ログイン
เสียงระฆังมังกรดังกังวานไปทั่วเก้าสวรรค์ เกล็ดเมฆสีทองแหวกออกจากยอดเขา เผยให้เห็นพระราชวังหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือทะเลเมฆ เสาหยกขนาดมหึมาสลักลวดลายมังกรพันรอบทอดยาวไปจนถึงประตูสวรรค์ ส่วนรูปสลักมังกรทั้งเก้าบนหลังคาตำหนักต่างเปล่งประกายราวกับมีชีวิต
ดินแดนแห่งนี้คือแดนมังกร หนึ่งในสามภพที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ที่นี่ มังกรเป็นผู้ปกครอง มีสายเลือดเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ และมีพลังบำเพ็ญเพียรเป็นหลักตัดสินความแข็งแกร่ง เหนือราชวงศ์มังกรทั้งปวงคือจักรพรรดิมังกร ผู้ครองบัลลังก์มานับหมื่นปี และผู้ที่กำลังจะสืบทอดอำนาจของพระองค์ก็คือ เฟิงอ้าวเทียน องค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์เฟิง ทว่าแม้จะมีชาติกำเนิดสูงส่งเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางของเขาจะราบรื่นไปตลอดกาล ภายในแท่นฝึกมังกรทางทิศตะวันออก ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำขลิบทองยืนอยู่กลางลานหิน ดวงตาสีทองจับจ้องเสาหินตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง เส้นผมดำยาวถูกรวบไว้ด้วยปิ่นทองรูปมังกร ท่วงท่าของเขาสง่างามสมกับเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่แววตากลับแฝงความดื้อรั้นที่ยากจะควบคุม เฟิงอ้าวเทียนยกมือขวาขึ้น พลังสีดำทองค่อย ๆ ก่อตัวรอบฝ่ามือ ก่อนแผ่ขยายออกเป็นเกล็ดมังกรเรืองรอง “เริ่มได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท” มู่ชาง แม่ทัพมังกรผู้รับหน้าที่ฝึกฝนพระองค์ ยืนอยู่ห่างออกไปหลายก้าว เขาสวมเกราะสีเงินเข้ม ใบหน้ามีรอยแผลพาดผ่านหางคิ้ว ดวงตาคมกริบจับตามองการเคลื่อนไหวของศิษย์เพียงคนเดียวอย่างไม่คลาดสายตา เฟิงอ้าวเทียนไม่ตอบ เขาเพียงก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วสะบัดมือ พลังมังกรดำทองพุ่งออกจากฝ่ามือ กลายเป็นกรงเล็บขนาดใหญ่ตัดผ่านอากาศ กระแทกเข้ากับเสาหินทดสอบอย่างรุนแรง ตูม! เสาหินสั่นสะเทือน ลวดลายอาคมบนพื้นสว่างวาบ ฝุ่นหินกระจายไปทั่วบริเวณ แต่เสาหินกลับไม่มีรอยแตกร้าวแม้แต่น้อย มู่ชางพยักหน้าเล็กน้อย “พลังแข็งแกร่งขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่การควบคุมยังขาดความละเอียดพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนลดมือลง “ข้าเพิ่มพลังอีกสามส่วนแล้ว เหตุใดผลลัพธ์จึงแทบไม่ต่างจากเดิม” “เพราะพระองค์กำลังพยายามเอาชนะเสาหินด้วยกำลัง มากกว่าจะควบคุมพลังให้ตรงจุดพ่ะย่ะค่ะ” “เสาหินยังไม่แตก แปลว่าพลังของข้ายังไม่เพียงพอ” “หากพระองค์คิดเช่นนั้น ต่อให้เพิ่มพลังอีกสิบส่วนก็อาจไม่ได้ผลตามต้องการ” เฟิงอ้าวเทียนหันมองแม่ทัพผู้สูงวัยกว่า แววตาสีทองเย็นลงเล็กน้อย “เจ้ากำลังบอกว่าข้าใช้พลังไม่เป็นหรือ” มู่ชางคุกเข่าข้างหนึ่งทันที “กระหม่อมไม่กล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงต้องการให้องค์รัชทายาทเข้าใจว่า พลังที่ยิ่งใหญ่ย่อมต้องการการควบคุมที่เหมาะสม” เฟิงอ้าวเทียนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปยังเสาหิน “ลุกขึ้น ข้าไม่ได้เรียกเจ้ามาเพื่อฟังคำประจบ” “พ่ะย่ะค่ะ” “เริ่มใหม่” มู่ชางถอนหายใจเบา ๆ แต่ไม่กล้าคัดค้าน การฝึกดำเนินต่อไปอีกหลายรอบ เฟิงอ้าวเทียนโจมตีเสาหินด้วยกระบวนท่าที่แตกต่างกัน ตั้งแต่กรงเล็บมังกร การรวมปราณไว้ที่ปลายนิ้ว ไปจนถึงการสร้างเกราะพลังห่อหุ้มร่างกาย ทุกกระบวนท่าล้วนทรงพลัง แต่ยังมีบางช่วงที่พลังไหลเวียนติดขัดอย่างเห็นได้ชัด มู่ชางสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นมาหลายเดือนแล้ว พลังมังกรดำทองของเฟิงอ้าวเทียนบริสุทธิ์และแข็งแกร่งตามสายเลือดจักรพรรดิ แต่ลึกลงไปในแก่นปราณกลับมีพลังอีกสายหนึ่งซ่อนอยู่ พลังนั้นเย็นเยียบราวหิมะพันปี และมักปรากฏขึ้นในช่วงที่เขาฝึกฝนจนถึงขีดจำกัด ไม่มีผู้ใดอธิบายได้ว่ามันมาจากไหน แม้แต่จักรพรรดิมังกรเองก็ยังไม่เปิดเผยสิ่งที่ทรงทราบทั้งหมด “พอแค่นี้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ” มู่ชางกล่าวเมื่อเห็นว่าเฟิงอ้าวเทียนกำลังจะเริ่มกระบวนท่าถัดไป “ข้ายังไม่เสร็จ” “พระองค์ฝึกต่อเนื่องมาสามชั่วยามแล้ว หากยังฝืนใช้ปราณ อาจส่งผลต่อแก่นพลังมังกรได้” “ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้” “แต่พลังที่พระองค์พยายามกดเอาไว้กำลังปั่นป่วนพ่ะย่ะค่ะ” คำพูดนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนชะงัก ในจังหวะเดียวกัน ความเย็นวาบก็แล่นผ่านแขนขวา เกล็ดสีเงินบางเบาปรากฏขึ้นใต้ข้อมือ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เขารีบดึงแขนเสื้อลงปิดบัง มู่ชางเห็นความเคลื่อนไหวนั้น แต่ไม่ได้เอ่ยถามทันที “องค์รัชทายาท พลังอีกสายหนึ่งปรากฏขึ้นอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนไม่ตอบ “กระหม่อมคิดว่าควรกราบทูลฝ่าบาทให้ทรงทราบ” “ไม่จำเป็น” “แต่หากพลังนั้น” “ข้าบอกว่าไม่จำเป็น” น้ำเสียงของชายหนุ่มเย็นเฉียบจนผู้ฟังต้องหยุดพูด เฟิงอ้าวเทียนกำหมัดแน่น เขาไม่ชอบให้ใครมองตนราวกับเป็นสิ่งผิดปกติ ยิ่งไม่ต้องการให้เรื่องนี้กลายเป็นข้ออ้างของเหล่าผู้อาวุโสในการตั้งคำถามต่อสิทธิ์การสืบทอดบัลลังก์ เขาเป็นทายาทแห่งจักรพรรดิมังกร ไม่ใช่ผู้ที่ต้องรอให้ผู้อื่นตัดสินว่าตนเหมาะสมหรือไม่ “การฝึกวันนี้จบแล้ว” เขากล่าว ก่อนเดินออกจากแท่นฝึกโดยไม่หันกลับมา มู่ชางมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความกังวล เขารู้ดีว่าองค์รัชทายาทไม่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้อื่น แต่หากยังคงปิดบังความผิดปกติของพลังต่อไป สักวันหนึ่งเรื่องนี้อาจไม่อยู่ในขอบเขตที่พระองค์ควบคุมได้อีก ตำหนักมังกรทองตั้งอยู่ใจกลางพระราชวัง เป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิมังกรเฟิงเทียนหลง ผู้มีพระบารมีปกคลุมทั่วแดนมังกร เมื่อเฟิงอ้าวเทียนเดินทางมาถึง บิดาของเขากำลังยืนอยู่หน้าแท่นบูชาบรรพชน รูปสลักมังกรทองขนาดมหึมาตั้งอยู่ด้านหลัง ม่านพลังสีทองแผ่คลุมทั่วตำหนักจนบรรยากาศหนักแน่นและน่าเกรงขาม “กลับจากการฝึกแล้วหรือ” เฟิงเทียนหลงถามโดยไม่หันมา “พ่ะย่ะค่ะ” “มู่ชางบอกว่าพลังของเจ้ายังไม่เสถียร” เฟิงอ้าวเทียนขมวดคิ้ว “แม่ทัพมู่รายงานทุกเรื่องเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ” “หากเขาไม่รายงาน แล้วผู้ใดจะบอกข้าว่าองค์รัชทายาทกำลังฝืนร่างกายตนเอง” ชายหนุ่มเงียบไป เฟิงเทียนหลงหันกลับมา พระพักตร์ของจักรพรรดิยังคงสงบนิ่ง แต่ดวงตาสีทองนั้นราวกับมองทะลุความคิดของผู้คนได้ “แสดงมือของเจ้ามา” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือขวาออกไป จักรพรรดิมังกรจับข้อมือของบุตรชาย พลังสีทองไหลผ่านเส้นปราณอย่างแผ่วเบา เพียงไม่นานพระองค์ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่แทรกอยู่ลึกภายในแก่นพลัง พระพักตร์เปลี่ยนไปเล็กน้อย “มันปรากฏขึ้นอีกแล้ว” “พ่ะย่ะค่ะ” “ครั้งนี้รุนแรงเพียงใด” “เพียงชั่วครู่ แล้วก็หายไป” เฟิงเทียนหลงปล่อยมือ “เจ้าพยายามกดมันเอาไว้ใช่หรือไม่” เฟิงอ้าวเทียนไม่ตอบทันที “หากข้าไม่กดมัน พลังทั้งสองอาจปะทะกันจนทำให้ข้าสูญเสียการควบคุม” “แล้วเจ้าคิดว่าการกดมันไว้ตลอดไปจะช่วยแก้ปัญหาได้หรือ” “อย่างน้อยก็ทำให้ข้ายังใช้พลังมังกรได้ตามปกติ” เฟิงเทียนหลงทอดพระเนตรบุตรชายอยู่เนิ่นนาน “อ้าวเทียน เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างในวันนี้ แต่ห้ามหลอกตัวเองว่าสิ่งที่ยังไม่เข้าใจไม่มีอยู่จริง” ชายหนุ่มเม้มริมฝีปาก “ข้าไม่ต้องการให้สภามังกรใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการคัดค้านการสืบทอดตำแหน่งของข้า” “เจ้ากลัวพวกเขาหรือ” “ข้าไม่ได้กลัว” “เช่นนั้นเจ้ากำลังพยายามพิสูจน์อะไร” คำถามนั้นทำให้เฟิงอ้าวเทียนนิ่งงัน เขาอยากตอบว่าต้องการพิสูจน์ว่าตนแข็งแกร่งพอ แต่ลึกลงไปกลับรู้ดีว่าคำตอบนั้นยังไม่ใช่ทั้งหมด ตั้งแต่จำความได้ ทุกคนต่างเรียกเขาว่าทายาทจักรพรรดิมังกร ทุกการกระทำถูกจับตามอง ทุกความผิดพลาดถูกนำไปเปรียบเทียบกับความคาดหวังของราชวงศ์ เขาไม่เคยมีโอกาสเป็นเพียงเฟิงอ้าวเทียนคนหนึ่ง “ข้าจะพิสูจน์ว่าข้าสามารถรับผิดชอบบัลลังก์นี้ได้” เขาตอบในที่สุด เฟิงเทียนหลงพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นจงพิสูจน์ด้วยการตัดสินใจของเจ้า ไม่ใช่ด้วยการฝืนจนทำร้ายตนเอง” ก่อนที่เฟิงอ้าวเทียนจะตอบ เสียงระฆังจากตำหนักสภามังกรก็ดังขึ้นสามครั้ง สีหน้าของจักรพรรดิมังกรเคร่งขรึมลง ระฆังสามครั้งหมายถึงการเรียกประชุมเร่งด่วนของเหล่าผู้อาวุโส “ดูเหมือนพวกเขาจะรอไม่ไหวแล้ว” เฟิงเทียนหลงตรัส เฟิงอ้าวเทียนยกมุมปากเล็กน้อย “ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าครั้งนี้พวกเขาจะหาเหตุผลอะไรมาคัดค้านข้า” “อย่าเพิ่งตัดสินพวกเขาก่อนฟังให้จบ” “ข้าจะฟังพ่ะย่ะค่ะ แต่หากผู้ใดกล่าวหาข้าโดยไร้หลักฐาน ข้าก็จะไม่ยอมรับเช่นกัน” จักรพรรดิมังกรทอดพระเนตรบุตรชาย ก่อนพยักหน้าอย่างพอพระทัยเล็กน้อย “ดี อย่างน้อยเจ้าก็เริ่มรู้จักแยกแยะระหว่างการรับฟังกับการยอมจำนนแล้ว” ภายในสภามังกร เหล่าผู้อาวุโสประจำราชวงศ์นั่งอยู่ตามลำดับอาวุโส แรงกดดันจากพลังมังกรของแต่ละตนทำให้อากาศภายในตำหนักหนักอึ้ง เฉินกวง ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสภา ลุกขึ้นเมื่อจักรพรรดิมังกรเสด็จมาถึง “ถวายบังคมฝ่าบาท” ทุกคนคุกเข่าลงพร้อมกัน ก่อนจะหันไปทางเฟิงอ้าวเทียนซึ่งเดินตามพระบิดาเข้ามา “ถวายบังคมองค์รัชทายาท” เฟิงอ้าวเทียนรับการคารวะด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนยืนประจำตำแหน่งด้านขวาของบัลลังก์ เฉินกวงจึงเริ่มกล่าวถึงเหตุผลของการประชุม “ฝ่าบาท พลังมังกรขององค์รัชทายาทมีความผิดปกติเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา เหล่าผู้อาวุโสจึงเห็นสมควรให้ตรวจสอบแก่นพลังอย่างละเอียดก่อนที่พระองค์จะได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญของราชวงศ์” เฟิงอ้าวเทียนก้าวออกมาครึ่งก้าว “การตรวจสอบย่อมทำได้ แต่ข้าต้องการทราบว่าพวกท่านใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสิน” เฉินกวงมองเขาอย่างพินิจ “องค์รัชทายาทหมายความว่าอย่างไร” “หากเป็นการตรวจสอบเพื่อป้องกันอันตราย ข้าก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่หากพวกท่านกำลังใช้ความผิดปกติของพลังเป็นเหตุผลในการตั้งคำถามต่อสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์ ก็สมควรระบุให้ชัดเจน” เสียงกระซิบดังขึ้นทั่วตำหนัก ผู้อาวุโสคนหนึ่งขมวดคิ้ว “องค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์นัก ควรเรียนรู้ที่จะนอบน้อมต่อผู้อาวุโส” “ข้านอบน้อมต่อผู้ที่สมควรได้รับความเคารพ” เฟิงอ้าวเทียนตอบ “แต่การเคารพไม่ได้หมายความว่าข้าต้องยอมรับทุกข้อกล่าวหาโดยไม่ถามถึงเหตุผล” บรรยากาศภายในตำหนักตึงเครียดขึ้นทันที เฉินกวงยกมือห้ามผู้อาวุโสผู้นั้น ก่อนหันไปทางจักรพรรดิมังกร “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าควรมีการทดสอบองค์รัชทายาทสามประการ ได้แก่ การควบคุมพลังมังกร การตัดสินใจเมื่อเผชิญอันตราย และความสามารถในการรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชา” เฟิงเทียนหลงยังไม่ตอบในทันที พระองค์ทอดพระเนตรบุตรชาย ซึ่งยืนนิ่งโดยไม่หลบสายตาของเหล่าผู้อาวุโส “อ้าวเทียน เจ้าคิดอย่างไร” เฟิงอ้าวเทียนตอบอย่างไม่ลังเล “ข้ายอมรับการทดสอบ แต่ต้องเป็นการทดสอบที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน และผลการทดสอบต้องถูกบันทึกตามความเป็นจริง ไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือโทษแก่ข้า” เฉินกวงพยักหน้า “สภามังกรยอมรับเงื่อนไขนี้” จักรพรรดิมังกรจึงมีพระบัญชาให้กำหนดรายละเอียดการทดสอบและแจ้งให้องค์รัชทายาททราบก่อนเริ่มพิธี การประชุมสิ้นสุดลงโดยยังไม่มีข้อสรุปเรื่องความเหมาะสมในการสืบทอดบัลลังก์ แต่ทุกคนรู้ดีว่าจากนี้ไป เฟิงอ้าวเทียนจะต้องเผชิญบททดสอบที่ยากกว่าการฝึกในแท่นมังกรหลายเท่า คืนนั้น เฟิงอ้าวเทียนกลับมายังตำหนักส่วนตัวเพียงลำพัง เขาถอดปิ่นทองออก ปล่อยให้เส้นผมดำยาวทิ้งตัวลงบนแผ่นหลัง ก่อนนั่งขัดสมาธิบนแท่นหยกและโคจรปราณตามเคล็ดวิชาประจำราชวงศ์ พลังสีดำทองค่อย ๆ หมุนวนรอบกาย เกล็ดมังกรปรากฏขึ้นตามแนวแขนและลำคอ แสงสีทองส่องสว่างอยู่กลางหน้าผาก ก่อนจะแผ่กระจายไปทั่วห้อง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งปราณไหลผ่านแก่นพลังส่วนลึก ความเย็นเยียบสายหนึ่งพลันแทรกขึ้นมา เฟิงอ้าวเทียนลืมตา เกล็ดสีเงินปรากฏขึ้นบนหลังมืออีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เลือนหายไปทันที กลับมีลวดลายคล้ายอักขระโบราณเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนัง เขารีบกดพลังดำทองลงเพื่อควบคุมความปั่นป่วน แต่ยิ่งกด พลังสีเงินกลับยิ่งสว่างขึ้น ทันใดนั้น เงามังกรสีเงินก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ร่างของมันใหญ่โตเกินกว่าจะอยู่ภายในตำหนักได้ทั้งหมด เกล็ดแต่ละชิ้นส่องประกายราวหยกน้ำแข็ง ดวงตาสีเงินจับจ้องมาที่เขาโดยตรง เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นทันที “เจ้าเป็นใคร!” เงามังกรไม่ตอบ เพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนส่งเสียงคำรามที่คล้ายดังมาจากห้วงกาลเวลาอันไกลโพ้น วูม! ตราประทับสีเงินปรากฏขึ้นกลางอากาศ แล้วพุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของเฟิงอ้าวเทียน ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นผ่านศีรษะ ภาพสถานที่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนปรากฏขึ้นในห้วงความคิด เทือกเขาน้ำแข็งทอดยาวสุดสายตา วิหารโบราณตั้งอยู่เหนือทะเลหมอก และมังกรสีเงินนับร้อยบินวนรอบยอดเขา ท่ามกลางมังกรเหล่านั้น มีเงาร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่บนแท่นหิน นางมีเส้นผมยาวสีดำสนิท ดวงตาสุกสกาวดุจดวงดาว และเกล็ดสีเงินที่สะท้อนแสงอยู่บนลำคอ แม้ภาพนั้นจะเลือนราง แต่ความรู้สึกประหลาดกลับเกิดขึ้นในใจของเขา ราวกับเคยพบหญิงสาวผู้นั้นมาก่อน ทั้งที่เขาไม่เคยเห็นนางในชีวิตจริง ก่อนที่เฟิงอ้าวเทียนจะมองให้ชัด ภาพทั้งหมดก็แตกสลายเป็นละอองแสง เงามังกรสีเงินค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงตราประทับเล็ก ๆ บนหลังมือของเขา ชายหนุ่มยืนหอบหายใจอยู่กลางตำหนัก พลังมังกรดำทองยังคงไหลเวียนอยู่ในร่าง แต่คราวนี้กลับไม่มีการต่อต้านจากพลังสีเงินอย่างที่เคยเกิดขึ้น ทั้งสองสายหมุนวนเข้าหากันอย่างช้า ๆ ก่อนสงบนิ่งลงพร้อมกัน เฟิงอ้าวเทียนจ้องตราประทับบนมือ “มังกรสีเงิน...” เขาพึมพำกับตนเอง สายเลือดของราชวงศ์เฟิงสืบทอดพลังมังกรดำทองมาแต่โบราณ ไม่เคยมีบันทึกว่าองค์รัชทายาทผู้ใดจะมีพลังสีเงินปรากฏขึ้นพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้น เงามังกรที่เขาเห็นเมื่อครู่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนภาพลวงตาจากการฝึกผิดพลาด แต่มันคล้ายกำลังส่งข้อความบางอย่างมาถึงเขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันค้นหาคำตอบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “องค์รัชทายาท กระหม่อมมีเรื่องสำคัญต้องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” เป็นเสียงของมู่ชาง เฟิงอ้าวเทียนปิดแขนเสื้อคลุมตราประทับ ก่อนเดินไปเปิดประตู “เกิดอะไรขึ้น” มู่ชางมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าปกติ “เมื่อครู่ หอศิลามังกรทางทิศเหนือเกิดการสั่นสะเทือนพ่ะย่ะค่ะ ศิลาจารึกโบราณที่ปิดผนึกมานานหลายพันปีมีแสงสีเงินปรากฏขึ้น และผู้อาวุโสประจำหอตรวจพบว่าผนึกชั้นนอกเริ่มคลายตัว” หัวใจของเฟิงอ้าวเทียนกระตุกวูบ เขามองไปยังตราประทับใต้แขนเสื้อ ก่อนเงยหน้าขึ้น “มีผู้ใดเข้าไปในหอนั้นหรือไม่” “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ หอนั้นถูกปิดผนึกมานาน และมีเพียงจักรพรรดิมังกรกับผู้อาวุโสสูงสุดเท่านั้นที่สามารถเปิดประตูได้” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง เงามังกรสีเงินในตำหนักของเขาเพิ่งปรากฏขึ้น และในเวลาเดียวกัน ผนึกโบราณของราชวงศ์ก็เริ่มสั่นสะเทือน เรื่องทั้งสองต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน “ไปเตรียมตัว ข้าจะไปหอศิลามังกร” มู่ชางรีบคุกเข่าลง “องค์รัชทายาท ฝ่าบาทมีรับสั่งห้ามผู้ใดเข้าใกล้หอจนกว่าจะทราบสาเหตุพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหรี่ตาลง “ถ้าเช่นนั้นจงไปกราบทูลเสด็จพ่อว่าข้าต้องการเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้” เขาหันกลับไปมองภายในตำหนักอีกครั้ง บนพื้นหยกซึ่งเงามังกรสีเงินปรากฏขึ้นเมื่อครู่ มีเกล็ดสีเงินเล็ก ๆ ตกอยู่หนึ่งชิ้น เฟิงอ้าวเทียนก้มลงเก็บมันไว้ในฝ่ามือ เกล็ดนั้นเย็นจัด แต่ภายในกลับมีพลังอบอุ่นสายหนึ่งซ่อนอยู่ ราวกับกำลังตอบสนองต่อเลือดมังกรในกายเขา เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า พลังที่ตนพยายามกดเอาไว้มาโดยตลอด อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดทิ้ง บางที มันอาจเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความลับของสายเลือดตนเอง และหญิงสาวในภาพนิมิตคนนั้น อาจเป็นผู้เดียวที่รู้ว่าความลับดังกล่าวหมายถึงสิ่งใด เฟิงอ้าวเทียนกำเกล็ดสีเงินไว้แน่น ก่อนก้าวออกจากตำหนัก ค่ำคืนนี้ แดนมังกรยังคงสงบภายใต้แสงดารา แต่ใต้หอศิลามังกรที่ถูกผนึกมานับพันปี กลับมีบางสิ่งเริ่มตื่นขึ้นจากการหลับใหล ชะตาของทายาทจักรพรรดิมังกร กำลังจะเปลี่ยนไปนับจากวินาทีนี้เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเกล็ดมังกรสีเงินใต้ชั้นน้ำแข็งจะปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่พลังที่เกล็ดนั้นปลดปล่อยออกมา แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายตอบรับมันโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากจิตสำนึก เขาเคยคิดว่าพลังสีเงินเป็นเพียงพลังที่แทรกเข้ามาในสายเลือดมังกรทองดำของตนอย่างผิดธรรมชาติ ทว่าหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ความคิดนั้นเริ่มสั่นคลอน หากพลังนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุใดมันจึงตอบสนองต่อเกล็ดมังกรเงินโบราณได้? และหากมันเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดตนเอง เหตุใดบันทึกของราชวงศ์มังกรจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน? เฟิงอ้าวเทียนลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านตะวันออก เขาต้องการทดสอบพลังด้วยตัวเองก่อนที่ความสงสัยจะทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาด ลานฝึกยังว่างเปล่าในเวลานั้น มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นหินและธงประจำป้อมที่ไหวอยู่เหนือกำแพง เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลาน ยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทอง เปลวพลังปรากฏขึ้นรอบแขนของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนวนเป็นวงแหวนเหน
อวี้เหิงเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกของป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายตนเอง พลังมังกรสีดำทองที่เคยไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกัน บริเวณข้อมือของหลินซีเหยาก็ปรากฏลวดลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเกล็ดมังกรซึ่งกำลังขยับไปตามจังหวะลมหายใจของนาง นางก้มมองข้อมือตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “อ้าวเทียน ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่?” “พลังในร่างข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงระฆังประจำป้อมก็ดังขึ้นสามครั้ง ทหารมังกรที่กำลังฝึกอยู่ต่างหยุดมือพร้อมกัน เหยียนซ่งเดินออกมาจากหอควบคุม สีหน้าของผู้บัญชาการเคร่งเครียดกว่าปกติ “องค์ชาย ทางเหนือเกิดความผิดปกติขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทันที “เกิดอะไรขึ้น?” “ยอดเขาที่อยู่เหนือหุบเขาน้ำแข็งมีพลังมังกรปะทุขึ้นมา พวกหน่วยลาดตระเวนพบว่าหิมะบนยอดเขากำลังละลาย ทั้งที่อากาศยังหนาวจัด และมีแสงสีเงินปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” หลินซีเหยารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แสงสีเงินนั้นไม่ใช่พลังที่นางคุ้นเคยจากหุบเขามังกรเงินทั้งหมด แต่มันมีความรู้สึกคล้ายกับพลังที่เคยตอบสนองต่อสายเลือดของนาง เพีย
ข้อความบนสำเนาแผ่นศิลายังคงทำให้เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงรุ่งสางแล้วก็ตาม ‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’ เขาอ่านประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนพับกระดาษเก็บลงในกล่องไม้ ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้บอกว่าประตูใต้ถ้ำศิลาดำมีสิ่งใดอยู่ข้างใน แต่กลับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่ต้องการเปิดมัน หากผู้สร้างตั้งใจเตือนเช่นนี้ แสดงว่าคนในอดีตอาจเคยเปิดประตูด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เฟิงอ้าวเทียนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพียงเพราะเขาอยากรู้คำตอบ “ท่านยังไม่ได้พักเลยใช่ไหมคะ?” หลินซีเหยาถามจากหน้าประตู นางถือถ้วยยาสมุนไพรที่ไป๋เหวินจัดเตรียมให้ หลังทราบว่าทั้งสี่คนวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบันทึกจนดึกดื่น เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าพักแล้ว” “พักตอนใดคะ?” “ตอนที่เจ้าไปพบอวี้เหิงเมื่อครู่” “นั่นไม่ใช่การพักค่ะ ท่านเพียงนั่งอยู่ตรงนี้แล้วอ่านบันทึกต่อ” เขามองถ้วยยาในมือนาง ก่อนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะพักหลังจากตรวจข้อความนี้เสร็จ” หลินซี
ระหว่างเดินทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเส้นแสงที่ปรากฏบนตราวงแหวนสามชั้น ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้เขาเชื่อว่าผนังหินบริเวณถ้ำศิลาดำไม่ได้เป็นเพียงทางเข้าของสถานที่โบราณธรรมดา มีบางสิ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น และผู้สร้างตราอาจตั้งใจให้มันปรากฏแก่ผู้ที่มีสายเลือดมังกรทั้งสองสายเท่านั้น “ท่านกำลังคิดเรื่องทางลับอีกแล้วหรือคะ?” หลินซีเหยาถามขณะเดินอยู่ข้างเขา เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ท่านเงียบมาตลอดทาง และทุกครั้งที่ท่านเงียบเช่นนี้ มักหมายความว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่าง” “ข้ากำลังคิดว่าจะตรวจสอบทางลับอย่างไรให้ปลอดภัยต่างหาก” “นั่นก็เรียกว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือคะ?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก” หลินซีเหยาก้มมองเกล็ดเงินบนข้อมือ แม้มันจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว แต่นางยังจำความรู้สึกตอนยืนอยู่หน้าตราวงแหวนได้ดี พลังที่ตอบสนองต่อสายเลือดของนางไม่ได้มีลักษณะเหมือนคำเชื้อเชิญ หากคล้ายกับการตรวจสอบบางอย่างมากกว่า ราวกับสถานที่นั้นกำลังพิจารณาว่าพวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้เพียงใด “อ้าวเทียน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ” “ถาม
ลมหนาวพัดผ่านเนินหินทางตะวันตกของถ้ำศิลาดำ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนยืนพิจารณารอยวงแหวนสามชั้นบนผนังหินอีกครั้ง หลังจากแสงสีทองดำและสีเงินดับลง รอยสลักก็กลับไปดูเก่าแก่เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น หลินซีเหยายืนอยู่ข้างเขา ดวงตาสีเงินอมฟ้าจับจ้องเกล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางตรา นางรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างคล้ายกับสายเลือดของตนเอง แต่ไม่ใช่พลังมังกรเงินที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างปกติ มันเงียบงันเกินไป ราวกับสิ่งที่อยู่หลังผนังหินกำลังรอคอยมานาน และเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาถึงของพวกเขา “ท่านคิดว่าเราควรเข้าไปหรือไม่?” นางถาม เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองมู่ชางกับอวี้เหิงซึ่งกำลังตรวจสอบบริเวณรอบทางเข้า ก่อนหันกลับมาหานาง “ข้าอยากรู้ว่าด้านในมีอะไร แต่ความอยากรู้ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอให้เราเสี่ยงโดยไม่เตรียมตัว” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ “ข้านึกว่าท่านจะบอกว่า ในเมื่อประตูตอบสนองต่อพวกเรา ก็แสดงว่าเราควรเข้าไป” “หากข้าพูดเช่นนั้น เจ้าคงตำหนิข้าอีก” “ท่านรู้ตัวก็ดีแล้วค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้มู่ชางเข้ามา “ตรวจสอบเส้นทางด้านนอกก่อน เราต้องรู้ว่ามีทา
เสียงแตกร้าวจากแผ่นศิลาภายในศาลมังกรยังคงติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน แม้พวกเขาจะออกจากสถานที่แห่งนั้นมาหลายชั่วยามแล้วก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องพักในป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีเข้มทอดมองแนวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เขาพยายามทบทวนข้อความสุดท้ายบนแผ่นศิลา อย่าให้เขาเลือกความทรงจำแทนพวกเจ้า คำเตือนนั้นไม่ได้ระบุชื่อผู้ใด แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าพวกตนกำลังถูกดึงเข้าใกล้ความลับบางอย่างที่มีผู้พยายามซ่อนไว้มานาน “ท่านกำลังคิดถึงชายในภาพอีกแล้วหรือ?” หลินซีเหยาถามจากด้านหลัง เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมา นางเพิ่งเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยชาร้อนสองใบ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ทว่าบริเวณข้อมือกลับมีเกล็ดสีเงินเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นจาง ๆ “ข้ากำลังคิดถึงคำเตือนบนแผ่นศิลา” เขาตอบ “หากมีผู้ใดสามารถเลือกได้ว่าคนอื่นจะจดจำอะไร เรื่องในอดีตที่เราเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” “หรือบางส่วนอาจเป็นความจริง แต่ถูกทำให้เข้าใจผิด” “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?” หลินซีเหยาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งตรงข้ามเขา “ภาพที่เราเห็นในศาลโบราณมีหลายอย่างขัดแย้งกันค่ะ บางภาพแสดงให้เห็นว่ามังกรทองดำกับมังกรเงินต่อสู้ก







