Share

สะกดรอยตาม

last update publish date: 2026-03-22 12:00:58

ยามรัตติกาลเข้ามาเยือนในคืนนั้น ทั่วทั้งสำนักศึกษาตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารยามที่ผลัดเวรลาดตระเวนดังก้องเบา ๆ บนพื้นหินกรวด

เหนือหลังคาเรือนกลางของสำนักศึกษา เงาร่างหนึ่งยืนทอดกายท่ามกลางสายลมหยอกเย้า ชายอาภรณ์ดำปลิวสะบัดราวกับกำลังร่ายรำกลางอากาศ ดวงหน้าขาวเนียนดุจหยกเรืองรองใต้แสงจันทรา ขลับความงามให้โดดเด่น

ดวงตาดอกท้อกระจ่างใสทอดมองเบื้องล่างนิ่งงัน ก่อนจะหันไปยังทางทิศใต้ด้วยแววตาแน่วนิ่ง

“วันนี้ข้าจะต้องรู้ให้ได้ ว่าผู้ใดที่มาลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท ข้าจะไม่มีทางปล่อยให้มันได้มีลมหายใจต่อไปอีกเด็ดขาด หากเขาตายข้าก็ไร้ความหมาย”

สิ้นคำกล่าวเสียงลมพัดวูบหนึ่ง หญิงสาวพลันก้าวกระโดดไปตามหลังคาของสำนักศึกษาอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วราวประหนึ่งอัสนีแหวกเวหา แววตาคอยจับจ้องความเคลื่อนไหวรอบด้านอย่างไม่ประมาท ความเย็นยะเยือกของลมเหมันต์พัดผ่านเส้นผมพลิ้วไหว

เมื่อกระโดดพ้นออกจากประตูทางทิศใต้มาได้ ก่อนที่จะมีผู้อื่นมาพบเห็นหญิงสาวรีบกระโดดไปยืนบนกิ่งไม้สูงห่างออกไปหนึ่งจั้ง [1] ดวงตาดอกท้อทอดมองทัศนียภาพเบื้องหน้า

ซึ่งหลังบานประตูทางทิศใต้กลับปกคลุมไปด้วยป่ารกทึบ ต้นไม้ใหญ่สูงชะลูดราวกับมีอายุมาหลายร้อยปี ห่างออกไปไม่ไกลมากมีต้นสนเรียงรายตลอดทาง

แสงจันทราส่องผ่านหมู่ใบไม้ทอประกายเงินยามกระทบผิวใบไม้ หญิงสาวยืนนิ่งครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน หากตนออกเดินทางไปแล้วกลับมาไม่ทันกาล อาจจะทำให้ตนตกเป็นที่ต้องสงสัยเสียเอง

ระหว่างที่กำลังชั่งใจอยู่นั้น มีเสียงล้อดังกึก ๆ เบื้องล่างใต้ต้นไม้ที่หญิงสาวยืนอยู่ นางรีบทรุดกายนั่งยองลอบฟังเหตุการณ์เบื้องล่าง

“ดึกป่านนี้แล้วเจ้าจะไปที่ใดกัน?” ทหารยามผู้หนึ่งเดินถือหอกมาตรงจุดที่มีเกวียนวัวจอดอยู่ใต้ต้นไม้

“ขออภัย ข้าเป็นพ่อครัวของสำนักศึกษา ข้าต้องออกไปเก็บวัตถุดิบก่อนฟ้าจะรุ่งสาง ระยะเดินทางไกลจากสำนักศึกษานัก เกรงว่าข้าจะกลับมามิทันกาล จึงจำเป็นต้องออกเดินทางเสียตั้งแต่ตอนนี้ขอรับ” ชายชราเอ่ยตอบเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น

“ไปคนเดียวจะมิเป็นอันตรายหรือ?” ทหารยามถามขึ้นอีกครั้ง

“มิต้องกังวลขอรับ เขตทางทิศใต้อยู่ในอาณาเขตของเมืองฝูฉี หายห่วงเรื่องอันตรายได้เลยขอรับ” ชายชราตอบกลับพร้อมรอยยิ้มบาง

“เช่นนั้นก็จงรีบไป รีบกลับเถิด”

“ขอรับ”

หลังบทสนทนาสิ้นสุดลง ชายชราก็ขับเกวียนวัวออกจากประตูไปอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้สึกตัวเลยว่าตลอดทางในเงามืดเบื้องหลังนั้น มีสายตาคู่หนึ่งคอยสะกดรอยตามเขาอยู่อย่างใกล้ชิด

เกวียนวัวเคลื่อนห่างออกจากสำนักศึกษามาได้หนึ่งลี้ [2] ก็มาถึงทางแยกสองทาง หลี่หลิ่งฟางที่ซุกซ่อนอยู่บนกิ่งไม้คอยเฝ้ามองดูการกระทำของชายชราตลอดเวลา ยามเห็นเขาหันซ้ายหันขวาในใจของนางกลับคิดว่าชายชรากำลังมองหาบางอย่างอยู่

ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลอื่น หรือไม่ก็คอยระแวดระวังอันตราย แต่นางกลับมีลางสังหรณ์ประหลาดตีตื้นขึ้นมาภายใน แถมหัวใจก็เต้นระส่ำไม่หยุดเมื่อมาถึงทางแยกนี้

“หรือว่าชายชราผู้นี้มารอนัดพบใคร?”

เสียงพึมพำเงียบลงไปไม่นาน ภาพของกลุ่มคนชุดดำปริศนาปรากฏที่ทางฝั่งซ้ายมือ พวกเขาเหล่านั้นเดินตรงมาที่เกวียนวัวของชายชรา และเริ่มสนทนาบางสิ่งบางอย่างที่ยากจะได้ยินในระยะไกล

เพราะกิ่งไม้ที่ซุกซ่อนอยู่ห่างจากบริเวณนั้นสี่ห้าต้น จะให้ลงไปที่พื้นและเข้าไปใกล้ตอนนี้คงไม่ต่างจากการผลีผลามเข้าสู่กับดัก

ทันใดนั้นเองลางสังหรณ์ของนางก็เป็นจริง ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้า ซึ่งจอดห่างออกไปทางด้านหลัง เขาสวมอาภรณ์สีเทา เส้นผมถูกรวบเรียบร้อย รูปโฉมสงบเงียบ แต่แฝงความอันตรายอันน่าสะพรึง

ฝ่ามือบางของนางกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาดอกท้อฉายแววอารมณ์ความแค้นออกมายากที่จะกักเก็บ

พรึบ!

หลี่หลิ่งฟางหายใจถี่เหงื่อผุดตามกรอบหน้าผาก นางโชคดีที่กระโดดลงจากกิ่งไม้มาซ่อนที่หลังต้นสนห่างออกไปห้าต้นได้ทันกาล เพราะประสาทสัมผัสของบุรุษอาภรณ์เทานั้นเฉียบคมเกินคนธรรมดาทั่วไปอย่างมาก

และนางมั่นใจทันทีว่านั่นคือ ‘นักฆ่า’

“คุณชายสามเป็นอันใดไปหรือขอรับ?” องครักษ์หนุ่มเอ่ยถามพลางมองตามสายตาของผู้เป็นนาย

ชายหนุ่มละสายตาออกจากกิ่งไม้หนึ่งหันมาส่ายหน้าให้กับองครักษ์ของตน “เปล่า ข้าแค่เห็นนกฮูกตัวหนึ่งเท่านั้น สงสัยคงออกมาล่าเหยื่อในยามค่ำคืน”

“เช่นนั้นหรือขอรับ”

ครั้นเมื่อองครักษ์หันกลับไป ทว่าใบหน้าของคุณชายสามกลับถมึงทึง แววตาคมกริบเย็นยะเยือก

‘ข้ามั่นใจ...ว่าข้านั้นมิได้ตาฝาดไป’

มุมปากยกยิ้มเยียบเย็น บรรยากาศโดยรอบพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกขึ้นฉับพลัน องครักษ์และบรรดาบุรุษทั้งสี่ต่างหันขวับกลับมามองที่คุณชายสามอย่างตกตะลึง ก่อนที่ร่างของคุณชายสามจะหายวับไปต่อหน้าต่อตา

“องครักษ์หยิ่น...ปล่อยคุณชายไปเช่นนี้จะมิเป็นไรหรือ?” ชายชราเอ่ยถามองครักษ์หนุ่มด้วยความกังวล

“อย่างห่วงเลยผู้อาวุโสเหมา คุณชายสามของข้ารู้ดีว่าควรทำสิ่งใด”

ร่างสูงโปร่งเหินกระโดดขึ้นกิ่งไม้อย่างแผ่วเบาราวแมลงปอแตะผิวน้ำ เป้าหมายของเขาคือต้นส้นที่อยู่ห่างออกไปห้าต้น บนใบหน้าของเขาฉายแววความตื่นเต้นออกมาจนปิดไม่มิด

เมื่อเป้าหมายอยู่ตรงหน้าดาบในมือพลันชักออกจากฝัก เหวี่ยงวูบไปยังเบื้องหลังต้นไม้โดยไร้คำเตือน

เคร้ง!

ดวงตาเมล็ดซิ่งมองประกายสะเก็ดไฟที่ดาบของตนปะทะเข้ากับดาบพกสั้น ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะประดับรอยยิ้มกว้าง

“ในที่สุดก็เจอตัวแล้ว เจ้าหนูตัวร้าย”

ชิ้ง!

เสียงเหล็กเสียดสีดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อหญิงสาวในเงามืดเหวี่ยงดาบพกสั้นใส่เขาเต็มแรง ดาบในมือหลุดจากมือชายหนุ่มกระเด็นไปไกล เขาเดินเอื่อย ๆ ไปเก็บดาบ

“แรงไม่เบาเลยนี่ สมกับที่ข้าถวิลหาจริง ๆ” เขาหัวเราะในลำคำ ดวงตาแพรวพราวมองร่างที่ถอยห่างไปหนึ่งจั้ง “เตรียมตั้งรับเช่นนั้น แสดงว่าวันนี้เจ้าคิดจะรู้แพ้รู้ชนะเลยหรือ?”

“หุบปาก!”

เสียงตวาดดังลั่นกลับมา ชายหนุ่มเอียงคอมองเล็กน้อยทำสีหน้างุนงง

“ข้าเป็นถึงคุณชายสาม มีหรือจะต้องเชื่อฟังคำสั่งคนอย่างเจ้าด้วย!”

กล่าวจบ ร่างของชายหนุ่มพุ่งเข้าหาและฟันดาบลงมาเต็มแรง

เคร้ง!

“อึก!”

หลี่หลิ่งฟางยกดาบพกสั้นของตนขึ้นรับดาบของชายหนุ่ม ด้วยแรงพลังที่ไม่ทัดเทียมของบุรุษยากที่จะตั้งรับได้อยู่หมัด นางจึงผละดาบออกกระโดดถอยหลัง แต่ชายหนุ่มกลับไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวได้ตั้งหลัก

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

“อย่าเอาแต่กระโดดหนีสิเจ้าหนูสกปรก แอบมาลอบมองดูเหมือนหนูท่อเลยนะ”

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

หลี่หลิ่งฟางกัดฟันกรอดเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบ ๆ

‘หนึ่งคำก็หนูสกปรก สองคำก็หนูท่อ ไอ้สารเลวนี่วอนตายเสียแล้ว!”

เคร้ง! เคร้ง! ฉัวะ!

นางเอี้ยวตัวปัดดาบอีกครั้ง ก่อนที่มืออีกข้างจะเหวี่ยงดาบหมายตัดลำคอของชายหนุ่ม แต่ทว่า...

ตึก ตึก ตุบ

ร่างของชายหนุ่มกระโดดถอยห่างออกไปหลายก้าว เขายกมือซ้ายแตะที่บริเวณใบหน้าที่มีรอยเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลเล็ก ๆ

หลี่หลิ่งฟางยืนหอบหายใจกำด้ามดาบพกของตนแน่น จ้องมองร่างชายหนุ่มเบื้องหน้าไม่วางตา ก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้นมากะทันหัน

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากชายหนุ่ม หัวใจเต้นระส่ำ โดยรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่กำลังเข้ามาเยือน

ระหว่างที่หลี่หลิ่งฟางกำลังรู้สึกถึงสังหรณ์ใจไม่ดี บรรยากาศโดยรอบพลันหนักอึ้ง ดวงตาดอกท้อจับจ้องร่างของชายหนุ่มที่มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป กลิ่นอายรอบกายทะมึนเย็นยะเยือก สายตาที่จ้องกลับมาคมกริบจนเรียวแขนของหญิงสาวลุกชัน

ไม่นานร่างของชายหนุ่มหายไปจากจุดที่ยืนอยู่ รู้สึกตัวอีกทีร่างของชายหนุ่มก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า

‘ทำอย่างไรดี หลบไม่ทันแล้ว!”

 


[1] หนึ่งจั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร

[2] หนึ่งลี้ เท่ากับ 500 เมตร

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คืนเทศกาลหอมรัญจวน (nc)

    บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คำสัญญาในคืนหยวนเซียว (nc)

    พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เทศกาลหยวนเซียว

    หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พ่อตาพูดคุยกับลูกเขย

    บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status