LOGINหลินซีเหยาเพิ่งตื่นจากการฝึกปราณยามเช้าได้ไม่นาน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง
“คุณหนูหลิน ข้ามีจดหมายส่งมาจากหุบเขามังกรเงินขอรับ” นางเปิดประตู พบผู้ส่งสารของป้อมมังกรเหนือยืนถือแผ่นหยกสีขาวอยู่ด้านหน้า บนผิวหยกสลักตราประจำหุบเขาที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซีเหยารับแผ่นหยกมา พลิกดูด้านหลัง แล้วขมวดคิ้ว “ใครเป็นผู้นำมาส่ง?” “เหยี่ยวมังกรตัวหนึ่งบินมาถึงป้อมเมื่อคืนขอรับ มันเกาะอยู่บนหลังคาห้องบัญชาการจนกระทั่งผู้บัญชาการเหยียนซ่งพบเข้า หลังจากนั้นจึงนำแผ่นหยกมาให้ท่าน” “ขอบคุณ เจ้าไปได้แล้ว” เมื่อนายทหารจากไป ซีเหยาก็กลับเข้าไปในห้อง นางวางแผ่นหยกไว้บนโต๊ะแล้วถ่ายทอดพลังเงินเพียงเล็กน้อยลงไป ลวดลายบนหยกสว่างขึ้น ก่อนปรากฏตัวอักษรทีละบรรทัด เป็นข้อความจากผู้อาวุโสหลัว ผู้เป็นทั้งอาจารย์และผู้ดูแลหุบเขามังกรเงิน ข้อความมีเพียงไม่กี่ประโยค “ซีเหยา หากเจ้าได้พบสิ่งที่มีลวดลายมังกรสองสายพันเกี่ยวกัน อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่มันแสดงให้เห็น หากพบกระจกจันทรา จงอย่ามองเข้าไปโดยลำพัง และอย่าใช้เลือดของตนปลุกมันขึ้นมา ไม่ว่าผู้ใดจะบอกว่ามันสามารถคืนความทรงจำให้เจ้าได้ก็ตาม” ซีเหยานิ่งงัน นางอ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนหยิบแผ่นหยกขึ้นมาส่องดูว่ามีข้อความซ่อนอยู่หรือไม่ แต่ไม่พบสิ่งใดเพิ่มเติม เหตุใดผู้อาวุโสหลัวจึงส่งคำเตือนนี้มาในเวลานี้? เขารู้เรื่องกระจกจันทราได้อย่างไร? นางยังไม่ได้ส่งข่าวกลับไปยังหุบเขาเลยด้วยซ้ำ ซีเหยากำแผ่นหยกไว้แน่น ความรู้สึกไม่สบายใจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก นางตัดสินใจไม่เก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว จึงหยิบผ้าคลุมมาสวมแล้วเดินไปยังห้องฝึกด้านตะวันออกของป้อม เฟิงอ้าวเทียนกำลังฝึกควบคุมพลังมังกรอยู่พอดี เปลวพลังสีทองดำหมุนวนรอบแขนของเขา ก่อนรวมตัวเป็นลูกกลมขนาดเท่าฝ่ามือ อ้าวเทียนค่อย ๆ ลดพลังลงจนลูกกลมนั้นสลายไปโดยไม่ทำให้พื้นหินแตกร้าว มู่ชางซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีขึ้นมาก อย่างน้อยครั้งนี้เจ้าก็ไม่ทำให้ลานฝึกเสียหาย” อ้าวเทียนปรายตามองอาจารย์ “ท่านพูดราวกับข้าทำลายลานฝึกทุกวัน” “ไม่ทุกวัน แต่บ่อยพอให้ข้าจำได้” ซีเหยาเดินเข้ามาในจังหวะนั้นพอดี “ข้ามาขัดจังหวะหรือไม่คะ?” อ้าวเทียนหันไปมองนาง ก่อนส่ายหน้า “ไม่ ข้าฝึกเสร็จแล้ว มีเรื่องอะไรหรือ?” ซีเหยาส่งแผ่นหยกให้เขา “ข้าได้รับข้อความจากผู้อาวุโสหลัวค่ะ ท่านเตือนเรื่องกระจกจันทรา” สีหน้าของอ้าวเทียนเปลี่ยนไปทันที เขารับแผ่นหยกมาอ่านอย่างละเอียด เมื่ออ่านจบก็ยื่นให้มู่ชางดูต่อ “ผู้อาวุโสหลัวรู้จักกระจกจันทรา?” มู่ชางถาม “ท่านอาจรู้เพียงตำนานค่ะ” ซีเหยาตอบ “แต่สิ่งที่ข้าสงสัยคือเหตุใดท่านจึงกำชับไม่ให้ใช้เลือดปลุกมันขึ้นมา” อ้าวเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง “บางทีเลือดอาจเป็นสิ่งที่เชื่อมกระจกเข้ากับความทรงจำของสายเลือดทั้งสอง” “หรืออาจเป็นเงื่อนไขของการเปิดผนึกบางอย่าง” มู่ชางกล่าว “แต่ไม่ว่าอย่างไร เราจะไม่ทดลองตามคำเตือนนี้โดยเด็ดขาด” อ้าวเทียนพยักหน้า “ข้าจะส่งข่าวไปยังเสด็จพ่อ ให้ซูเหวินตรวจสอบบันทึกเกี่ยวกับกระจกจันทราและพิธีกรรมที่ใช้เลือดมังกรเป็นสื่อกลาง” ซีเหยามองเขาอย่างครุ่นคิด “ข้าอยากถามผู้อาวุโสหลัวให้ชัดเจนกว่านี้ค่ะ” “เจ้าจะกลับหุบเขาหรือ?” “ยังไม่ใช่ตอนนี้ ข้าจะส่งข้อความถามก่อน หากท่านมีเหตุผลที่ไม่อาจเปิดเผยทั้งหมด อย่างน้อยข้าก็ควรรู้ว่าคำเตือนนี้เกี่ยวข้องกับอันตรายแบบใด” อ้าวเทียนส่งแผ่นหยกคืนให้นาง “ได้ แต่หากมีข้อความตอบกลับมา ให้เราตรวจสอบร่วมกัน” ซีเหยาพยักหน้า ก่อนเก็บแผ่นหยกกลับเข้าที่ แม้นางจะยังไม่รู้ความจริง แต่คำเตือนของผู้อาวุโสหลัวทำให้เรื่องกระจกจันทราไม่ใช่เพียงปริศนาเก่าแก่ที่พวกเขากำลังค้นคว้าอีกต่อไป มันอาจเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา ในเวลาเดียวกัน ณ วังมังกรเหนือเมฆ เฟิงเทียนหลงได้รับสารจากบุตรชายแล้ว จักรพรรดิมังกรนั่งอยู่ในตำหนักบรรพชน ท่ามกลางเสาหินสีดำทองที่สลักรายนามของจักรพรรดิในอดีต แสงจากตะเกียงวิญญาณทอดลงบนม้วนตำราเก่าตรงหน้า ซูเหวินยืนอยู่เบื้องล่าง กำลังอ่านบันทึกที่ค้นพบจากหอคัมภีร์ชั้นใน “ฝ่าบาท กระหม่อมพบข้อความที่กล่าวถึงกระจกจันทราพะยะค่ะ” เฟิงเทียนหลงเงยหน้าขึ้น “อ่านมา” ซูเหวินคลี่ม้วนตำราอย่างระมัดระวัง “ในยุคโบราณ มีวัตถุชิ้นหนึ่งชื่อกระจกจันทรา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นจากแก่นผลึกของจันทราเงินและพลังสุริยันมังกร หน้าที่ของมันมิใช่การทำนายอนาคต แต่เป็นการเก็บรักษาร่องรอยความทรงจำที่ไม่อาจบันทึกด้วยอักขระทั่วไป” จักรพรรดิมังกรขมวดพระขนง “แล้วเหตุใดจึงไม่มีบันทึกเรื่องนี้ในตำราราชวงศ์?” “เพราะข้อความส่วนถัดไปถูกลบออกไปพะยะค่ะ เหลือเพียงคำเตือนว่า หากกระจกถูกปลุกด้วยโลหิตของผู้สืบสายเลือด มันอาจเปิดเผยความทรงจำที่ถูกผนึก หรือทำให้ความทรงจำที่มีอยู่แล้วปะปนกับภาพลวง” เฟิงเทียนหลงวางม้วนตำราลงช้า ๆ “มีวิธีแยกความทรงจำจริงออกจากภาพลวงหรือไม่?” “ในบันทึกที่เหลืออยู่ไม่มีคำอธิบายพะยะค่ะ แต่มีประโยคหนึ่งกล่าวว่า ผู้ที่มองกระจกต้องมีจิตใจมั่นคง และต้องมีผู้พิทักษ์ความทรงจำอยู่เคียงข้าง” จักรพรรดิมังกรนิ่งไป ผู้พิทักษ์ความทรงจำ คำนี้เชื่อมโยงกับสายเลือดมังกรเงินอย่างชัดเจน หากหลินซีเหยาเป็นผู้สืบสายเลือดมังกรเงินจริง นางอาจเกี่ยวข้องกับกระจกจันทรามากกว่าที่พวกเขาคิด “ส่งสำเนาข้อความทั้งหมดไปให้ซูเหวินตรวจสอบต่อ และส่งคำเตือนไปยังอ้าวเทียน” พระองค์ตรัส “ห้ามเขาทดลองกับกระจกจันทรา ไม่ว่าจะพบมันที่ใดก็ตาม” “รับพระบัญชาพะยะค่ะ” ซูเหวินกำลังจะถอยออกไป แต่เฟิงเทียนหลงกลับเรียกไว้ก่อน “อีกเรื่องหนึ่ง ในบันทึกมีชื่อของผู้สร้างกระจกหรือไม่?” ซูเหวินก้มมองตำราอีกครั้ง “มีเพียงนามเรียกขานพะยะค่ะ คือ ‘ผู้เฝ้าราตรีไร้นาม’ ไม่ปรากฏชื่อจริงหรือสายเลือดของผู้สร้าง” พระพักตร์ของเฟิงเทียนหลงเคร่งขรึมขึ้น นามนี้ไม่เคยปรากฏในบันทึกที่พระองค์เคยศึกษา และการที่ชื่อของผู้สร้างถูกลบหายไปพร้อมกับความทรงจำบางส่วน ยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสงสัยมากขึ้น “ค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสภามังกรจนกว่าจะมีข้อมูลยืนยัน” “รับพระบัญชา” เมื่อซูเหวินออกจากตำหนัก เฟิงเทียนหลงก็ทอดพระเนตรไปยังรูปสลักมังกรคู่ตรงผนัง มังกรตัวหนึ่งมีเกล็ดสีทองดำ อีกตัวมีเกล็ดสีเงิน รูปสลักนี้อยู่ในตำหนักบรรพชนมานานนับพันปี แต่ไม่มีบันทึกว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง หรือเหตุใดจึงมีมังกรเงินอยู่เคียงข้างบรรพชนของราชวงศ์ พระองค์เคยคิดว่ามันเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการร่วมมือในอดีต แต่ตอนนี้พระองค์เริ่มสงสัยว่า บางทีสิ่งที่ราชวงศ์จดจำได้อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงเท่านั้น ตกเย็น ป้อมมังกรเหนือได้รับสารตอบกลับจากวังมังกร เฟิงอ้าวเทียนอ่านข้อความจากบิดาจนจบ ก่อนส่งให้หลินซีเหยากับมู่ชางอ่านต่อ เมื่ออ่านถึงคำเตือนเรื่องโลหิตมังกร ซีเหยาก็เงียบไป “ดูเหมือนผู้อาวุโสหลัวจะรู้เรื่องนี้จริง ๆ” นางกล่าว “หรืออย่างน้อยก็รู้ว่ากระจกจันทราไม่ใช่สิ่งที่เราควรแตะต้องโดยง่าย” “เสด็จพ่อทรงสั่งห้ามทดลองกับมัน” อ้าวเทียนกล่าว “เราจะทำตามนั้น” “แน่นอนค่ะ ข้าไม่ได้คิดจะฝ่าฝืนคำเตือนอยู่แล้ว” “ข้ารู้ เพียงแต่ข้าอยากให้แน่ใจว่าเราจะไม่ถูกสถานการณ์บังคับให้ทำสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ” มู่ชางพยักหน้า “สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การไม่รู้ แต่เป็นการคิดว่าตนเองรู้เพียงพอแล้วต่างหาก” ซีเหยามองอาจารย์ของอ้าวเทียน ก่อนยิ้มบาง ๆ “ข้าคิดว่าคำพูดนี้เหมาะกับท่านมากกว่าผู้ใดนะคะ” มู่ชางเลิกคิ้ว “เจ้ากำลังหมายความว่าข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ?” “ข้าเพียงยกตัวอย่างค่ะ” อ้าวเทียนหลุดหัวเราะเบา ๆ มู่ชางส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนเดินออกจากห้องไปโดยไม่ตอบโต้ เมื่อเหลือเพียงสองคน อ้าวเทียนจึงหยิบแผ่นหยกอีกชิ้นออกมาวางตรงหน้าซีเหยา “ข้าให้คนเตรียมหยกส่งสารไว้แล้ว เจ้าสามารถใช้ติดต่อผู้อาวุโสหลัวได้โดยตรง หากมีคำตอบกลับมา สารจะมาถึงป้อมโดยไม่ต้องผ่านหลายมือ” ซีเหยามองหยกชิ้นนั้นอย่างประหลาดใจ “ท่านเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อใดคะ?” “ระหว่างที่เจ้ากำลังอ่านสารจากเสด็จพ่อ” “ท่านนี่ช่างรวดเร็วจริง ๆ” “เรื่องนี้สำคัญ” นางรับหยกไว้ แล้วถ่ายทอดพลังเงินลงไป เขียนข้อความสั้น ๆ ถามถึงที่มาของคำเตือนและความเกี่ยวข้องระหว่างกระจกจันทรากับผู้พิทักษ์ความทรงจำ เมื่อส่งข้อความเสร็จ นางวางหยกลงบนโต๊ะ “ตอนนี้คงต้องรอคำตอบแล้วค่ะ” อ้าวเทียนพยักหน้า “ระหว่างนี้เราควรฝึกควบคุมพลังของตนเองต่อไป หากวันหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับกระจกจันทราจริง อย่างน้อยเราจะได้ไม่ถูกพลังของมันชักนำง่าย ๆ” ซีเหยามองเขา “ท่านกำลังคิดจะใช้พลังสองสายร่วมกันอีกแล้วหรือคะ?” “ข้าไม่ได้บอกว่าจะใช้ร่วมกัน ข้าบอกว่าจะฝึกควบคุมพลังของตนเอง” “ดีค่ะ เพราะข้าไม่อยากเห็นแท่นศิลาแตกอีกแท่น” อ้าวเทียนมองนางนิ่ง ๆ “ข้าไม่ได้ทำให้มันแตก” “แต่พลังของท่านเป็นคนทำให้มันสว่างขึ้นนะคะ” “นั่นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ต้องตามเก็บปริศนาที่เกิดจากพลังของท่าน ข้าคิดว่ามันใกล้เคียงกันมากค่ะ” อ้าวเทียนส่ายหน้า แต่รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ทว่าความสงบนี้คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะในขณะที่พวกเขากำลังสนทนา หยกส่งสารของซีเหยาก็ส่องแสงขึ้นอย่างฉับพลัน ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน ข้อความจากผู้อาวุโสหลัวปรากฏขึ้นเพียงบรรทัดเดียว “หากกระจกจันทราเริ่มสะท้อนเงาของเจ้า แสดงว่ามีใครบางคนกำลังตามหาความทรงจำที่ถูกขโมยไปจากสายเลือดมังกรเงิน และคนผู้นั้นอาจไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับเจ้า” ซีเหยารู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง นางอ่านข้อความซ้ำอีกครั้ง ก่อนเงยหน้ามองอ้าวเทียน “ความทรงจำที่ถูกขโมยไปจากสายเลือดมังกรเงิน…” อ้าวเทียนมีสีหน้าเคร่งขรึม “ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ใช่เพียงความลับของราชวงศ์มังกรอีกต่อไป” เขามองออกไปยังภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ “มีใครบางคนกำลังตามหาสิ่งเดียวกับเรา แต่เราไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของเขาคืออะไร” ซีเหยากำหยกส่งสารไว้แน่น นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าคำเตือนของผู้อาวุโสหลัวไม่ได้มีไว้เพียงห้ามไม่ให้พวกเขาปลุกกระจกจันทรา แต่กำลังเตือนให้ระวังผู้ที่อาจใช้ความทรงจำเป็นเครื่องมือ และหากคนผู้นั้นสามารถขโมยความทรงจำของมังกรเงินได้จริง เขาก็อาจกำลังซ่อนความจริงบางอย่างที่แม้แต่บรรพชนยังไม่ต้องการให้ใครค้นพบ คืนนั้น ทั้งสองไม่ได้กลับไปยังวิหารใต้ธารน้ำแข็ง และไม่ได้ทดลองพลังใดเพิ่มเติม พวกเขาตัดสินใจรอข้อมูลจากวังมังกรและหุบเขามังกรเงิน พร้อมเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ทว่าลึกลงไปใต้ธารน้ำแข็ง กระจกจันทราบานเดิมกลับมีรอยร้าวเส้นเล็กปรากฏขึ้นกลางผิวกระจก เงาของหญิงสาวผมสีเงินสะท้อนอยู่บนนั้น ทั้งที่ไม่มีผู้ใดยืนอยู่ตรงหน้า จากนั้นเสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้น “ในที่สุด…ผู้พิทักษ์ก็เริ่มจำได้แล้ว” รอยร้าวขยายออกเพียงเล็กน้อย ก่อนหยุดลง และในความมืดหลังผนึก เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ก็ดังตามมา ความทรงจำที่ถูกขโมยไปกำลังจะกลับคืนมา แต่ไม่มีใครรู้ว่าความจริงที่รออยู่จะช่วยปลดปล่อยพวกเขา หรือทำให้ผนึกโบราณพังทลายลงก่อนเวลาอันควรพระราชวังมังกรกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง รายงานจากหุบเขามังกรถูกส่งมายังห้องทรงงานอย่างต่อเนื่อง ข้อพิพาทระหว่างเผ่าเกล็ดแดงและเผ่าเกล็ดเงินถูกยุติลงชั่วคราว แหล่งแร่พลังถูกแบ่งเขตใหม่ นักรบทั้งสองฝ่ายได้รับคำสั่งให้หยุดการปะทะ และที่สำคัญที่สุด... ทั้งสองเผ่าเริ่มส่งตัวแทนมาพูดคุยกันแทนการใช้อาวุธ ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องทรงงาน อ่านรายงานฉบับหนึ่งอย่างตั้งใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่บนเอกสาร มันอยู่ที่นาง ไป๋อวี้เหยารู้สึกได้ จึงเงยหน้าขึ้น "ท่านมองข้าทำไม?" "มองไม่ได้หรือ?" "ท่านมองมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว" "ข้าเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนมาก" นางวางรายงานลง "ท่านไม่มีงานทำหรือ?" "มี" "แล้วทำไมไม่ทำ?" "ข้ากำลังทำ" "ทำอะไร?" "มองเจ้า" นางถอนหายใจ "นี่เรียกว่างานหรือ?" "สำหรับข้าใช่" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "จักรพรรดิมังกรนี่จริง ๆ เลย" เฟิงเทียนหลงยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะ "ออกไปเดินกัน" "ตอนนี้?" "ใช่" "ท่านไม่มีประชุมหรือ?" "เลื่อนแล้ว" "อีกแล้ว?" "ข้าเป็นจักรพรรดิ" "แล้ว?" "ข้ามีสิทธิ์เลื่อนประชุม" นางห
ลานหินของหุบเขามังกรยังคงมีรอยแตกจากเหตุการณ์ก่อนหน้า เหล่ามังกรกำลังช่วยกันซ่อมแซมพื้นที่ ขณะที่ผู้นำทั้งสองเผ่ายืนมองสถานการณ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไป๋อวี้เหยาเดินอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง "ดูเหมือนทุกคนจะสงบลงแล้ว" "ชั่วคราว" เขาตอบ "ความขัดแย้งที่สะสมมานานไม่หายไปในวันเดียว" "แต่วันนี้อย่างน้อยก็ไม่มีใครต่อสู้กัน" "เพราะพวกเขากลัวข้า" นางหันมองเขา "แล้วท่านไม่อยากให้พวกเขาเชื่อใจกันหรือ?" "อยาก" เฟิงเทียนหลงมองไปยังมังกรสองเผ่า "แต่ความเชื่อใจต้องเกิดจากพวกเขาเอง" ไป๋อวี้เหยาพยักหน้า ทันใดนั้นมังกรหนุ่มเกล็ดแดงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือคนที่เคยเปิดฉากต่อสู้ในวันก่อน ชายหนุ่มคุกเข่าลง "ฝ่าบาท" เฟิงเทียนหลงหยุด "มีอะไร?" "ข้าต้องการขอทดสอบฝีมือกับเผ่าเกล็ดเงิน" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "ยังจะสู้กันอีกหรือ?" มังกรหนุ่มรีบส่ายหน้า "ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชนะ" เขามองไปยังอีกฝ่าย "ข้าต้องการประลองอย่างเป็นทางการ" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินนิ่งไป "ประลอง?" "ใช่" ชายหนุ่มพูด "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเราไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดกัน" ไป๋อวี้เหยามองเขาอย่างแปลกใจ เฟิงเทียนหลงเองก็ไม่ได้พูด
ลานประชุมของหุบเขามังกรถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้นำของสองเผ่านั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะหิน เผ่าเกล็ดแดงขึ้นชื่อเรื่องพลังเพลิง เผ่าเกล็ดเงินมีพลังน้ำแข็ง ทั้งสองเผ่าเคยร่วมมือกันปกป้องชายแดนมาหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนสะสมมานานจนกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ เฟิงเทียนหลงนั่งอยู่ตรงกลาง ไป๋อวี้เหยานั่งอยู่ข้างเขา ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในช่วงแรก จนกระทั่งผู้นำเผ่าเกล็ดแดงเป็นฝ่ายเปิดปาก "ฝ่าบาท พวกเราไม่ได้ต้องการทำสงคราม" ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินมองอีกฝ่าย "แต่พวกเจ้ารุกล้ำเขตของเรา" "เขตนั้นเป็นของพวกเรามาก่อน" เสียงเริ่มดังขึ้น เฟิงเทียนหลงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะหนึ่งครั้ง กึก ทุกคนเงียบ "ข้าจะฟังทีละคน" ผู้นำทั้งสองฝ่ายก้มศีรษะ เฟิงเทียนหลงหันไปหาเผ่าเกล็ดแดง "พูด" อีกฝ่ายจึงอธิบายว่าพื้นที่ริมแม่น้ำเคยเป็นแหล่งแร่พลังของพวกเขา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผ่าเกล็ดเงินขยายพื้นที่เข้ามา เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้นำเผ่าเกล็ดเงินก็รีบโต้แย้ง "พวกเราไม่ได้ยึดพื้นที่" "แต่พวกเจ้าตั้งเสาหินของเผ่าไว้!" "เพราะแม่น้ำเปลี่ยนทาง!" เสียงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงเทียนหลงยังคงนิ่ง ไป๋อวี้เหยา
ลานฝึกของหุบเขามังกรถูกปิดลงชั่วคราว เศษหินจากการต่อสู้ยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้น ผู้คนของทั้งสองเผ่าต่างช่วยกันเก็บกวาด ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากนัก ไป๋อวี้เหยาเดินเคียงข้างเฟิงเทียนหลงกลับเข้าสู่เขตพักของราชสำนัก รอยถลอกเล็ก ๆ บนแขนของนางถูกพันด้วยผ้าสีขาวเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินอยู่ข้างกันยังคงมองมันเป็นระยะ นางถอนหายใจ "ท่านมองแผลข้ามาสิบรอบแล้ว" "สิบเอ็ด" "นับด้วยหรือ?" "แน่นอน" "มันไม่ได้เจ็บแล้ว" "ข้ารู้" "ถ้ารู้แล้วจะมองทำไม?" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป "เพื่อให้แน่ใจ" ไป๋อวี้เหยาส่ายหน้า "ท่านนี่..." ยังไม่ทันพูดจบ เสียงมังกรคำรามก็ดังขึ้นจากท้องฟ้า ทั้งคู่เงยหน้าพร้อมกัน มังกรเกล็ดแดงสามตัวกำลังบินไล่ตามมังกรเกล็ดเงินอีกสองตัว เปลวไฟสีแดงพุ่งผ่านอากาศ น้ำแข็งสีฟ้าตอบโต้ทันที "พวกเขายังไม่หยุดอีกหรือ?" ไป๋อวี้เหยาถาม เฟิงเทียนหลงถอนหายใจ "ดูเหมือนจะไม่" เขาหันไปหาองครักษ์ "พานางกลับตำหนัก" "ไม่" ไป๋อวี้เหยาขัดขึ้น เฟิงเทียนหลงหันมามอง "อวี้เหยา" "ข้าไม่เข้าไปในสนามรบ" นางชี้ขึ้นฟ้า "แต่ข้าอยากเห็นว่าท่านจะจัดการอย่างไร" เขานิ่งไปเล็กน
ลานหินกลางหุบเขามังกรเต็มไปด้วยความตึงเครียด มังกรสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีเกล็ดสีแดงเข้ม อีกฝั่งมีเกล็ดสีเงินอมฟ้า ไม่มีใครยอมถอย ไป๋อวี้เหยาที่กำลังเดินกลับจากริมแม่น้ำกับเฟิงเทียนหลงหยุดลงเมื่อเห็นความผิดปกติ "เกิดอะไรขึ้น?" เฟิงเทียนหลงมองไปยังลานหิน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที "พวกเขากำลังจะสู้กัน" "ทำไม?" "ความขัดแย้งระหว่างสองสายเลือด" เขาตอบสั้น ๆ ก่อนหันไปหาองครักษ์ "พานางออกไปจากตรงนี้" ไป๋อวี้เหยาขมวดคิ้ว "แล้วท่านล่ะ?" "ข้าจะจัดการเอง" "อีกแล้วหรือ?" เขามองนาง "อวี้เหยา ที่นี่อันตราย" "ข้ารู้" นางมองมังกรสองกลุ่ม "แต่ถ้าท่านเข้าไป ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" เฟิงเทียนหลงนิ่งไป เขาไม่อยากให้นางเข้าใกล้การต่อสู้ แต่ก็รู้ดีว่านางไม่ใช่คนที่จะยอมกลับไปนั่งรอโดยไม่ถามอะไร "อยู่ข้างข้า" เขาพูดในที่สุด "ห้ามวิ่งเข้าไป" "ตกลง" "หากข้าบอกให้ถอย เจ้าต้องถอยทันที" "ได้" เขาจับมือนาง "และอย่าปล่อยมือข้า" ไป๋อวี้เหยามองมือที่ถูกจับไว้ "ท่านกลัวข้าหายหรือ?" "มาก" คำตอบตรง ๆ ทำให้นางพูดไม่ออก ทั้งคู่เดินเข้าไปใกล้ลานหิน เสียงโต้เถี
ประตูหินขนาดมหึมาเปิดออกช้า ๆ ไป๋อวี้เหยายืนอยู่ข้างเฟิงเทียนหลง มองเส้นทางเบื้องหน้าด้วยความสนใจ หุบเขาที่อยู่ตรงหน้าต่างจากพื้นที่อื่นในแดนมังกรอย่างชัดเจน ภูเขาสูงเรียงตัวล้อมรอบผืนดินกว้างใหญ่ หน้าผาสีดำมีเส้นแร่สีทองแทรกอยู่เป็นแนวยาว น้ำตกจากยอดเขาไหลลงสู่แม่น้ำสีเงินที่ทอดผ่านกลางหุบเขา บนท้องฟ้ามีมังกรจำนวนมากบินอยู่ บางตนบินเป็นกลุ่ม บางตนฝึกเปลี่ยนร่าง บางตนต่อสู้กันกลางอากาศ และบางตนนอนขดตัวอยู่บนหน้าผารับแสงอาทิตย์ ไป๋อวี้เหยามองทุกอย่างอย่างตื่นตาตื่นใจ "ที่นี่คือหุบเขามังกร?" "ใช่" เฟิงเทียนหลงเดินเคียงข้างนาง "ที่นี่เป็นสถานที่ที่มังกรสายเลือดโบราณใช้ฝึกฝนและเติบโต" "แล้วท่านเคยมาที่นี่บ่อยไหม?" "ตอนเด็ก" นางหันมองเขา "ตอนเด็กท่านเป็นอย่างไร?" เขานิ่งไปครู่หนึ่ง "ซน" ไป๋อวี้เหยาหัวเราะ "ข้าเดาไว้แล้ว" "เจ้ารู้ได้อย่างไร?" "ดูจากตอนนี้ก็รู้" เฟิงเทียนหลงเลิกคิ้ว "ตอนนี้ข้าซนตรงไหน?" "ชอบตามข้า" "นั่นไม่เรียกว่าซน" "ชอบหวงข้า" "นั่นก็ไม่ใช่" "ชอบหาเรื่องมานั่งข้าง ๆ" เขาเงียบ ไป๋อวี้เหยายิ้มกว้าง "เห็นไหม?" "ข้าแค่ชอบอยู่ใกล้เจ้า" คำตอ







