LOGIN"ไป๋ไป๋ ไป๋ไป๋ของข้า ไป๋ไป๋ เจ้ากลับมาหาข้าแล้ว กลับมาหาแล้วใช่หรือไม่ไป๋ไป๋" น้ำตาของบุรุษที่ขึ้นว่าเก่งกาจปราบศัตรูมาแล้วนับร้อยนับพันคนไม่ปานเอ่อทะลักไหลพร่างพรูอาบสองพวงแก้ม ปากก็พร่ำเรียกหาแต่ชื่อนางราวกับจิตวิปริตเสียสติไปแล้ว
บุรุษรูปร่างแกร่งกำยำดันลิ้นกระทุ้งกระพุ้งแก้ม ก่อนจะใช้ฝ่ามือปัดอาภรณ์ขึ้นแล้วหย่อนสะโพกทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ กวาดขาแกร่งกำยำขึ้นไขว้ข้าง ก่อนจะโน้มตัวเหยียดแขนทั้งสองข้างประสานกันเอาไว้บริเวณหัวเข่าเพื่อปรับองศามองภาพน่าสมเพชชวนให้รู้สึกอารมณ์ดีอย่างชัดเจนเต็มดวงตา "ไป๋ไป๋...ไป๋ไป๋" เล่อเยี่ยนเฉินใช้เวลานานถึงเกือบหนึ่งเค่อ (1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที) กว่าจะสามารถลากสังขารที่แทบสิ้นแรงมาจนถึงด้านหน้าผู้มาใหม่ที่เพ้อฝันไปเองว่าคือ 'กุ้ยไป๋หลาน' คนรักของตน และต้องพบกับความจริงอันแสนโหดร้ายว่ามิใช่นาง "ผู้ใดคือไป๋ไป๋ของเจ้ากันเล่าแม่ทัพเยี่ยนเฉิน?" บุรุษเลิกคิ้วถามไถ่ด้วยแววตาสมเพชก่อนจะเหยียดตัวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้สักอย่างเชื่องช้า "เจ้า! เจ้าเข้ามาทำอันใดในห้องข้า แล้วไป๋ไป๋ ไป๋ไป๋ของข้าเล่า! เจ้าเอานางไปไว้ที่ใด เมื่อครู่นางยังยืนอยู่ตรงนี้ นางกลับมาหาข้า" เล่อเยี่ยนเฉินแทบคล้ายคนเสียสติไปแล้วจริง ๆ "ข้าเข้ามานั่งมองเจ้าพร่ำเพ้อถึงไป๋ไป๋ของเจ้าตั้งนานสองนานตั้งแต่ที่เจ้านอนอยู่ตรงนั้นกระทั่งพยายามลากสังขารมาจนถึงตรงนี้ หาได้เห็นไป๋ไป๋ของเจ้าปรากฏตัวในห้องนี้ไม่" น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันรู้สึกสาแก่ใจอยู่ในทีถูกเอื้อนเอ่ยออกมาตอกย้ำเล่อเยี่ยนเฉินอีกครั้งว่าเขาเพียงคิดถึงนางมากจนเกิดภาพหลอนไปเองว่านางมายืนอยู่ตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไร้แม้กระทั่งเงา "เจ้า..." "ว่าอย่างไรเล่า? ข้าเอง พี่ชายของเจ้า หยางหลงอย่างไรเล่า หาใช่แม่นางที่หนีตามชายชู้ไปในคืนวันแต่งงานไม่" แม่ทัพเล่อหยางหลงกระตุกยิ้มมุมปาก สะใจที่ได้พูดจาแทงใจดำบดขยี้เหยียบย่ำความรู้สึกของอีกฝ่ายที่จมดิ่งอยู่เป็นทุนเดิมแล้วให้ด่ำลึกลงไปจนไม่สามารถปีนป่ายโผล่หัวขึ้นมาจากความทุกข์ทรมานใจได้ นั่งฟังอีกฝ่ายพร่ำเพ้อเรียกชื่อ 'ไป๋ไป๋ ไป๋ไป๋ของข้า' พยายามลุกขึ้นยืนจนล้มลุกคลุกคลานไปหลายต่อหลายครา แล้วลากสังขารถูราบมากับพื้นกระทั่งถึงด้านหน้าเขาอย่างมีความหวังว่าคนรักตนกลับมา แล้วค่อยเฉลยตัดฝันอย่างโหดเหี้ยมว่าแท้จริงแล้วเขาเพียงเกิดภาพหลอนไปเอง สาแก่ใจเขายิ่งนัก ช่างเป็นแผนการที่ฉลาดแยบยลสมชื่อแม่ทัพเล่อหยางหลงเสียจริง ปล่อยให้อีกฝ่ายค่อย ๆ ปีนป่ายขึ้นไปอย่างมีความหวังจนถึงขั้นสุด จากนั้นก็ใช้คมดาบตัดขาราวบันไดทิ้งอย่างเลือดเย็น "ไม่จริง..." "อืม...ข้าขอชื่นชมก่อนเลยว่าเจ้าและฮูหยินช่างตาแหลมนักตกแต่งห้องหอได้งดงามน่าอยู่ถึงเพียงนี้" เล่อหยางหลงลุกขึ้นยืนเอามือไขว้หลังไว้ท้ายบั้นสะโพกแล้วเดินวนรอบ ๆ ห้อง กวาดสายตาไล่มองพวกข้าวของเครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ ที่ถูกจัดไว้เป็นระบบระเบียบสวยงามสำหรับสร้างความโรแมนติกในคืนเข้าหอวันแรกได้เป็นอย่างดี "แต่น่าเสียดายที่ห้องหอนี้ยังไม่ทันได้ใช้ให้คุ้มค่าเงินหลายร้อยหลายพันตำลึงที่ทุ่มเทไป ภรรยาเจ้าก็ดันกลายเป็นภรรยาผู้อื่นเสียแล้ว" "เจ้า...หมิงอี้ หมิงอี้!!! หมิงอี้" "ขอรับท่านแม่ทัพ ขอรับ" หมิงอี้ที่แอบผงกหัวลักลอบนอนหลับในหน้าที่ด้านหลังเรือนเพราะอาการเหนื่อยล้าจากที่ต้องคอยพลิกแผ่นดินตามหาฮูหยินจนเกือบฟ้าสางรีบเช็ดน้ำลาย ขยี้ตาแล้ววิ่งเข้ามาอย่างลุกลี้ลุกลนด้วยกลัวว่าจะโดนเยี่ยนเฉินจับได้ "แม่ทัพหยางหลง ท่านมาทำอันใดที่นี่ขอรับ" หมิงอี้ตกใจไม่ใช่น้อยที่จู่ ๆ บุรุษชั่วช้าสามานย์ผู้นี้ก็ดันปรากฏตัวอยู่ในเรือนหอของแม่ทัพใหญ่เยี่ยนเฉินและแม่นางกุ้ยไป๋หลาน เพราะทราบดีระหว่างบุตรชายอัครเสนาบดีเล่อทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ต่อกันที่ไม่สู้ดีสักเพียงใด หากเล่อฮูหยินล่วงรู้ว่าเขาเผลอแอบงีบหลับแล้วปล่อยให้เล่อหยางหลงบุกเข้ามาถึงปลายจมูกได้เช่นนี้ มิต้องถูกโบยห้าสิบทีร้อยทีจนหลังลายพร้อยอีกหรือ บุรุษผู้นี้ไม่ว่าจะย่างกรายไปที่ใดก็ย่อมสร้างความเดือดร้อนให้คนผู้นั้นเสมอ "เหตุใดข้าจะมาเยี่ยมเยียนเรือนหอของน้องชายข้ามิได้หรือหมิงอี้?" ดวงตาเฉี่ยวคมแสงลอยเจ้าเล่ห์เพทูบายผู้นั้นค่อย ๆ หันกลับมาเพ่งมองทหารรับใช้คนสนิทของเยี่ยนเฉินอย่างเชื่องช้า "พยุงข้าหมิงอี้" "ขอรับ" หมิงอี้รีบเข้าไปพยุงร่างกายแกร่งกำยำของแม่ทัพเล่อเยี่ยนเฉินขึ้นนั่งบนเก้าอี้ "รินชาให้ข้า" "ขอรับ" หมิงอี้รินน้ำอุ่น ๆ จากใบชาที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หนักอึ้ง จากการร่ำสุราให้รู้สึกดีขึ้นในระดับหนึ่งใส่จอกแล้วส่งให้แก่เล่อเยี่ยนเฉิน หลังจากได้จิบชาอุ่น ๆ อาการหนักอึ้งจากการดื่มสุราจำนวนมากมาตลอดทั้งคืนกระทั่งเกือบบ่ายคล้อยของแม่ทัพเล่อเยี่ยนเฉินเมื่อครู่ก็ดูเหมือนจะค่อย ๆ ทุเลาลง จึงเห็นได้ชัดเต็มสองตาว่าผู้มาใหม่ที่เขาพร่ำเพ้อเรียกหากุ้ยไป๋หลาน พยายามลากสังขารทั้ง ๆ ที่แทบหมดเรี่ยวหมดแรงเต็มทีมาจนถึงตัว แท้จริงแล้วคือ 'แม่ทัพหยางหลง' พี่ชายต่างมารดาของตน "พี่ใหญ่ ท่านมาทำอันใดในเรือนหอของข้า?" เล่อเยี่ยนเฉินรู้สึกสงสัยมิใช่น้อย ไยอีกฝ่ายถึงมาปรากฏตัวอยู่ในเรือนหอของตนยามเหตุการณ์ชลมุนคับขันตอนนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่หลังจากฮ่องเต้ทรงพระราชทานสร้างจวนใหม่แยกออกไปเป็นรางวัลตามคำทูลขอเขา อีกฝ่ายก็ป่าวประกาศอย่างชัดเจนว่านับแต่นี้แม้นเขาจำเป็นต้องใช้แซ่เล่อด้วยความจำใจโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทว่านับแต่นี้ระหว่างตนและผู้คนในจวนตระกูลเล่อมิมีความสัมพันธ์อันใดกันอีกเหลือเพียงสายเลือดที่ตัดไม่ขาดเท่านั้น สิ้นสุดเหตุการณ์ในวันนั้นแม่ทัพเล่อหยางหลงก็มิเคยกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลยแม้กระทั่งงานมงคลสมรสระหว่างน้องชายและกุ้ยไป๋หลานก็ไร้ซึ่งเงาเขา แต่เหตุใดวันนี้เขาถึงปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ได้เล่า "เจ้า และบิดาเจ้าเป็นอันใดกันไปหมดหรือ ยามเจอหน้าข้าไยถึงได้ทักทายด้วยคำถามไร้มารยาทเช่นนั้นเล่า" แม่ทัพเล่อหยางหลงส่ายหน้าเล็กน้อย "ข้าได้ยินผู้คนเขาร่ำลือกันทั่วเมืองว่าฮูหยินของเจ้าหอบสินสอดจำนวนหลายร้อยตำลึงหนีตามชายชู้ไปเช่นนั้นหรือเล่อเยี่ยนเฉิน" "..." เล่อเยี่ยนเฉินนิ่งเงียบ ทำเพียงเบือนหน้าหนีมองไปทางอื่น เล่อหยางหลงเห็นอีกฝ่ายมีอาการเช่นนั้นก็ยิ่งเข้าทาง เดาได้ทันทีเลยว่าบุตรชายของสตรีแพศยาผู้นี้กำลังรู้สึกขมขื่น เจ็บปวดมากเพียงใดยามได้ยินคำถามที่มันตอกย้ำแผลในใจให้อักเสบสาหัสกว่าเก่า "จงจดจำความเจ็บปวดทุกข์ทรมานใจของเจ้าในครั้งนี้เอาไว้ให้ดีเถิดเยี่ยนเฉิน แล้วอย่าได้กล่าวโทษว่าสวรรค์กลั่นแกล้งเจ้าเลยเพราะตอนนี้กฎแห่งความยุติธรรมกำลังทำงานลงโทษคนชั่วช้าที่มันเคยทำเรื่องสารเลวเอาไว้เมื่อหนหลังก็เป็นได้ แต่ช่างโชคร้ายที่เจ้าต้องมารับกรรมแทบมารดาแพศยาของเจ้าอย่างไรเล่า" ความคับแค้นที่มันถูกสะสม ฝังรากฝังโคน สร้างบาดแผลในใจเขามาตั้งแต่เยาว์วัยทำให้แม่ทัพเล่อหยางหลงไม่อาจทนใจเย็นรีรอให้กฎแห่งความยุติธรรมเริ่มสนองเวรสนองกรรมทำหน้าที่ของมันไหว เพราะทุกชั่วยามที่หมุนเวียนผ่านไปช่างเชื่องช้าเหลือเกิน... นานเกินไปที่คนพวกนั้นกำลังมีความสุขอยู่บนความเจ็บปวดที่กรีดลงบนอกของเด็กไร้เดียงสาผู้หนึ่งเมื่อครั้งวันวานด้วยการเห็นมารดากระอักเลือดแล้วสิ้นลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่สามารถช่วยเหลืออันใดได้เลย ฉะนั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้วมิใช่หรือ ที่พวกมันจะต้องลิ้มชิมรสชาติความทุกข์ทรมานมากกว่าที่เขาพบเจอเป็นร้อยเท่าพันเท่าทวีคูณ "พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงยังไม่ยอมปล่อยวางความแค้นในอดีตเสียที ครานั้นท่านก็ยังเด็กนักมิใช่หรือ แล้วท่านจะมั่นใจได้อย่างไรเล่าว่าการเสียชีวิตของท่านป้าเป็นการถูกจัดฉากโดยท่านแม่ข้าเพียงเพื่อหวังจะขึ้นมาเป็นฮูหยินท่านพ่อ" เล่อเยี่ยนเฉินเองก็พยายามหาหนทางพิสูจน์ความจริงข้อนี้เพื่อล้างมลทินให้แก่มารดาของตนอยู่เช่นเดียวกัน...แต่เรื่องราวในอดีตเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนย่อมยากนักที่จะถามไถ่หรือหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ได้ว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวมันเป็นเช่นใดกันแน่ "เจ้าจะให้ข้าปล่อยวางเช่นนั้นหรือ น่าขันยิ่งนัก เจ้ารู้ตัวหรือไม่เยี่ยนเฉินว่าตัวเจ้าในตอนนี้กำลังเอ่ยประโยคสิ้นคิดออกมา หากเจ้าลองตรองดู เจ้าว่ามันมิแปลกไปหน่อยหรือ ท่านแม่ข้าสิ้นใจได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ จู่ ๆ บุรุษผู้นั้นก็แต่งตั้งนางสตรีแพศยา ไร้ยางอายที่คงแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสามีพี่สาวมายาวนานขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่" น้ำเสียงของเล่อหยางหลงยังคงราบเรียบคล้ายกับว่าควบคุมสติอารมณ์ของตนได้เป็นอย่างดี ทว่าเปล่าเลยภายในกายมันกำลังอัดอั้นแทบปะทุออกมา "..." ทางฝั่งของเล่อเยี่ยนเฉินเองก็ทราบดีว่า พี่ชายตนแค้นฝังหุ่นกับเรื่องพวกนี้มายาวนานมากน้อยเพียงใด เห็นทีเขาคงยอมปล่อยวางจนกว่าตระกูลเล่อต้องล่มสลายลงไปก่อนกระมัง "เจ้าลองตอบข้ามาทีเถิดเยี่ยนเฉิน เจ้าคิดว่ามารดาเจ้าต้องเป็นสตรีเช่นใดกันหรือ ไยถึงได้แอบใช้สามีร่วมกับผู้อื่นซ้ำบุรุษผู้นั้นยังเป็นพี่เขยของตน พอพี่สาวตายก็วางอำนาจคอยควบคุมบ่าวไพร่ เป็นฮูหยินใหญ่ตระกูลเล่อด้วยหน้าตาเบิกบาน ดูภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตนได้มากนัก เจ้าคิดว่านี่คือสิ่งที่สตรีดี ๆ มีสามัญสำนึกเขาทำกันจริง ๆ หรือ"เขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







