Masukริสาเอ่ยคำนั้นทั้งที่จ้องมองปฐพี น้ำเสียงของเขาที่เกิดขึ้นภายหลังช่างขัดแย้งกับความดีใจระคนความกระตือรือร้นจนเผลอคลี่ยิ้มระบายไปทั่วใบหน้าคมคายเมื่อครู่ ดูท่าความสุขที่ฉายออกมามันได้ดับวูบลงในบัดดล และเขาเองก็มองเธออย่างไม่อยากเชื่อเรื่องที่เพิ่งได้ยินเช่นกัน
“มะ เมื่อไหร่กัน” เสียงของเขาแผ่ว ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวจนต้องรีบกดเปลือกตาลงครึ่งหนึ่งเพื่อซ่อนเอาไว้ไม่ให้ริสาเห็นพยายามตั้งใจฟังสิ่งที่เธอบอก
“เธอลาออกไปหลายปีแล้ว อืม...น่าจะราวๆ สามปีครึ่งได้แล้วมั้ง”
“จริงเหรอครับ” ริสาผงกหัวสังเกตเห็นหลากหลายอารมณ์ฉายผ่านใบหน้าเนียนสะอาด
“เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันครับ แล้วพี่ริสาไม่มีเบอร์โทรเธอเลยเหรอครับ”
ริสาไม่ตอบเพียงแต่มองเขาแล้วยิ้มอ่อน สีหน้าปฐพีเจื่อนลง เขาไม่ใช่เด็กทำไมจะมองไม่ออกว่าริสาปิดบัง เช่นนั้นความสงสัยจึงยิ่งทวีคูณคิดเพียงว่าเห็นทีจะต้องรีบกลับบ้านไปถามแม่ว่าที่ผ่านมามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับผู้หญิงที่ตนเองรักกันแน่ ก่อนจะขอเบอร์ริสาไว้เพื่อโทรติดต่อถามไถ่แล้วลากลับ
ริสามองปฐพีเดินออกไปจนพ้นห้องด้วยใจแน่วแน่ หยิบโทรศัพท์แล้วลุกตามดูให้แน่ใจว่าเขาไปหรือยัง เมื่อเห็นว่าเขาเดินห่างออกไปไกลแล้วมือถือที่กำไว้แน่นก็ถูกยกขึ้นแนบหูขณะสายตาจับจ้องตรงโถงทางเดินดูให้มั่นใจว่าไร้เงาคนที่เพิ่งจากไป
เสียงคลี่เปิดเอกสารเหนือโต๊ะทำงานเพื่อตรวจวาระการประชุมในห้องกรรมการผู้จัดการของโรงแรมแห่งใหม่ไกลจากที่ทำงานเดิมหลายกิโลเมตร แต่ไม่ไกลจากที่พักและโรงเรียนของลูกมากนัก หญิงสาววัยสามสิบเก้าปีสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงสั่นรุนแรง เธอคิดว่าลูกน้อยของตนคงเปิดสุดเอาไว้
“โธ่เอ๊ยตกใจหมดเลย ตาหินเปิดไว้ตั้งแต่เมื่อไรกันเนี่ย”
ยารินดาบ่นอุบเพราะเมื่อเช้าลูกชายเธอเล่นโทรศัพท์ในรถผิดกับลูกสาวที่เอาแต่หลับ มิหนำซ้ำหินยังชอบถามซอกแซกเวลาเจอรูปในมือถือ มือบางรีบกดเบาเสียงในขณะที่พลิกมันขึ้นดูว่าใครโทรมาแล้วก็ได้เห็นว่าเป็นเพื่อนที่ทำงานเดิม
“เอ๋ ริสาเองหรอกเหรอ แปลกจังนานแค่ไหนแล้วที่ไม่ติดต่อมาหรือที่ทำงานมีเรื่องอะไร” เธอละสายตาจากอุปกรณ์สื่อสารก่อนจะมองใหม่อย่างลังเล ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจรับ
“ฮัลโหล ริสา ว่าไงสบายดีหรือเปล่า” เธอถามน้ำเสียงกระตือรือร้น นานแล้วที่ไม่ได้คุยกัน
“พี่ยุ้ยหนูนึกว่าพี่เปลี่ยนเบอร์แล้วเสียอีก หนูสบายดีว่าแต่พี่เถอะเป็นอย่างไรบ้างสบายดีไหม”
“สบายดีจ้าแต่ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ พี่ก็บอกแล้วว่าไม่เปลี่ยนแน่นอน” เธอกล่าวขณะที่ควงปากกาหมุนอยู่เหนือนิ้ว
“ก็มีคนพูดแบบนั้นน่ะสิคะ หนูเลยสับสนเพราะตัวเองก็ไม่ได้โทรหาพี่นานแล้วมัวแต่ยุ่งๆ น่ะค่ะ”
“ใครบอกพี่ก็ยังใช้เบอร์เดิมนะ” ยารินดากล่าวสีหน้าของเธองุนงงในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“จะใครซะอีกล่ะคะ ก็คนนั้นไงหล่อๆ สูงๆ ผมยาวๆ”
“หืม มีด้วยเหรอ”
“แหมพี่ยุ้ยก็ทำเป็นลืมนะคะ”
“ก็ถ้าหล่อสูงพี่ก็รู้จักหลายคนนะ คิก”
“จ้าพี่สาวคนสวยแหมหนูไม่สวยบ้างก็แล้วไป ชิ”
“เอาน่า ริสาก็มีแฟนแล้วนี่ ไม่หล่อได้ไงล่ะ ไม่งั้นจะแต่งจนมีลูกสามเหรอ”
“จ้า แหม” ริสาตอบกลับอย่างประชดขณะที่ยารินดาหัวเราะคิกคักก่อนถาม
“ว่าแต่ใครเหรอ ผมสั้นพี่ก็พอรู้แต่ผมยาวไม่น่ามีนะ”
“พี่ยุ้ย หนูไม่อ้อมค้อมนะตั้งใจฟังดีๆ ล่ะ”
“คิก ขนาดนั้นเลยเหรอ” ยารินดายังคงยกมือขึ้นป้องปากขบขันเพื่อนรุ่นน้องจากที่ทำงานเก่าแต่แล้วสิ่งที่เธอได้ยินก็ทำให้รอยยิ้มนั้นค่อยๆ หุบลง
“เขากลับมาแล้วนะตอนนี้อยู่เมืองไทยแล้ว”
พูดแค่นั้นก็พอเดาได้ข่าวแบบนี้มีอยู่เรื่องเดียวและมีแค่คนเดียวที่กลับมา ความน้อยอกน้อยใจที่สะสมมันพรั่งพรูจนม่านหมอกในใจเกิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับม่านน้ำใส
ยารินดาเพียงกล่าวขอบใจริสาที่ส่งข่าวเพราะไม่รู้จะแสดงออกกับเพื่อนรุ่นน้องไปอย่างไรดี ตั้งแต่มีลูกแฝดความรู้สึกที่มีให้เขาเธอเอามาทุ่มเทให้เด็กทั้งสองจนไม่มีเวลานึกถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว ถึงจะไม่เคยปิดบังเด็กทั้งสองว่าเขาเคยเป็นคนที่เธอรัก หรือเขาเป็นใครเวลาหินและทรายถามเมื่อเปิดเจอรูปคู่ในมือถือที่ไม่เคยลบเพราะคิดว่าสักวันเด็กๆ จะต้องถามหาพ่อ
ยารินดาคาดไม่ผิดและได้บอกไปตามตรงว่าเขาคือใคร ทว่าเด็กต้องรู้ถึงเหตุผลที่ดีพอ เพราะเหตุใดพ่อจึงไม่อยู่กับพวกตน เธอบอกให้ลูกเข้าใจเสมอว่าเขาไปเรียนและย้ำอยู่ตลอดว่าอย่าไปรบกวนเพราะพ่อทำเพื่ออนาคต ทั้งยังบอกว่า แม่เป็นคนขอให้พ่อของลูกทำแบบนั้นเอง และเป็นเมื่อช่วงเช้าวันนี้ที่หินถามเธออีกครั้งว่า ตนและพี่สาวฝาแฝดจะได้เจอพ่อบ้างไหม
คำถามของลูกมันทำให้เธอใจแป้วบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องและเป็นแบบนั้นเสมอมา เธอก็ไม่รู้จะทำเช่นไรจะบอกลูกแบบไหน เขาจะกลับมาไหมตนเองยังอยากเจอเขาหรือเปล่า เพราะสภาวะทางอารมณ์ตอนนั้นมันยังส่งผลถึงปัจจุบัน
ทว่าเมื่อคิดถึงหน้าลูกๆ ที่คล้ายเขาตอนเด็กน้ำตาของเธอก็หยดอีกครั้ง ย้อนนึกถึงวันที่เขากลับมาได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกันทั้งคืนแล้วดันพลาดลืมกินยาคุมฉุกเฉินทั้งที่เขาเตือนแล้วว่าถุงยางมันแตกถึงสองครั้งในเวลาห่างกันแค่สามสิบนาที เพราะแบบนั้นเธอถึงได้แฝดชายหญิงมา แถมยังคลอดธรรมชาติซึ่งหายากมากสำหรับแฝดส่วนใหญ่จะผ่าออก หมอบอกว่าคงเพราะเธอเดินมากช่องคลอดเลยขยายดีเด็กจึงคลอดง่ายทรายกลับหัวลงก่อนและหินเองเกิดห่างทรายเกือบครึ่งชั่วโมงเพราะใช้เวลากลับหัวเด็กแฝดจากไข่คนละใบ
ตอนรู้ว่าตนตั้งท้องยารินดาเครียดมาก น้อยใจที่ติดต่อปฐพีไม่ได้จะบอกแม่เขาก็กลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวถ่วงอนาคต ทั้งกลัวแม่ของเขาที่เคยเป็นเพื่อนกันตั้งแต่วัยเยาว์หาว่าคิดจับลูกชายที่ห่างจากตัวเองถึงสิบปี จึงได้แต่เก็บเรื่องราวเอาไว้ เศร้าโศกทุกข์ใจจนกลายเป็นพาน คิดเองเออเองทุกอย่างถึงปฏิกิริยาที่ดาวเพื่อนรุ่นพี่แสดงออกต่อตัวเองจนไม่อยากติดต่อแม่ลูกคู่นั้นอีก โชคดีโนอาห์เพื่อนของเธอที่เป็นหมออยู่เมืองนอกทั้งยังเป็นพ่อทูนหัวของเด็กๆ คอยให้กำลังใจและคำปรึกษาตลอดจึงผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนั้นมาได้
เขาไปถามหมอสูติถึงสาเหตุความขุ่นเคืองที่เกิดขึ้นต่อปฐพีและได้บอกว่ามันเป็นภาวะทางอารมณ์ เมื่อเครียดตอนตั้งครรภ์อยากคุยอยากปรึกษาพ่อของเด็กทว่าเขาไม่มีเวลาว่างมากพอหรือจะว่าด้วยเหตุใดก็ไม่อาจรู้ได้ มันทำให้เธอน้อยใจและเอาแต่โกรธเคืองเวลาเขาโทรมาไม่อยากคุยไม่อยากรับสายจนต้องปิดเสียงไว้ จากเวียนวนจับแต่โทรศัพท์ขึ้นมาดู ลังเลว่าจะรับหรือไม่รับเดี๋ยวหยิบเดี๋ยววางจนเขาวางสายไปเองแล้วก็ร้องไห้เองเป็นแบบนั้นอยู่ซ้ำๆ ไปๆ มาๆ เธอก็เริ่มชินชา
แม่ของยารินดาและพ่อเลี้ยงรู้เรื่องนี้ดี และแม่ยังรู้จักปฐพีเธอโกรธมากที่ทำลูกตนท้องแต่ไม่ยอมรับผิดชอบ เธอเข้าใจแบบนั้นและคิดจะเอาเรื่องให้ได้แต่ยารินดาขอไว้เพราะเขาเรียน ในความโกรธแค้นเคืองตอนนั้นยังคงเหลือความปรารถนาดีไม่คิดทำลายอนาคตกัน
แม่ของเธอคอยยุยงให้เปิดใจคบคนใหม่โดยเฉพาะโนอาห์พ่อทูนหัวของเด็กๆ แต่เธอทำไม่ได้เพราะมองไม่เห็นหนทางแห่งรักและให้สถานะเพื่อนกับเขาไปแล้ว
“เหนื่อยจังเลยค่ะ คู่แฝดจะหลับหรือยังนะ” ยารินดาบ่นอู้อี้แต่ยังห่วงลูกขณะที่สามีมองตามก่อนปิดล็อกประตู“พี่จันทร์น่าจะพาเข้านอนแล้วล่ะครับ” ปฐพีกล่าวพลางเดินเข้าสวมกอดภรรยาจากด้านหลังขณะที่เธอกำลังถอดต่างหูและเครื่องประดับแวววาวชิ้นอื่นออก“ไม่เหนื่อยเหรอคะ”“เหนื่อยแต่อยาก” เขากล่าวเสียงแผ่วริมฝีปากสัมผัสต้นคอภรรยามือใหญ่เคลื่อนขึ้นนวดทรวงอกทำให้เธอเผลอครางเบาๆ“ช่วยรูดซิปให้ได้ไหมคะ”“ไม่บอกผมก็ทำอยู่แล้วล่ะ” สิ้นเสียงเอื้อนเอ่ยอันแหบพร่าเสียงซิปลากยาวก็ดังขึ้น ก่อนจะเบียดร่างบางในชุดแต่งงานที่เริ่มไหลหลุดเข้าหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“อา” ลมหายใจร้อนผ่าวตามด้วยริมฝีปากอุ่นที่กดดูดแผ่นหลังเนียนจนเสียงที่กลั้นไว้ลอดออกมาหลายครั้งฝ่ามือใหญ่เคล้าคลึงสองเต้านุ่มนิ่มด้านหน้า เธอแอ่นบั้นท้ายเบียดเขาที่ยังคงยืนอยู่ด้านหลังสัมผัสได้ว่า สิ่งที่หลับอยู่ใต้กางเกงนั้นบัดนี้ตื่นตัวตึงแล้วก่อนเสียงซิปสั้นจะดังขึ้น“อะ อา” แม้จะคุ้นชินแต่ก็อดกลั้นเสียงเอาไว้ไม่ได้เมื่อถูกกระแทกดันเข้าอย่างกะทันหัน ดวงตาคมของเขาตอนนี้มองภาพเธอสะท้อนเผยอปากครวญครางอยู่หน้ากระจกอย่างล่องลอย ทรวงอกอิ่มฟูกระเพื่อมไหวตามแรงขย
สองกายเดินจูงมือเคียงกันเข้าห้องหมอเอกภาพเมื่อถึงกำหนดเวลานัดโดยที่ลูกทั้งสองอยู่ที่โรงเรียน ปฐพีห้ามลูกสาวขึ้นเครื่องเล่นสูงและอย่าวิ่งเร็วก่อนจากมา“คุณพ่อคุณแม่ของน้องธราณินใช่ไหมครับ” หมอถาม“ใช่ค่ะ/ครับ” เมื่อได้รับคำยืนยันหมอหนุ่มก็ถามชื่อนามสกุลของทั้งสองตามระเบียบก่อนจะเริ่มชี้แจง“ยินดีด้วยนะครับ เลือดของคุณพ่อตรงกับลูกถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แบบนี้ความเสี่ยงน้อยโอกาสหายสูงแต่ถ้าได้ของน้องชายจะยิ่งดี เสียดายที่เด็กยังอายุไม่ถึง คนไข้คงรอนานไม่ได้”“ยังไงคะ”“ก็เลือดของน้องชายตรงกับพี่สาวเกือบร้อยครับแต่อายุยังไม่ถึงขั้นต่ำที่เรารับคือสิบห้าปีเลย ดังนั้นหมอเลือกใช้ไขกระดูกของคุณพ่อแทน หมอจะนัดวันเข้าเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากคุณพ่อไว้ก่อนนะครับ ระหว่างนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไรพยาบาลจะแนะนำอีกครั้ง แล้วก็จะนัดวันพาน้องมาเข้าเคมีบำบัดเพื่อกำจัดเซลล์ไม่ดีออกก่อน”“ต้องเข้าเคมีด้วยเหรอคะ”“ครับ”“กี่ครั้งคะคุณหมอ”“ถ้าโชคดีก็ครั้งเดียวครับ เมื่อประเมินแล้วทุกอย่างพร้อมเราจะรีบทำการรักษาให้เร็วที่สุด” ยารินดาและปฐพีได้แต่พยักหน้ารับทราบทั้งที่ใจก็ห่วงลูก แต่ถ้าไม่รักษาก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดี
ปฐพีรู้สึกว่าเสียงกริ่งหน้าประตูด้านนอกนั้นรบกวนและขัดจังหวะอันสมควรแก่เวลาของตนเหลือเกิน ชายหนุ่มมองออกไปยังทิศที่มาของเสียงแม้ผนังบ้านจะกั้นไว้และไม่รู้ว่าใครกด ใจก็ไม่อยากให้ใครมารบกวนเวลาเช่นนี้“จันทร์ไปดูสิ ว่าใครมามืดค่ำป่านนี้”“ค่ะคุณดาว” สาวใช้วิ่งออกไปนอกบ้านถึงหน้าประตูแล้วไม่นานนักก็กลับเข้ามาพร้อมผู้หญิงสองคน“น้าดาวสวัสดีค่ะ” เก๋ยกมือไหว้ส่วนพิมพ์นั้นเริ่มตีหน้าเศร้าขณะที่จอห์นกับเดปป์มองหน้ากันคนหนึ่งเอนตัวพิงเก้าอี้กอดอกอย่างไม่สบอารมณ์ อีกคนลูบหนวดเคราที่หนาเฟิ้มเพราะยังไม่ได้โกนมองไปยังพิมพ์และเก๋จอห์นที่กอดอกอยู่ลุกนั่งหลังตรงเมื่อจำเก๋ได้เพราะเขาเดินชนเธอที่ห้างจนหญิงสาวเซถอยเกือบหงายหลัง ยังดีที่คว้าไว้ได้แต่ก็ถูกแฟนหนุ่มของเธอรีบมาดึงเก๋ออกจนหญิงสาวเสียหลักและเกือบมีเรื่องเมื่อแฟนหนุ่มของหญิงสาวผลักอกเขาออกให้ห่าง เดปป์ที่ยังไม่ได้โกนหนวดหนาโมโหแทนถลาเข้าไปผลักอกชายคนนั้นจนโทชิและจอห์นรีบดึงห้ามไว้ ส่วนเก๋ก็ได้แต่ดึงแฟนเธอออกจอห์นคิดว่าเก๋คงจำตัวเองไม่ได้จึงนั่งนิ่งเฝ้ามองร่างบางที่แต่งหน้าอย่างเป็นธรรมชาติดูดีตรงตามอุดมคติของตน“น้าดาวช่วยพิมพ์ด้วยค่ะ ฮึกๆ พิ
สิบโมงเช้าของวันใหม่หมอหนุ่มเดินเข้าห้องคนไข้พร้อมกับแฟ้มในมือ“เด็กหญิงธราณิน พรรณวดีใช่ไหมครับ”“ใช่ค่ะ” เด็กน้อยตอบขณะที่แม่นั่งอยู่ข้างเตียง ปฐพีนั่งอยู่โซฟากับลูกชาย“หมอขอตรวจหน่อยนะเด็กดี ไหนดูสิ” ชายร่างสูงในชุดเรียบง่ายตรวจร่างเล็กที่นอนนิ่งอย่างพิถีพิถัน ก่อนยกสายหูฟังแพทย์คล้องคอไว้แล้วยกแฟ้มมาเปิดอ่านอีกครั้ง“น้องเป็นคนไข้ของหมอเอกภาพเหรอครับ” หมอหนุ่มถามออกมาลอยๆ“ใช่ค่ะ”“อืม อาการวันนี้ไม่น่าเป็นห่วงแล้วนะครับ หมอจะให้กลับบ้านเลยโชคดีที่ไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนฉับพลัน คุณแม่กับคุณพ่ออย่าลืมไปพบคุณหมอเอกภาพที่ห้องตรวจนะครับ หมอจัดการเรื่องขยับคิวให้แล้ว ถ้ามีอะไรหนักเราจะได้รักษาทัน”“ขอบคุณค่ะคุณหมอ ดีจังเลยค่ะจะได้ไม่ต้องรอ”“แล้วก็ช่วงนี้หนูอย่าปีนเครื่องเล่นสูงนะคะ เดี๋ยววูบตกอีก” หมอหนุ่มหันมาบอกเด็กหญิงที่นอนมองหน้าเขาอยู่“ค่ะ” เธอตอบอย่างราบเรียบ หมอพลิกแขนขึ้นดูนาฬิกาก่อนเอ่ย“สิบโมงครึ่งไปเจอคุณหมอเอกภาพนะครับ”“ขอบคุณค่ะ”“ขอบคุณครับคุณหมอ” ปฐพีลุกขึ้นกล่าวขอบคุณเขาด้วย แม้แต่เจ้าหินน้อยยังลุกขึ้นไหว้โดยไม่ต้องบอก เมื่อหมอออกไปสองสามีภรรยาจึงช่วยกันเก็บของรอพยา
เพื่อนของปฐพีต่างตกตะลึง โทชิหันมองหน้ากันกับเอมิลี่แล้วหันมองปฐพีด้วยความเป็นห่วงก่อนเดปป์จะพูดขึ้นเพื่อไม่ให้ทุกคนเศร้า“ไม่เอาน่าเพื่อน สมัยนี้แล้วโรคแค่นั้นมันรักษาหายได้น่า” จอห์นพยักหน้าเห็นด้วยหินเอาแต่แหงนมองหน้าผู้ใหญ่ไปมาก่อนเดินไปจับมือแม่และพ่อทั้งสองก้มมองลูกชาย“งั้นเดี๋ยวผมไปจองห้องนะแล้วผมจะกลับไปเอาเสื้อผ้าคุณอยู่เป็นเพื่อนลูกนะ ผมจะหาของและอาหารมาให้”“ขอบคุณค่ะ”“หินอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ได้ไหมลูก” ปฐพีถามลูกชาย“ครับ” ชายหนุ่มลูบหัวลูกก่อนเดินไปขอห้องพิเศษและช่างโชคดีมีห้องว่าง เขาเดินมาบอกยารินดาแล้วจะต้องพาเพื่อนกลับไปส่งที่บ้าน ปฐพีต้องขับรถไปกลับหลายกิโลเมตรและตั้งแต่มาถึงกรุงเทพฯ ยังไม่มีใครได้พักโทชิจึงเสนอระหว่างเดินขึ้นรถ“เพื่อนฉันว่านายไม่ต้องไปส่งพวกเราหรอกเดี๋ยวคุณรินดากับลูกจะรอนาน นายพาเราไปห้างหาซื้อเสื้อผ้าหรืออาหารที่นั่น เอาโทรศัพท์ฉันไปใช้ก่อนไว้ลูกนายออกจากโรงพยาบาลค่อยไปหาเลือกซื้อเครื่องใหม่แล้วค่อยส่งซ่อมเครื่องด้วย”“อ่าวแล้วนายจะใช้อะไร”“ฉันจะใช้กับเอมิลี่นี่แหละเราจะได้ติดต่อนายได้ แม่นายจะได้โทรหานายผ่านเบอร์ฉันตกลงไหม” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้
“เพื่อน นายจะไม่พักเหรอเราเพิ่งมาถึงเองนะ” จอห์นถามเมื่อเห็นปฐพีวางกระเป๋าเก็บอุปกรณ์แล้วจะออกจากบ้านเลย“ไม่อ่ะ ฉันจะรีบไปรับลูกนี่ก็บ่ายสองครึ่งแล้วเผื่อรถติด”“ฉันไปด้วยได้ไหม ฉันคิดถึงลูกๆ นายว่ะ” เดปป์ถาม แล้วเพื่อนคนอื่นๆ ก็สำทับไปในทิศทางเดียวกัน ปฐพีมองเพื่อนทุกคนก่อนเอ่ย“ก็ได้แต่พวกนายอาจได้นั่งแท็กซี่กลับนะ พวกนายคงเห็นว่าตอนนี้ข้างนอกรถตู้ไม่อยู่คุณแม่กับพี่จันทร์น่าจะออกไปข้างนอก”“ไม่มีปัญหา” โทชิกล่าว เอมิลี่ เดปป์ และจอห์นต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน“ตกลง งั้นไปกัน” ปฐพีกวักมือแบบอนุญาต“นี่คุณอย่าลืมเอาโทรศัพท์ไปเข้าศูนย์ซ่อมล่ะ” เอมิลี่เตือน“จริงสิ” ปฐพีเดินกลับไปค้นเอามือถือใส่ลงในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินออกจากบ้านพร้อมทุกคนเมื่อถึงที่หมายปฐพีเดินไปยืนแอบดูลูกอยู่มุมที่เด็กมองไม่เห็นหลังเลิกเรียนเด็กๆ จะออกมาเล่นที่สนามกวาดสายตาอยู่สักพักก็เห็นหินนั่งซึมมองไปด้านหน้าอยู่ ร่างสูงมองตามสายตาลูกชายก็เจอลูกสาวกำลังเล่นเครื่องเล่นอยู่กับเพื่อน“ทำไมลูกชายนายดูซึมขนาดนั้นล่ะพวก” จอห์นถามหลังเดินมาสมทบพร้อมกับคนอื่นๆ“ไม่รู้เหมือนกัน เขาอาจจะรู้ว่าพี่สาวป่วย หรือกำลังเสียใจ







