Home / รักโบราณ / นักฆ่าตำหนักเย็น / หมื่นตำราเฉิงหวู่

Share

หมื่นตำราเฉิงหวู่

last update publish date: 2026-02-18 10:00:09

เมื่อถึงวันที่องค์หญิงและองค์ชายจากแคว้นเซี่ยเดินทางมาถึง พวกเขาที่เป็นตัวแทนของเมืองหลวงได้ออกมายืนต้อนรับ

“พวกเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้พบเหล่าองค์ชาย และองค์หญิงแคว้นเซี่ยที่นี่พ่ะย่ะค่ะ” ราชครูสำนักศึกษากล่าวต้อนรับ

“พวกเราต่างหากที่รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เดินทางมาสานสัมพันธไมตรีกับแคว้นซิน” ทูตของแคว้นเซี่ยตอบกลับอย่างเป็นมิตร

“มาเถิด พาเหล่าองค์ชายและองค์หญิงเข้าไปพักผ่อนในสำนักศึกษาก่อนเถิด”

เหล่าองค์ชายองค์หญิงทยอยเดินตามหลังตัวแทนทูตเข้าไป โดยผ่านเหล่าตัวแทนอย่างพวกตน ซึ่งสายตาของเหล่าสตรีต่างจับจ้องไปที่หลิวอ๋องกับคุณชายมู่จงชิง และสายตาของบุรุษต่างจับจ้องไปที่คุณหนูเยว่หลิน ตามบทประพันธ์ดั้งเดิม

แต่เหตุใดถึงได้หันมามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างตนด้วย!

หลี่หลิ่งฟางรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าให้เห็น

สำนักศึกษาของเมืองหลวงนั้นมีชื่อเรียกว่า ‘หมื่นตำราเฉิงหวู่’ ซึ่งสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทฤษฎีต่าง ๆ และฝึกวรยุทธศิลปะการต่อสู้

ตัวละครเอกทั้งห้าจากมีภาระหน้าที่ของตน ในวันนี้กลับต้องมาเข้าร่วมศึกษาที่สำนักนี้อย่างพร้อมเพียงกัน จุดประสงค์เพื่อสานสัมพันธไมตรีกับแคว้นเซี่ย

หลี่หลิ่งฟางเคยอ่านเรื่องราวมาแล้ว จึงทำให้รับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และเพราะเนื้อเรื่องตอนนี้เป็นเรื่องที่เข้มข้นที่สุด ถ้าไม่รวมฉากที่พระนางแสดงความรักต่อกัน

ภาคหมื่นตำราเฉิงหวู่จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดในใจของหลี่หลิ่งฟางเลย

ตัวแทนจากหกคนในเนื้อเรื่องหลักกลับถูกเพิ่มเป็นแปดคน และการที่สองตัวประกอบมาอยู่ในเส้นเรื่องนี้ได้ ก็เป็นเพราะว่ามีรับสั่งจากองค์ฮ่องเต้จึงไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธทั้งสิ้น แถมอาจจะทำให้เนื้อเรื่องเปลี่ยนไปด้วยก็ตาม หลี่หลิ่งฟางได้แต่ถอนหายใจทิ้งอย่างปลง ๆ

ราชครูหันมาอธิบายรายละเอียดทันที ที่เดินมาถึงแยกโถงทางเดิน “หอพักจะถูกแบ่งแยกออกเป็นฝั่งของบุรุษและฝั่งของสตรี มีจำนวนฝั่งละสองห้องนอน สองห้องอาบน้ำในตัว และมีห้องอาหารอยู่แถวโถงทางเดินทิศตะวันออก ตอนนี้ยามเว่ยสามารถแยกย้ายพักผ่อนกันได้ตามสบาย เดี๋ยวยามโหย่วพวกเราจะมาทานอาหารร่วมกัน”

หลี่หลิ่งฟางมองราชครูผู้รับผิดชอบกับตัวแทนทูตแคว้นเซี่ยเดินจากไป

“ฟางเอ๋อร์ เห็นทีว่าเราต้องพูดธรรมดาเสียแล้ว”

หลี่หลิ่งฟางหันมามองพระพักตร์อันหล่อเหลาของพระสวามี ที่กำลังแย้มยิ้มสดใสส่องแสงสว่างจ้าจนทำให้นางต้องหรี่ตามอง

‘คนคนนี้จะมาไม้ไหนอีกล่ะ เราสามารถเรียกกันแบบสนิทสนมได้ตั้งแต่เมื่อไรล่ะเนี่ย’ หลี่หลิ่งบ่นพึมพำในใจ

“ฟางเอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดหรือเปล่า?” หวังจิ้งเสวียนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เพคะ หม่อมฉันสบายดี”

‘ขอแค่นายช่วยอยู่ห่าง ๆ ฉันก็พอแล้ว’ หลี่หลิ่งฟางคิดใจใจ

“สงสัยพวกเราคงมิชินที่จะพูดกันแบบปกติสินะ” เสียงทุ้มนุ่มนวลหัวเราะเบา ๆ ออกมา

หลี่หลิ่งฟางยกยิ้มบาง ทว่าหางตาชำเลืองไปเห็นเงาหนึ่งยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลังของชายหนุ่ม หลี่หลิ่งฟางรีบคว้าข้อมือดึงรั้งร่างขององค์รัชทายาทเข้ามาในอ้อมกอดของตนอย่างรวดเร็ว

“ฟางเอ๋อร์...” หวังจิ้งเสวียนที่ถูกดึงเข้ามาในอ้อมกอดของหญิงสาวโดยไม่ทันตั้งตัว จนกระทั่งได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง

“คือว่า...”

หวังจิ้งเสวียนหันไปมองต้นทางเสียง เขามองเห็นสตรีนางหนึ่งที่มีใบหน้างดงามดุจสตรีผู้ดีผู้หนึ่ง ที่กำลังมีสีหน้าตกใจไม่ต่างจากสตรีอีกสองคนด้านหลัง

“แม่นางมีอันใดหรือเปล่า?” หวังจิ้งเสวียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“คือว่า...คุณชายช่วยบอกชื่อของคุณชายได้หรือไม่เจ้าคะ พอดีข้าอยากรู้จักคุณชายน่ะเจ้าค่ะ”

พวงแก้มขึ้นสีระเรื่อของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้หวังจิ้งเสวียนเข้าใจการกระทำของหลี่หลิ่งฟางก่อนหน้านี้ทันที เขายิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับหญิงสาวตรงหน้า

“ข้ามีนามว่าหวังจิ้งเสวียน”

“ยินดีที่ได้รู้จักคุณชายหวัง ส่วนข้าชื่อเซี่ยเฟยจูเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบกลับพร้อมระบายยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกาย

หวังจิ้งเสวียนผงกศีรษะก่อนจะพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา ที่สามารถทำให้หญิงสาวตรงหน้าตกใจจนยืนนิ่งค้างไป

“ยินดีที่ได้รู้จักแม่นางเซี่ย ส่วนสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างข้าตอนนี้ นางมีชื่อว่าหลี่หลิ่งฟาง และนางเป็นภรรยาของข้า” หวังจิ้งเสวียนเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร แต่กลับแฝงบางอย่างเอาไว้

“หากรู้ชื่อกันแล้ว เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”

หวังจิ้งเสวียนหันมาทางหลี่หลิ่งฟาง ก่อนที่จะจับมือพาภรรยาของตนเดินผ่านไป โดยไม่สนใจความรู้สึกของสตรีตรงหน้า

และเป็นอีกครั้งที่หลี่หลิ่งฟางรู้สึกชนะแบบขาดลอย หญิงสาวยกยิ้มกว้างไปจนถึงดวงตาดอกท้อคู่นั้น ก่อนจะโผเข้ากอดซุกดวงหน้ากับต้นแขนแกร่งของพระสวามี ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูจากชายหนุ่ม

“เจ้าชอบที่เราอวดว่าเจ้าคือพระชายาชาของเราใช่หรือไม่?”

“หากพระองค์ไม่แนะนำว่าหม่อมฉันคือพระชายา หม่อมฉันจะป่าวประกาศว่าพระองค์ร้ายลึกเพคะ”

“หืม เราต้องกลัวเจ้าหรือไม่?” หวังจิ้งเสวียนยื่นใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้หญิงสาว

“ถึงจะหย่ากันแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศออกไป หม่อมฉันก็มีสิทธิ์ในตัวพระองค์เต็มที่ ฉะนั้นต้องทำตามคำสั่งของหม่อมฉันอย่างถี่ถ้วนเพคะ และหม่อมฉันก็มิได้เกรงกลัวพระองค์แม้แต่น้อย อย่ามาขู่หม่อมฉันซะให้ยากเลยเพคะ”

หวังจิ้งเสวียนรู้สึกชอบใจ เขาไม่เคยพบเจอนิสัยที่กล้าหาญเท่านี้มาก่อน คราแรกที่เจอกันนางยังอ่อนน้อมอ่อนโยน ทว่าตอนนนี้กลับเถียงเขาได้เป็นคำ การอภิเษกกับบุตรีท่านอัครมหาเสนาบดีก็คงไม่ใช่เรื่องที่แย่ ถึงอยากจะได้อำนาจของท่านอัครมหาเสนาบดีอยู่แล้ว

แต่เรื่องที่ทำให้รู้สึกสนุกดันตามมาทีหลังเนี่ยสิ

‘ฟางเอ๋อร์ของเราช่าง...แปลกดีจริง แข็งแกร่งโดยมิต้องพึ่งพาบุรุษ กล้าหาญและเด็ดเดี่ยว สตรีเช่นนี้ได้เป็นภรรยานับว่าโชคดีกว่าทองคำพันหีบแล้วล่ะ’

ภาพของคู่รักทำให้บรรยากาศรอบข้างอบอวลไปด้วยสีชมพู ราวกับมีดอกเหมยกุ้ยผลิบานหลายดอกล้อมรอบตัวของพวกเขา

“คุณชายหลิว พวกเขา...” องค์ชายเซี่ยเฟยหลงมองอย่างงุนงง

“พวกเขาทั้งสองเป็นสามีภรรยา แต่งงานกันมาแล้วสามปี”

เซี่ยเฟยหลงผงกศีรษะเข้าใจในทันที “เป็นคู่รักที่ดียิ่ง”

หลิวอ๋องเข้าใจความหมายที่ชายหนุ่มกล่าวมา ยามจ้องมองพระพักตร์ของพระอนุชาทีไร บนนั้นมักจะประดับไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาหงส์ที่อ่อนโยนยามจ้องมองคนรักของตน

หลิวอ๋องลอบถอนหายใจ ‘หวังว่าจะไม่มีผู้ใดไปตีให้นกยวนยางแยกออกจากกัน’

หลังจากนั้นทุกคนต่างแยกย้ายไปพักผ่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งหลี่หลิ่งฟางและหวังจิ้งเสวียนแยกตัวออกมากันสองคน เพราะพวกเขาไม่อยากเข้าไปแทรกแซงเรื่องราวหลัก

ทั้งสองเดินมานั่งที่ศาลาข้างต้นเหมยต้นหนึ่ง หลี่หลิ่งฟางนั่งยอง ๆ เก็บเศษดอกเหมยใส่มือทีละดอก โดยมีสายตาของหวังจิ้งเสวียนคอยเฝ้ามองตามอยู่ตลอดเวลา

“พระชายา เจ้าเก็บดอกไม้พวกนั้นไปทำไมงั้นหรือ?” หวังจิ้งเสวียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย ขณะนั่งอยู่ที่บันไดศาลาทอดมองนางนิ่ง

“หม่อมฉันกำลังจะทำบางอย่างให้องค์รัชทายาททอดพระเนตรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางตอบกลับพลางเก็บดอกไม้ไปด้วย

“ทำสิ่งใดงั้นหรือ?” หวังจิ้งเสวียนไม่เข้าใจที่หญิงสาวกล่าว

หลี่หลิ่งฟางลุกขึ้นยืนหันมาพร้อมกอบกุมฝ่ามือประกบเข้าหากัน

“ก็ทำแบบนี้ไงเพคะ”

ทันใดนั้นดอกเหมยหลายดอกร่วงโรยลงจากเหนือศีรษะของชายหนุ่ม ท่ามกลางแสงแดดในยามบ่ายและลมวสันต์พัดผ่าน

หวังจิ้งเสวียนยืนตะลึง ระหว่างทอดพระเนตรดวงหน้างามแย้มยิ้มเบื้องหน้า เสียงหัวใจเต้นระรัวดังกึกก้องในหัว

“ชอบหรือไม่เพคะ?”

หวังจิ้งเสวียนหลุดจากภวังค์ยกยิ้มมุมปากอ่อนโยน “ชอบมาก มิว่าเจ้าจะทำสิ่งใดให้เรา เราชอบมันทั้งหมด” พูดจบหวังจิ้งเสวียนดึงร่างของหญิงสาวเข้ามาสวมกอด

‘นี่เป็นครั้งแรก ที่มีใครทำอย่างนี้ให้เรา การมีเจ้าอยู่ในชีวิตช่างดียิ่งนัก... ฟางเอ๋อร์ หลังเรากำจัดคนพวกนั้นไปได้ เจ้ายินดีจะอยู่เคียงข้างเราต่อไปหรือไม่?’ หวังจิ้งเสวียนไม่ได้เอ่ยออกมา เขาได้แต่ถามคำถามนั้นในใจ

เสียงหัวเราะคิกคักดุจเด็กไร้เดียงสาดังขึ้นภายในอ้อมกอดอบอุ่น

“หม่อมฉันดีพระทัยที่องค์รัชทายาทชื่นชอบเพคะ”

‘การเอาใจเจ้า นับเป็นหนึ่งในงานถนัดของนักฆ่าที่หลอกล่อให้เหยื่อตายใจ แผนนี้ข้าใช้ถนัดนัด หึ หวังจิ้งเสวียน คราวนี้แหละข้าจะแก้แค้นเจ้าที่หลอกกินเต้าหู้ข้า!’

หลี่หลิ่งฟางยิ้มขำให้กับแผนการอันชั่วร้ายของตนในใจ

เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งจิบชาทั้งสองได้นั่งพักในศาลา พูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องหนังสือหย่าของพวกเขา

“แม้ในตอนนี้พวกเราจะมิได้เป็นสามีภรรยา แต่เจ้าจงจำเอาไว้ว่าเจ้าคือพระชายาของเราแต่เพียงผู้เดียว” หวังจิ้งเสวียนตรัสจริงจังพลางล้วงหาของในอกเสื้อ

หลี่หลิ่งฟางจ้องมองทุกการกระทำของชายหนุ่ม จนเห็นห่อผ้าสีขาวที่กำลังถูกมือหนาคลี่ออก และของด้านในปรากฏเผยสู่สายตาของหลี่หลิ่งฟางตรงหน้า

“องค์รัชทายาทเพคะ นี่มัน...”

ฝ่ามือบางถูกฝ่ามือหนาจับให้ไปรับของชิ้นนั้น

“สิ่งของสำคัญที่สุดของเรา สมควรอยู่กับคนสำคัญที่เรารัก”

พู่หยกเขียวแกะสลักตราสัญญาลักษณ์ประจำตัวขององค์รัชทายาท ที่ในเนื้อเรื่องไม่เคยถูกเล่าถึงกลับปรากฏอยู่เบื้องหน้าในตอนนี้

‘เนื้อเรื่องเปลี่ยนไปไกลมากแล้ว ไม่ใช่ว่าเจ้าหมอนี่ตกหลุมรักฉันใช่ไหม? ถ้าเป็นงั้นจริงแผนการแก้แค้นก็ไปได้สวยน่ะสิ หึหึหึ’

หลี่หลิ่งฟางลอยอมยิ้ม เพื่อไม่ใช่ชายหนุ่มตรงหน้าสังเกตเห็น

แต่ทว่าสายตาคมกริบของหวังจิ้งเสวียนกลับจับสังเกตได้ เขายกยิ้มมุมปากราวกับมองออกทะลุปรุโปร่งตั้งแต่แรก

ยามพู่หยกชิ้นนั้นตกลงสู่มือของหลี่หลิ่งฟาง ความรู้สึกแปลกประหลาดตีตื้นขึ้นมาในลำคอ ก่อนที่เม็ดใสกลิ้งล้นออกจากเบ้าตาโดยไม่รู้ตัว

‘เอาอีกแล้ว ร่างกายของหลี่หลิ่งฟางตอบสนองอะไรแบบนี้อีกแล้ว ให้ตายเถอะ’

เสียงทุ้มดังขึ้นตรงหน้าเรียกสติ

“เราหวังว่าของสำคัญชิ้นนี้จะเป็นสิ่งของที่สื่อแทนใจของเราได้มิมากก็น้อย หวังว่าเจ้าจะดูแลเป็นอย่างดี”

หลี่หลิ่งฟางพยักหน้าระรัวตอบกลับทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ “เพคะ หม่อมฉันจะรักษาของสำคัญชิ้นนี้เป็นอย่างดี มิให้มันหลุดมือของหม่อมฉันไปเด็ดขาด”

“สัญญากันแล้ว ฉะนั้นเลิกร้องไห้ได้แล้วพระชายาของเรา”

ฝ่ามือหนาวางลงบนศีรษะของหญิงสาวลูบผมแผ่วเบา ก่อนที่จะดึงร่างบอบบางเข้าไปกอดปลอบประโลม

‘ฉันไม่ได้อยากร้องไห้สักหน่อย แต่ร่างกายมันตอบสนองไปเองต่างหากเล่า!’

ทั้งสองจึงใช้เวลาด้วยกันบริเวณแถวนั้น จนกระทั่งถึงเวลาสำรับอาหารมื้อเย็น

*****

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   บทส่งท้าย : ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับเจ้าลูกเจี๊ยบ

    ผ่านไปหายวันชินอ๋องได้รับโทษประหาร และเสนาบดีกรมโยธากับเสนาบดีกรมพิธีการก็ได้รับโทษเช่นกัน ฮ่องเต้กวาดล้างฝ่ายกบฏตามรายชื่อในสมุดบันทึกจดสิ้น ท่ามกลางแสงอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่หวังจิ้งเสวียนและหลี่หลิ่งฟางต่างใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัง พวกเขามักจะมาพักผ่อนที่เรือนผิงอันกลางสระบัวหลวง ที่สร้างขึ้นมาพร้อมทำนุบำรุงวังหลวงเมื่อครานั้นตั่งตั้งตรงกลางโถงกว้างที่รับลมสี่ทิศ ผ้าม่านพลิ้วไหวยามสายลมวสันต์พัดผ่าน บนตั้งมีร่างของหวังจิ้งเสวียนนอนหนุนตักหลี่หลิ่งฟาง โดยที่หลี่หลิ่งฟางเล่นผมชายหนุ่มความเงียบสงบทำให้พวกเขาผ่อนคลาย ยามฟังเสียงนกร้อง เสียงปลาหลี่กระโดดขึ้นผิวน้ำ หรือกลิ่นหอมจากต้นเหมยบนฝั่งลอยมา“ฟางเอ๋อร์ หากวันหน้าเราขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะยังอยู่เคียงข้างเราหรือไม่?”“เหตุใดถึงตรัสถามเช่นนั้น หม่อมฉันก็อยู่เคียงข้างพระองค์อยู่แล้วตั้งแต่แรก”หวังจิ้งเสวียนยกยิ้มมุกปาก “ตั้งแต่วันแรกที่เราพบหน้าเจ้าก่อนจะอภิเษกสมรส วันนั้นเรามิเคยเล่าความรู้สึกให้ผู้ใดฟัง”“เล่ามาให้หม่อมฉันฟังเดี๋ยวนี้&rdqu

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ทำนุบำรุงวังหลวง

    วังหลวงในยามอรุณเบิกฟ้า แสงแดดยามเช้าสาดกระทบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวาว พลันทอแสงสีทองเหนือพระราชวังอันสง่างาม เสียงฆ้องระฆังจากหอระฆังดังสะท้อนก้อง ปลุกหมู่ช่าง ชาววัง และขุนนางให้เริ่มต้นวันใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เหล่าช่างหลวงกำลังเดินเรียงแถวเข้ามา พกค้อน ตะปู และเครื่องไม้เครื่องมือ ขื่อเสาวังที่พังไปจากเหตุการณ์ก่อนหน้าถูกแทนที่ด้วยไม้หอมใหม่เอี่ยม ที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันผนังวังที่แตกร้าวถูกปะซ่อมบรรจง ดอกไม้ในสวนหลวงถูกปลูกซ้ำด้วยสายพันธุ์หายาก สีสันสดชื่นพอจะกลบกลิ่นคาวเลือดที่เพิ่งจางไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก้มหน้าเร่งฝีเท้าทำหน้าที่กันอย่างแข็งขัน บางคนขัดลานหินอ่อน บ้างเช็ดราวระเบียงจนเงาวาว ราวกับพยายามลบเลือนภาพความโกลาหลในวันวานให้หมดไปที่หน้าท้องพระโรงใหญ่ ผืนพรมมังกรผืนใหม่จากแคว้นถังเพิ่งปูวางเรียบสนิท เหล่าขุนนางชั้นสูงเริ่มทยอยเข้าสู่ที่ประชุม พวกเขาต่างทราบดีว่าเหตุการณ์ที่ชินอ๋องถูกจับนั้นไม่เพียงเปลี่ยนดุลอำนาจ หากยังสะท้อนว่าองค์รัชทายาทยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกคราบนผนังเบื้องหลังบัลลังก์ บันทึกประวั

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   หลั่งโลหิตล้างแผ่นดิน

    เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบพื้นดินดังกึกก้อง เมื่อทหารแม่ทัพหยางเริ่มเคลื่อนพลเดินเข้าสู่เขตจวนชินอ๋อง ประตูไม้ใหญ่ของจวนยังคงปิดแน่น ราวกับเป็นการท้าทายทัพที่มีกำลังพร้อมเต็มที่หวังจิ้งเสวียนไม่รีบร้อน เขายังคงยืนนิ่งพิจารณาผลของการตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหลี่หลิ่งฟางกระชับมือบนดาบที่อยู่ข้างเอว หันไปมององค์รัชทายาท สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง“พระองค์มั่นใจหรือไม่ว่าเขาจะเปิดประตู?”หวังจิ้งเสวียนหันไปสบตาหลี่หลิ่งฟาง ดวงตาของเขาแฝงแววเด็ดเดี่ยว “หากเขายังมีความภักดีต่อราชสำนัก แม้เพียงเสี้ยวก็ต้องยอมเปิด แต่หากเขาทรยศ เราก็มิสามารถห้ามทัพได้อีกต่อไป”เสียงคำประกาศจากแม่ทัพหยางดังขึ้นอีกครั้ง“ชินอ๋อง! เปิดประตูเสีย! หากท่านยังยืนกรานกบฏคิดต่อสู้ เราจะมิออมมือ!”ทหารที่อยู่ด้านหลังเริ่มดึงดาบตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการบุกหลี่หลิ่งฟางยกมือขึ้นชี้ไปที่ประตูจวนที่ยังปิดสนิท “เราคงต้องเข้าไปเอง”หวังจิ้งเสวียนหันไปมองหญิงสาว ก่อนจะผงกศีรษะ “ให้ทหารเตรียมพร้อม หากเข

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เพลิงกบฏชิงอำนาจ

    แสงตะวันยามเช้าถูกกลบด้วยกลุ่มควันจากธูปศึก แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงสวมชุดเกราะสีเหล็กดำ นำทัพทะลวงเข้าประตูวังด้านทิศใต้โดยอ้างคำสั่งจากชินอ๋อง เสียงม้าศึกและธนูโห่ร้องดังก้องทั่วลานพระราชฐานแม่ทัพจ้าวจิ้งหรงนำทัพฝ่าเข้ามาเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน สมดั่งที่ทหารลับนามเซียวหนิงเจ๋อแจ้งข่าวลับว่าชินอ๋องพร้อมหนุนหลังเขาโค่นราชสำนักทว่าสิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่ชัยชนะ...หากแต่เป็นกับดักเงาร่างผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังม่านทองของท้องพระโรง ชุดเกราะทองแดงสะท้อนแสงเป็นประกาย ‘แม่ทัพใหญ่’ ปรากฏตัวพร้อมเสียงประกาศอย่างเยือกเย็น“จ้าวจิ้งหรงเจ้าลืมไปหรือ ว่าในหมากกระดานนี้ ไม่มีที่ยืนสำหรับหมากที่คิดว่าตนเป็นมือเดินหมาก”ข้างกายของแม่ทัพใหญ่ปรากฏร่างของเซียวหนิงเจ๋อ ผู้ปลดหมวกศึกออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ‘อันเฉิง’ ศิษย์น้องผู้หายตัวไปนานนับสิบปี ดวงตาคู่นั้นยังเป็นประกายเดิม แต่เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ที่ไม่เคยมีในอดีต และตอนนี้เขาคือ ห

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   แฝงตัวซ่อนเร้น

    ยามบ่ายท้องฟ้าเหนือค่ายทหารใหญ่คลุมด้วยม่านเมฆสีเทาเรื่อ เสียงธงผืนใหญ่โบกสะบัดบนยอดเสาทำจากไม้ท่อนโตดังไม่ขาดสาย ค่ายกองเงาริมผาทิศใต้มีเพียงกลิ่นดินเปียกและกลิ่นเหล็กกล้าคละคลุ้งภายในกระโจมบัญชาการกลาง แม่ทัพจ้าวจิ้งหรงยืนพิงโต๊ะแผนที่ แผ่นหลังเหยียดตรงเหมือนหอก ทว่าดวงตากลับทอดมองไปยังหมากล้อมบนกระดานข้างตัวอย่างครุ่นคิด“เขาเดินหมากตัวแรกแล้ว” เสียงแหบพร่าของแม่ทัพเอ่ยเบา ๆ กับตัวเอง นิ้วมือหยาบกร้านจับหมากดำขึ้นหมุนช้า ๆ ระหว่างปลายนิ้ว“ใต้เท้า มีรายงานจากจุดตรวจฝั่งหลินเหอขอรับ” นายกองหนุ่มผลักม่านเข้ามาค้อมตัวต่ำ “มีนายทหารใหม่ผ่านเข้ามาตามคำสั่งของท่าน เห็นชื่อว่าเซียวหนิงเจ๋อ”จ้าวจิ้งหรงเลิกคิ้ว ดวงตานิ่งราวพยัคฆ์เฝ้าปากถ้ำ “ข้าจำมิได้ว่าเคยสั่งรับใครเข้ามาใหม่ในสัปดาห์นี้”นายกองเงียบไปวูบหนึ่งก่อนกล่าวอย่างลังเล “เขามีป้ายผ่านของกองส่งกำลังเมืองซูอัน ท่าทีสงบ ไม่หวาดกลัว ข้าให้คนเฝ้าตามประกบแล้วขอรับ”“ดี” แม่ทัพกล่าวเรียบ ๆ พลางวางหมากดำลงตำแหน่งกลางกระดาน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   ถวายสมุดรายชื่อแด่ฮ่องเต้

    รุ่งเช้าแสงแดดยามอรุณแทรกผ่านบานหน้าต่างทาบทอลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบ แต่ภายในห้องกลับอบอวลด้วยไออุ่นจากสองร่างที่ยังแนบชิดใต้ผ้าห่มผืนหนาหญิงสาวพลิกกายช้า ๆ ดวงหน้างามซบแนบอยู่กับแผงอกของชายหนุ่ม เสียงหัวใจของเขายังคงเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ราวกับกำลังบอกให้นางได้รู้ว่า...‘เจ้ายังอยู่ตรงนี้ ข้าก็อยู่ตรงนี้’หวังจิ้งเสวียนลืมตาขึ้นยามสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของนางเบา ๆ“เมื่อคืนเจ้าหนาวหรือไม่?” เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ ขณะปลายนิ้วไล้แนบผิวแก้มของนาง“หม่อมฉันมีพระองค์อยู่เคียงข้างจะหนาวได้อย่างไรเพคะ” หลี่หลิ่งฟางยิ้มบาง ดวงหน้านั้นมีรอยแดงระเรื่อยิ่งกว่าดอกท้อแรกแย้มหวังจิ้งเสวียนคลี่ยิ้มบางมือของเขากระชับร่างบางไว้แนบอก “เจ้ารู้หรือไม่ เรารอวันเช่นนี้มานานเกินไป แม้จะต้องแลกด้วยสิ่งใด เราก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือจากเจ้าอีก”หลี่หลิ่งฟางหลุบตาลงต่ำดวงตาสั่นไหวราวสายน้ำกระเพื่อม แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ผงกศีรษะ “เพคะ ตั้งแต่ว

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คืนเทศกาลหอมรัญจวน (nc)

    บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอบอวลไปด้วยเพลิงราคะ บทเพลงรักบรรเลงไปตามจังหวะที่ร่างสูงเป็นคนกำหนด เสียงเนื้อกระทบเนื้อปลุกเร้าให้อารมณ์ของทั้งคู่เดือดพล่านหวังจิ้งเสวียนกระแทกกระทั้นหนักหน่วงจนเตียงสั่นคลอน ดวงตาหงส์จ้องมองดวงหน้าหวานเชิดขึ้นเผยอริมฝีปากอวบอิ่มหอบหายใจถี่ ร่างอรชรดิ้นพล่

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   คำสัญญาในคืนหยวนเซียว (nc)

    พวกเขาทั้งสองต่างยืนทอดมองไปที่จุดเดียวกัน ภายใต้แสงโคมไฟที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสว่างนวลลอยคว้างไปอย่างเงียบงัน ความเงียบสงบงดงามในค่ำคืนนี้คล้ายถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกหลากหลายที่แนบแน่นในใจทั้งสอง“ปีหน้าพวกเรามาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ด้วยกันอีกครั้งเถิด” หวังจิ้งเสวียนตรัสขึ้น

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   เทศกาลหยวนเซียว

    หลี่หลิ่งฟางจูงมือหวังจิ้งเสวียนเดินทอดน่องไปตามย่านงานเทศกาลที่คึกคักในเมืองหลวง ตลอดสองฟากฝั่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงระย้าห้อยละลานตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังคลอเคล้า กลิ่นอาหารหอมฉุยจากแผงลอยเรียงรายพัดมาตามสายลม เรียกน้ำลายจนท้องไส้ของนางส่งเสียงประท้วงเบา ๆหลี่หลิ่งฟางชะโงกหน้าไปดูร้านหน

  • นักฆ่าตำหนักเย็น   พ่อตาพูดคุยกับลูกเขย

    บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ใน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status