LOGIN“ท่านอาหลัน ข้าเป็นคนชวนนางมาเอง ทางน้าเซียงก็รับรู้ ท่านปู่ก็อนุญาต ตอนนี้มืดค่ำแล้วเดินทางไม่สะดวก ท่านอาหลันอย่าไล่นางเลยเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ วาจาของเจ้ามันลูกแม่เสียจริงๆ น่าจะฉลาดได้สักครึ่งของเจียวเจียวบ้าง ข้าก็แค่ถามเล่นๆ ใครจะกล้าแตะต้องหลานท่านหยางกงกันเล่า แล้วหลานรักของข้าจะมาอยู่ที่นี่กี่วันล่ะ คงจะไม่คิดอยู่ผลาญเงินทองของบ้านนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดกลับใช่ไหม”
ซือหม่าหลันจิกกัดไม่ไว้หน้า หยางจิวหรงก็อดทนไม่โต้เถียงเพราะแก่มารดา
“สกุลหยางก็ร่ำรวยไม่แพ้เรา ไยท่านอาจึงกล่าวราวกับว่านางเป็นขอทานเช่นนั้นเล่า”
“คุยอะไรกันอยู่หรือ” ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มร่างแข็งแรงกำยำ หน้าตาคมเข้ม ได้สัดส่วนไปหมดทั้งดวงตา สันจมูกและริมฝีปาก เขาประคองหมวกขุนนางสำนักตุลาการไว้ในมือขณะเดินตัวตรงกลับมาจากที่ทำงาน บรรดาสาวใช้กับคนงานในจวนต่างหยุดค้อมคำนับและมองตามหลังเขาอย่างชื่นชม
“พี่เทียนสง”
อู๋ซวงยิ้มทันทีเมื่อพี่ชายกลับมาได้จังหวะเหมาะ ซือหม่าเทียนสงเป็นคนตรงไปตรงมาและเอ็นดูหยางจิวหรง เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของซือหม่าจิ้ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรับสืบทอดตระกูล ซือหม่าหลันจึงยิ่งมองหยางจิวหรงตาขวางเพราะเกรงว่าจะแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้แล้วชุบมือเปิบทุกสิ่งทุกอย่างไป
“สมบัติทุกชิ้นของท่านย่าเจ้า ต้องตกเป็นของเจ้าทั้งนั้น ที่น้าไม่ยอมแต่งงานก็เพื่อรักษาสมบัติไว้ไม่ให้ตกหล่นไปเป็นของคนแซ่อื่น พวกเจ้าดูไม่ออกรึว่านางกำลังวางแผนฮุบสมบัติท่านปู่เจ้า หน้าโง่กันทั้งนั้น”
“นางก็เป็นลูกหลานของท่านปู่คนหนึ่ง หากนางจะได้ในส่วนที่มารดาของนางพึงได้ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ”
“ไม่สมควร พี่เซียงแต่งงานออกไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์อะไรในบ้านนี้อีก”
“ท่านพ่อเคยเล่าให้ข้าฟังว่าตอนที่ท่านอาเซียงแต่งงานไปอยู่สกุลหยาง ท่านย่าเตรียมสินส่วนตัวไว้ให้แต่ท่านย่าล้มป่วยสิ้นชีวิตไปเสียก่อน สินส่วนตัวของท่านอาเซียงจึงยังไม่ได้ส่งไป ไม่ทราบว่าท่านอาหลันทราบเรื่องนี้หรือไม่”
ซือหม่าหลันหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เมื่อเถียงไม่ได้จึงสะบัดหน้ากลับเรือนของตนเอง อู๋ซวงถึงกับยกนิ้วซูฮกให้พี่ชาย ส่วนหยางจิวหรงปรบมือให้แบบไม่มีเสียง ซือหม่าเทียนสงจึงเอื้อมมือคว้าหน้ากากตัวตลกที่นางซื้อมาจากตลาดไป
“ค่าแรง” เขาพูดแค่นั้นแล้วหาวหวอดใหญ่เพราะทำงานหนักจนอดนอนมาสองวันแล้ว วันนี้เพิ่งจะได้กลับมาพักผ่อน “พรุ่งนี้เช้าให้คนมาเรียกข้าด้วย ข้าจะไปกินข้าวเช้ากับท่านปู่”
“เจ้าค่ะ”
“นี่” อู๋ซวงรีบกระทุ้งศอกใส่หยางจิวหรงทันทีที่พี่ชายเดินผ่านไป “เจ้ามองพี่เทียนสงตาไม่กะพริบเลยนะ แอบคิดอะไรใช่รึเปล่า”
“อืม คิดสิ”
“ตายแล้ว ไหนบอกข้ามาเร็ว”
“หน้ากากตัวตลกอันนั้นสวยที่สุดในแผง ราคาตั้งสิบห้าอีแปะ กว่าจะข้าต่อเหลือห้าอีแปะก็เหนื่อยอยู่นาน ข้าเสียดายน่ะสิ พี่เทียนสงชอบแย่งของเล่นของข้าอยู่เรื่อย”
อู๋ซวงฟังคำตอบของสาวงามที่ไม่รู้จักโต นางก็ปวดหัวยิ่งนัก ซื่อบื้อจริง!
พระสนมที่ต้องโทษมีทางเลือกไม่มากนัก ทางแรกคือถูกส่งไปใช้ชีวิตในตำหนักเย็น ทางที่สองคือความตาย เจียวเจียวขอเลือกความตาย หยางจิวหรงจึงประทานให้ด้วยเมตตา และการลงโทษนี้จะต้องกระทำต่อหน้าพระสนมทั้งมวลเพื่อส่งคำเตือน “เหตุใดจึงไม่ใช่สุราพิษ” “ฮองเฮารับสั่งว่าสุราพิษจะสบายเกินไป” ต้วนชิงตอบพลางจัดแจงนำผ้าขาวผืนเล็กหลายผืนมาพร้อมอ่างน้ำ “ทรงมอบทัณฑ์ผ้าขาวแด่พระสนมพ่ะย่ะค่ะ วิธีการนี้จะถนอมพระศพให้งดงามกว่าวิธีอื่น” เจียวเจียวเริ่มหวาดกลัวเมื่อถูกจับมัดกับเก้าอี้ยาว ต้วนชิงก็นำผ้าขาวจุ่มลงน้ำจนเปียกชุ่มแล้วนำมาวางบนใบหน้าทีละผืน ขั้นตอนคล้ายทำหน้ากาก ต้วนชิงจะค่อยๆ นำผ้าเปียกว่าคลุมหน้าทีละชั้นๆ จนกระทั่งเจียวเจียวขาดใจตายเพราะหายใจไม่ออก สิ้นใจขณะอายุเพียงยี่สิบปี------------------ หลายปีผ่านไป “ลูกหลับแล้วเพคะ” หยางจิวหรงกระซิบขณะย่องขึ้นมาบนเตียง หลังจากได้ยินเสียงลูกชายคนโตร้องไห้ตามด้วยเสียงร้องจ้าของลูกชายคนเล็ก นางจึงลุกขึ้นไปดูความเรียบร้อยและกล่อมเด็กๆ แทนแม่นม แม้ว่าทั้งสองจะเป็นถึงผู้ปกครองใต้หล้า แต่การเป็นพ่อแม่ก็สำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใด
“บอกเหตุผลที่ข้าควรไว้ชีวิตนางสักข้อสิ” จ้าวเฉินฟงตัดเข้าประเด็น “ใกล้เวลานอนกลางวันของฮองเฮาของข้าแล้ว มีอะไรก็รีบๆ พูดมา”“พะ...เพคะ” เสิ่นเหนียงจื่อเคยเข้าออกวังหลายครั้งแต่ก็ยังรู้สึกประหม่า กริ่งเกรงหยางจิวหรงจนหน้าซีดขาว “ได้โปรดเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ทรงเมตตาเจียวเจียวด้วยเถิด นางถูกใส่ร้าย ไม่มีทางที่นางจะกล้าทำเรื่องอุกอาจเช่นนั้นแน่เพคะ”เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่น้อง’ มุมปากของจ้าวเฉินฟงและหยางจิวหรงก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกัน “หากฮองเฮายินดีละเว้นโทษตาย ข้าก็ไม่ขัดข้อง” ความนัยของจ้าวเฉินฟงคือเขาจะไม่ยุ่ง หยางจิวหรงเองก็ต้องการเช่นนั้น นางจึงรับลูกต่อจากเขาอย่างไหลลื่น “เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ข้าจะยอมช่วยนางก็ได้” เสิ่นเหนียงจื่อดีใจจนน้ำตาไหลพราก รีบโขกศีรษะคำนับ “ขอบพระทัย... ขอบพระทัยเพคะ” “แต่ข้ามีเงื่อนไขนะ” “ฮองเฮารับสั่งมาเถิด หม่อมฉันยินดีทำทุกอย่างเพคะ” “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าสิ้นก่อนวัยอันควร นึกดูแล้วก็น่าเศร้ายิ่งนัก ตั้งแต่ข้าจำความได้พวกท่านรักกันมาก ขนาดท่านแม่อายุล่วงสี่สิบแล้วยังตั้งครรภ์น้องฉูฉู่ หากชาต
และแล้วหญิงสาวผู้มีชะตาต่ำต้อย ก็ก้าวสู่บัลลังก์พญาหงส์ผู้ครอบครองพระทัยมังกร วันอภิเษกกำหนดขึ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จ้าวเฉินฟงไม่ใช่คนที่จะยอมสวมมงกุฎให้นางอย่างเงียบๆ หรือหลบๆ ซ่อนๆ ดังนั้นจึงสั่งให้จัดงานอย่างใหญ่โต เฉลิมฉลองรื่นเริงกว่างานขึ้นครองราชย์ของเขาเสียอีกโลกจะต้องรู้ว่าเจ้าคือคู่ครองที่ถูกต้องเหมาะสมของข้า จ้าวเฉินฟงกระซิบบอกเช่นนั้นวันงาน เสียงกลองและระฆังกังสดาลดังขึ้น โถงตำหนักเฉียนชิงแออัดเต็มไปด้วยสมาชิกราชวงศ์ ขุนนางตำแหน่งสูงและบรรดาภริยาของพวกเขา หยางจิวหรงสวมฉลองพระองค์สีทองปักลายหงส์สีสันดุจสายรุ้ง รองเท้าที่นางสวมปักด้วยเส้นทองประดับไข่มุกและอัญมณีนานาชนิด นางก้าวเดินช้าๆ ไปตามทางเดินปูพรมลาด...ก้าวขึ้นบันไดมังกรทีละขั้น... ก้าวขึ้นไปเคียงคู่เขาในฐานะคู่ชีวิต“ชินอ้ายเตอ” จ้าวเฉินฟงกระซิบขณะสวมมงกุฎศิราภรณ์ทรงหงส์แด่นาง ไข่มุกราตรีเม็ดโตเท่าไข่ไก่ที่ประดับเด่นเป็นสง่านั้นเป็นมรดกตกทอดเก่าแก่ ทรงสวมสร้อยคอมุกเฟื่องซ้อนหกชั้น ของขวัญเนื่องในงานอภิเษกและมอบหรูอี้ตราตั้งอย่างเป็นทางการ ดนตรีโบราณดังก้องกังวาลจ้าวเฉินฟงประทับบนบัลลังก์เดียวกับนาง กุมมือข้างหนึ่งข
“ข้าหึง”“พี่ฟงอี้เขาแค่มาลา หม่อมฉันก็เลยคุยด้วยเท่านั้นเอง” “ไม่ได้ บอกแล้วใช่ไหมว่าข้าหึง” “โธ่ อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิเพคะ”“ต่อให้มันบอกรักเจ้าก่อน ข้าก็ไม่ยอมให้เจ้ารักมันหรอกนะ” จ้าวเฉินฟงรวบนางมากอดแน่นแล้วอุ้มพากลับตำหนัก สีหน้าหึงหวงจนหยางจิวหรงเหวอ ยิ่งนางหัวเราะเขาก็ยิ่งหน้าบึ้ง“ที่รัก” นางเรียกเขา ใช้ปลายจมูกเกลี่ยกันไปมา “หม่อมฉันก็แน่ใจว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปกี่ครั้ง หม่อมฉันก็รักท่านอยู่ดี”“รักแค่ไหน”“รักมากที่สุด หม่อมฉันรักจ้าวเฉินฟงจนบางทีก็รำคาญตัวเองว่ารักไปได้อย่างไร นิสัยก็เสีย ปากก็ร้าย ชอบทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดแล้วไม่อธิบาย เฮ้อ... แน่ะ คนที่หม่อมฉันรักชอบทำตาขวางแบบนี้เปี๊ยบเลย แล้วเขาคนนั้นรักหม่อมฉันไหมหนอ”“รักสิ... รักจากก้นบึ้งหัวใจของเขาเลย” กระซิบแล้วอุ้มนาง ใช้เท้าถีบประตูตำหนักเข้าไปด้านใน ต่างฝ่ายต่างแลกจุมพิตอย่างร้อนแรง สัมผัสกันและกัน พริบตาเดียวเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายไปรอบๆ ห้อง จ้าวเฉินฟงบรรจงโลมไล้ด้วยปลายลิ้นอุ่นจัดไปตามหน้าอกและเนินหน้าท้อง ดูดกลืนยอดถันสีกุหลาบจนกระทั่งมันชูชันตอบสนอง“หน้าอกเจ้าใหญ่ขึ้นนะ”“นิดหน่อยเพคะ... มันตึงๆ”“แล้วก็อ
ไม่นานนักเหล่าขุนนางก็ช่วยกันเสนอชื่อเจียวเจียวเป็นฮองเฮา และไม่กี่วันหลังจากนั้นนางก็ล้มป่วยด้วยพิษสารหนู“โอย... เสิ่นกุ้ยเฟยวางยาข้า... ฝ่าบาท... ฝ่าบาท... ทรงมอบความเป็นธรรมด้วยเพคะ”เจียวเจียวยอมดื่มชาผสมพิษสารหนูเข้าไปแล้วประกาศว่านางกำลังถูกปองร้าย เพราะใบชานั้นได้รับมาจากขันทีห้องเครื่องซึ่งเป็นคนของหยางจิวหรง ข่าวเรื่องนี้ถูกโหมกระพือไปอย่างรวดเร็ว จ้าวเฉินฟงจึงปล่อยให้พวกขุนนางเต้นกันให้พอ ผู้ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้กลับเป็นเสิ่นฟงอี้ ผู้ซึ่งหายหน้าไปนาน หน้าตาเขาดูซูบผอมลงแต่แววตาเป็นประกายดังเดิมเขากราบทูลเบื้องหน้าโถงว่าราชการว่า “เรื่องในครอบครัวจะทรงสนพระทัยผู้อื่นไปไย ชาวนายังมีสิทธิ์เลือกเมียเอก โอรสสวรรค์ทรงเลือกฮองเฮาก็หาใช่กงการของผู้อื่น เหตุไฉนจึงเฝ้าตอแยกันอย่างไร้สติปัญญา ระคายเคืองเบื้องสูง”ฝีปากของเขายังคมกริบดุจใบมีดโกน ในท้องพระโรงมีเสียงอาวุธต่างๆ ที่บรรดาทหารองครักษ์และแม่ทัพคนสนิทห้อยติดตัวดังกระทบกันเป็นครั้งคราว เตือนให้พวกขุนนางเลือดเก่าได้สะดุ้งรู้สึกตัวบ้างว่าฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว คลื่นลูกหลังย่อมกระแทกคลื่นลูกหน้า เบื้องบนจึงตัดสินพระทัยเด็ดขาดตามค
เมื่อเสิ่นเหนียงจื่อมีโอกาสเข้าวัง นางจึงแอบยัดห่อสารหนูห่อเล็กๆ ใส่มาในขนมเปี๊ยะซึ่งทำสัญลักษณ์ไว้ ก่อนจะกลับออกไปจากวัง นางก็กำชับให้บุตรสาวหาโอกาสให้ได้“ท่านแม่ ลูกเป็นแค่ซงหยวน ส่วนนังนั่นเป็นถึงกุ้ยเฟย ตอนนี้ไม่มีใครสู้นางได้ หูตาของนางมากมายเต็มไปหมด ลูกจะเข้าไปในตำหนักของนางแล้วลอบใส่ยาโดยไม่ให้ใครรู้เห็นได้อย่างไร”“ท่านแม่ ดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ” อู๋ซวงยกถาดน้ำชาเข้ามา เสิ่นเหนียงจื่อก็ยกชาขึ้นจิบโดยไม่สนใจไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของลูกสาวคนเล็ก นางจึงพยายามทักทาย“ท่านแม่...”“เงียบเถอะนะ เป็นแค่ขี้ข้าก็ยืนสงบเสงี่ยมไปมุมห้องโน่นไป”“อู๋ซวงเจ้าอย่าเพิ่งขัดใจเจียวเจียว ไปทางโน้นก่อนเถอะไป”“ข้าอยากจะทัดทานพวกท่าน ตอนนี้จิวหรงเปรียบเหมือนกระแสน้ำรุนแรง ยิ่งเราเข้าไปขวาง กระแสน้ำก็จะยิ่งพังทลายทุกสิ่ง เราควรจะ...”“เจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร ไปๆ” เสิ่นเหนียงจื่อโบกมือไล่ อู๋ซวงจึงเก็บความน้อยใจแล้วเดินออกไป“ฟังนะลูกแม่ ถ้าเจ้าใส่ยาให้นางกินไม่ได้ เจ้าก็กินเองเสียสิ ใส่ความว่ามันซะเลยว่านางเห็นแก่ตัว คิดฆ่าสนมทุกคนเพื่อเป็นหนึ่ง ตอนนี้พวกขุนนางก็กำลังไม่พอใจที่ฝ่าบาทโปรดปรานหญิงคณิกาอย่างมัน
จ้าวเฉินฟงเลื่อนกายลง จุมพิตยอดอกสีกุหลาบ เคราแข็งๆ บนสันกรามครูดไล้อย่างเร้าอารมณ์สุดแสนจะทานทน ตรงกันข้ามกับลิ้นนุ่มๆ และริมฝีปากที่ดูดดึงและเขาก็ลดต่ำลงจุมพิตหน้าท้อง หยางจิวหรงตัวแข็งทื่อ หอบหายใจรัวแรงและพยายามยึดเหนี่ยวตัวเองไว้ด้วยการขยุ้มผ้าปูเตียงจนยับย่น แต่จ้าวเฉินฟงจับมือนางมาจิกไหล่เ
บทที่ 30 ความจริงนับตั้งแต่ต้องโทษการเมือง ซือหม่าเทียนสงก็ถูกกุมขังโดยไร้กำหนดปล่อยตัว ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกล่ามโซ่เส้นยาว ภายในห้องขังนั้นไม่มีสิ่งใดนอกจากกองฟางแห้งซึ่งใช้สำหรับเอนหลังนอน และอาศัยแสงสว่างจากหน้าต่างบานเล็กๆ ที่มีลูกกรงแน่นหนาเท่านั้น อาหารการกินมีเพียงข้าวต้มกับผักดองชิ้นเล็กๆ
“ไม่ได้พบกันนาน พี่อู๋ซวง... ท่านน้าสะใภ้... สบายดีหรือ” สองแม่ลูกเชิดหน้าไม่ตอบ “ตอนที่ข้าเดินเข้ามา ได้ยินท่านเอ่ยถึงข้าแต่ฟังไม่ถนัด ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยบอกอีกครั้งได้หรือไม่ หากข้าทำสิ่งใดผิดพลาดไปจนทำให้ท่านขุ่นเคือง ข้าจะได้ขอขมาท่านและระมัดระวังไม่ทำซ้ำอีก” “เหอะ...
เมื่อราตรีมาเยือน หอเขียวมรกตก็ตื่นเต็มที่เริงร่าท่ามกลางแสงสี เสียงดนตรีและราคะ แขกของหอเขียวมรกตจะแม้ร่ำรวยแต่ยังแบ่งชนชั้นพิเศษซึ่งแยกออกไปโดยเฉพาะเรียกว่าหอวิมานฟ้า การแสดงร่ายรำ สุราอาหารและหญิงสาวจะถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ดังนั้นคณิกาที่จะเข้ามาในหอวิมานฟ้าจะต้องเป็นคณิกาชื่อดังหรือมีค่าตัว







