แชร์

พบเจอบิดาครั้งแรก

last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-26 12:00:56

เสียงฝีเท้านับสิบดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนขบวนรถม้าจะแล่นผ่านประตูบานใหญ่ของสำนักศึกษาเข้ามาอย่างเร่งร้อน

“เปิดทาง! อัครมหาเสนาบดีหลี่มาถึงแล้ว!”

ประตูหน้าเปิดออกผู้ที่ปรากฏกายท่ามกลางบ่าวรับใช้ ก็คือบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางชั้นสูง อาภรณ์แพรสีเข้มบารมีแผ่ซ่านทั่วร่าง ดวงตาคมดั่งกระบี่กวาดมองไปทั่วบริเวณ

“ฟางเอ๋อร์!” เสียงทรงอำนาจของเขาเรียกก้อง

หลี่หลิ่งฟางที่เพิ่งทานข้าวต้มไปได้ไม่กี่คำพลันหันขวับเมื่อได้ยินเสียงนั้น น้ำตาที่เริ่มเหือดแห้งรินไหลอีกครา

“ท่านพ่อ...”

หลี่ซีเฉินบิดาของนางสาวเท้าตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว มองลูกสาวผู้มีโลหิตเปรอะอาภรณ์นั่งนิ่งดวงตาแดงเรื่อ และร่างกายที่อ่อนล้าเต็มทน

“ฟางเอ๋อร์ เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดเจ้าจึงอยู่ในสภาพเช่นนี้ แล้วองค์รัชทายาท...”

หลิวอ๋องเป็นผู้ก้าวออกมาอธิบายเสียงหนักแน่น “องค์รัชทายาทถูกลอบสังหาร โชคดีที่พระชายาพบเจอด้วยตนเอง หากไม่มีพระนางองค์รัชทายาทคงมิรอดกลับมา”

อัครมหาเสนาบดีหันมองไปยังบุตรี มือทั้งสองกำหมัดแน่นดวงตาสั่นไหว แต่ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย

“เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”

หลี่หลิ่งฟางส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ลูกมิเป็นไรเจ้าค่ะ”

อัครมหาเสนาบดีมองที่บุตรีนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “ดี...ที่เจ้าปลอดภัยกลับมา”

-----

แสงแดดยามสายส่องผ่านแนวไม้พาดเงาลายบาง ๆ ลงบนพื้นหินกรวดของศาลาริมต้นเหมย สายลมพลิ้วแผ่วเอื่อย ๆ ส่งกลิ่นหอมจากดอกไม้แตะปลายจมูกอบอวลอยู่ระหว่างสองพ่อลูก

อัครมหาเสนาบดีนั่งนิ่งอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะไม้เก่าแก่ วางมือสองข้างประสานกันบนหน้าตัก ข้างหน้าคือบุตรีที่เขาเลี้ยงดูมาด้วยความทะนุถนอมปานแก้วตาดวงใจ แต่ยามนี้กลับดูอ่อนล้าเกินกว่าที่เขาจะเมินเฉย

“เจ้าเติบโตอย่างกล้าหาญ อดทน...ยิ่งกว่าที่ข้าเคยคิด” บิดาของนางกล่าวขึ้นมา ริมฝีปากแตะรอยยิ้มจาง

“ลูกเพียงมิอยากสูญเสียเขาไป...” หลี่หลิ่งฟางเอ่ยเสียงแผ่ว “หากไม่มีองค์รัชทายาทลูก...ลูกคงมิรู้จะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใด”

อัครมหาเสนาบดีนิ่งฟัง คิ้วเข้มขมวดมุ่นน้อย ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยเสียงหนักแน่นแต่แฝงด้วยความอ่อนโยน

“พ่อมิเคยสอนเจ้าให้วางหัวใจไว้กับผู้ใดง่าย ๆ มิใช่เพราะมิอยากให้เจ้ารัก แต่เพราะโลกใบนี้โหดร้ายเกินกว่าที่สตรีจะยืนหยัดได้ด้วยหัวใจเพียงดวงเดียว”

หลี่หลิ่งฟางเงยหน้ามองบิดาด้วยแววตาสั่นไหว น้ำตาไหลซึมโดยไม่รู้ตัว

“แต่เจ้าทำให้พ่อเข้าใจสิ่งหนึ่ง...” ชายสูงวัยเบนสายตามามองลูกสาวตรง ๆ “ว่าสตรีผู้มีหัวใจกล้าแกร่ง ย่อมสามารถเปลี่ยนชะตาฟ้าดินได้เฉกเช่นบุรุษ พ่อ...อาจผิดที่พยายามปกป้องเจ้าจนเกินไป จนลืมฟังเสียงหัวใจของเจ้าเอง”

หลี่หลิ่งฟางก้มหน้าทั้งน้ำตา “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ ที่เข้าใจในตัวลูก”

อัครมหาเสนาบดีพยักหน้าช้า ๆ ก่อนกล่าวเสียงอ่อนลง “หากเจ้ารักเขาจริงจงยืนหยัดเพื่อเขา อย่าให้ความรักนี้กลายเป็นโซ่ตรวนพันธนาการ แต่จงให้มันเป็นแรงผลักให้เจ้าเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม”

หลี่หลิ่งฟางพยักหน้าพลางนึกถึงเรื่องราวของนิยาย หลี่ซีเฉิงบิดาของหลี่หลิ่งฟางช่างมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงบิดาของนางที่จากไป หลี่หลิ่งฟางช้อนสายตาขึ้นมองสบตากับชายวัยกลางคนพอดี

“อยากมองหน้าพ่อก็มองดี ๆ เหตุใดถึงลอบมองเช่นนั้น?”

“ลูกขออภัยที่มิได้กลับไปเยี่ยมท่านพ่อที่จวน...”

“มิต้องใจใส่ พ่อต่างหากที่มิได้ไปเยี่ยมเจ้าที่ตำหนักทันที ที่เจ้าออกจากตำหนักเหลิ่งกง”

“เรื่องนั้นท่านพ่ออย่าใส่ใจเลยเจ้าค่ะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง

อัครมหาเสนาบดีเอ่ยบางอย่างขึ้นมา “ฟางเอ๋อร์ เจ้ารู้เรื่องราชโองการหย่าแล้วใช่หรือไม่?”

หลี่หลิ่งฟางสะดุ้งผงกศีรษะนิ่ง ๆ “เจ้าค่ะ”

อัครมหาเสนาบดีถอนหายใจ “พวกเจ้าทั้งสองรักกัน เหตุใดถึงมิขอยกเลิกราชโองการ หากยังมิได้ป่าวประกาศออกไป อย่างไรก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง เผามันทิ้งไปเสีย”

หลี่หลิ่งฟางงุนงง “แต่ท่านพ่อเป็นผู้กราบทูลให้ฝ่าบาท...”

“เรื่องนั้นพ่อกับฝ่าบาทจะพูดคุยกันเอง เจ้าเพียงทำตามที่พ่อบอกเถิด”

อันฉียกถาดน้ำชามาถวาย นางรินใส่จอกชาสองใบก่อนจะล่าถอยออกมาจากศาลา

อัครมหาเสนาบดียกจอกชาขึ้นจิบ “วันเทศกาลหยวนเซียวเจ้าจะแวะกลับมาที่จวนหรือไม่?”

“ลูกจะแวะเข้าไปช่วงสายของวัน กลางคืนลูกตั้งใจจะไปเดินเล่นกับองค์รัชทายาท...” หลี่หลิ่งฟางก้มหน้าเหม่อลอยทันทีที่พูดถึงองค์รัชทายาท

“องค์รัชทายาทแม้เป็นบุตรเขยที่พ่อมิชื่นชอบเสียเท่าใด เพราะพระองค์เอาแต่ใจ เมื่อก่อนมีข่าวลือเสียหายเรื่องตามติดบุตรีตระกูลเยว่ ตอนนั้นพ่ออยากดึงเจ้าออกจากวังหลวงนัก แต่ก็เห็นแก่เจ้าที่รักพระองค์อย่างสุดใจ พ่อเลยมิอาจหักห้ามเจ้าได้”

หลี่หลิ่งฟางหัวเราะขบขัน “ตอนนี้ท่านพ่อสบายใจได้เลยเจ้าค่ะ องค์รัชทายาทรักลูกอย่างจริงใจ”

‘ถึงจะยังไม่แน่ใจก็เถอะ’

“ดีที่ได้ยินเจ้าพูดเช่นนั้น ฟางเอ๋อร์...หากองค์รัชทายาททำให้เจ้าเสียใจอีก บอกพ่อได้ พ่อจะทำให้เจ้าเด็กผู้นั้นรับรู้ว่ารังแกบุตรีข้า จะเจอเช่นใดบ้าง”

หลี่หลิ่งฟางส่ายหน้ายิ้มอ่อนมองดูบิดาฟึดฟัดอยู่ผู้เดียว จนกระทั่งอันฉีที่แวะไปที่เรือนรับรองกลับวิ่งมาทางนี้อย่างร้อนรน

“พระชายาเพคะ! พระชายา! องค์รัชทายาท...”

ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าวิ่งระรัวดังกึกก้องทั่วโถงทางเดินทอดยาว เมื่อวิ่งมาถึงห้องพักที่กลายมาเป็นห้องรักษาพระอาการขององค์รัชทายาท ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยตัวละครเอกและตัวแทนแคว้นเซี่ยยืนออกันอยู่

“พระชายา!” หลิวอ๋องที่หันมาเห็นรีบเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า

“หลิวอ๋อง องค์รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?!” หลี่หลิ่งฟางตรัสถามอย่างร้อนรน

หลิวอ๋องตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “องค์รัชทายาท...”

แอ๊ด ~

บานประตูห้องพักเปิดออกส่งกลิ่นกำยานสมุนไพรคละคลุ้งลอยมากระทบใบหน้า หลี่หลิ่งฟางยืนตั้งสติก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปในห้อง

หมอหลวงผู้รับผิดชอบได้อธิบายพระอาการและการรักษาให้นางฟัง โดยที่หลี่หลิ่งฟางยืนฟังนิ่งสายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มที่นอนหลับใหลบนเตียง

“องค์รัชทายาทต้องใช้เวลาพักรักษาพระวรกาย กระหม่อมคาดว่าเดือนหนึ่งพระอาการน่าจะดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”

หลี่หลิ่งฟางตรัสถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “แล้วองค์รัชทายาทจะรู้สึกตัวเมื่อใด?”

“เรื่องนั้นกระหม่อมมิมั่นใจพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงทูลด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

หลี่หลิ่งฟางไม่ได้ตรัสสิ่งใดอีก นางเดินเข้าไปด้านในอย่างเงียบสงบ

หมอหลวงถอยหลังทูลลาออกจากห้องไป ทำให้ในห้องเหลือเพียงแค่หลี่หลิ่งฟางและองค์รัชทายาท

หลี่หลิ่งฟางนั่งลงบนปลายเตียง เฝ้ามองพระพักตร์ขององค์รัชทายาทที่ซีดเซียว น้ำตารื้นขอบตาทุกคราที่ได้เห็น

“องค์รัชทายาทเพคะ อย่าบรรทมนานนักเลย หม่อมฉันหวาดกลัวเหลือเกินเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยื่นฝ่ามือไปสัมผัสที่พระพักตร์ขององค์รัชทายาทแผ่วเบา

ตัวละครใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในภาคหมื่นตำราเฉิงหวู่คือใครกันแน่ เป็นปริศนาที่ไม่อาจแก้ไขได้ในตอนนี้ แม้จะรู้แค่เพียงว่าบุรุษผู้นั้นเรียกตนเองว่า ‘คุณชายสาม’ แต่คุณชายสามคือใครในนิยายเรื่องนี้

หลี่หลิ่งฟางทอดถอนใจ ก่อนที่หางตาจะเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างโดยบังเอิญ นางลุกขึ้นจากเตียงเดินตรงไปที่ของชิ้นนั้นวางทิ้งอยู่ตรงนั้น

ซึ่งเป็นสิ่งของที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาที่สุด หลี่หลิ่งฟางย่อตัวลงหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาดู จนแน่ชัดว่าสิ่งที่ตนหยิบมานั้นไม่ได้ตาฝาด

“เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมถุงผ้าของหย่าถิงมาอยู่ที่นี่ได้!”

*****

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   มิติเสมือน

    หลี่หลิ่งฟางนั่งนิ่งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาดังขึ้น หลิ่หลิ่งฟางตัดสินใจเทสัมภาระในถุงผ้าออกมาดู ซึ่งในนั้นมีอุปกรณ์ของใช้ในยุคปัจจุบันทั้งหมดและที่ขาดไปไม่ได้สำหรับหย่าถิง คือ สมุดสะสมการ์ดศิลปินของนาง“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเนี่ย!”

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เจ้าเจ็บ แต่ข้าเจ็บยิ่งกว่า

    ฉึก!โลหิตสาดกระเซ็นบนดวงหน้างาม ดวงตาดอกท้อเบิกโพลงรีบทิ้งดาบโผเข้าประคองร่างที่ล้มหน้าคว่ำมาทันที“อึก!”โลหิตอุ่นร้อนสำลักออกจากริมฝีปากเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาหมดจด อาภรณ์ขาวตอนนี้กลับเปียกชุ่มไปด้วยสีแดงฉาน“เหตุใด...ทำ

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   สะกดรอยตาม

    ยามรัตติกาลเข้ามาเยือนในคืนนั้น ทั่วทั้งสำนักศึกษาตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารยามที่ผลัดเวรลาดตระเวนดังก้องเบา ๆ บนพื้นหินกรวดเหนือหลังคาเรือนกลางของสำนักศึกษา เงาร่างหนึ่งยืนทอดกายท่ามกลางสายลมหยอกเย้า ชายอาภรณ์ดำปลิวสะบัดราวกับกำลังร่ายรำกลางอากาศ ดวงหน้าขาวเนียนด

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   นักฆ่าแฝงตัวเข้ามา

    เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขากลับมารวมตัวที่ห้องอาหารในยามเฉิน เหล่าบ่าวรับใช้ต่างทยอยยกสำรับอาหารมาจัดเรียงบนโต๊ะตามหน้าที่ หลี่หลิ่งฟางทอดมองชาร้อนที่กำลังถูกรินใส่จอกเรียบนิ่งก่อนที่จะเกิดเสียงดังท่ามกลางความเงียบสงบเพล้ง!จอกชาของหวังจิ้งเสวียนถูกปัดหล่นกระแทกพื้นแตกกระจาย บ่าว

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status