ANMELDENนางเป็นว่าที่พระชายาของเหว่ยอ๋อง หากแคว้นโจวได้นางมาเสริมบารมีเช่นนี้ ก็ยิ่งจะส่งเสริมให้แว่นแคว้นเจริญรุ่งเรืองดั่งตำนานสิงห์คู่ ข้าว่าแคว้นเป่ยของเราควรเป็นมิตรกับแคว้นโจวน่าจะดีกว่า ไม่แน่ว่าอาจได้อาศัยบารมีแล้วนำพาให้เจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย” ฮ่องเต้เอ่ยออกมาอย่างตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขาต้องส่งสาสน์ไปแจ้งแคว้นโจวเพื่อขอเป็นพันธมิตรที่ดี
“ลูกก็เห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายไป๋ซีซวนเอ่ยสนับสนุนขึ้นมาทันที เพราะเขามาคิด ๆ ดูแล้ว การเป็นมิตรกับแคว้นโจวน่าจะได้อะไรมากกว่ามากกว่าเป็นศัตรูและสู้รบกัน “ข้าก็เห็นด้วยเพคะเสด็จพ่อ อีกอย่างข้ารู้สึกถูกชะตากับคุณหนูใหญ่ ข้าเชื่อว่านางคงจะยอมเป็นสหายกับข้าในวันข้างหน้า” องค์หญิงไป๋ซูหนี่ว์พอเห็นสตรีในวัยเดียวกัน ที่เก่งและมีความสามารถเช่นนี้ ก็รู้สึกประทับใจและอย่างเอาเป็นแบบอย่างเพื่อมาปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น แคว้นเจิน ฮ่องเต้นั่งฟังสองพี่น้องถกเถียงกันด้วยความไม่เข้าใจและเริ่มจะปวดหัว องค์หญิงเจินไป๋อวี่กำลังเล่าเรื่องราวอย่างเจ็บแค้นแทนพี่ชายของตนที่พ่ายแพ้ให้กับคุณหนูใหญ่ ส่วนหยวนอ๋องก็มีเหตุผลของตนเองซึ่งฮ่องเต้ฟังแล้วก็เห็นด้วยกับเขาอยู่ไม่น้อย “เสด็จพ่อข้าขอประลองวรยุทธกับคุณหนูใหญ่แต่เหว่ยอ๋องก็มาดักข้าเอาไว้กลัวว่าข้าจะทำร้ายคนรักของเขา ไม่งั้นข้าจัดการนางไปแล้ว” หยวนอ๋องได้ฟังก็ถอนใจออกมา “ข้าเห็นด้วยที่เขาดักทางเจ้าเอาไว้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงเป็นข้าที่ต้องเป็นฝ่ายมาห้ามเจ้าแทน เจ้าจะขอประลองวรยุทธกับนางโดยไม่รู้ว่านางเป็นวรยุทธหรือไม่ หากนางบาดเจ็บขึ้นมาเหว่ยอ๋องไม่เก็บชีวิตของเจ้าเอาไว้แน่รวมทั้งแคว้นเจินด้วย” “ก็ใครจะไปทำร้ายนางตรง ๆ กันละ ข้าก็แค่จะแอบโปรยยาพิษใส่นางไม่มีใครรู้แน่นอน ยาพิษนี้ท่านอาจารย์บอกว่าไร้สีไร้กลิ่นตรวจสอบไม่ได้ จะมีผลก็ต่อเมื่อนางนอนหลับเท่านั้น ฮึ! แต่ว่าถึงข้าไม่ได้ลงมือด้วยตัวเองก็มีคนลงมือแทนข้าแล้ว” หยวนอ๋องได้ยินก็ชะงักตัวเย็นเยียบขึ้นมา “หมายความว่าอย่างไร?” “ข้าทิ้งยาไว้กับนกต่อของเสด็จพี่ ท่านหญิงฟู่เหลียนฮวา ป่านดีนางคงลงมือไปเรียบร้อยแล้ว” “เจ้าว่าอะไรนะ!!” หยวนอ๋องลุกพรวดขึ้นทันทีด้วยความตกใจ “เสด็จพี่จะตกใจไปทำไม ยาพิษนี้ตรวจสอบไม่ได้อยู่แล้ว” องค์หญิงเจินไป๋อวี่เอ่ยด้วยสีหน้าไม่ใส่ใจ เพราะว่านางมั่นใจว่าจะไม่มีใครตรวจพบอย่างแน่นอน “เสด็จพ่อข้าต้องกลับไปแคว้นโจว” ฮ่องเต้พยักหน้าอนุญาต หยวนอ๋องจึงผลุนผลันจากไปทันที เขาร่วมมือกับตระกูลกู้สังหารเหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่ แต่เพราะนักฆ่าเป็นคนของเสนาบดีกู้เขาจึงไม่ต้องกังวล เขาเพียงสนับสนุนเงินค่าจ้าง แต่ส่วนเรื่องยาพิษที่เขากังวลก็เพราะว่า ยาพิษที่น้องสาวของเขาพูดถึงมันหายสาบสูญไปนาน และที่สำคัญต้นกำเนิดการทำยาพิษมาจากแคว้นเจิน หากตรวจสอบพบต้องสาวมาถึงแคว้นเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าปรมาจารย์แห่งพิษจะยืนยันว่าไม่มีใครสามารถตรวจพบ แต่เขาก็ไม่สบายใจอยู่ดี จวนตระกูลลู่ เช้าวันต่อมาเมื่อลู่เสียนเปิดประตูห้องออกมา ก็เห็นลู่อันและลู่เจิน มายืนรออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าโกรธเคือง เมื่อเห็นลู่เสียนก้าวออกมา พวกนางก็รีบเข้ามาต่อว่าต่อขานนางทันที “พี่หญิงท่านรู้หรือไม่ว่าน้ำกระเจี๊ยบของท่านทำข้าแทบไม่ได้นอน” “ใช่เจ้าค่ะยิ่งกว่ายาปลุกกำหนัดเสียอีก ขาของข้าสั่นไปหมดเดินแทบไม่ไหว” ลู่เจินและลู่อันบ่นกระปอดกระแปด โดยมีสองบุรุษยิ้มเขินอายทำตัวไม่ถูกอยู่ด้านหลัง ลู่เสียนหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้เหว่ยอ๋องที่เดินตามออกมา “เรื่องนี้มาโทษข้าก็ไม่ถูก ปรบมือข้างเดียวไม่ดังเข้าใจหรือไม่ หากพวกเจ้าไม่ให้ความร่วมมือเขาก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอกนะ” “เฮ้อ! พี่หญิงท่านพูดมันก็ถูกต้องโทษที่พวกข้าใจง่ายเอง เพราะฉะนั้นคืนนี้พี่เจียวลู่กลับไปนอนที่จวนของท่าน” ลู่อันเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “ใช่พี่เฉี่ยวท่านก็กลับไปนอนที่จวน” เจียวลู่และลี่เฉี่ยวได้ยินก็หน้าถอดสี ไม่ ๆ แบบนี้ไม่ดีแน่ เจียวลู่จึงรีบเดินมาเกาะแขนลู่อันพร้อมเอ่ยอย่างเอาใจ ส่วนลี่เฉี่ยวก็รีบไปออดอ้อนลู่เจิน “ฮูหยินน้อยอย่าโกรธเลยนะข้าสัญญาว่าจะไม่หักโหมจนเกินไป ต่อไปจะฟังเจ้าทุกอย่างเลยดีหรือไม่?” “ใช่ ๆ ต่อไปข้าก็จะเชื่อฟัง ไม่บ้าพลังอีกแล้ว” สองสาวฟังพวกเขาเอ่ยสัญญาก็ยกยิ้มอย่างพอใจ ฮึต้องกำราบเสียบ้างไม่เช่นนั้นจะได้ใจเกินไป ลู่อันและลู่เจินตรงไปกอดแขนพวกเขา ก่อนจะพากันไปที่ห้องอาหาร แต่เมื่อมาถึงสายตาก็ต้องสะดุดกับอาหารที่ดูแปลกตาแตกต่างจากทุกวัน ลู่หลินที่เห็นเหล่าพี่เขยและพี่สาวก้าวเข้ามา ก็ฉีกยิ้มออกมาด้วยความเบิกบานใจ เมื่อคืนนางได้ค้นพบมิติมหัศจรรย์ในจี้หยก ในมิติมีร้านค้าที่คล้ายกับร้านประจำที่นางเคยไปซื้อของในซอยใกล้บ้าน นางจึงลองหยิบของออกมาก็ปรากฏว่านำออกมาได้ นางจึงเกิดความคิดอยากเข้าครัวทำอาหารด้วยตนเอง “พี่หญิงใหญ่ท่านดูอาหารนี่สิเจ้าค่ะแล้วท่านลองชิมดู” ลู่หลินยกถ้วยโจ๊กที่นางจัดแต่งอย่างน่าทานมาให้ลู่เสียนลองชิม ลู่เสียนลองชิมอาหารก็รับรู้ได้ในทันทีว่า นางคงได้รับมิติเชื่อมต่อโลกคู่ขนาน นางถึงสามารถนำของออกมาได้เช่นนี้ ลู่เสียนนัยน์ตาเต้นระริกด้วยความตื่นเต้นและดีใจให้มันได้แบบนี้สิ ทะลุมิติมาทั้งทีต้องให้มันครบเครื่อง “พี่หญิงข้ามีเรื่องจะพูดกับท่านสักครู่” ลู่เสียนเมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น ก็รีบเดินมากุมมือของลู่หลินแล้วพาเดินออกไปคุยยังเรือนของนาง เมื่อเข้ามาถึงลู่หลินก็เริ่มเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น “หลังจากที่ข้าหลับไป จิตข้าก็ได้ไปเยือนสถานที่แห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นข้าได้พบชายผู้หนึ่งและเขายังได้มอบหนังสือโบราณให้ข้า แต่พอข้าเปิดมันขึ้นมาอ่านตัวอักษรเหล่านั้นก็ลอยเข้ามาอยู่ในตัวของข้า ก่อนจะไปจากไปเขายังบอกว่า ท่านได้พลังจากเทพสายฟ้า ส่วนข้าได้พลังจากเทพสายลม พลังทั้งสองมีความเชื่อมโยงกันดั่งลมและฝน ฟ้าร้องและพายุเจ้าค่ะ” ลู่เสียนระบายยิ้มออกมา ก่อนจะจับมือของนางกุมไว้ทั้งสองข้าง “แบบนี้ก็ดีต่อไปเจ้าจะได้ช่วยเหลือข้าได้มากขึ้น ในเมื่อพวกเราได้มาอยู่และกลายเป็นคนตระกูลลู่ อีกทั้งมีความรู้ความสามารถมากมาย ข้าเชื่อว่าพวกเราจะทำให้ตระกูลลู่และบ้านเมืองอยู่กันอย่างผาสุกได้ แต่ว่าอย่างไรคนชั่วเหล่านั้นก็ต้องจัดการ ดีมาดีตอบ ร้ายมาร้ายกลับอย่าให้ชื่อนางร้ายอันดับหนึ่งและอันดับสี่” ลู่เสียนและลู่หลินหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างร่าเริง ก่อนจะจูงมือกันไปที่ห้องรับประทานอาหาร เมื่อมาถึงก็เห็นทุกคนลงมือกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ลู่เฉิงหันมาเห็นก็ยิ้มร่า “ลู่หลินบ่าวในครัวบอกว่าเจ้าเป็นคนลงมือทำอาหารเอง ข้าลองชิมดูแล้วรสชาติดีจริง ๆ เจ้าทำให้พ่อคนนี้ภูมิใจมากเลยรู้มั้ย” “ขอบคุณเจ้าค่ะ อร่อยก็กินเยอะๆ เจ้าค่ะ คนทำจะได้มีกำลังใจ กินเสร็จแล้วพี่หญิงใหญ่มีเรื่องจะบอกทุกคนด้วยเจ้าค่ะ” ทุกคนเมื่อได้ยินว่าลู่เสียนมีเรื่องจะพูด ก็รีบลงมือกินอาหาร เพราะหากนางมีเรื่องจะพูดคงจะเป็นเรื่องสำคัญเป็นแน่ แต่ว่าอาหารนี่ก็อร่อยมากลู่หลินมีฝีมือในการทำอาหารจริง ๆยามนี้คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคหบดีลู่เฉิง ที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความสุขจนยากจะบรรยาย เหล่าบรรดาลูกเขยอยู่กันพร้อมหน้าถึงเจ็ดคน จะมีใครโชคดีเท่าเขาไม่มีอีกแล้ว “ลู่เฉิงจัดงานแต่งพร้อมกันทีเดียวไปเลยเจ็ดคู่ดีหรือไม่?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเขาที่เอาแต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา“ฝ่าบาทกระหม่อมกำลังคิดอยู่พอดีเลยพ่ะย่ะค่ะ”“ฝ่าบาทจัดงานพร้อมกันก็ดีนะเพคะ หม่อมฉันอยากเห็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการที่มีคู่บ่าวสาวถึงเจ็ดคู่” ฮองเฮาเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้นพระพักตร์เริ่มขึ้นสีแดงนิด ๆ เพราะได้ดื่มโซจูไปหลายจอก วันนี้นางรู้สึกผ่อนคลายและรื่นเริงมากจริง ๆ บรรยากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางใฝ่ฝันอยากได้มาตลอด เพราะวังหลวงไม่ใช่สถานที่ที่จะทำตามใจตนเองได้ พอได้มาสัมผัสบรรยากาศที่นี่จึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ “ฝ่าบาทมีสาสน์ส่งมาจากต่างแคว้นพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบเข้ามารายงานพร้อมยื่นสาสน์ให้ฮ่องเต้ เขารับมาเปิดอ่านอย่างไม่รีรอ จากนั้นเขาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ฮ่า ลู่เฉิงเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจบุตรสาวตระกูลพ่อค้าของเจ้า แต่มายามนี้กลับแตกต่างออกไปแล้วอะนะ ดูเหมือนแคว้นเป่ยจะส่งสาสน์มาขอด
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู







