LOGINในวันรุ่งขึ้นองค์รัชทายาทได้รับจดหมายจากจวนชินอ๋อง ว่าเขาต้องการจะมาขอเข้าเฝ้าที่สำนักศึกษา ซึ่งในตอนนี้ภายในห้องรับรองของสำนักศึกษา องค์รัชทายาทและชินอ๋องกำลังนั่งอยู่ด้วยกัน
บรรยากาศภายในห้องเงียบกริบจนน่าอึดอัด องค์รัชทายาทนั่งจิบชาเฝ้ารออย่างสงบ แต่ยังคงไร้วี่แววเสียงเอ่ยสนทนา จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเค่อ
“องค์รัชทายาททรงหายดีแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เสียงทุ่มต่ำดุดันน่าเกรงขามดังขึ้นเบื้องหน้า องค์รัชทายาทช้อนสายพระเนตรทอดมองชายวัยกลางคน
“ชินอ๋องถามเราเช่นนี้ จนเราอดสงสัยมิได้จริง ๆ”
“พระองค์กำลังสงสัยสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เรากำลังสงสัยว่า...ชินอ๋องรู้สึกเป็นห่วงเราด้วยงั้นหรือ?”
ชินอ๋องยกยิ้มมุมปาก ไม่ได้แสดงสีหน้าอันใดออกมา แต่สายตาที่ใช้มององค์รัชทายาทกลับแตกต่างจากรอยยิ้มบนใบหน้า
‘องค์รัชทายาทแตกต่างไปจากเดิม คงมิได้ถูกผู้ใดชักจูงอยู่เบื้องหลังหรอกกระมัง... หากเป็นเช่นนั้นจริง เห็นทีข้าคงต้องเลื่อนเวลาให้เร็วขึ้น’
ชินอ๋องยกจอกชาขึ้นจิบก่อนจะเอ่ยขึ้นมา “ได้ข่าวว่าองค์รัชทายาทกับพระชายา ตอนนี้ทั้งสองพระองค์สนิทสนมกันอย่างมาก”
“เรากับพระชายาเป็นสวามีภรรยา มิเห็นแปลกที่จะสนิทสนมกันมิใช่หรือ?”
“เมื่อก่อนองค์รัชทายาทคอยเฝ้าติดตามบุตรีของตระกูลเยว่มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เมื่อก่อนก็ส่วนของเมื่อก่อน ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับพระชายาเท่านั้น”
“หึ” ชินอ๋องขบขันในลำคอพลางยกจอกชาขึ้นจิบ “องค์รัชทายาทรู้ตัวบ้างหรือไม่ ว่าตอนนี้พระองค์ต่างไปจากเดิมขนาดไหน”
“เราก็เพิ่งจะรู้เช่นกัน ว่าเหตุใดชินอ๋องถึงสงสัยเรื่องส่วนตัวของเรานัก”
“...”
ชินอ๋องยังคงยกยิ้มเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกลับพยายามข่มอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่น ภาพในหัวที่เขานึกถึงลำคอนั้นกำลังอยู่ในฝ่ามือของตน และออกแรงบีบโดยไม่ปล่อยให้เจ้าของลำคอนั้นได้มีโอกาสหายใจ
ทว่าสิ่งที่เขาคิดไม่สามารถเปิดเผยออกมาได้ หากเขาเดินตัวหมากผิดไปเพียงเล็กน้อย แผนการทั้งหมดคงพังเละไม่เป็นท่า
“องค์รัชทายาทตรัสถูกต้องแล้ว เป็นกระหม่อมที่ล่วงเกินพระองค์กระหม่อมขอประทานอภัย”
“ชินอ๋องคิดได้เช่นนั้น เราจะมิถือสา”
“ถ้าเช่นนั้น...วันนี้กระหม่อมขอตัวทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” ชินอ๋องยืนขึ้นค้อมกายคำนับ และหันหลังเตรียมตัวเดินทางกลับ
แต่เสียงทุ้มจากทางด้านหลังของเขาดังขึ้นมาเสียก่อน
“ชินอ๋องเปี่ยมไปด้วยความปรีชาสามารถ แข็งแกร่งและมิหวั่นเกรงต่อสิ่งใด แต่...ชินอ๋องก็มิใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เราเคยพบเห็น หวังว่าชินอ๋องจะมิทำให้เราต้องผิดหวัง” องค์รัชทายาทยกจอกชาขึ้นจิบอย่างสบายพระทัยอีกครั้ง โดยไม่ได้สนใจชินอ๋องที่เดินจากไปด้วยความโกรธ
หลี่หลิ่งฟางที่ยืนรออยู่หน้าโถงทางเดิน ก็บังเอิญพบเจอชินอ๋องที่เดินออกมาจากห้องรับรองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
‘สงสัยคงโดนเล่นงานเข้า หน้าเลยบึ้งตึงเช่นนั้น’
หลี่หลิ่งฟางนึกภาคภูมิใจพระสวามีหรือเจ้าลูกเจี๊ยบน้อยของตนในใจ
แต่ตอนนี้นางต้องผลักดันตนเองเข้าไปสู่สมรภูมิการแย่งชิงอำนาจให้ได้เสียก่อน ในเมื่อองค์รัชทายาทเริ่มจะเดินหมากแล้ว นางก็จะเดินหมากในมือเช่นกัน
ตึก ตึก ตึก
หญิงสาวอาภรณ์ชมพูเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของชินอ๋อง นางยิ้มทักทายชายวัยกลางคนก่อนตรัสกล่าวว่า “วันนี้ชินอ๋องมีสีหน้าเคร่งเครียดมากนัก ชินอ๋องเป็นอันใดหรือไม่?”
“กระหม่อมมิเป็นอันใดพ่ะย่ะค่ะ” ชินอ๋องหยุดเดินหันมาค้อมกายให้พระชายา
“แต่เราเห็นชินอ๋องดูกังวล ชินอ๋องกังวลเรื่องใดงั้นหรือ?”
ชินอ๋องมองพระชายาที่มีใบหน้าใสซื่อไร้เดียงสา คนเช่นนี้นับว่าชักจูงได้ง่าย เขายกยิ้มมุมปาก “หากพระชายาทรงเป็นห่วงกระหม่อมเช่นนี้ วันพรุ่งแวะไปเสวยสำรับอาหารที่จวนของกระหม่อมดีหรือไม่?”
“วันพรุ่งเราจะไปให้ได้ แต่เราสามารถพาองค์รัชทายาทไปด้วยได้หรือไม่?”
“แน่นอน กระหม่อมยินดีต้อนรับทั้งสองพระองค์เสมอ” ชินอ๋องยิ้มอย่างเป็นมิตร
“ดีเลย วันพรุ่งเราจะไปหาที่จวน”
“กระหม่อมตั้งตารอพ่ะย่ะค่ะ” ชินอ๋องค้อมกายทูลลากลับจวน
สิ้นร่างของชินอ๋องดวงหน้าที่เคยประดับรอยยิ้มไร้เดียงสา กลับแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง
‘ติดกับข้าง่ายดายเสียจริง’
หลี่หลิ่งฟางยกยิ้มมุมปาก สายตาเยียบเย็นยามทอดมองไปยังเส้นทางที่ชายวัยกลางคนเดินจากไป บรรยากาศรอบกายเย็นวาบหนาวสะท้านดุจฤดูเหมันต์
กระทั่งเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาอย่างมั่นคง ความอบอุ่นที่ด้านหลังของนางบ่งบอกถึงผู้มาเยือน
“เจ้าแสดงละครได้แนบเนียนเสียจริง”
หลี่หลิ่งฟางหันกลับมามองพระพักตร์องค์รัชทายาท พร้อมกับส่งยิ้มตื่นเต้นไปให้ “แผนการจะสำเร็จ เราต้องมีมารยาบ้างเพคะ หากเป็นคนอ่อนน้อมใสซื่อไปมักจะถูกชักจูงได้ง่าย และถ้าหากแข็งกระด้างโอหังไปก็จะถูกภัยร้ายแว้งกัดได้”
หวังจิ้งเสวียนบีบจมูกดื้อรั้นของพระชายาตนแผ่วเบา “เจ้าช่างฉลาดหลักแหลม มากเล่ห์จนยากจะรับมือเสียจริง”
“ชมหม่อมฉันดีกว่านี้ก็ได้เพคะ” หลี่หลิ่งฟางหัวเราะคิกคัก
“ไว้วันพรุ่งเราขอชมผลงานของเจ้าก่อน หากเจ้าทำแผนของเจ้าสำเร็จ เราจะมอบรางวัลให้กับเจ้า”
“รางวัลอันใดหรือเพคะ?”
“บอกเจ้าก่อนก็มิสนุกสิ”
“เดี๋ยวนี้พระองค์หัดมีความลับกับหม่อมฉันแล้วหรือเพคะ?” หลี่หลิ่งฟางตีต้นแขนองค์รัชทายาทเบา ๆ ไปที
หวังจิ้งเสวียนหัวเราะขบขันโน้มใบหน้าไปหอมแก้มพระชายา
ฟอด
“นี่!”
หวังจิ้งเสวียนยิ้มร่าเดินมือไพล่หลังไปที่ห้องอาหาร เพื่อเสวยสำรับมื้อเช้ากับทุกคน โดยมีหลี่หลิ่งฟางเดินฟึดฟัดตามหลังมาไม่ห่าง
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







