Masukหมูหวาน เกิดมามีกรรม เป็นตัวซวย ในวันที่เธอลืมตาดูโลกเป็นวันเดียวกันกับวันตายของมารดาผู้ให้กำเนิดที่ตกเลือดจนเสียชีวิตหลังจากเบ่งท้องคลอดบุตรสาวไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเพราะร่างกายอ่อนล้าด้วยพยายามออกแรงอยู่ร่วมชั่วโมงเนื่องจากเด็กตัวน้อยมีรูปร่างอ้วนท้วม ตัวใหญ่ หนักถึงเกือบหกพันกรัม ประจวบเหมาะกับหล่อนไม่ค่อยแข็งแรงและมีโรคเกี่ยวกับระบบเลือดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย นับแต่นั้นผู้เป็นพ่อก็คอยเลี้ยงดูเธอมาด้วยความเกลียดชัง โกรธแค้นหาว่าเธอคือสาเหตุที่ทำให้ภรรยาของตนต้องตาย!!!!
หลังจากมีหมูหวานเข้ามาเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของครอบครัว กิจการวงศ์ตระกูลที่ใช้ทำมาหากินซึ่งเคยเจริญรุ่งโรจน์มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น ก็โดนฉ้อ โดนโกง ถูกฟ้องร้องล้มละลาย ทำให้ผู้เป็นพ่อตัดสินใจผูกคอตายตามภรรยาคนรักของตนไป ทิ้งบุตรสาวที่ในตอนนั้นมีอายุเพียงสามขวบไว้ข้างหลัง ทำให้เธอถูกป้าแท้ ๆ อุปการะคุณเลี้ยงดูเอาไว้ แต่หาใช่เพราะความรักใคร่ เอ็นดูใด ๆ ไม่ พอเติบโตขึ้นเธอก็ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ดิ้นรนตัวเป็นเกลียวจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเพื่อเอาเงินไปให้ป้าที่มักหยิบยกเอาบุญคุณมากล่าวอ้างใช้สอยสุรุ่ยสุร่ายกับการเข้าบ่อน แทงหวย ร้ายไปกว่านั้นสามีของป้าพยายามเข้ามาลวนลามหมายจะข่มขืนเธอหลายต่อหลายครั้ง มีหนูหนึ่งป้าเปิดประตูมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี ช่างน่าขำ ด่าเธอสารพัด เข้าข้างผัวไม่ลืมหูลืมตา และถีบหัวส่งเธอที่เป็นหลานสาวแท้ ๆ ออกจากบ้านและยึดทรัพย์สินที่เธอเก็บหอมรอมริบเอาไว้จนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงเงินติดตัวแค่หนึ่งร้อยบาทถ้วน โชคดีที่เธอแอบฝากเงินจำนวนหนึ่งไว้อีกธนาคารโดยที่มิเคยเอื้อนเอ่ยบอกให้หล่อนทราบ จึงได้ใช้มันเดินทางเข้ามาตั้งเนื้อตั้งตัวที่เมืองหลวง ที่น่าเสียดายไปมากกว่านั้นนั่นคือ ในชาติก่อนหมูหวานอาภัพรัก แม้นกระทั่งคำว่า แฟน ก็ไร้ซึ่งวาสนาจะได้ใช้ แอบชอบ แอบปิ้งคนไหนเขาก็ปฏิเสธมิวายที่จะตะโกนด่าใส่หน้าว่าให้เธอหัดตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียบ้าง หุ่นอย่างกับโอ่งมังกรเดินได้ ขืนคบไปคงอายคนอื่นตาย และตอนนี้การที่หมูหวานได้ทะลุมิติเข้ามาใช้ชีวิตใหม่ ร่างใหม่ในนิยายจีนโบราณเรื่องนี้ก็ไม่อาจยืดอกดีใจได้เต็มที่ว่าเป็นโอกาสจากสวรรค์เมตตาผู้หญิงอาภัพน่าสงสารคนนี้หรือบทลงโทษลงทัณฑ์ที่จงใจกลั่นแกล้งซ้ำเติมอีกรอบกันแน่ เพราะดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่งนักกับการเป็นนางเอกของเรื่อง ตัวละครสุดฮิตที่สมัยเด็ก ๆ หากดูซีรีย์หรือหนังเรื่องใดก็ต้องยื้อแย่งจองว่าตนเป็นนางเอก ทว่าแม่นางกุ้ยไป๋หลานเจ้าของร่างกลับมีเส้นเรื่องชีวิตที่น่าสังเวช กว่าจะสุขสมหวังแบบแฮปปี้แอนดิ้งได้ในตอนจบบริบูรณ์ ก็แสนสาหัสใช่ย่อย แม้นยามนั้นเป็นเพียงแค่คนอ่านยังรู้สึกปวดขมับ ไมเกรนขึ้น จนทนอ่านจบเรื่องไม่ไหวจึงต้องรีบพับเก็บใส่ลิ้นชักเอาไว้โดยไวแล้วนี่ นี่เธอต้องมาใช้ชีวิตเป็นนาง ดูเหมือนในคราวแรกหลาย ๆ อย่างหาได้ถึงขั้นย่ำแย่อย่างที่คิดเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกไม่ นางสามารถปรับตัวและกอบกู้ชื่อเสียงแม่นางกุ้ยไป๋หลานจากนางเอกที่โคตรน่าหงุดหงิด หลับหูหลับตาปล่อยให้ผู้อื่นข่มเหงรังแกตามใจชอบให้เป็นนางเอกนิยายเวอร์ชั่นใหม่ที่ในฐานะคนที่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อนเช่นหมูหวานรู้สึกอยากหยิบมันขึ้นมาอ่านอีกครั้งให้จบเรื่องไป… ซ้ำนางก็ถือโอกาสนี้ ไหน ๆ ก็ทะลุเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีงดงามที่บุรุษทั้งองค์รัชทายาท เจ้าชาย ขุนนาง เศรษฐี หรือชายฉกรรจ์หัวเมืองท้ายเมืองต้องตาหมายอยากเด็ดบุปผาดอกงามดอกนี้ขึ้นมาดอมดม ครอบครองประดับเสริมบารมีเคียงข้างกายไว้เพียงผู้เดียว จึงคิดริอยากทำในสิ่งที่หมูหวานคนเดิมไม่สามารถทำได้นั่นคือการ มีผัว ทว่า…ทุกอย่างต้องกลับตาลปัตร ชีวิตจบสิ้นเป็นครั้งที่สองโดยที่ยังไม่มีวาสนาได้ลิ้มลองชิมรสชาติการถูกรักตอบ เพียงเพราะดันไปปกป้องเกียรตินางเอกเวอร์ชั่นใหม่กับคนจิตใจมิปกติเช่นแม่ทัพเล่อหยางหลง ท่านตัวร้ายผู้นั้นเช่นใดเล่า! ปั๊ก!!! โคร้ม!!! เรือนร่างบอบบางของกุ้ยไป๋หลานถูกฝ่ามือหยาบกร้านของบุรุษที่กำลังโอบรอบบีบลำคอด้วยความโกรธแค้นเต็มเหนี่ยวค่อย ๆ ยกขึ้นจนสองฝ่าเท้าลอยสูงขึ้นเหนือพื้นดันเข้าไปให้แผ่นหลังราบเรียบแนบกับฝาผนัง ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะปรากฏฉายรอยยิ้มมุมปากที่กระตุกอย่างเชื่องช้าแล้วเหวี่ยงตัวนางลงบนพื้นและกระเด็นไปชนกับโต๊ะโดยแรง ทำให้เกิดเสียงดังโครมครามสนั่นทั่วห้องสี่เหลี่ยม แต่แน่นอนว่าแม้อาจเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าภายด้านในเกิดอันใดขึ้น ทว่ากลับมิมีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้ามาสอดเลยแม้คนเดียวเพราะกลัวเงาหัวจะหลุดออกจากบ่ามิรู้ตัว “โอ๊ะ แฮ่ก ๆ” กุ้ยไป๋หลานร้องอุทานเสียงหลงเพราะร่างกายบอบบาง เนื้อหุ้มกระดูกเนื่องจากตรากตรำโดนจิกหัวใช้จนบางคราวก็ถูกกลั่นแกล้งอดอาหารมื้อเย็นจนเริ่มซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าสามวันนี้หมูหวานก็กิน กินหมดมิสนว่าจะอิ่มแปล้แน่นท้องแทบอาเจียนออกมาเพื่อขุนให้นางมีน้ำมีนวลเปล่งปลั่งอิ่มน้ำสวยสดขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว ทว่าตอนนี้ก็ยังมิต่างจากเริ่มแรกยามกระทบเข้ากับผนังโต๊ะแข็ง ๆ จึงรู้สึกปวดรวดร้าวไปทั้งตัว ลืมสิ้นว่าต้องรีบสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อกอบโกยออกซิเจนเข้าไปหลังจากถูกเขาบีบรัดลำคอมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง “ข้าไม่ยอมให้เจ้าตายง่าย ๆ หรอกนางสตรีชั่ว เพราะความตายสำหรับเจ้าในยามนี้มันยังไม่สาสมใจข้า” พูดจบแม่ทัพเล่อหยางหลงก็เดินมุ่งเข้ามาทางเรือนร่างบอบบางที่หายใจหอบแฮ่กอยู่บนพื้นแล้วรีบถอยกรูดติดโต๊ะด้วยความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณเอาตัวรอดขณะมีสัตว์ร้ายอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้ แต่ทว่าหนีอย่างไรก็จนมุม มิอาจรอดจากเงื้อมมือยมบาลซึ่งกำลังหย่อนสะโพกลงนั่งยอง ๆ ยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาชันเข่าเอาไว้ ก่อนจะใช้ฝ่ามือหนาคว้าขมับจับเข้าที่ปลายคางมนโดยไร้ซึ่งความทะนุถนอมหรือมองนางเป็นเพียงสตรีผู้นี้หนึ่งเลยสักน้อยนิด “จดจำใส่สมองกลวง ๆ มีแต่ขี้เลื่อยของเจ้าเอาไว้ให้ดีเถิดนางสตรีชั่วช้า ข้านี่แหละจะค่อย ๆ บดขยี้เจ้าทีละเล็กทีละน้อยให้เจ้าทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็นจนถึงที่สุดเพื่อชดใช้ความแค้นแทนคนรักของเจ้าอย่างไรเล่า” บุรุษเค้นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งด้วยความสะใจตามแบบฉบับตัวร้าย ยามได้เห็นใบหน้าของแม่นางกุ้ยไป๋หลานสตรีอวดดีที่เมื่อครู่นางกล้าต่อปากต่อคำใส่เขาอย่างไร้ซึ่งความยำเกรงกำลังซีดเผือกเป็นไก่ต้ม แววตาสั่นระริก ริมฝีปากบางสั่นสะท้าน แทบอั้นฉี่ให้ราดอาภรณ์มิไหวแล้วกระมัง "เจ้าค่ะ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพอย่าถือสาเอาความไป๋หลานสตรีโง่งมผู้นี้เลยนะเจ้าคะ ข้ามันโง่เขลา อวดดีเองเจ้าค่ะ ที่หาญกล้าทำเรื่องสิ้นคิดเช่นนั้นลงไป ไป๋หลานสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ ไป๋หลานสำนึกแล้ว” นางรีบหลับตาปี๋ อ้อนวอนร้องขอความเมตตาจากเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เพราะอย่างไรหนทางที่จะสามารถเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของพญามัจจุราชตัวร้ายผู้นี้ได้ย่อมมีมิมากนัก แม่ทัพเล่อหยางหลงมีทัศนคติวิปริตตามแบบฉบับบทตัวร้ายในนิยายทั่ว ๆ ไปที่ผู้ประพันธ์มักเขียนให้ดูร้ายกาจ ชั่วช้า โหดเหี้ยม เห็นแก่ตัว ถือตัวว่าตนเองเป็นใหญ่อยู่เหนือกว่าใคร ๆ และคิดจะพูดจาหรือรังแกผู้ที่ด้อยกว่าเช่นใดก็ได้ตามใจชอบโดยหาได้สนใจความผิดถูกชั่วดีไม่ เพื่อนำไปสู่ตอนจบบริบูรณ์ บทสรุปสุดท้ายของชีวิตที่มิอาจหลีกเลี่ยงหารได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาสมหรือบางเรื่องอาจใจร้ายเขียนให้ตายไปเลยก็ได้ ผู้อ่านจึงใคร่มีความรู้สึกร่วมอินตามไปกับบทว่าสมควรแล้วกับจุดจบอันแสนน่าสังเวชเช่นนั้น ฉะนั้นนางในฐานะที่เคยอ่านบทนวนิยายประเภทนี้มานับไม่ถ้วน ซ้ำเล่อหยางหลงยังเป็นหนึ่งในตัวละครของนิยายเรื่องที่ผ่านสายตานางมาแล้วแม้นเพียงแค่ครึ่งเล่ม ทว่าเขาก็นับเป็นหนึ่งในตัวเอกสำคัญของเรื่องที่ค่อนข้างมีบทบาทมากตัวละครหนึ่งในช่วงแรก ๆ เพราะคอยสร้างความวุ่นวาย แก้แค้นเอาคืนพระเอก ด้วยการจับนางเอกกักขังหน่วงเหนี่ยวเอาไว้ในจวนของตนแล้วทุกข์ทรมานนางสารพัด หมูหวานจึงรู้ว่าสิ่งที่บุรุษผู้นี้คงใคร่อยากเห็นในตอนนี้คือภาพที่นางหวาดกลัวจนตัวสั่นงนงก ยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอชีวิตจากตน “หึ” แน่นอนว่าเป็นไปตามที่กุ้ยไป๋หลานคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ต้น บุรุษตัวร้ายผู้นี้ยามเห็นสตรีที่ตนด่าทอว่าชั่วช้าสามานย์หวาดกลัวตัวสั่นงันงก ถึงขั้นน้ำหูน้ำตาหลั่งรินอาบใบหน้าที่เคยต่อปากต่อคำอวดดีกับเขาเมื่อครู่จนสกปรก เปรอะเปื้อนไปหมดก็ค่อย ๆ แสยะยิ้มมุมปากออกมาด้วยความสะใจ “ช่างน่าสมเพช เมื่อครู่เจ้ายังปากเก่งด่าพร้อยว่าข้าอมสุนัขไว้ในปากอยู่เลยมิใช่หรือ แล้วเหตุใดเวลานี้เจ้าถึงได้ตกอยู่ในสภาพอุจาดตาชวนสังเวชใจเล่า เจ้านี่มัน…นางสตรีชั่วช้ากลับกลอก พลิกลิ้นง่ายเสียจริง เหอะ ดี เหมาะสมกับตระกูลเล่อราวผีเน่าโลงผุยิ่งนัก” แม่ทัพเล่อหยางหลงบีบสองพวงแก้มแน่นขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัวจนเนื้อนุ่มลุ่มยุบไปตามแรงกดของปลายนิ้วหนาทำให้ใบหน้าที่เคยงดงามบูดเบี้ยวผิดรูปผิดร่างเกิดความรู้สึกชวนหัวเราะด้วยความขำขัน ทว่านั่นยังไม่สาแก่ใจท่านตัวร้ายผู้นี้ เขาต้องการสั่งสอนนางสตรีอวดดีที่กล้าต่อปากต่อคำโต้เถียงเขาอย่างมิมีความยำเกรง ทั้ง ๆ ชื่อเสียงเรียงนามความโหดเหี้ยมของเขาซึ่งระบือไปทั่วเจ็ดชั่วแคว้น แม้นอัครเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่หลายคน หรือกระทั่งท่านอ๋อง องค์รัชทายาท และฮ่องเต้ยังต้องทรงเกรงพระทัย! แต่นางผู้นี้กล้าดีเยี่ยงไร มาทำให้เขารู้สึกอับอาย ขุ่นข้องหมองใจเสมือนโดนนางเอาเท้าสกปรกนั่นมาเหยียบหน้าหยามเกียรติ หยามฉายาที่ประชาชนต่างขานเล่าว่าแม่ทัพเล่อหยางหลง คือ ‘บุรุษชั่วช้าไร้ความปราณี ชาตินี้คงมิตายดีเป็นแน่’เขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ
“ข้าจำได้ขอรับท่านแม่” น้ำเสียงเขาถูกกดต่ำลงเพราะดูคล้ายกับว่าคำพูดของแม่นมซือเหยาเมื่อครู่มันดันไปกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเสียจนได้ "ข้ามิมีวันลืมหรอกขอรับ ก่อนที่ท่านแม่จะสิ้นใจตายท่านแม่ทำขนมยุเหวียนเซียวหม้อใหญ่ให้ข้ากินฉลองที่ข้าสอบได้อันดับที่หนึ่ง...และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามีโอกาสได้กินอาหารฝีมือท่านแม่" ... "แค่ก ๆ อร่อยหรือไม่หยางเอ๋อร์" ในครั้งนั้นฮูหยินใหญ่หนิงลี่เองก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ อาการมิใคร่สู้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าแปลกใจนักทั้ง ๆ ที่นางกินยาและดื่มชาที่ท่านหมอประจำตระกูลสามีจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างสม่ำเสมอมิเคยขาดตกบกพร่องแต่หารู้เลยไม่ว่าเหตุใดจึงมิดีขึ้นในทางกลับกันมีแต่ย่ำแย่ทรุดลงกว่าเดิม นับวันร่างกายของฮูหยินใหญ่หนิงลี่ก็ยิ่งทรุดโทรมห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง เดิมทีเรือนร่างของนางแบบบางอยู่แล้วตามประสาสตรี ยามทรุดตัวป่วยไข้ลงก็ยิ่งผอมแห้งจนปรากฏเห็นโครงกระดูกชัดเจน แต่ด้วยเพราะรู้ข่าวว่าบุตรชายเพียงคนเดียวของนางสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งจึงแบกร่างตัวเองลงครัวทำขนมของโปรดให้เขาเป็นรางวัล "อร่อยขอรับท่านแม่ ข้าชอบอาหารที่ท่านแม่ทำทุกอย่างเลยขอร
หยามเกียรติบุรุษร่างกายบึกบึนล่ำสั่นเช่นท่านแม่ทัพเยี่ยงเขายิ่งนัก! มิมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูกระทั่งอยากซุกแผ่นดินนี้เทียบเท่าคำพูดดูถูกของสตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของตน ‘มองไม่ชัดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด’ เล็กจนมองมิออกเช่นนั้นหรือ นางกล้าพูดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร! เขาค่อนข้างมั่นใจในแท่งหยกอันเบ้อเร้อ สมบัติอันล้ำค่าที่เขาภาคภูมิใจว่าทั้งใหญ่ ทั้งยาวและผงาดสู้มือราวกับมังกรคำรามหาได้มีผู้ใดเทียบเท่าได้ไม่ แต่นาง! นางสตรีหน้าตายผู้นี้ตาถั่วหรืออย่างไร!! “ข้าเปล่า เปล่านะเจ้าคะ” กุ้ยไป๋หลานอยากจะเอาศีรษะโขกฝาผนังจนสลบให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียโดยเร็ว แต่หาได้สามารถทำเช่นดั่งใจคิดได้ไม่เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันนางไปเสียทุกอย่างว่านางกำลังพยายามหาหนทางชิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาล็อคคอนางให้เชิดรั้นอยู่เยี่ยงนี้ “เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! เจ้านี่มันหน้าด้านหน้าทนเหลือเกิน เมื่อครู่เจ้าเป็นคนพูดว่ามันเลือนลางจนมองไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใดนั่นมิใช่ว่าเจ้าดูถูกว่าของของข้าเล็กนิดเดียวหรอกหรือ!!!” พูดสิ่งใดก็พูดได้แต่หากเรื่องนี้เขาย่อมมิได้เป็นอันขา







