LOGIN
เสียงดนตรีแสนไพเราะกับอาหารเลิศรสในวันนี้กลับไม่ทำให้คุณหนูสี่ ‘ถานเมิ่งจี’ ดรุณีน้อยวัยสิบหกหนาว บุตรสาวสายตรงเพียงคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่ถาน หรือก็คือถานไท่เว่ย ผู้มีนามว่า ‘ถานหมิงฮ่าว’ รู้สึกเพลิดเพลินเช่นทุกครั้งเช่นที่นางได้ติดตามบิดามาร่วมงานเลี้ยงใหญ่ภายในวังหลวงเอาเสียเลย
นั่นคงเพราะตนเองบังเกิดอาการประหลาดหลังจากผู้เป็นบิดานั้นลุกขึ้นไปทักทายสหายเมื่อครู่ใหญ่ก็เป็นไปได้ ทำให้เด็กสาวต้องเหลียวมองหาว่าบัดนี้บิดานั้นใกล้จะกลับมายังโต๊ะที่ตนนั่งรอหรือยัง แต่ก็เห็นเพียงเงาหลังห่างไกลเท่านั้นครั้นเมื่อเหลียวไปหาพี่ชายคนที่สามที่หายไปกับสตรีสาวนางหนึ่งก็ยังไม่กลับมา เห็นการวันนี้ดูแปลกไปจริง ๆ
“น้องสี่เป็นอันใดไปหรือ”
คงเพราะนางกระสับกระส่ายเกินไป พี่สาวต่างมารดาจึงร้องทักขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย แต่นางที่เป็นดวงจิตของคนต่างยุคซึ่งเข้ามาอาศัยแทนที่คุณหนูสี่ถานเมิ่งจีคนเดิมได้หนึ่งหนาวกลับไม่เชื่อใจสตรีร้ายกาจเช่น ‘ถานม่านอวี้’ เด็ดขาดหลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้ถานเมิ่งจีถึงแก่ความตายแล้ว นางที่เป็นดวงจิตของ ‘เจ้าจันทร์ มากมีทรัพย์’ นักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพมหานครที่ประสบอุบัติเหตุรถชนคอสะพานจนเสียชีวิตเมื่อหนึ่งหนาวก่อนก็เข้ามาอยู่แทนก็แน่ชัด
“ลำบากพี่หญิงใหญ่ต้องห่วงใยแล้ว แต่น้องสี่นั้นหาได้เป็นอันใด เพียงห่วงใยท่านพ่อกับพี่สามมากไปเท่านั้น”
เพราะวันนี้เป็นงานเลี้ยงใหญ่ เฉลิมฉลองที่ท่านอ๋องแปด ‘หลี่ปิงเฉิง’ นั้นมีชัยชนะเหนือกบฏยังชายแดนแคว้นหย่งโดยเด็ดขาด จนบัดนี้แคว้นหย่งกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทำให้จวนถานไท่เว่ย หรือจวนสกุลถานต้องยกกันมาทั้งหมด ยกเว้นฮูหยินผู้เฒ่ากับเหล่าอนุภรรยาเท่านั้นที่ไม่ได้ติดตามถานไท่เว่ยผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่ง ‘ต้าเซิ่ง’ มาร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย มีเพียงบุตรสาวและบุตรชายที่ยังรั้งอยู่ที่เมืองหลวงติดตามมาเท่านั้นในวันนี้
“แต่น้องสี่ดูอาการไม่ดีเลย เป็นอันใดก็เร่งกล่าวมาเถิด พี่หญิงใหญ่นี้ยินดีช่วยเหลือ”
‘มองมาจากนอกโลกยังเห็นเลยว่า ‘แม่นาง’ นั้นปลอมมาก!’
สาวน้อยคิดขณะที่ลมหายใจของตนเองเริ่มหอบแรงขึ้น เหงื่อกาฬแตกซ่าน หากเป็นถานเมิ่งจีคนเดิมคงไม่ทราบแน่ว่าตนเองกำลังเป็นอันใด แต่เพราะบัดนี้คือ ‘เจ้าจันทร์’ นักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ ถึงจะแค่ปี3 ทว่าอาการที่เป็นอยู่นี้กระจ่างแล้วว่าหาใช่ตนแพ้อาหารหรือเมาสุรา หากแต่ตนคงถูกนางอสรพิษหน้าขาว ‘ม่านอวี้’ เล่นงานด้วยยาปลุกกำหนัดเข้าแล้ว!
ยิ่งแลเห็นรอยยิ้มร้ายกาจที่อีกฝ่ายส่งมาให้ ซึ่งมีเพียงถานเมิ่งจีผู้เดียวที่มองเห็นบัดนี้ก็ยิ่งแน่แก่ใจตนเองนั้น ‘เสียที’ ให้ถานม่านอวี้แล้วจริง ๆ
“นางอสรพิษม่านอวี้!”
เด็กสาวพึมพำด้วยความทรมาน สายตาเริ่มจะมืดมัวไปด้วยเพลิงราคะ ถึงจะพยายามข่มอาการแล้วตั้งสติว่าเหตุใดถานม่านอวี้จึงใจกล้าถึงกับลงมือกับนางภายในงานเลี้ยงใหญ่โตภายในวังหลวง โดยไม่เกรงกลัวบิดาที่หากรู้ความจริงจะต้องขับไล่นางไปอยู่บ้านนอกหรือไร
ก่อนที่ทุกสิ่งจะกระจ่าง ทุกสิ่งก็พลันหยุดชะงักไปเมื่อเสียงขันทีร้องบอกว่าองค์ไท่จื่อ ‘หลี่ไท่หยาง’ เสด็จมาถึงภายในงานเลี้ยงนี้เสียก่อน ทำเอาถานเมิ่งจียิ่งร้อนใจ พร้อมสะดุดใจกับบางสิ่ง เพราะในอดีตระหว่างหลี่ไท่หยางกับถานเมิ่งจีคนเดิมที่ตายจากไปนั้นมีสัญญาหมั้นหมายมานับตั้งแต่เด็กสาวยังไม่เกิดด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงทำให้ตลอดมาภายในใจของถานม่านอวี้ที่อิจฉาริษยาน้องสาวมาตลอดจึงไม่เคยยินยอมให้น้องสาวสุดท้ายได้แต่งงานไปเป็นว่าที่ฮองเฮา เพราะนางคิดว่าตนเองนั้นเกิดก่อนถานเมิ่งจีถึงสี่หนาว แต่เพราะฐานะของนางเกิดจากอนุภรรยาจึงมิใช่บุตรสาวสายตรง ดังนั้นถึงถานเมิ่งจีจะเกิดทีหลัง แต่กลับตัดหน้าเอาตำแหน่งว่าที่ไท่จื่อเฟยมาครอบครองตั้งแต่ยังไม่รู้ความเลยด้วยซ้ำ นางยอมไม่ได้จนถึงเคยคิดแผนร้าย จนถานเมิ่งจีในอดีตถึงแก่ความตายมาแล้วเกรงว่าในคราวนี้แค่วางยาหวังทำลายชื่อเสียงให้นางอยู่มิสู้ตายมีหรือจะไม่กล้าลงมือ
“หึ! หากคุณหนูสี่ลุกขึ้นมาเปลื้องผ้า งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้คงสนุกสนานยากจะลืมลงเป็นแน่!”
นางอสรพิษหน้าขาวม่านอวี้กระซิบอยู่ข้างใบหูเล็กในขณะที่สติของถานเมิ่งจีแทบจะควบคุมไม่ได้ สายตามองหาบิดาและพี่ชายคนที่สาม แต่พวกเขาบัดนี้ยิ่งอยู่ไกล ส่วนสาวใช้ของนางนั้นก็รั้งอยู่ที่รถม้า เหลียวซ้ายแลขวากลับไม่พบคนคุ้นเคยที่พอจะพึ่งพาอาศัยได้เลยสักผู้เดียวในยามยากเช่นนี้
เห็นทีตนคงต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น และหากคิดจะไป นางรั้งรออีกไม่ไหว ขณะนี้มีเพียงกลับไปหาสาวใช้คนสนิทเช่นฮุ่ยลู่เจียว กับคนสนิทของบิดาเท่านั้น นางจึงพอจะมีโอกาสรอดพ้นไปจากแผนการร้ายของถานม่านอวี้ คิดตกจึงไม่รอช้าเด็กสาวกัดฟันควบคุมสติลุกขึ้นเดินออกจากงานเลี้ยงไปชนิดไม่สนใจผู้คนรอบข้างอีกต่อไป แม้แต่เงาร่างของพี่ชายคนที่สามจะผ่านสายตานางก็ไม่หยุด เพราะบัดนี้นอกจากบิดานางก็ไม่วางใจผู้ใดแล้วจริง ๆ
พลั่ก! ตุ๊บ!
แม้แต่ชนกับคนจนเซถลาล้มลงไปบนพื้น ถานเมิ่งจีก็ไม่สนใจจะดูแล้วว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด นางสนใจเพียงต้องไปให้ถึงรถม้า และคนของบิดาให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะควบคุมสติตนเองไม่ไหว ยิ่งเหลียวกลับไปมองด้านหลังแล้วเห็นนางอสรพิษหน้าขาวถานม่านอวี้กำลังลุกเดินตามมาด้วยกิริยาเยือกเย็น นางกลับยิ่งตึงเครียด เพราะคนเช่นนั้นไม่มีทางกลับใจมาคิดดีต่อนางเป็นแน่
“เดี๋ยวสิ! เจ้าจะไร้มารยาทเกินไปหรือไม่คุณหนูสี่ เดินชนคนแล้วไม่ขอโทษ ช่างไม่เหมาะสมกับฐานะคู่หมายของไท่จื่อหลี่ไท่หยางเลยนะ”
เสียงของบุรุษที่นางเพิ่งชนจนเซถลาล้มก้นกระแทกพื้นราวกับนกปีกหักกลับไม่ยอมปล่อยนางให้จากไปด้วยดี หันมาจับต้นแขนของนางแล้วบีบเอาไว้จนแน่น ทำเอากายสาวร้อนรุ่มแทบเสียสติ
“เมิ่งจีขออภัยที่ไร้มารยาทต่อคุณชายท่านนี้แล้ว ต้องขออภัยจากใจเจ้าค่ะ”
นางกัดฟันข่มความทรมานขุมใหญ่ลงท้องก่อนปั้นหน้ายิ้มแล้วเอ่ยขอโทษจากใจจริง แต่รอยยิ้มของนางคงบิดเบี้ยวไม่น้อย บุรุษหน้าตาดุดันจึงมองกันด้วยสายตากังขาอยู่หลายส่วนส่งมาให้เช่นนี้ แต่สงสัยอันใดมันก็เป็นปัญหาของเขาปัญหาเดียวของนางคือต้องกลับรถม้าแล้วเร่งไปพบท่านหมอสักคนให้ได้เท่านั้น
“เมิ่งจี นี่เจ้าไม่สบายหรือ?”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายคล้ายอาทรกันอยู่หลายส่วน นางจึงเพ่งมองบุรุษผู้มีเรือนกายสูงใหญ่อย่างจริงจัง เพราะคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นคนคุ้นเคยที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ แต่มองอยู่ครู่หนึ่งนางกลับไม่คุ้นหน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“ขออภัยเจ้าค่ะคุณชาย หากแต่เมิ่งจีคงต้องขอตัวก่อนแล้ว”
ยิ่งหันไปด้านหลังเห็นถานม่านอวี้ใกล้เข้ามา นางเองก็ยิ่งร้อนใจ ในเมื่อบุรุษตรงหน้านางไม่รู้จักย่อมไม่วางใจจนถึงขนาดเอ่ยปากให้อีกฝ่ายช่วย มือเล็กจึงแกะฝ่ามือแกร่งของอีกฝ่ายที่กำต้นแขนของนางเอาไว้แน่นให้เขาปล่อย พอไม่ได้ผลจึงตัดสินใจว่าไม่สนแล้ว ยามนี้นางกำลังแย่ อีกทั้งคนตรงหน้าดูไม่น่าวางใจ นางป้องกันตนเองล้วนไม่ผิด
ผลัวะ!
“โอ๊ะ!”
กำปั้นเล็กพุ่งออกไปและชกเข้าตรงหน้าท้องของบุรุษตัวสูงใหญ่เต็มแรง โดยที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว หรือคิดระแวงสงสัย เลยเป็นผลดังที่นางต้องการ เพราะมือแกร่งปล่อยต้นแขนเล็กของตนทันที สาวน้อยจึงยืมเท้าสุนัขวิ่งไม่คิดชีวิต แต่เพราะพระราชวังในยามค่ำคืนนั้นตรงไหนก็ดูเหมือนกันไปหมดวิ่งมาจนลิ้นห้อยจึงรู้แจ้ง
นางหลงทิศ!
“บัดซบ!”
เข่าสองข้างของเด็กสาวทรุดลงนั่งกับพื้นหญ้านุ่มนิ่ม เพราะจนปัญญาจะหาทางกลับไปยังรถม้า ภายในใจก็มีเพียงคำว่าแย่แล้ววิ่งวนซ้ำไปมา พลันน้ำตาก็หลั่งรินก่อนจะเริ่มด่าทอตนเองที่โง่เขลา หันไปทางทิศใดต้นไม้ใบหน้ารวมไปถึงโคมไฟตกแต่งประดับประดาก็เหมือนกันไปหมด
ความทรมานจากฤทธิ์ยานรกก็พุ่งพรวดเข้าถาโถมแทบจะควบคุมตนเองไม่ไหว จนเผลอดึงทึ้งอาภรณ์งดงามของตนเอง แต่เมื่อตั้งสติได้นางก็หยุดทำวนเวียนอยู่เช่นนั้น จนสภาพงดงามเมื่อตอนออกจากจวนถานไท่เว่ยบัดนี้ไม่มีเหลือ!
“หายไปไหนเร็วนักนะ”
ถานม่านอวี้คิดว่าตนเองติดตามถานเมิ่งจีมาดีแล้วโดยแท้ แต่เพราะตนเองดันเดินสวนกับท่านอ๋องแปด ‘หลี่ปิงเฉิง’ เข้า จึงจำต้องหยุดถวายพระพรบุรุษผู้หยิ่งยโสเสียก่อน เลยคลาดกันกับนางมารน้อยเมิ่งจีเสียได้ บัดนี้เดินตามหาจนถึงรถม้ายังหน้าประตูพระราชวังทิศใต้กลับไม่พบแม้แต่เงาก็ชักเริ่มร้อนใจ เพราะหากผิดแผนที่นางทุ่มเทจนหมดตัวในราตรีนี้ นางคงจบสิ้นโอกาสได้แก้ตัวอีกแล้วเป็นแน่
“ลี่จื่อมาช่วยข้าตามหาคนเร็วเข้า”
หากผิดพลาดนอกจากนางจะพลาดโอกาสได้แต่งงานกับองค์ไท่จื่อหลี่ไท่หยางแล้ว แม้แต่รั้งอยู่เมืองหลวงในจวนถานไท่เว่ยนางก็คงยากจะรั้งอยู่ต่อไปได้เป็นแน่ มีเพียงต้องถูกยกให้ตบแต่งออกไปกับคุณชายสักคนที่ฐานะปานกลางเท่านั้น ซึ่งนางยอมไม่ได้เด็ดขาด ถึงยากจะแต่งเข้าตำหนักบูรพาในฐานะไท่จื่อเฟยได้เช่นถานเมิ่งจี แต่ขอเพียงนางได้แต่งเข้าไป จะฐานะเพียงแค่พระชายารองนางก็ยินดี
เพราะด้วยฐานะบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยา หากไม่แต่งงานออกไปกับคุณชายฐานะปานกลางก็อาจต้องแต่งไปเป็นอนุภรรยา หนีชะตาของมารดาไม่พ้น ดังนั้นนางที่พยายามทำทุกวิถีทางไม่ยอมแต่งงานออกไปทั้งที่อายุก็มากถึงยี่สิบหนาวแล้วเช่นนี้จึงไม่ยอมผิดพลาดกับแผนการในวันนี้เด็ดขาด!
แต่เดินหาอยู่ครู่ใหญ่ก็หาไม่พบ ถานม่านอวี้จึงยิ่งร้อนใจ ไหนจะต้องกลับไปรับหน้าบิดา ไหนจะยังหานางตัวดีไม่พบไม่ร้อนใจอย่างไรไหว ยิ่งเวลายิ่งดึก ถานม่านอวี้ก็แทบจะเสียสติแล้ว บัดนี้ดวงตาคู่งามแดงก่ำเพราะโมโหและแค้นใจที่สวรรค์ไม่เป็นใจให้โอกาสนางเลย คิดด่าทอไปถึงน้องชายของตนที่ไม่ได้ความเอาเสียเลย แทนที่จะช่วยกันกลับหายหัวไปเสียได้ นางแค้นใจแทบกระอักโลหิตออกมาแล้วในยามนี้
“เจ้าตามหาต่อไป ส่วนข้าต้องกลับไปรับหน้าท่านพ่อก่อน ระวังด้วยล่ะ อย่าให้ถูกจับได้ ที่สำคัญหากพบคุณชายให้เขาช่วยหาคนด้วยอีกแรงจำไว้นะ!”
มีเพียงป้ายความผิดให้กับนางสาวใช้หน้าโง่เช่น ‘ชุนลี่จื่อ’ เท่านั้นนางจึงเอาตัวรอดได้ในเหตุการณ์นี้ ส่วนคำพูดของถานเมิ่งจีนั้นนางคิดว่าตนเองพอจะหาทางแก้ไขได้อยู่บ้าง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรนางมารน้อยเมิ่งจีก็ทำอะไรตามใจตนเองเป็นหลัก โกหกจนเป็นสันดาน ถึงหนึ่งหนาวจากอุบัติเหตุรถม้าตกลงไปในแม่น้ำ ‘ฮวงเหอ’ คราวนั้นมันจะเปลี่ยนไปมาก แต่คนเคยไร้แก่นสารมาทั้งชีวิต แม้แต่ฮองเฮาที่คาดหวังกับอำนาจสกุลถานบ่อยครั้งยังไม่พึงใจกับว่าที่สะใภ้ผู้นี้ นางคิดว่าคราวนี้ตนเองจะต้องหาทางออกให้ตนเองได้อย่างแน่นอน
ในขณะที่ถานม่านอวี้คิดหาทางรอดให้ตนเองอยู่นั้น ผู้ที่คนทั้งมหานคร ‘ลั่วหยาง’ ล้วนมอบสมญานามให้ว่าคือ ‘นางมารน้อยเมิ่งจี’ เช่นคุณหนูสี่นั้นกำลังทรมานแทบขาดใจ แม้นเคยได้ยินได้ฟังถึงฤทธิ์ร้ายของยาปลุกกำหนัดมาไม่น้อย แต่พอนางได้สัมผัสกับมันด้วยตัวเอง ร้อยคำเล่าลือกลับยังน้อยไปราวกับเป็นเพียงฝุ่นผงเท่านั้น
“น้ำ ข้าต้องไปหาน้ำ”
สติอันเลือนรางบอกให้นางเร่งหาน้ำเพื่อลงไปแช่ แต่เพราะสตินั้นแทบไม่เหลือ นางจึงหลงลืมไปจนสิ้นว่าบัดนี้ตนเองหลงทางอยู่กลางพระราชวังอันยิ่งใหญ่ไพศาลของดินแดนต้าเซิ่ง เรือนกายเล็กเดินโซเซลัดเลาะไปอย่างไร้จุดหมาย เพราะสติแทบไม่เหลือ มีหลายครั้งที่นางสะดุดหกล้ม
ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เกิดจากการหกล้มนั้นค่อยฉุดดึงสติของเด็กสาวให้กลับคืนมาบ้าง นางจึงคิดได้ว่าไม่สมควรจะวิ่งราวคนเสียสติ เพราะยิ่งเตลิดก็จะยิ่งหลงทิศไปไกล และหากเป็นเช่นนั้นคงไม่ใช่เรื่องดี ต่อให้นางมีฐานะเป็นพระคู่หมั้นของไท่จื่อหลี่ไท่หยางที่รอให้อายุครบสิบแปดหนาวจึงสมควรแต่งเข้าตำหนักบูรพาได้ก็ตาม
เช่นไรนางก็คือ ‘คนนอก’ ที่มาร่วมงานเลี้ยงเท่านั้น ชื่อเสียงหนึ่งหนาวที่สั่งสมมาคงสลายไปจนสิ้นหากมีคนมาพบเข้ากับสภาพของนางในยามนี้ บุตรีในฮูหยินเอกของถานไท่เว่ยที่เป็นถึงพระคู่หมั้นในองค์ไท่จื่อเห็นทีจะไม่เหลือชิ้นดีสมใจของถานม่านอวี้แล้วเป็นแน่
“คงมีเพียงยอมเสียเลือดแลกสติแล้วกระมัง”
ในยามไร้หนทางมีเพียงพึ่งพาตนเอง สุดท้ายถานเมิ่งจีจึงเลือกเจ็บตัวรักษาสติ นางดึงปิ่นบนศีรษะออกมาแล้วแทงลงบนฝ่ามือ เพราะเป็นจุดที่นางสามารถควบคุมมันได้ ส่วนจุดอื่นนางไม่มั่นใจว่าจะทำให้ตนเองบาดเจ็บจนถึงขนาดหมดสติเพราะเสียเลือดมากไปหรือไม่
ฉึก!
“เจ็บเป็นบ้า!”
แต่ก็เพราะความเจ็บ นางจึงได้สติคืนกลับมา ถึงไม่เต็มสิบส่วน แต่แค่เพียงห้าในสิบส่วนเท่านั้นนางก็สามารถคิดตกว่าตนเองจะหาทางกลับไปยังรถม้าได้อย่างไร ดวงตาคู่งามหลับลงทบทวนในใจว่ารถม้านั้นจอดอยู่ประตูทิศใต้ นางจึงลืมตาแหงนมองขึ้นไปบนท้องนภา
ใช้ทักษะด้านการดูทิศจากดวงดาวเข้าช่วย ไม่นานนางก็พบทางที่จะกลับไปยังรถม้า คราวนี้จึงรวบรวมสติให้มั่นคงแล้วเดินลัดเลาะหลบสายตาของทหารยามกับเหล่านางกำนัลและขันทีที่เมื่อครู่นางไม่พบสักคน แต่พอเข้าใกล้ลานจัดเลี้ยงคนยิ่งมาก
ปึก! โครม!
บัดซบ!
เหลืออีกเพียงไม่ถึงห้าสิบเก้านางก็จะหลุดไปถึงประตูทิศใต้อยู่แล้วโดยแท้ ไยสวรรค์จึงรังแกคนดีเช่นนางด้วยการให้วนเวียนกลับมาชนประสานงากับบุรุษร่างยักษ์ที่นางเพิ่งชกใต้เข็มขัดของเขาเช่นนี้ด้วยนะ?!
…ถานเมิ่งจีไม่เข้าใจจริง ๆ …
ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ
ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห
ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ
ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ
ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ
ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร







