เข้าสู่ระบบ26 2-2
ตอนที่ 51 ฤทธิ์เดชมนุษย์ป้า
ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งถึงตอนนี้ เธอไม่เคยลงมือทุบตีหลินเสวี่ยมาก่อนเลยสักครั้ง แต่คราวนี้ เธอทนกับพฤติกรรมของลูกสาวตนเองไม่ได้จริงๆ เป็นเด็กเป็นเล็กกล้าพูดจาแบบนี้ออกมาได้ยังไงไม่ระคายปาก!
อู๋ซิ่วเหลียนเคยคิดเสมอว่า จะต้องเป็นเรื่องดีกับตัวเธอและหลินเสวี่ยอย่างแน่นอน หากสามารถขับไล่ติงเสวี่ยเหม่ยและลูกสาวของมันออกไปได้ แต่เธอกลับลืมนึกไปว่า สันดานผู้ชายล้วนชอบพอสิ่งแปลกใหม่และเบื่อหน่ายของเก่าได้ง่ายดาย ไม่แน่ว่า หลังจากที่อยู่ด้วยกันจนเคยชิน หลินชิงอี้อาจจะเริ่มเบื่อหน่ายในตัวเธอเหมือนที่เคยเบื่อหน่ายติงเสวี่ยเหม่ยก็เป็นได้
และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ นั่นย่อมกลายเป็นเรื่องยากที่อู๋ซิ่วเหลียนจะรับมือได้ในทันที ฉะนั้นแล้ว เธอจะไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นอย่างแน่นอน!
วันต่อมา หลินเสวี่ยที่เพิ่งกลับจากโรงเรียนและต้องผ่านบ้านของป้าผางที่อยู่ข้างกัน เธอชำเลืองมองเข้าไป และเห็นกลุ่มมนุษย์ป้าหลายชีวิตกำลังนั่งจับกลุ่มซุบซิบเรื่องชาวบ้านอยู่หน้าประตู
หลินเสวี่ยจ้องมองมนุษย์ป้าเพื่อนบ้านกลุ่มนี้ด้วยสายตารังเกียจอย่างที่สุด และในอนาคตเธอเองก็ไม่ต้องการมีชีวิตบ้านนอกเหมือนคนพวกนี้ เธอต้องการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง กลายเป็นหญิงสาวชาวเมืองที่อยู่ท่ามกลางแสงสี ต้องการพลิกชะตากรรมของตนให้เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นอยู่อย่างสิ้นเชิง
ระหว่างที่จมอยู่ในภวังค์ความคิดนั้น ซุ่มเสียงของป้าผางก็ดังลอยมาเข้าหูของเธอโดยบังเอิญ
“แหม~ พูดก็พูดเถอะนะ ถึงแม้สองแม่ลูกเสวี่ยเหม่ยกับจิงซูน้อยจะย้ายไปอยู่บ้านโทรมๆแถวริมแม่น้ำแล้ว แต่เหล่าหลิน[1]ก็ยังคอยไปมาหาสู่ สอดส่องดูแลสองแม่ลูกเป็นอย่างดีทีเดียวล่ะ เห็นว่าล่าสุด เขาจะส่งจิงซูน้อยไปทัศนศึกษาดูพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองหลวงด้วยนะจ๊ะ!”
“ไปดูพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองหลวงทีต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ล่ะนั่น?” ป้าผมหยิกอีกคนร้องถามขึ้น
“80หยวนจ้ะ!” ป้าผางร้องตอบพร้อมชูมือแสดงจำนวนต่อหน้าทุกคน สีหน้าท่าทางที่แสดงออกดูตื่นเต้นเกินจริงไปมากนัก
“ตั้ง80หยวนเชียว! นี่มันมากกว่าเงินเดือนของใครๆอีกหลายคนเลยนะ!”
“แล้วพี่ผางรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?”
“จิงซูน้อยเล่าให้ฉันฟังเองเลย!”
นับตั้งแต่ที่หลินจิงซูช่วยป้าผางทวงเงินที่เสียไปจากนักต้มตุ๋นกลับคืนมาได้นั้น ป้าผางก็มักจะคอยสอบถามถึงความเป็นอยู่ของหลินจิงซูอยู่เป็นระยะๆ อีกทั้งยังนำขนมลูกกวาดตั้งมากมายมามอบให้ด้วย สถานะความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองนั้น เรียกได้ว่ารักใคร่กลมเกลียวกันดีทีเดียว
ป้าผมหยิกพูดขึ้นว่า “ดีนะที่เธอยังยอมพูดจากับพี่ผางบ้าง ปกติแล้ว เวลาที่จิงซูน้อยเจอหน้าพวกเรา เธอก็จะแค่ทักทายแล้วก็รีบไป ไม่คิดว่าจะยอมพูดจาอะไรกับพี่มากมายขนาดนี้”
ป้าผางยิ้มแฉ่งกล่าวชมหลินจิงซูทันที
“ปกติจิงซูน้อยจะเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัวเงียบๆ แต่เดี๋ยวนี้เธอก็เปลี่ยนไปเยอะแล้วล่ะ กลายเป็นเด็กสาวพูดจาอ่อนหวาน นิสัยใจคอน่ารักชอบช่วยเหลือคนอื่น สำหรับพี่แล้วเธอเป็นเด็กดีน่ารักมากจริงๆ…”
หลินเสวี่ยได้ยินป้าผางชื่นชมหลินจิงซูไม่หยุดปากก็รู้สึกโมโหอย่างมาก ใบหน้าบิดเบี้ยวเปลี่ยนเป็นสีม่วงสลับเขียวดูน่าเกลียด
เธอเดินสับเท้าตรงเข้าไปหาป้าผางและคนอื่นๆ ด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียดแบบนั้น เมื่อไปถึงก็ตะคอกเสียงดุดันแข็งกร้าวขึ้นว่า
“ป้าผางคะ เลิกแส่เรื่องชาวบ้านสักวันจะขาดใจตายรึยังไง? อีกอย่าง จิงซูกับแม่ของเธอก็แยกครอบครัวไปแล้ว คุณลุงของหนูจะยอมควักเงินจ่ายตั้ง80หยวนได้ยังไง? พูดออกมาได้บ้ารึเปล่า!”
“จุ๊จุ๊ เสวี่ยน้อยกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่เหรอจ๊ะ? ถึงแม้พวกเขาจะแยกครอบครัวต่างคนต่างอยู่ยังไง แต่ทั้งเหล่าหลิน เสวี่ยเหม่ยและจิงซูน้อย ก็ยังนับเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่นะจ๊ะหนู เห็นคนอื่นแยกกันอยู่แบบนี้…เราน่ะแอบคาดหวังอะไรอยู่รึเปล่าจ๊ะ? คิดว่าเหล่าหลินจะกลายมาเป็นพ่อของเราจริงๆรึไงห๊ะ?”
“อย่างที่พี่ผางว่านั่นล่ะ เสวี่ยน้อย หนูสับสนอะไรรึเปล่า? บางทีที่เสวี่ยเหม่ยกับลูกสาวของเธอย้ายไปอยู่บ้านริมแม่น้ำ อาจเป็นแค่เรื่องทะเลาะวิวาทธรรมดาๆของคู่สามีภรรยาก็ได้ นี่มันชีวิตคู่นะจ๊ะ ถ้าจะไม่ให้มีเรื่องขัดแย้งกันเลย มันจะไม่ดูแปลกไปหน่อยเหรอจ๊ะ จริงมั้ย? แต่ถึงยังไง เหล่าหลินก็ไม่ใช่พ่อของหนูหรอกนะ หรือแม่ของหนูกำลังรอให้ทั้งคู่หย่ากันอยู่รึเปล่า?”
“ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ทำไมถึงได้พูดจาแบบนี้กันล่ะ? เห็นปกติเวลาอยู่ต่อหน้าเหล่าหลินก็ดูสุภาพเรียบร้อยดีออก หรือทั้งหมดแค่เสแสร้งแกล้งทำกันจ๊ะ?”
“ที่ผ่านมาป้าก็หลงคิดว่าเราเป็นเด็กดีสุภาพเรียบร้อย ที่ไหนได้ กลับเป็นเด็กนิสัยเสีย ดัดจริตเสแสร้งเก่งนี่เอง”
หลินเสวี่ยถูกกลุ่มมนุษย์ป้าหลายชีวิตปิดล้อมและรุมตำหนิกันไฟแลบ ใบหน้าที่บางขาวของเธอแทบแตกละเอียดออกเป็นเสี่ยงๆด้วยความอับอาย เลือดลมทั่วทั้งร่างสูบฉีดพุ่งพล่านด้วยความเดือดดาลอย่างยิ่ง อึดใจต่อมา เธอกัดฟันกระทืบเท้าอย่างแรง ก่อนจะกลั้นใจวิ่งหนีกลับบ้านไปด้วยความอับอายขายหน้า
ป้าผางไม่หยุดฝีปากไว้เพียงเท่านั้น เธอจ้องมองร่างของสาวน้อยที่วิ่งห่างออกไป และร้องตะโกนไล่หลังเสียงดังสนั่นลั่นซอยว่า
“เสวี่ยน้อย ถ้าไม่เชื่อก็ลองกลับบ้านไปถามคุณลุงของหนูดูนะ! ถามไปตรงๆเลยว่าได้จ่ายค่าทัศนศึกษาให้ลูกสาวรึเปล่า! อีกอย่าง หนูเองก็ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจนะ! เราเป็นแค่หลานสาวไม่ใช่ลูกเต้าของเขา!”
คำพูดเสียดสีประโยคนี้ของป้าผาง เปรียบเสมือนกรงเล็บสิงโตที่พุ่งตรงเข้ากระชากหนังหัวของหลินเสวี่ยจนแทบหลุดออกมา! เธอวิ่งหลับตากลับไปบ้านด้วยความรู้สึกที่ทั้งโกรธและทั้งอับอายไปพร้อมๆกัน
ป้าผางจ้องมองอีกฝ่ายวิ่งหายไปจนลับสายตา ยกมือเท้าสะเอวพร้อมพึมพำกับตัวเองว่า
“นังเด็กคนนี้มันบ้าบอสิ้นดี! จิงซูน้อยอุตส่าห์ย้ำนักย้ำหนาว่าให้ฉันเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ อย่าบอกให้อู๋ซิ่วเหลียนกับลูกสาวรู้เด็ดขาด แต่ดูมันสิ! ตัวเองเป็นแค่เด็กกำพร้าพ่อไม่ใช่รึไง? แต่กลับทำเหมือนตัวเองเป็นลูกในไส้ของคนอื่นแบบนี้ ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ! หน้าไม่อาย!”
[1] เหล่าหลินในที่นี้จะหมายถึง หลินชิงอี้ แต่เป็นการเรียกแบบให้เกียรติ
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







