Home / รักโบราณ / นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง / ๔ เจอหน้าพระรองครั้งแรก

Share

๔ เจอหน้าพระรองครั้งแรก

last update Last Updated: 2025-10-25 21:48:51

ดูเหมือนความคิดในหัวของนางจะดังเกินไปหน่อย ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ ถ้อยคำที่เอ่ยออกไปยังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ทั้งที่ความคิดก่อนหน้านี้ยังตีกันวุ่นวายอยู่ในหัว แต่ไฉนกลับพูดออกไปราวกับตกหลุมพรางของความหล่อเหลาของอีกฝ่ายเสียแล้ว

เฟิ่งจิ่นหรงยืนนิ่ง ตัวแข็งชะงักคล้ายหยุดหายใจไปชั่วขณะ

ขณะที่จ้าวอวี้หมิงมองสตรีตรงหน้า หัวคิ้วเข้มขมวดอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าถ้อยคำเมื่อครู่ที่ได้ยินนั้นเป็นจริงหรือหูฝาดเพี้ยนไปเอง แต่กระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าสติของสตรีตรงหน้าอาจเลอะเลือนไปเสียแล้ว

“ข้าไม่ใช่คุณชายเซียว…” น้ำเสียงของเขาเข้มขรึม แต่แฝงด้วยความเย็นชา “หากคุณหนูอยากไปสกุลเซียวนั้นอยู่เส้นทางหน้าวังหลวง หากจำไม่ได้ก็บอกให้สารถีพาไป นี่คือจวนสกุลจ้าว”

จ้าวอวี้หมิงถอนหายใจลึก ก่อนจะหันหลังจะเดินหนีคล้ายกับปฏิเสธพลางๆ

ทว่าด้วยนิสัยดื้อรั้นเฟิ่งจิ่นหรงกลับก้าวตามเข้ามา ร่างบางยืนขวางทางอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาแน่วแน่

“ข้า..ข้า มีเรื่องสำคัญจะพูดคุยด้วยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานตะกุกตะกะเต็มไปด้วยความประหม่า นางเงยหน้าขึ้นพลันประสานสบเข้ากับดวงตาคมกริบเย็นเยียบตรงหน้าพอดี

จ้าวอวี้หมิงยืนนิ่ง มองสตรีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ

บรรยากาศพลันตกอยู่ในความเงียบสงัดชั่วครู่ สายน้ำในสระบัวสะท้อนแสงแดดพลิ้วไหวราวกับรอคอยกำลังสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป…

จ้าวอวี้หมิงเลิกคิ้วถามกลับด้วยน้ำเสียงสงสัย “เรื่องสำคัญใดกัน จนทำให้คุณหนูบุกมาถึงสกุลจ้าวของข้า ทั้งที่ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อนแม้แต่สักครึ่งคำ”

เฟิ่งจิ่นหรงยืนตัวตรง เชิดปรายคางขึ้นด้วยความประหม่าฉายชัดออกมา ดวงตาคู่งามเปล่งประกายแฝงความตั้งใจแน่วแน่ หัวใจดวงน้อยเต้นแรง นางสูดลมหายใจลึกกลั้นความหวาดหวั่นไว้ แล้วค่อยๆ เอ่ยเสียงดังฟังชัดถ้อยชัดคำ

“ข้า…ข้าอยากขอให้คุณชายรับข้าเป็นภรรยาเจ้าค่ะ”

ถ้อยคำพูดนั้นดังชัดเจน ราวกับก้อนหินกระแทกลงกลางสระน้ำ บรรยากาศโดยรอบเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แม้แต่สายลมก็พลันสงบ

จ้าวอวี้หมิงขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าถมึงทึงย่ำแย่งุนงงยิ่งกว่าเดิม เชามองสตรีตรงหน้าคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ริมฝีปากหนาเหยียดยกยิ้มเย้ยหยัน

“คุณหนูเฟิ่ง…ข้าได้ยินผิดใช่หรือไม่” เขาเอ่ยถามเสียงแผ่วลงอย่างไม่คาดคิด

สตรีตรงหน้าเคยเป็นคู่หมั้นของเซียวจิ้นอวิ้นก็จริงแต่นั้นก็คือเหตุการณ์ในอดีตก่อนที่การหมั้นหมายจะถูกยกเลิก เกรงว่าคงทำให้อับอายรู้สึกราวกับถูกหักหน้า คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องการเอาคืนคุณชายเซียวกระมัง

แต่แล้วเหตุใดจึงเกี่ยวข้องกับเขา?

หรือเพราะเขาเป็นสหายของไป๋หว่านชิงกัน?

ความคิดนั้นทำให้หัวใจของจ้าวอวี้หมิงกระตุกวูบ ใบหน้าค่อยๆ ซีดลง ร่างกายแทบไม่อาจนิ่งเฉย

เขาช้าไปเพียงก้าวเดียว…นางก็ยืนอยู่ในอ้อมกอดของผู้อื่นไปเสียแล้ว

เฟิ่งจิ่นหรงพยักหน้าแน่วแน่ ราวยืนยันว่าไม่ผิดแน่

“ไม่ผิดเจ้าค่ะ…ข้าเลือกแล้ว ข้าอยากอยู่เคียงข้างคุณชายเพียงผู้เดียว” น้ำเสียงหวานดังชัดก้องไปทั่วทั้งจวน ราวกับประกาศให้ทุกคนรับรู้ แม้แต่เหล่าสาวใช้ที่อยู่รอบๆ ถึงกับชะงักหยุดฟังด้วยความสนใจทันที

จ้าวอวี้หมิงเงียบไปชั่วขณะ สายตาคมกริบจับจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาเมล็ดซิ่งราวพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง

“คุณหนูต้องการจะใช้ข้าเป็นหมากในกระดานเพื่อประชดประชันคุณชายเซียวงั้นหรือ” เขาเลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

จ้าวอวี้หมิงแค่ฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเจือความข่มขู่เต็มไปด้วยความหวังดี

“ข้าเป็นสหายของไป๋หว่านชิง…ย่อมไม่มีวันปล่อยให้ผู้ใดมาล่วงเกินหรือทำร้ายชีวิตคู่ของนางแน่”

พอเฟิ่งจิงหลินได้ยินแช้วพลันหลุดหัวเราะร่อออกมาราวกับเรื่องตลกขบขัน น้ำเสียงใสหวานกังวานออกมาด้วยความสงสัยและงุนงง “อืม…ไป๋หว่านชิงเลี้ยงบุรุษด้วยอันใดกัน เหตุใดถึงได้ทึ่มทื่อ ตาบอดและซื่อตรงยิ่งกว่าสุนัขที่ข้าเคยเลี้ยงมาเสียอีก!”

นางกำลังช่วยพระรองผู้น่าสงสารให้พ้นชะตากรรมที่เวทนา แต่ไฉนเขากลับมองความหวังดีของนางเป็นกบฏกัน!

“ข้าหรือจะใช้คุณชายจ้าวเป็นหมากในกระดานเพื่อเรียกความสนใจจากเซียวจิ้นอวิ๋น…ตอนนี้ข้ารู้แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ ตอนที่ข้าขู่ว่าจะกระโดดลงแม่น้ำ เขากลับไม่สนใจ มิหนำซ้ำ ข้ากระโดดลงไปแล้วก็หาได้เหลียวแล เกรงว่าหากข้าตายไปจริงๆ เขาคงจะเฉลิมฉลองเสียด้วยซ้ำ ที่ข้าได้ไปพ้นหูพ้นตาไม่ต้องมารำคาญให้เห็นอีก” คำพูดของเฟิ่งจิงหลิน ราบเรียบแต่กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาแฝงข่มขืนอย่างชัดเจน

บุรุษเห็นแก่ตัวผู้นั้นเหมาะสมกับนางเอกดอกบัวขาวที่สุด ราวกับผีเน่ากับโลงผุ!

จ้าวอวี้หมิงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะประแอมไอออกมาคล้ายกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่ก่อขึ้นในใจอย่างไม่รู้ตัว

เขาเป็นผู้ที่กระโจนลงน้ำไปช่วยนางเอง…แต่ตอนนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมความเย็นยะเยือกและความคิดที่ซับซ้อนราวกับไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน

ว่ากันตามตรง เขาคิดว่าสตรีตรงหน้าจะได้ไปปรโลกเสียอีก แต่กลับมีชีวิตคืนมาได้ นับว่ามีความสามารถไม่ธรรมดา

น้ำเสียงทุ้มพึมพำออกมาแผ่วเบา เต็มไปด้วยความคาดเดา “หากกล่าวว่าเขาเห็นแก่ตัวนัก ก็อย่าได้คิดจะกระโดดลงน้ำประชดเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใดอีก คราวหน้า…เกรงว่าคงจะได้ตายไปจริงๆ ช่วยไว้ไม่ได้อีกแล้ว”

สายตาคมกริบจ้องสตรีตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบนหน้าหันหนี หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยราวกับขัดใจตนเองที่ต้องยอมรับความจริงบางอย่าง

“เหอะ! น่าสมเพชนักที่แม้จะมีชีวิตอยู่ก็ยังทำเรื่องโง่เช่นนี้”

เฟิ่งจิงหรงยังคงจ้องมองบุรุษตรงหน้าไม่ลดละ นางเอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะยกมือกอดอก แค่นเสียงถามอย่างจริงจัง

“พูดออกมาราวกับว่ากระโจนน้ำลงไปช่วยข้าเสียเอง…”

จ้าวอวี้หมิงได้ยินถึงกับต้องหันกลับมาทันที พลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่ำพึมพำ “โง่งม…”

คาดว่าคงไม่มีผู้ใดบอกกระมัง ว่าใครที่กระโจนลงน้ำเป็นผู้ช่วยนางขึ้นมาให้รอดพ้นจากความตาย

ช่างเถอะ…เขาเองก็หาได้ติดใจทวงถามบุญคุณอะไรนัก

ถือว่าได้ทำบุญช่วยเหลือชีวิตผู้คนอนาถาก็พอใจแล้ว

ใบหน้าคนงามเริ่มฉายแววโกรธเคืองไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ริมฝีปากบางยกยิ้มเย้ยหยัน “คำก็สมเพช…สองคำก็โง่งม…เจ้าดีกว่าข้านักหรืออย่างไรกัน จ้าวอวี้หมิง! ตามต้อยติดสตรีผู้นั้นราวกับสุนัข หากนางมาเจ้าก็สะบัดหางรับ หากนางไปก็หม่นหมองไม่เป็นอันทำสิ่งใด!”

พอสิ้นคำนั้น นางพลันถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า เจือแววเวทนาในดวงตาอยู่บ้าง

ทั้งที่เป็นเพียงบทของนิยายน้ำเน่า แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงถลำลึกจนกลายเป็นเรื่องที่นางโปรดปรานที่สุดไปได้!

จ้าวอวี้หมิงนิ่งไร้คำตอบไม่เอื้อนเอ่ยอันใด

จู่ๆ อีกฝ่ายก็บุกเข้ามาถึงจวน ประกาศปาวๆ ว่าอยากแต่งเป็นภรรยาของเขา ไหนยังจะมีหน้ามายืนสบถด่าเขาต่อหน้าในเรือนของเขาเองอีก สายตาคมกริบฉายแววเหนื่อยหน่ายเต็มไปด้วยความรำคาญ ก่อนจะเหลือบไปมองบรรดาสาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วเอ่ยคำสั่งทันที “พาคุณหนูเฟิ่งออกไปเสีย วันนี้สกุลจ้าวไม่รับแขกแล้ว”

ทันใดนั้น สาวใช้ยังไม่ทันก้าวเข้ามาใกล้ เฟิ่งจิงหรงก็ชูมือขึ้นเป็นสัญญาณห้าม ใบหน้ายิ่งทะนง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งจ้องบุรุษตรงหน้าไม่ลดละ

“จ้าวอวี้หมิง…คิดจะไล่ข้าออกไปง่ายๆ เช่นนี้ เพราะกลัวว่าข้าจะพูดความจริงที่ท่านซ่อนเอาไว้ใช่หรือไม่”

เสียงหวานกึกก้อง ทุกถ้อยคำราวกับมีหนามทิ่มแทงหัวใจ ชวนให้ผู้ฟังไม่อาจสงบได้ จ้าวอวี้หมิงนิ่งงัน ดวงตาคมกริบฉายแววขุ่นเคืองชั่ววูบก่อนจะกลับมาราบเนียบเย็นชาดังเดิม

เฟิ่งจิงหรงหัวเราะเยาะ นางเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า “ท่านว่าข้าโง่งม…แต่กลับทำตัวเหมือนบุรุษผู้ถูกสตรีจูงจมูก มิหนำซ้ำยังภาคภูมิใจนักหนาที่ได้เป็นเงาตามหลังนาง หากวันใดที่ไป๋หว่านชิงเบือนหน้าหนี ท่านเองคงเหลือเพียงความว่างเปล่าไม่ต่างอะไรจากหมาเร่ร่อนที่ไม่มีใครเหลียวแล”

คำพูดนั้นเหมือนคมมีดเฉือนลึกลงในอกจ้าวอวี้หมิง

เขากำมือแน่น ความอดทนใกล้ขาดสะบั้น แต่หัวใจกลับสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เฟิ่งจิงหรง!” น้ำเสียงตวาดดังลั่น เส้นเลือดบนขมับปูดนูนขึ้นมาอย่างชัดเจน ดวงตากลับไหววูบด้วยบางสิ่งที่เขาไม่อาจเข้าใจ

ทว่ากลับไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย ก้าวเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจรดริน ริมฝีปากขยับเอ่ยพูดช้าๆ เสียงเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ

“หากท่าาไล่ข้าออกไป…อย่าลืมเสียเล่าว่า ข้าจะกลับมาอีก และทุกครั้งที่กลับมา ข้าจะทำให้ท่านไม่มีวันลืมว่าข้าคือใคร”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง   ๒๕ พระรองผู้นี้เป็นของข้า

    บรรยากาศภายในห้องโถงอาหารเงียบกริบลงชั่วขณะเมื่อคำถามของนายท่านเฟิ่งหลุดออกมา สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมองไปยังคุณชายจ้าวด้วยความคาดหวัง…ไม่เว้นแม้แต่เฟิ่งจิงหรงนางลอบเหล่หางตามองบุรุษข้างกาย หาได้หันไปสบตาเขาโดยตรง ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะหันไปมองบิดาราวกับห้ามปราม“ท่านพ่อ” น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้น พลางถอนหายใจหนักอึ้งออกมาเฮือกหนึ่ง นางหาได้ต้องการบีบบังคับให้จ้าวอวี้หมิงต้องรู้สึกกดดัน อึดอัดหรือลำบากใจอันใด“กินข้าวกันเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะเย็นชืดแล้วไม่อร่อยได้”เฟิ่งฮูหยินเข้าใจได้ว่าบุตรสาวคงรู้สึกลำบากใจใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะปรายไปมองบุรุษหนุ่มตรงหน้า “นายท่านเฟิ่งเพียงแค่หยอกล้อเท่านั้น คุณชายจ้าวอย่าได้กังวลไปเจ้าค่ะ”พอสิ้นคำ จ้าวอวี้หมิงนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมฉายแววครุ่นคิดอย่างชัดเจน มุมปากหนาผุดรอยยิ้มจางๆ น้ำเสียงทุ้มเอ่ยราบเรียบก่อนจะยกตะเกียบคีบอาหารวางลงชามให้สตรีข้างกายราวกับเป็นสิ่งที่ควรทำ หาใช่เรื่องแปลก“คุณหนูเฟิ่งงดงามไม่น้อย ข้าว่าบุรุษใดที่เห็นแล้วก็ต้องหันกลับมามองทั้งสิ้น”ถ้อยคำเรียบง่ายกลับหนักแน่นดั่งหินผา ดังก้องสะท้อนอยู่ในห้องโถงร

  • นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง   ๒๔ ความรักค่อยๆ งอก

    หลายวันผ่านไป หลังงานมงคลใหญ่ระหว่างสกุลเซียวและสกุลไป๋เสร็จสิ้น ทว่าเสียงซุบซิบนินทาก็ยังไม่ยอมจางหาย ข่าวคราวต่างเล่าลือกันไม่หยุด ว่าเจ้าบ่าวหรือคุณชายเซียวหาได้ชืนมื่นหรือมีสีหน้ายินดีไม่ แววตากลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมยามได้เห็นอดีตคนรักอย่างคุณหนูเฟิ่งมาร่วมงาน แถมยังเผลอทอดสายตามองด้วยความอาลัยอาวรณ์ ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายถอนหมั้นเสียเองส่วนคุณหนูไป๋ผู้เป็นเจ้าสาว แม้ใบหน้าจะถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมผืนบาง แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับขุ่นมัวและหม่นหมอง หาได้เบิกบานแต่อย่างใดเฟิ่งจิงหรงหาได้ใส่ใจคำพูดเหล่านั้นนัก หากคนร้อยคนเอ่ยปากก็เป็นร้อยความหมาย นางไม่อยากเก็บมาใส่ใจว่าเซียวจิ้นอวิ๋นจะยังคงเหลือเยื่อใยหรือไม่…?หรือคุณหนูไป๋จะทุกข์ใจเพียงใด…?เพราะนับจากวันที่นางเอ่ยปากหยอกล้อชักชวนบุรุษผู้นั้นให้มาเยือนจวนเล่นๆ ก็ไม่เคยคาดคิดว่าหลังจากนั้น จ้าวอวี้หมิงจะเริ่มแวะเวียนมาหาบ่อยครั้ง พร้อมข้ออ้างที่ชวนให้หัวเราะอยู่ร่ำไป“ข้าผ่านมาทางนี้พอดี…ในรถม้ามีขนมติดมาจึงนำมาฝาก”หรือไม่ก็ “วันนี้ฝนตกหนักยิ่งนัก ข้าเลยแวะมาดูว่าหลังคาเรือนคุณหนูเฟิ่งรั่วหรือไม่”เฟิ่งจิงหรงถึงกับหัวเราะร่อออกมาจนเ

  • นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง   ๒๓ บทสรุปของพระนาง

    ยามเช้าของวันงานแต่ง แม้ว่าบรรยากาศจะอบอวลไปด้วยความเป็นมงคล ทั้งจวนสกุลไป๋และสกุลเซียวต่างเต็มไปด้วยความรื่นเริงยินดี หากแต่ภายใต้ความครึกครื้นนั้นกลับเจือปนด้วยความหม่นหมองของคู่บ่าวสาวไป๋หว่านชิงสวมชุดเจ้าสาวสีแดงฉาน ใบหน้างดงามถูกคลุมด้วยผ้าผืนบางรอคอยให้เจ้าบ่าวเป็นผู้เปิดในคืนเข้าหอ นางกล่าวลามารดาอยู่เพียงสองสามประโยค ก่อนจะขึ้นเกี้ยวรถม้า โดยมีสาวใช้คอยประคองอย่างระมัดระวังอยู่ไม่ห่างว่ากันตามตรงแล้ว ความรู้สึกในยามนี้ของเจ้าสาวควรเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ทว่าในห้วงความคิดลึกๆ ของไป๋หว่านชิงกลับเต็มไปด้วยความขุ่นมัว ภาพของสตรีผู้นั้นยังคงฉายชัดในความทรงจำ และทุกครั้งที่นึกถึง แววตาของจ้าวอวี้หมิงที่ทอดมองสตรีผู้นั้นก็มักแวบขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียงฆ้องกลองและขบวนแห่เจ้าสาวดังขึ้นเอิกเกริกผู้คนมากมายต่างออกมายืนเบียดเสียดสองข้างทางเพื่อรอชมงานด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะเดิมทีแล้วงานแต่งครั้งนี้ผู้ที่ควรได้เป็นเจ้าสาวคือคุณหนูเฟิ่งหากแต่ชะตากลับพลิกผัน กลายเป็นคุณหนูไป๋ซึ่งเป็นเพียงบุตรสาวตระกูลพ่อค้า กลับได้วาสนาดีแต่งเข้าสกุลขุนนางใหญ่โตขบวนเกี้ยวเคลื่อนไปยังจุดหม

  • นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง   ๒๒ การกระทำอ่อนโยน

    บรรยากาศยามบ่ายคล้อยภายในจวนสกุลเฟิ่งเงียบสงัด มีสายลมเอื่อยเฉื่อยพัดผ่านสวนดอกเหมย กลีบดอกสีแดงสดโปรยปรายร่วงลงบนพื้นหินที่ชื้นเย็น เฟิ่งจิงหรงเพิ่งกลับถึงจวนได้ไม่นานก็พาลอารมณ์เสีย จนเหล่าสาวใช้ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา นางกระทืบเท้าเดินกลับเรือนด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งฉายประกายแข็งกร้าว ทั้งตลอดทางน้ำเสียงหวานยังบ่นพึมพำไม่หยุดด้วยความหงุดหงิด ตั้งแต่ออกจากสกุลจ้าวจนถึงจวน“หึ! สกุลจ้าวหรือจะอดอยากถึงเพียงนั้น ขนมหวานพรรค์นั้นใช่ว่าจะหาซื้อไม่ได้ เพียงแต่ข้าอยากเจอหน้าเขาต่างหาก หาใช่อยากกินสิ่งใดเสียเมื่อไร!” นางบ่นพลางผลักบานประตูเรือนเสียงดัง กระแทกกำแพงจนเหล่าสาวใช้พากันก้มหน้าก้มตาเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงทว่าไม่นานเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น สาวใช้คนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยความเหน็ดเหนื่อย หอบหายใจแรงพลางรายงานเสียงตะกุกตะกัก “คุณหนูเจ้าคะ! คุณชายจ้าว…มาขอพบเจ้าค่ะ!”เฟิ่งจิงหรงสะดุ้งเล็กน้อย สีหน้าบึ้งตึงคลายลงชั่วขณะ ก่อนเชิดหน้าขึ้น ปั้นสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ราวกับไม่สนใจใยดีทว่าภายในใจกลับลอบยิ้ม เกรงว่าตอนนี้นางคงมีน้ำหนักไม่น้อยในใจบุรุษผู้นั้น เ

  • นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง   ๒๑ ยื้อแย่งขนมหวาน

    เฟิ่งจิงหรงสบเข้าตากับไป๋หว่านชิง บรรยากาศในจวนพลันหนักอึ้งจนเหล่าสาวใช้ต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนชวนให้อึดอัดอยากวิ่งหนีออกไปเสียให้พ้นจากตรงนี้ หากแต่ก็ไม่ผู้ใดกล้าแม้แต่ขยับตัวเพราะเหตุการณ์ตรงหน้านี้ หาใช่เพียงการยื้อแย่งขนมหวานเท่านั้น แต่ขนมหวานชิ้นนั้นกลับมีความหมายประหนึ่งแทนตัวคุณชายจ้าว มีหรือผู้ใดจะไม่รู้ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษกับสตรีนั้น ยากนักที่จะเป็นเพียงสหายโดยไร้ความหมายอื่นปะปน เหล่าสาวใช้ ได้แต่ยืนนิ่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าตาปริบๆ ลุ้นระทึกว่าผู้เป็นนายจะตัดสินใจเช่นไร จะขับไล่คุณหนูไป๋ออกไปแล้วรั้งคุณหนูเฟิ่งให้อยู่ร่วมดื่มน้ำชากินขนม พูดคุยอย่างเช่นทุกวัน หรือจะเลือกให้คุณหนูเฟิ่งกลับไปก่อน แล้วเก็บคุณหนูไป๋ไว้ข้างกายดังเช่นที่ผ่านมา เฟิ่งจิงหรงยกมือกอดอก ริมฝีปากคลี่เหยียดยกยิ้มเย้ยหยัน กล่าวว่า “อือ! เช่นนั้นข้าจะจำเอาไว้ ว่าต่อให้เป็นเพียงขนมชิ้นเล็กๆ คุณหนูไป๋ก็ไม่มีน้ำใจแบ่งปันให้ผู้ใดเลย!” ไฉนนางจะไม่เข้าใจว่าคำพูดนี้ของไป๋หว่านชิงแท้จริงแล้วกำลังสื่อถึงสิ่งใดอยู่ หากเปรียบจ้าวอวี้หมิงเป็นขนม ยามนี้นางกำลังหยิบเอาเข้าปากอยู่แล้ว หากคิดจะมาแย่ง เกรงว

  • นางร้ายผู้นี้ขอทวงคืนพระรอง   ๒๐ ความอดทนขาดสะบั้น

    เสียงกรีดร้องเล็กแหลมบาดหูของไป๋หว่านชิงปะทุออกมาพร้อมโทสะที่สุมอยู่ในอกมานานหลายวัน ร่างบางสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด นัยน์ตาเมล็ดซิ่งแดงก่ำราวกับมีเพลิงไฟกำลังลุกโชน เพียงเพราะแค่ได้ยินถ้อยคำเมื่อครู่ก็คล้ายกับว่ามีผู้จุดเชื้อเพลิงลงในกองไฟโทสะให้ลุกท่วมทันทีหมายความว่าอย่างไรกัน!?ที่ให้ต้มน้ำชาร้อน เตรียมขนมไว้เช่นนั้นก็เพื่อเฟิ่งจิงหรงงั้นหรือ!?สตรีผู้นั้นแวะเวียนมาที่นี่ลับหลังโดยที่นางไม่รู้ และไม่มีผู้ใดเอ่ยปากบอกแม้แต่น้อยอย่างงั้นหรือ!ไป๋หว่านชิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อหากแต่ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด นางกัดฟันกรอด แค่นถ้อยคำลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงหวานที่สั่นเครือเจือด้วยความน้อยใจ ขุ่นเคืองและประชดประชัน “นึกไม่ถึงว่าคุณชายจ้าวและคุณหนูเฟิ่งจะสนิทสนมถึงขั้นไปมาหาสู่กันเช่นนี้นะเจ้าคะ”ริมฝีปากนางคลี่ยกยิ้มเย็นเยียบ ความอดทนที่ยังเหลืออยู่ได้ขาดสะบั้นลงสิ้น ไม่อาจเสแสร้งปั้นหน้ายิ้มเข้าใจอีกต่อไปยามนี้ต่อให้จ้าวอวี้หมิงจะคิดอย่างไร นางก็ไม่ใส่ใจอีกแล้ว ขอเพียงได้ระบายโทสะที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมาก่อนเช่นนั้น...เกรงว่าคงได้กระอักเลือดออกมาแทน!ใบหน้าคนงามบิดเบี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status