Se connecterเช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขากลับมารวมตัวที่ห้องอาหารในยามเฉิน เหล่าบ่าวรับใช้ต่างทยอยยกสำรับอาหารมาจัดเรียงบนโต๊ะตามหน้าที่ หลี่หลิ่งฟางทอดมองชาร้อนที่กำลังถูกรินใส่จอกเรียบนิ่ง
ก่อนที่จะเกิดเสียงดังท่ามกลางความเงียบสงบ
เพล้ง!
จอกชาของหวังจิ้งเสวียนถูกปัดหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย บ่าวที่กำลังรินชาสะดุ้งสุดตัวสีหน้าตื่นตระหนก หลี่หลิ่งฟางลุกขึ้นยืนยื่นมือไปบีบปลายคางบ่าวผู้นั้นเอาไว้แน่น ก่อนจะยกจอกชาของตนเทกรอกปากบ่าวผู้นั้นโดยไม่ให้ตั้งตัว
เพล้ง!
“แค่ก! แค่ก! อึก!”
บ่าวรับใช้สำลักโลหิตออกจากปากน้ำตานองหน้า นางเงยหน้าขึ้นมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความกลัว
หลี่หลิ่งฟางเดินมานั่งย่อตัวลง เท้าคางมองนางอย่างเยือกเย็นพร้อมยกยิ้มมุมปาก “เป็นอย่างไร ชาผสมยาพิษที่เจ้านำมาถวายให้พวกข้า รสชาติดีเยี่ยมใช่หรือไม่?”
อึก…
เสียงขลุกขลักในลำคอไม่ต่างกับวาระสุดท้ายของชีวิต โลหิตไหลย้อยออกมาไม่ขาด
“หืม? ว่าอย่างไรนะ ข้ามิได้ยินเสียงที่เจ้าพูดเลยสักนิด”
บ่าวรับใช้สำลักโลหิตอีกครั้ง ก่อนจะทรุดร่างล้มหน้าคว่ำสิ้นใจทันที
หลี่หลิ่งฟางลุกขึ้นยืนเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร นางหยิบตะเกียบบนโต๊ะขึ้นมาอย่างไร้อารมณ์ และสะบัดข้อมือปามันไปยังเงาด้านหลังของหวังจิ้งเสวียน
ฉึก!
“อ้าก!”
เสียงร้องเจ็บปวดดังขึ้นจากบ่าวรับใช้อีกคนที่ซ่อนกายอยู่
“องค์รัชทายาทวิ่งมาทางนี้เพคะ!” หลี่หลิ่งฟางตะโกนเรียกเสียงดัง
หวังจิ้งเสวียนขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้า รีบพุ่งตรงไปยังร่างของหลี่หลิ่งฟางตามคำสั่งของนาง
ขณะนั้นเองมีกลิ่นบางอย่างแผ่กระจายออกจากร่างบ่าวที่สิ้นใจก่อนหน้า กลิ่นฉุนแปลกประหลาดคล้ายควันจากสมุนไพรพิษกำลังคุกรุ่น
หลี่หลิ่งฟางกระชากแขนของหวังจิ้งเสวียนไว้ทัน ก่อนจะก้าวเข้าไปแทนที่
“หยุด! อย่าเข้าใกล้!”
หลี่หลิ่งฟางตะโกนเสียงเข้มห้ามปราม ดวงตาคมกริบจดจ้องร่างไร้วิญญาณนั้นไม่วางตาก่อนกล่าว “พิษที่ใช้มิใช่พิษธรรมดา พระองค์เพียงสูดดมเข้าไปก็อาจไร้สติได้ทันทีเพคะ”
หวังจิ้งเสวียนหยุดทอดพระเนตรรอบตัวอย่างระแวดระวัง โชคยังดีที่องค์รัชทายาทแคว้นเซี่ย และองค์หญิงใหญ่ลุกออกจากโต๊ะไปได้ทันกาล ตอนนี้ในห้องอาหารเหลือหนึ่งบุรุษและหนึ่งสติยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย
หลี่หลิ่งฟางหลุบตามองบ่าวรับใช้อีกคนที่โดนตะเกียบปักเข้าที่ไหล่ ร่างนั้นกำลังดิ้นพล่านพยายามหนี นางจึงรีบก้าวฉับไปหาและเหยียบลงบนหลังมือกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็ง
“บอกมา ผู้ใดเป็นคนสั่งเจ้า?”
“บะ…บ่าวมิรู้! บ่าวเพียงได้รับคำสั่งให้สลับจอกชา บ่าวมิรู้เรื่องพิษใดทั้งสิ้น!” บ่าวรับใช้ดิ้นรน เสียงร้องดังระงมทั่วห้องอาหาร
หลี่หลิ่งฟางหัวเราะแผ่วในลำคอ “มิรู้งั้นหรือ? เช่นนั้น…ให้ข้าช่วยเจ้าจำหน่อยดีหรือไม่?” หลี่หลิ่งฟางก้มตัวลงช้า ๆ ปลายนิ้วแตะเบา ๆ บนบาดแผลตรงหัวไหล่ที่มีตะเกียบปักคาอยู่ ก่อนจะหมุนมันด้วยแรงเพียงเล็กน้อย
“อ๊ากก!!!”
เสียงร้องครวญครางดังลั่น โลหิตไหลทะลักออกมาอีกระลอก
หวังจิ้งเสวียนแม้จะเคยเห็นโลหิตมาตลอด เขาก็ไม่อาจห้ามไม่ให้ใจสั่นได้ ทว่าแววตาที่มองหลี่หลิ่งฟางกลับไม่ได้เต็มไปด้วยความตกใจ หากแต่เต็มไปด้วยความชื่นชมที่ปิดไม่มิด
‘ฟางเอ๋อร์ของเราช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก สมแล้วที่เราเลือกให้มาเป็นพระชายา ไว้มีโอกาสอยากลองประดาบกับนางดูสักคราน่าจะดี’
อีกฝั่งหนึ่งของห้อง หลิวอ๋องกำลังมีสีหน้าที่หนักใจ เขากำหมัดแน่นเตรียมจะพุ่งเข้าไปหาพระอนุชาและพระชายา แต่ทว่า…
“หลิวอ๋องจะเสด็จไปที่ใดหรือเพคะ?” เจียงหนิงเอ่ยขัดขึ้นพร้อมกับรั้งแขนเขาเอาไว้แน่น
“ข้าต้องเข้าไปช่วยองค์รัชทายาทและพระชายา”
“เข้าไปตอนนี้หลิวอ๋องจะเป็นอันตรายนะเพคะ!” เจียงหนิงเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น
“พวกเราสมควรดูแลตนเองให้รอดเสียก่อนเถิด หลิวอ๋องมิเห็นหรือเพคะ ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเป็นอย่างไร?” เยว่หลินเอ่ยเสียงเรียบสงบ ทว่าเปี่ยมไปด้วยเหตุผล
หลิวอ๋องได้แต่กัดฟันกรอดจ้องมองภาพตรงหน้าแน่นิ่งด้วยความเป็นห่วง
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังระงมท่ามกลางห้องอาหารที่เงียบงัน
“บ่าวบอกแล้วว่าบ่าวมิรู้! พระชายาโปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วยเพคะ!”
“ไม่รู้?” หลี่หลิ่งฟางคลี่ยิ้มบาง ทว่าสายตากลับเยือกเย็นยิ่งกว่าลมเหมันต์ “นับตั้งแต่ที่เจ้าก้าวเข้ามาในห้องอาหารแห่งนี้ ความตายของเจ้าย่อมมิอาจหลีกเลี่ยง ทางรอดเพียงหนึ่งเดียวคือ...คำตอบที่ข้าต้องการ!”
หลี่หลิ่งฟางหมุนตะเกียบอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้หมุนเฉพาะตะเกียบ นางปล่อยลมปราณที่เคยฝึกฝนสมัยวัยเยาว์กับท่านพ่อบางเบา ให้มันแทรกซึมผ่านปลายนิ้วเข้าสู่เส้นลมปราณของอีกฝ่าย
บ่าวรับใช้ดิ้นพล่านราวถูกไฟเผาไหม้จากภายใน ดวงตาแดงก่ำจนเส้นเลือดแทบปริแตก
“ปะ…เป็นคุณชายในชุดคลุมสีเทา! เขาให้เงินบ่าว เขาบอกเพียงให้บ่าวรินชาสองจอกถวายองค์รัชทายาทและพระชายา และให้บ่าวรีบถอยออกมาเพคะ!”
เสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้น บ่าวรับใช้ผู้นั้นเริ่มหมดแรง
“ชุดคลุมสีเทา?” หลี่หลิ่งฟางพึมพำ นางปรายตามองผู้คนทั้งหมดในห้องอาหารทีละคน
เสียงฝีเท้าของทหารองครักษ์เร่งรุดเข้ามาด้านในพร้อมผู้อาวุโส และบรรดาลูกศิษย์ของสำนักศึกษา
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!”
เสียงร้องถามดังลั่น ราชครูอาวุโสหน้าซีดเมื่อเห็นบ่าวนอนตายคาที่หนึ่งราย และอีกหนึ่งที่กำลังร้องโหยหวนเจ็บปวด
หวังจิ้งเสวียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังของหลี่หลิ่งฟาง เขาก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างนางก่อนจะหันไปตรัสสั่งเสียงเรียบ
“กักตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องไว้ตรวจสอบทันที! ปิดประตูทั้งสี่ของสำนักศึกษานี้ ห้ามผู้ใดเข้าออกจนกว่าจะตรวจสอบครบถ้วน!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” เสียงขานรับดังกึกก้อง
หลี่หลิ่งฟางหันกลับไปมองร่างไร้วิญญาณ ดวงตานิ่งดั่งสายน้ำแข็ง ทว่ายามสบตากับหวังจิ้งเสวียนดวงตากลับแปรเปลี่ยนเป็นประกายบางเบา
“องค์รัชทายาทบาดเจ็บหรือไม่เพคะ?” หลี่หลิ่งฟางเดินมาประชิดร่างของชายหนุ่มพลางจับหมุนตรวจสอบ
“เรามิเป็นไร” หวังจิ้งเสวียนตอบเสียงเรียบ ทว่ามือหนากลับเอื้อมไปคว้าเรียวแขนนางเอาไว้ “แต่เจ้าล่ะ? พระชาย เจ้าควรให้เราเสี่ยงแทน หากเจ้าต้องตายเพราะควันพิษนั้น เราจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่อสิ่งใด?”
หลี่หลิ่งฟางลอบถอนหายใจพลางเอ่ยตอบช้า ๆ “มีพระองค์มีหม่อมฉัน ถึงจะถือว่ารอดเพคะ”
วาจานั้นแม้จะเอ่ยเสียงเบา แต่กลับดังก้องอยู่ในใจของหวังจิ้งเสวียนราวอัสนีฟาด เขากำมือแน่น ‘ฟางเอ๋อร์เจ้าช่างแข็งแกร่ง ยืนหยัดมิหวั่นเกรงสิ่งใด แม้กระทั่งความตาย เราขอสาบานต่อสวรรค์ สักวันเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อให้เจ้าสามารถพึ่งพิงเราได้ อนาคตของเจ้าจะสงบสุขที่สุด’
ทางด้านหลิวอ๋อง มู่จงชิง ซิ่งหมิง เยว่หลิน เจียงหนิง และไต้เนี่ยนเจิน พวกเขาทั้งหกจับจ้องไปที่ภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ซิ่งหมิงลอบถอนหายใจสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น “พระชายา…นางมิใช่หญิงสาวผู้อ่อนแอดั่งข่าวลือ หากแต่เป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง”
มู่จงชิงพยักหน้าเงียบ ๆ ในดวงตาของเขามีทั้งความชื่นชมและความหวั่นใจ
หลังจากตรวจสอบไปราวสองชั่วยาม แม่ทัพหยางเดินนำทหารอีกสองนายเข้ามาในห้องรับรองของสำนักศึกษา
“กราบทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมได้ตรวจสอบทุกซอกทุกมุม ซึ่งในห้องนอนของบ่าวที่วางยาพิษของทั้งสองพระองค์ กลับมีถุงหอมอยู่สองถุงวางเอาไว้ที่ใต้เตียงพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหยางวางถุงหอมสองถุงลงบนโต๊ะ
หวังจิ้งเสวียนยื่นมือหมายจะไปจับขึ้นมา แต่กลับถูกมือบางตีเข้าที่หลังมือเสียงดัง
“อย่าทรงจับเล่นเพคะ เผื่อถุงหอมพวกนั้นมีสารพิษปะปนอยู่ด้านใน พระองค์จะเป็นอันตรายได้นะเพคะ” หลี่หลิ่งฟางเอ่ยเสียงเอ็ดใส่ชายหนุ่ม
หวังจิ้งเสวียนชักมือกลับมาลูบแผ่วเบา ก่อนจะกุมมือของตนมาวางไว้บนหน้าตักอย่างสงบนิ่ง
“แล้วเจอหลักฐานชิ้นอื่นอีกหรือไม่ เช่นเส้นทางการเข้าออกของบ่าวรับใช้” หลี่หลิ่งฟางตรัสถามสีหน้าจริงจัง
“จากที่กระหม่อมตรวจสอบ ดูเหมือนบ่าวพวกนี้จะใช้ประตูทางทิศใต้ในการเข้าออกพ่ะย่ะค่ะ”
“ทิศใต้งั้นหรือ…” หลี่หลิ่งฟางพึมพำกับตนเองแผ่วเบา
จากเนื้อเรื่องในนิยาย ประตูทางทิศใต้จะเป็นเขตของเมืองฝูฉี ซึ่งปกครองโดยหลิวอ๋อง ไม่แน่คนร้ายตัวจริงอาจจะแฝงอยู่ในเมืองฝูฉีมาตลอด หรือบางที...
หลี่หลิ่งฟางปรายตาไปมองที่บุรุษอาภรณ์ดำเหลือบแดง ที่ถูกตั้งบทบาทเอาไว้ว่า ‘ตัวร้าย’ และนามของเขามีชื่อว่า ‘ซิ่งหมิง’ เป็นบุตรชายใหญ่ของเจ้ากรมการคลัง
ในนิยายคุณชายซิ่งหมิงนั้นหลงรักนางเอกอย่างเยว่หลินจนหมดใจ เขาวางแผนใส่ร้ายหลิวอ๋องทุกวิธีสารพัด แต่แผนการของเขามักจะถูกหลิวอ๋องจับได้เสมอ คุณชายซิ่งหมิงเก็บงำความแค้นที่มีต่อหลิวอ๋องเอาไว้ในใจตลอดมา แม้จะต้องแกล้งเป็นสหายร่วมกลุ่มเพื่อแม่นางเยว่หลิน
ซิ่งหมิงเป็นตัวร้ายที่ฉลาด ยโสโอหัง และเล่ห์เหลี่ยมเยอะ หากคนร้ายผู้อยู่เบื้องหลังที่สั่งให้วางยาจอกชาเป็นเขา หลี่หลิ่งฟางจะไม่นึกแปลกใจใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่ลางสังหรณ์ของนางกลับไม่ได้รู้สึกถึงเขา ราวกับว่าคนร้ายที่ลอบปลงพระชนม์ราชวงศ์จะเป็นบุคคลที่มีอำนาจคับฟ้ามากกว่า
“ข้าอยากให้ท่านแม่ทัพหยางกระจายกำลังทหารเฝ้าระวังที่ทางเข้าออกสี่ทิศ โดยเฉพาะประตูทางทิศใต้ หากมีสิ่งแปลกปลอมต้องสงสัยให้จับเอาไว้”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหยางรับคำสั่ง ก่อนจะขอตัวทูลลาไปประจำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
“พระชายา ปรพตูทางทิศใต้ตรงนั้น...”
หลี่หลิ่งฟางหันมามองที่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่เคียงข้าง “หม่อมฉันพอเข้าพระทัยพระองค์เพคะ อย่างไรเราคงต้องตรวจสอบให้แน่ชัด บางทีคนร้ายอาจจะวนเวียนอยู่รอบพระวรกายองค์รัชทายาทมาเนิ่นนานแล้วก็ได้เพคะ”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“หม่อมฉันแค่คาดเดาเพคะ บางทีความคิดของหม่อมฉันอาจจะผิดพลาดก็ได้” หลี่หลิ่งฟางยกจอกชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ
“เราเชื่อใจเจ้าพระชายา บางทีคนร้ายอาจเป็นคนที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว” หวังจิ้งเสวียนตรัสกลับพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“หม่อมฉันก็หวังให้เป็นอย่างนั้นเพคะ” หลี่หลิ่งฟางระบายยิ้มกลับ
ก่อนที่ทั้งสองคนจะนั่งสนทนาเรื่องจิปะถะเรื่อยเปื่อยแทน
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







