ログインฉึก!
โลหิตสาดกระเซ็นบนดวงหน้างาม ดวงตาดอกท้อเบิกโพลงรีบทิ้งดาบโผเข้าประคองร่างที่ล้มหน้าคว่ำมาทันที
“อึก!”
โลหิตอุ่นร้อนสำลักออกจากริมฝีปากเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาหมดจด อาภรณ์ขาวตอนนี้กลับเปียกชุ่มไปด้วยสีแดงฉาน
“เหตุใด...ทำไมพระองค์ถึงมาอยู่ที่นี่?!”
“แค่ก! แค่ก! อึก”
ชายหนุ่มขืนกายพยายามจะพูด แต่บาดแผลฉกรรจ์ทำให้เขาเจ็บสะท้านไปทั่วสรรพางค์จนยากจะฝืนทน
ดวงตาดอกท้อเริ่มพร่าด้วยม่านน้ำใส หยดร่วงหล่นลงบนใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้ซีดเผือด
“ได้โปรด...อย่าหลับนะ!”
ฝ่ามือหนาสั่นระริกแตะที่ใบหน้างามแผ่วเบา หวังจะเช็ดน้ำตาให้กับนาง
“ฟาง...เอ๋อร์...”
เสียงเรียกแผ่วเบาราวสายลมพัดผ่าน หลี่หลิ่งฟางกุมฝ่ามือหนาเอาไว้แน่น รู้สึกเจ็บราวหัวใจถูกเฉือน “องค์...อาเสวียน เจ้าอย่าเพิ่งหลับ ได้โปรดอยู่กับข้าก่อน ห้ามหลับเด็ดขาด!” หลี่หลิ่งฟางสะกดจุดห้ามเลือด ฉีกชายอาภรณ์ของชายหนุ่มมัดรอบบาดแผลแน่นหนา
“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”
ยิ่งเห็นหวังจิ้งเสวียนไอหนักขึ้น หลี่หลิ่งฟางคล้ายสติกระเจิงทำอันใดไม่ถูก ดวงตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว
“อาเสวียน!”
“ฟางเอ๋อร์ เจ้ามิเป็นอันใดใช่หรือไม่?”
“ข้ามิเป็นอันใด แต่เจ้า...”
หยดน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย ดวงหน้างามเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำอุ่น
หวังจิ้งเสวียนพยายามยิ้ม แม้แววตาจะเลือนรางเต็มที ดวงหน้าหล่อเหลาที่เคยสดใส บัดนี้กลับแฝงด้วยเงาหม่นของความตายที่คืบคลานเข้ามา
“ดีจริง...ที่เจ้ามิได้รับอันตราย หากเจ้าได้รับบาดเจ็บเราคงนึกโทษตนเองไปตลอดชีวิต แต่โชคดีที่เราเจ็บแทนเจ้า”
“เจ้ามิเข้าใจหรือ หากเจ้าเจ็บ ฮึก...ข้าเจ็บยิ่งกว่า!”
เสียงตะคอกสั่นเครือหยาดน้ำตาพรั่งพรูหนักขึ้น ยิ่งเห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สี ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานกัดกินหัวใจที่เคยด้านชา
‘ข้าเป็นนักฆ่า เป็นนักฆ่าที่ไม่สมควรร้องไห้เสียใจกับเรื่องพรรค์นี้ แต่ว่าสำหรับเจ้า...เจ้าเป็นข้อยกเว้นเดียวของข้า’
หลี่หลิ่งฟางไม่เคยรู้สึกถึงการสูญเสียมาก่อนในชีวิต นางเคยคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้จะดำเนินผ่านไปอย่างราบรื่น แต่ความเป็นจริงมันกลับไม่ใช่
สุดท้ายตัวละครที่ถูกลบเลือนไปตามหน้ากระดาษของนิยาย ก็ต้องตายจากอยู่ดี
หวังจิ้งเสวียนจ้องมองดวงหน้าเปื้อนหยาดน้ำตาด้วยความโศกเศร้า ในใจเขาเจ็บยิ่งกว่าบาดแผลเสียอีก ยามเห็นนางต้องร้องไห้ให้กับเขา
‘เรามิชอบที่เจ้าต้องร้องไห้ให้กับเราจริง ๆ ฟางเอ๋อร์...ได้โปรดอย่างร้องไห้เสียใจเพราะเราอีกเลย เราทำเจ้าเจ็บปวดมามากแล้ว’
ฝ่ามือหนาเช็ดน้ำตาให้กับหญิงสาวแผ่วเบา ก่อนจะอ่อนแรงตกลง
“...”
หลี่หลิ่งฟางนิ่งค้าง นางค่อย ๆ ก้มมองใบหน้าของชายหนุ่มในอ้อมกอด ตอนนี้ใบหน้าซีดเผือดไร้การตอบสนอง เปือกตาที่ปิดสนิทลมหายใจโรยริน
“ไม่...ไม่! เจ้ายังสัญญากับข้าว่าจะอยู่เคียงข้างข้ามิใช่หรือ?! เจ้ายังจัดการตัวร้ายมิได้เลยมิใช่หรือ! ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงของนางสั่นเครือแทบขาดใจ น้ำตาหลั่งรินเป็นสาย
“เหตุใดถึงมาทอดทิ้งข้า! เจ้าจะทิ้งข้าเอาไว้อีกครั้งไม่ได้!”
ลมยามราตรีพัดผ่านใบไม้ร่วงโรยลงมาดั่งฝนจากสวรรค์ ภายใต้แสงจันทราอันเย็นเยียบ ร่างหนึ่งนอนแน่นิ่งในอ้อมแขนสั่นระริกของสตรีผู้หนึ่ง
ทว่าในขณะที่ทุกสิ่งคล้ายมืดดับลง ประกายหนึ่งพลันปรากฏในดวงตาของนาง
“ข้ายังไม่ยอม หากเจ้าจะทอดทิ้งข้าจากไปตามเนื้อเรื่อง ข้าจะพาเจ้ากลับมาให้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะไม่ยอมปล่อยมือเจ้าอีก! เจ้าเป็นตัวละครลับที่นักเขียนวางเอาไว้ การตายของเจ้าข้าไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด!”
หลี่หลิ่งฟางประคองร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนราบไปบนพื้นหญ้าแผ่วเบา ก่อนโน้มหน้าไปจุมพิตที่หน้าผาก และเลื่อนมาจุมพิตที่ริมฝีปากซีดเซียว
“รอข้า...ข้าจะไปชำระแค้นนี้ให้กับเจ้า”
ทันใดนั้น เมื่อมือบางคว้าจับด้ามดาบพกไว้แน่น บรรยากาศรอบด้านพลันหนักอึ้งเย็นยะเยือก คุณชายสามที่ยืนอยู่ไม่ห่างถอยกรูดไปหลายก้าว ก่อนที่คุณชายสามจะตั้งหลักได้ ร่างของสตรีตรงหน้าหายวับไปราวอัสนีบาตร
เสียงหวีดของสายลมแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องของดาบเมื่อมันปะทะเข้าหากัน
หลี่หลิ่งฟางเหวี่ยงดาบพกในมือลงอย่างไม่ปรานี ดวงตาดอกท้อที่เคยอ่อนโยนกลับฉายแววถมึงทึง นางไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ไม่อาจทัดเทียมบุรุษผู้นั้นอีกต่อไป แต่คือพายุพิโรธที่พร้อมทำลายทุกสิ่งที่กล้าทำร้ายคนสำคัญของนาง!
“เจ้าทำร้ายเขา ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้!”
“หึ” คุณชายสามเผยรอยยิ้ม ผมยาวสลวยพลิ้วกลางสายลม ใบหน้าเย็นชาดั่งหยกแข็งกร้าว “หากคิดว่าสังหารข้าได้ก็ลองดู!”
สิ้นคำ เสียงปะทะของดาบดังกึกก้องอีกครั้ง แรงกระแทกส่งให้พื้นดินแตกร้าว
ฟุ่บ!
เงาร่างหนึ่งหายตัวไปในชั่วพริบตา ก่อนจะปรากฏที่ด้านหลังพร้อมฟันดาบลงเต็มแรง
คุณชายสามเบี่ยงตัวหลบได้ฉิวเฉียด แต่ปลายคมดาบอีกข้างกรีดผ่านไหล่จนเลือดไหลซึม
“ไม่เลว...ข้าเองก็มิคิดว่าสตรีอย่างเจ้าจะผลักข้าไปถึงจุดนี้ได้”
“เจ้าแตะต้องเขา เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์มีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินนี้อีกต่อไป!”
-----
แสงจันทราสาดส่องบนเกวียนวัวที่บรรทุกเสบียงอย่างแน่นหนา ระหว่างที่องครักษ์หนุ่มกำลังยืนตรวจตรา เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมร่างของคุณชายสาม ที่เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
“คุณชายสาม!” องครักษ์หนุ่มประคองร่างของผู้เป็นนายเอาไว้ เอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก “คุณชายสาม เหตุใดท่านถึงกลับมาในสภาพเช่นนี้?!”
“แค่ก แค่ก เราดันไปทำให้นางโกรธ...”
“ผู้ใดกัน?! คุณชายสามบอกข้า ข้าจะไปตัดศีรษะมาให้ท่าน!”
คุณชายสามส่ายหน้าปฏิเสธ “อย่าเลย...หากเจ้าไป ตัวเจ้าจะมิรอดกลับมา นางแข็งแกร่งกว่าเจ้า และข้ารู้ว่าทั้งหมดนั้นนางยังมิได้เอาจริงกับข้าเลย”
องครักษ์หนุ่มตัวสั่นวูบภายในใจเต็มไปด้วยคำถาม นางที่เจ้านายกล่าวถึงคือผู้ใด ในเมืองฝูฉีแห่งนี้ยังมีผู้ใดแข็งแกร่งกว่าเหล่าคุณชายตระกูลสวี และท่านหลิวอ๋องอีกงั้นหรือ?
“ท่านองครักษ์พาคุณชายสามกลับไปที่จวนรักษาบาดแผลก่อนเถิดขอรับ” ชายชราเอ่ยเรียกสติ
“พวกเจ้าประคองร่างคุณชายสามไปขึ้นรถม้า ส่วนข้าจะมุ่งหน้าเร่งไปที่จวนเพื่อเตรียมหมอเอาไว้ก่อน”
“ขอรับ!”
อีกฟากหนึ่งกิ่งไม้ใบไม้ลู่ปลิวไปในทิศทางเดียวกัน ยามลมกรรโชกผ่านด้วยความรวดเร็ว หลี่หลิ่งฟางวิ่งแบกร่างของหวังจิ้งเสวียนกลับไปที่สำนักศึกษาทันที โดยก่อนหน้านี้นางทำให้บุรุษผู้นั้นบาดเจ็บสาหัสได้
นางเกือบจะสังหารเป้าหมายได้สำเร็จแล้ว หากหวังจิ้งเสวียนไม่ชักกระตุกขึ้นมาเสียก่อน และโชคดีที่นางเร่งทำการรักษาล่วงหน้า ทำให้ยังประคองชีพจรของชายหนุ่มเอาไว้ได้ เหลือเพียงให้หมอหลวงรักษาเท่านั้น
พรึบ!
หลี่หลิ่งฟางกระโดดเหินกลางอากาศข้ามหลังคาสำนักศึกษาอย่างคล่องแคล่ว โดยที่ทหารเวรยามจับสังเกตไม่ได้ นางกระโจนลงมายืนตรงจุดนัดพบที่พวกเขานัดมาเจอกันบ่อย ๆ
หลี่หลิ่งฟางแบกร่างของหวังจิ้งเสวียนกลับไปที่ห้องพัก และพอนางเลี้ยวที่หัวมุมของโถงทางเดิน ก็ปรากฏร่างของหลิวอ๋องและแม่ทัพหยางที่กำลังยืนสนทนากันอยู่
“ท่านหลิวอ๋องเพคะ!” หลี่หลิ่งฟางตะโกนเรียกจนสุดเสียง
หลิวอ๋องเบนหน้ามามองก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกโพลง รีบวิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“พระชายา! เหตุใดองค์รัชทายาทถึงได้...”
“รีบตามหมอหลวงมาก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันรักษาเบื้องต้นเอาไว้แล้ว แต่ชีพจรขององค์รัชทายาทแผ่วลงเรื่อย ๆ ได้โปรด รีบตามหมอหลวงเร็วเข้า!” หลี่หลิ่งฟางเร่งเร้าเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
แม่ทัพหยางรีบสั่งทหารลาดตระเวนปิดประตูสำนักศึกษาแน่นหนา แล้วให้ทหารคนสนิทเร่งไปตามหมอหลวงโดยเร็ว
หลิวอ๋องรีบแบกร่างพระอนุชาไปที่ห้องพักว่างอีกห้อง ผู้อาวุโสของสำนักศึกษา ราชครู และตัวแทนทูตแคว้นเซี่ย ต่างเร่งรุดมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เกิดเหตุอันใดกันแน่ เหตุใดองค์รัชทายาทจึงบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้?!” ผู้อาวุโสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“ข้าก็มิอาจทราบขอรับ คงต้องรอ...” แม่ทัพหยางเหลือบมองไปยังพระชายาที่นั่งร้องไห้พึมพำไม่เป็นภาษา อาภรณ์ขาวเปรอะเปื้อนโลหิตเต็มไปหมด
ทั้งผู้อาวุโส ราชครู และตัวแทนทูตแคว้นเซี่ยต่างนิ่งเงียบ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาใดในยามนี้
เมื่อหมอหลวงพร้อมผู้ช่วยมาถึงก็รีบเข้าไปยังห้องรักษา เวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานจนแสงอรุณแรกของวันพาดผ่านขอบฟ้า ส่องให้เห็นท้องนภาอันแจ่มกระจ่าง
หลิวอ๋องเดินมาดูอาการของพระชายาที่นั่งนิ่งราวรูปสลัก น้ำตาแห้งเหือด ดวงตาหม่นเศร้า อาภรณ์ที่ชุ่มโลหิตแห้งกรังแนบลำตัว นางไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้เพียงก้าวตั้งแต่เมื่อคืน
“พระชายา...เชิญจิบน้ำสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หลิ่งฟางส่ายหน้าเบา ๆ “เปิ่นกงอยากรอองค์รัชทายาทก่อน อยากเห็นว่าพระองค์ปลอดภัยแล้วจริงหรือไม่ ขอให้เปิ่นกงนั่งเฝ้ารอตรงนี้เถิดเพคะ ท่านหลิวอ๋อง”
หลิวอ๋องลอบถอนใจ “หากพระชายาเป็นอันใดไป องค์รัชทายาทฟื้นมาคงเป็นห่วงพระชายามิน้อยพ่ะย่ะค่ะ เสวยอาหารหรือจิบน้ำสักเล็กเถิดพ่ะย่ะค่ะ เพื่อเห็นแก่องค์รัชทายาท”
หลี่หลิ่งฟางนั่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
อันฉีที่ถือถาดสำรับอาหารมารอรีบยกมาถวายผู้เป็นนาย
“ข้าวต้มร้อน ๆ เพคะ” นางเปิดฝาชามข้าวต้มให้ผู้เป็นนาย
หลี่หลิ่งฟางค่อย ๆ ยกช้อนตักข้าวต้มขึ้นมาคำหนึ่งเพียงเท่านั้น น้ำตาไหลรินอาบแก้มลงมาเงียบ ๆ อย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป
*****
ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu
วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั
เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข
แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห
ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน
รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว
บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่
พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น
หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน
บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน







