะหลบหนี ก็ยิ่งถักทอให้มันมีรูปทรง คืนแรกเด็กน้อยรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากว่าเมื่อเขาหลับตามาทีแรกก็เกิดจินตนาการ เป็นรูปต่างๆภายในใจทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว

"เป็นอย่างไรบ้างในคืนแรกนั้นเจ้าได้รับรู้ถึงพลังแห่งดวงดาวหรือยังล่ะ"

ชายชราถามขึ้น

"โถ่ท่านอาจารย์หากข้าได้รับพลังแห่งดวงดาวในครั้งแรกก็แปลกแล้วละ เมื่อคืนนะข้านั่งสมาธิไปข้าก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจ เหมือนข้างหน้าจะเป็นรูปร่างแต่พิลึกเหมือนทางขวาทางซ้ายจะเป็นรูปร่างที่น่ากลัว ข้าพยายามดึงจิตใจให้มาสงบเหมือนเดิมก็กลับเห็นรูปร่างและกลัวขึ้นมาอีก"

เด็กน้อยพูดขึ้น

"555ไม่แปลกหรอกขนาดผู้ใหญ่นั่งสมาธิแรกๆยังเป็นเลย แล้วนับภาษาอะไรกับเจ้า ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการนั่งสมาธิคืออะไร"

ชายชรากล่าวขึ้น

"ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไรล่ะท่านอาจารย์ในห้องข้างล่างนั้นมีตำราฝึกนั่งสมาธิข้าก็อ่านแล้ว"

เด็กน้อยพูดขึ้นและวันนี้ก็ทำเช่นเดิมอีก ตอนกลางวันฝึกฝนร่างกาย ตอนกลางคืนฝึกฝนภายใน เมื่อหลับตานั่งสมาธิคราใดจิตใจของเด็กน้อยก็จะรู้สึกว่าสร้างจินตนาการขึ้นมาแล้วหวาดกลัวแต่เขาเองก็ไม่ย่อท้อเวลาค่อยๆผ่านไปในแต่ละวันเด็กน้อยก็ยังฝึกฝนเช่นเดิม ตอนนี้นางฝึกร่างกายได้ดีแล้ว ในการยืนขาเดียวนางก็ไม่เซและได้ข้างละหนึ่งก้านธูปแล้ว เวลาเกือบหนึ่งปีที่นางได้ไหมอยู่บนเขานี้และฝึกฝนแบบเดิมซ้ำๆ ชายชราก็ให้คำปรึกษาและปลอบใจตลอด ในที่สุดในการนั่งสมาธิความหวาดกลัวและความว้าวุ่นที่เคยกวนใจค่อยๆ ละลายหาย ราวกับละอองหมอกที่ถูกแสงจันทร์กลืนกลาย หัวใจเริ่มเบา ดั่งไม่ต้องแบกภาระใดไว้ สติจมดิ่งเข้าสู่ความเงียบที่บริสุทธิ์ ความมืดไม่ใช่ความน่ากลัว หากแต่เป็นอ้อมแขนอันอ่อนโยนของราตรี ที่โอบกอดผู้ปฏิบัติให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า ในห้วงขณะนั้น โลกภายนอกมิได้หายไป แต่กลับถูกหลอมรวมเป็นเพียงเสียงลมหายใจ เสียงจังหวะหัวใจ และความสงบที่แผ่ซ่านไปทั่วกาย เปรียบประดุจสายน้ำอันนิ่งสนิทในค่ำคืน ที่แม้ไร้แสงดาว ก็ยังส่องประกายจากความสงบในตัวเอง เด็กน้อยสามารถเปลี่ยนความคิดขนาดนั่งสมาธิได้แล้วตอนนี้เขาพร้อมที่จะเปิดรับพลังงานจากแสงดวงดาวเขาไม่หวาดกลัวเงารูปร่างที่เขาจินตนาการขึ้นมาแล้ว

"ท่านอาจารย์เจ้าค่ะข้าฝึกฝนมาหนึ่งปีแล้ว และตอนนี้ข้ารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงจิตใจที่เคยว้าวุ่นที่เคยก่อสร้างตัวสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวนั้น ข้าไม่พบเจอมันอีกแล้ว ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าใจของข้าเริ่มที่จะมีสติและเข้าสู่กับความเงียบที่บริสุทธิ์ได้แล้ว ไม่นานข้าก็คงรับพลังงานแสงจากดวงดาวได้ แต่ในคัมภีร์มันบอกว่าข้าต้องเลือกดวงดาวหากข้าเลือกผิด วิณญาณข้าก็ต้องหายสาบสูญ แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรหรือเจ้าคะว่าเป็นดวงดาวดวงใดที่ไม่ผิด"

เด็กน้อยถามขึ้น

"เจ้าก็ต้องเลือกตามที่ใจเจ้าปรารถนานั่นแหละมีเจ้าเพียงผู้เดียวที่เห็นดวงดาวเหล่านั้นไม่มีใครที่จะเห็นกับเจ้าด้วย เจ้าก็จงเลือกมาหนึ่งดวงหากมันเป็นดวงที่นำพาเจ้าไปสู่การเกิดเส้นลมปราณก็ถือว่าเจ้าเลือกได้สำเร็จ ถึงเวลานั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้า"

ชายชรากล่าวขึ้น เด็กน้อยหลินซือหยาฟังก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนท่านอาจารย์จะสอนแต่นางไม่เข้าใจเอง หรือท่านอาจารย์พูดไม่ให้นางเข้าใจว่าต้องเลือกอันไหน เพราะเหมือนท่านอาจารย์จะให้นางเลือกเอง นางจึงกลัดกุ้มเกี่ยวกับการที่จะเลือกดวงดาวมาก จึงทำให้ตอนนี้นางนั่งสมาธิยังไม่ไปถึงจุดดวงดาวสักที

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เหตุที่ต้องเรียกของ

    หลินซือหยาไม่รอช้ารีบไปหาตัวคนที่จะทำร้ายตัวเองถึงยังไงวันนั้นเองก็คงจะหนีไม่พ้นทั้งสามแต่ถ้าให้สู้ก็ดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามรีบไปก่อนที่ทั้งสามคนจะอยู่ด้วยกันเพราะถ้าสามคนอยู่ด้วยกันแล้วนางก็จะลำบากมากขึ้น ในชีวิตนี้นะไม่เคยต่อสู้กับคนเลยส่วนมากก็จะต่อสู้กับสัตว์อสูร และเคยต่อสู้กับอาจารย์บ้างแต่นั้นก็ยังไม่ถึงชีวิต แต่ครั้งนี้ดูๆแล้วเหมือนจะถูกหมายปองเอาชีวิตให้เป็นแน่ เป็นดังที่นางคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิดทั้งสามรวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว และเหมือนจะรับรู้ได้แล้วว่านางอยู่แถวๆนั้น"เฮ้ นั้นไงสตรีผู้นั้นไง อยู่ตรงนู้นเร็วๆรีบจัดการเถอะ"เสียงบุรุษผู้ที่เจอกับหลินซือหยาเมื่อก่อนนั้นดังขึ้น นางเองไม่รอช้าทะยานวิ่งออกไปทันที พลังวรยุทธแล้ววรยุทธเล่าพุ่งเข้าไปหานางจนในที่สุดต้นไม้แถบนั้นก็ล้มระนาวแต่ทั้งสามก็มองไม่เห็นหลินซือหยาแล้ว หญิงสาวทยานตัวไปด้านข้างเนื่องจากว่านางรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของพวกนั้นอยู่แต่ด้านหน้า เมื่อนางทยานหนีไปได้ก็กระอักเลือดออกมาถึงสามคราก่อนที่นางจะกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ พลังวรยุทธของทั้งสามช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน ขนาดยังไม่โดนจังๆนางยังรู้สึกกระทบกระเท

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผู้มีวรยุทขั้นสี่

    หญิงสาวใช้เวลาตอนกลางวันในการเดินทางส่วนตอนกลางคืนนั้นนางก็ฝึกเคล็ดวิชาเงาดารา หญิงสาวสามารถไขปริศนาได้ว่าภายในหนึ่งวันนั้น แผ่นหยกนั้นจะมีข้อความปรากฏหนึ่งครั้งตอนที่นางถ่ายทอดวรยุทธ์เข้าไปในครั้งแรกของวัน ข้อความที่ปรากฎนั้นจะไขข้อสงสัยของนางทุกครั้งไป จนนางเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับให้จิตรเป็นแก่นกลางจนได้ และเริ่มรู้ว่าเคล็ดวิชานี้คือการเคลื่อนที่ให้เร็วกว่าเดิม ซึ่งมันก็เหมาะกับพวกที่มีวรยุทธในการเคลื่อนที่สมควรที่จะต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าเหมือนเงาดาราที่นางกำลังร่ำเรียนแรกๆตอนกลางคืนฝึกเทรดวิชานี้และตอนกลางวันเดินทางแต่ตอนนี้นางเริ่มที่จะทำให้จิตใจเป็นแกนหลักได้แล้วนางจึงเริ่มใช้เคล็ดวิชาเงาดาราในการเคลื่อนที่บ้างแต่ตอนนี้นางก็ยังถือว่าช้าอยู่เนื่องจากว่าวรยุทธ์ของนางเพียงแค่ขั้นสอง เท่านั้นหลังจากที่เดินทางออกจากภูเขานั้นเราราวสิบกว่าวัน นางก็ไม่เคยพบเจอผู้คนใดเลย ได้ยินแต่เสียงสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ร้องเท่านั้นแต่วันนี้อยู่อยู่นางก็รู้สึกว่าเหมือนมีสิ่งใดกำลังจ้องมองนางอยู่นางจึงทำท่าเดินธรรมดา และพยายามเรียกกริชออกมา"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม กริชที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เคล็ดวิชาเงาดารา

    เมื่อศิษย์กับอาจารย์แยกทางกันเดินแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์เดินเล่นเที่ยวอยู่ในป่าเนื่องจากว่านางยังไม่รู้ว่าดินแดนหมื่นอสูรนั้นอยู่ที่ใด แต่ท่านอาจารย์แค่ชี้แนะว่าอยู่ทางทิศนี้ นางจึงคิดว่าจะเดินเล่นไปเรื่อยๆ ส่วนผู้เป็นอาจารย์เมื่อแยกจากลูกศิษย์เขาก็หายตัวไปทันที หลินซือหยาคิดถึงตอนที่ตัวเองห้าขวบที่ถูกไล่ออกจากบ้านนางไร้วรยุทธใดๆ เดินทางด้วยเท้ามายังภูเขาค่ำไหนก็นอนนั่น แต่ตอนนี้นางกลายเป็นสาวที่มีวรยุทธขั้นสองแล้ว ความเร็วในการเดินทางของนางก็เพิ่มมากขึ้น แต่นางก็ไม่สามารถที่จะทยานได้เร็วเหมือนคนที่มีวรยุทธ์ขั้นสูงสูง และไม่สามารถหายตัวได้เหมือนท่านอาจารย์ ระหว่างเดินทางมานี้นางก็หยิบตำรามสหนึ่งเล่มซึ่งเกี่ยวกับบทคาถาที่เรียกอุปกรณ์ ซึ่งตัวนางนั้นมีกำไรสุญญตาเก็บของ แต่ในการค้นหาหากเป็นการค้นหาธรรมดาก็จะยุ่งยากมากเกินไปนางต้องถอดกำไรนั้นมาและความหาแต่ท่านอาจารย์ให้นางเรียกสิ่งของ ถ้าหากว่านางทำสำเร็จแล้วนางก็ไม่ต้องถอดกำไรนั้นออกมาเพียงแค่ท่องคาถาเรียก สิ่งของนั้นก็จะออกมาหานางเอง"ฟ้าดินเคลื่อน ปราณวิญญาณจงรวม น้ำที่อยู่ในกำไรสุญญตาจงออกมา"เสียงใสของหญิงสาวเป็นออกจากปากกำไรสูญญตาของนา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ของดีมีเต็มโต๊ะ

    เมื่อทั้งสองจัดการอาหารที่อยู่บนโต๊ะเสร็จท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นและกวาดมือไปหนึ่งครั้งทำให้ของที่อยู่บนโต๊ะนั้นหายไปทันที และกวาดมือกลับมาอีกหนึ่งครั้ง บนโต๊ะก็มีของกองอยู่มากมาย หญิงสาวมองด้วยความสนใจ"อะไรหรือท่านอาจารย์ ท่านเอาอะไรออกมาหรือท่านจะแบ่งสมบัติให้ข้าหรือ"หญิงสาวกล่าวถาม"จะแบ่งสมบัติอะไรละ นี่ยกให้เจ้าหมดเลยแหละ เจ้าเก็บปลายเผื่อเวลาอันตรายเจ้าจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอันนี้คือหยกเชิงหมิงเจ้าลองมองดูในนั้นมีเคล็ดวิชาเงาดารา เจ้าลองฝึกฝนระหว่างทางที่เดินไปยังดินแดนหมื่นอสูร หากเจ้ามีภัยเพียงเจ้าทำลายหยกเชิงหมิงนี้ เจ้าก็จะปลอดภัยแต่หยกมีมันจะสามารถช่วยเจ้าได้เพียงครั้งเดียวและมันก็จะสลายหายไปหากว่าเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาเงาดาราไม่สำเร็จเจ้าก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"ชายชรากล่าวกับหญิงสาวและยื่นหยกสีน้ำเงินแผ่นหนึ่งให้กับหญิงสาว หญิงสาวพิจารณาดูหยกสีน้ำเงินเข้มที่เหมือนไม่มีอะไรพิเศษเอาเสียเลย เป็นหยกที่ห้อยเชือกธรรมดาเท่านั้น นางส่องซ้ายส่องขวาก็ไม่มองเห็นถึงความพิเศษของมัน"หยกอะไรหรือท่านอาจารย์ ทำไมมันเหมือนของธรรมดา สีก็พิลึกปกติหยกจะเป็นสีเขียวไม่ใช่หรืออันนี้มันเป็นสีน้ำเงิน"หญิง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   อาหารมื้อสุดท้าย

    ภายในกระต๊อบที่อบอุ่นที่แตกต่างจากเมื่อคืนและสามวันที่ผ่านมามากนัก หญิงสาววัยแรกแย้มนอนห่มผ้าหนาอยู่บนเตียงตัวน้อยตัวเดิมของตัวเอง เกือบจะสิบปีแล้วที่นางได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ที่นางไม่มีวรยุทธ์ใดๆแต่วันนี้นางมีวรยุทธ์ขั้นที่สองแล้ว แม้ที่ผ่านมานั้นนางจะเจ็บปวดแสนสาหัสกว่าที่จะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่ณเวลานี้นางเองก็อยู่สุขสบายแล้ว และการฝึกฝนในทุกๆวันในตอนนี้ก็เหมือนจะแตกต่างออกไป นางเคยเจ็บปวดจนเข้ากระดูกเหมือนว่าร่างกายของนางจะอยู่ไม่ได้แล้ว แต่สามวันที่ผ่านมาที่นางออกไปฝึกฝนนั้น นางมีวรยุทธเพิ่มขึ้นตั้งหนึ่งขั้นถือว่านางเร็วกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ"เจ้าเด็กน้อยออกมากินข้าวได้แล้วกะมัง "เสียงชายชราดังขึ้นจากตัวเรือนชั้นบน หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย"เฮ้อข้าก็โตเป็นสาวแล้วท่านอาจารย์ก็ยังเรียกเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ"เด็กสาวพรึมพรำเบาๆก่อนที่จะลุกขึ้นและบิดขี้เกียจก่อนที่จะออกจากเรือนไปชำระร่างกายล้างหน้าล้างตา และขึ้นไปกินข้าวกับท่านอาจารย์เช่นเคย พอนางขึ้นไปข้างบนแล้วก็มองกับข้าวที่ท่านอาจารย์กำลังทำและอีกส่วนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้ท่านอาจารย์ทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง เด็กสาวมอง

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ผจญป่าฝึกใจ

    แสงอรุณแรกสาดลอดหมู่ไม้ ทาบเงาทาบพื้นดินเป็นริ้วทองอ่อนเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดัง “ซู่ซู่” คล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณโบราณในหุบเขาหนทางเบื้องหน้าเต็มไปด้วยหมอกขาวบาง ลึกลับราวม่านแห่งสวรรค์ที่กั้นระหว่างคนกับพลังลมปราณ หลินซื้อหยาย่างเท้าเข้าขึ้นอีกครั้งหลังจากพักผ่อนไปได้เล็กน้อย มือกำดาบไม้แน่น ในหัวใจไม่มีสิ่งใด นอกจากคำอาจารย์ที่ว่า“หากเจ้ามิอาจฝึกจิตให้สงบในหมู่ความวิเวก เจ้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามขอบเขตวรยุทธได้”ทุกย่างก้าว นางต้องเผชิญทั้งความเงียบ ความหิว และความกลัวบางคืน เสียงสัตว์คำรามดังก้องในหุบเขาบางยาม ลมเย็นพัดผ่านจนเหมือนมีเงาผู้คนเดินตามอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหลับตาและปล่อยใจเข้าสู่สมาธิ นางกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะของลมหายใจที่ผสานกับเสียงป่า ใบไม้ไหว คือการเต้นของพลังชีวิตสายน้ำที่ไหล คือการหมุนเวียนแห่งลมปราณและในที่สุด นางก็เข้าใจว่า “วรยุทธ มิได้อยู่ในคัมภีร์ แต่อยู่ในหัวใจผู้ไม่ยอมแพ้”ในป่า จากเด็กสาวที่กลัวเสียงสัตว์กลายเป็นนักยุทธที่ยืนหยัดได้กลางพายุฝนมือขวาจับดาบนิ่งสงบ ดวงตาแน่วแน่พลังภายในพลุ่งพล่านเหมือนสายน้ำที่ไหลกลับสู่ต้นธาร ราตรีนั้น ฟ้าปิดเงียบไร้ดา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ก้าวแรกสู่ความกล้า

    เช้าวันต่อมาสองคนอาจารย์กับลูกศิษย์เมื่อกินข้าวกันเสร็จ ก็เตรียมตัวที่จะออกไปเดินป่าปกติเด็กน้อยจะไม่ค่อยได้ออกไปเดินป่าสักเท่าไหร่เพราะว่าในป่านั้นมันอันตรายชายชราจึงไม่อยากให้นางได้ไป แต่วันนี้นางมีวรยุทธถึงขั้นหนึ่งแล้ว นางจึงจำเป็นที่จะต้องหาประสบการณ์บ้าง ชายชราเพียงส่งเด็กน้อยไว้ในป่าที่เขาสา

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ปักปิ่น

    ชายชราลงเขาเพื่อไปหาเครื่องประดับสำหรับสตรีสำหรับเขาแล้วไม่เคยชินสำหรับการสรรค์หาสักเท่าไหร่ หมู่บ้านเล็กๆที่มีของขายมากมายส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ไปจับจ่ายซื้อของที่ได้มาจากเขา นายพรานชอบล่าสัตว์ป่าบางประเภทที่หายากมาขาย แร่ธาตุต่างๆที่เหมาะสมสำหรับฝึกวรยุทธ์ รวมไปถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์ เช

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   ตื่นแล้ว

    ภาพนี้หยุดนิ่งอยู่เนินนานเลือดที่ออกจากทวารทั้งเจ็ดนั้นไม่ได้แห้งเหือดไปเหมือนไหลอยู่ตลอดเวลา ชายชราไม่ดื่มไม่กินยืนเฝ้าเด็กสาวผู้นี้และคอยฟังเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาตลอด พอถึงเช้าวันที่แปดเหมือนสีหน้าของเด็กสาวผู้นั้นจะดีขึ้นและเลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว ลมหายใจของนางเร็วและถี่ขึ้นเหงื่อนั้นท่วมใบหน้า บ

  • ดอกหญ้าทะยานฟ้า   เลือกดวงดาว

    เหมือนว่าแรกๆนางจะไปได้ไวมากแต่เหมือนตอนนี้ว่านางเริ่มจะชะงักแล้วชายชราจึงมองออกถึงปัญหาของนางว่าตอนนี้นางยังไม่สามารถที่จะสัมผัสกับดวงดาวได้ ตอนนี้นางแค่สัมผัสกับใจของตัวเองเพื่อไม่ให้จินตนาการไปให้เกิดความกลัวตอนนี้ใจนางบริสุทธิ์ก็จริง แต่ยังไม่สามารถรับพลังของดวงดาวได้ อาจจะเป็นเพราะว่านางกังวลเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status