Mag-log inภายในร้านหรูเซียง จ้าวลี่เชียนซึ่งรู้สึกว่าผ้าที่ผู้เป็นย่าให้มาล้ำค่าหายากเกินไปจึงเปลี่ยนใจมาซื้อชุดสำเร็จจากร้านขายอาภรณ์แทน ร้านนี้เป็นร้านของช่างประจำสกุล การตัดเย็บและออกแบบจึงละเอียดประณีตไม่แพ้สั่งตัด
“คุณหนู ชุดนี้งดงามมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูหยิบชุดสีชมพูดอกท้อซึ่งเป็นสีที่จ้าวลี่เชียนชอบออกมา ทว่ายังไม่ทันได้เอาไปให้คุณหนูดูใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็มีมือคู่หนึ่งมาแย่งไป
“คุณหนู ได้แล้วเจ้าค่ะ” นำชุดที่แย่งมาจากผู้อื่นไปให้คนที่เรียกว่าคุณหนู
เสี่ยวจูเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ “ไฉนที่นี่ถึงมีคนป่าเถื่อนไร้ยางอาย แย่งของไปจากมือผู้อื่นอย่างเหิมเกริม”
สาวใช้ที่ถูกต่อว่าหันมามองเสี่ยวจูตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เหยียดยิ้มดูแคลน “สภาพอย่างเจ้ามีปัญญาซื้อชุดราคาแพงด้วยหรือ ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดพูดว่าตนเองถูกแย่งของ”
“ข้าไม่มีแต่คุณหนูของข้ามี” เสี่ยวจูพุ่งตัวเข้าไปจะแย่งชุดคืน จากการแต่งกายและคำพูดของฝ่ายตรงข้าม น่าจะเป็นสาวใช้เหมือนกับนาง เหตุใดนางต้องยอมถอยให้ด้วย ผลคือถูกสาวใช้นางนั้นผลักอย่างแรง ล้มลงไปกองกับพื้น
จ้าวลี่เชียนได้ยินเสียงโวยวายของเสี่ยวจูจึงออกมาจากห้องลองชุด ทันเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี รีบเข้าไปประคองเสี่ยวจูลุกขึ้น “เสื้อผ้าชุดเดียวต้องลงมือทำร้ายกันเชียวหรือ” ถามสาวใช้ที่ผลักเสี่ยวจูอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ตีสุนัขต้องดูเจ้าของ เจ้าของอย่างนางยังไม่เคยตี ฝ่ายตรงข้ามกล้าดีอย่างไรยื่นมือมาตี
สาวใช้ที่มีเรื่องกับเสี่ยวจูวางท่าเย่อหยิ่ง มั่นใจว่าเมืองหลวงไม่มีใครกล้าลองดีกับคุณหนูของตน “นางเข้ามาแย่งชุดของคุณหนูข้า ข้าสั่งสอนเล็กน้อยนับเป็นอะไร”
ความโกรธพวยพุ่งขึ้นในใจจ้าวลี่เชียน นึกไม่ถึงว่าจะมีคนกลับดำเป็นขาวได้น่ารังเกียจเช่นนี้ นางพยายามสงบใจ ไม่จำเป็นก็ไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โต “สาวใช้ของข้าเป็นคนเห็นชุดนี้ก่อน เจ้าจะมากล่าวหาว่านางแย่งไม่ได้”
“ข้าไม่สนว่าใครเห็นชุดนี้ก่อน หากเป็นของที่ข้าต้องการ ข้าก็ต้องได้เป็นเจ้าของ” คำพูดเหนือกว่ามาพร้อมท่าทางหยิ่งยโส เป็นบุตรีของเจิ้งกั๋วกงนามว่าหลี่ม่านโถว ได้รับการขนานนามว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง บุรุษมากมายต่างหมายปอง แต่คนเดียวที่นางชื่นชอบคือรัชทายาท
ด้วยบิดาเป็นขุนนางคนสำคัญของฮ่องเต้ นางจึงโอหังจองหอง นิสัยเอาแต่ใจอยากได้ต้องได้ ชอบโดดเด่นเป็นที่หนึ่ง ไม่คบค้ากับคนไร้ประโยชน์และฐานะต่ำต้อย
ช่วงเวลาที่จ้าวลี่เชียนกับหลี่ม่านโถวสบตากัน ต่างฝ่ายต่างถูกดึงเข้าสู่ความชิงชัง
จ้าวลี่เชียนขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงรู้สึกโกรธ เกลียด เคียดแค้นสตรีตรงหน้า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากตอนพบหวังเทียนซวี่เลย
ฝั่งหลี่ม่านโถว แต่ไหนแต่ไรนางไม่ชอบให้ใครเหนือกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นเพียงได้เห็นรูปโฉมงดงามไร้ที่ติที่แม้กระทั่งตนเองยังเทียบไม่ติดของจ้าวลี่เชียน ความอิจฉาริษยาพลันก่อตัว นึกอยากทำลายอีกฝ่ายให้หายไปจากแผ่นดินนี้ ภายในจิตใจเหมือนมีเสียงเสียงหนึ่งกระซิบบอกว่า ‘วันนี้เจ้าไม่ทำลายนาง วันหน้านางจะทำลายเจ้า’
จ้าวลี่เชียนตั้งสติ ต้องการจบเรื่องราวและแยกย้ายโดยเร็ว “ถ้าท่านต้องการเพียงบอกกล่าวกันดี ๆ เหตุใดต้องยื้อแย่งเหมือนคนไม่มีมารยาทด้วย”
ถูกด่าว่าไร้มารยาท ไหนเลยที่หลี่ม่านโถวจะยอม ถลึงตาพลางพูดเหยียดหยัน “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร สูงส่งมาจากที่ใด ถึงคู่ควรให้ข้ามีมารยาทด้วย”
“ฐานะข้าอาจไม่ได้สูงส่ง แต่ครอบครัวอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยสอนให้เป็นคนจิตใจคับแคบดูแคลนผู้อื่น”
โทสะหลี่ม่านโถวทะยานขึ้นสูง ไม่เคยมีใครกล้าตำหนินางจนถึงครอบครัวเช่นนี้มาก่อน จึงฟาดฝ่ามือลงบนหน้าจ้าวลี่เชียนโดยไม่ให้โอกาสได้ตั้งตัวหรือหลบหลีก
“คุณหนู!” เสี่ยวจูตะโกนด้วยความตกใจ เดินขึ้นหน้าเอาตัวบังจ้าวลี่เชียนไว้ด้านหลังเพราะกลัวหลี่ม่านโถวจะลงมือซ้ำ “ห้ามทำร้ายคุณหนูของข้า”
คนงานในร้านเห็นหลี่ม่านโถวลงมือชัดเจน กระนั้นกลับไม่กล้าเข้ามายุ่งเนื่องจากความร้ายกาจของบุตรสาวเจิ้งกั๋วกงค่อนข้างเป็นที่เลื่องลือ ใครมีปัญหาด้วยล้วนไม่มีจุดจบที่ดีสักคน ลูกค้าคนอื่นในร้านก็เช่นกัน ไม่ทำหูหนวกตาบอดก็เดินออกจากร้าน ต่างไม่มีใครอยากล่วงเกินนาง
ใบหน้าด้านที่ถูกตบขึ้นรอยแดงรูปนิ้วมือ บ่งบอกว่าฝ่ามือนี้แรงมาก จ้าวลี่เชียนรู้สึกชาไปครึ่งหน้า ตกตะลึงเพราะไม่คิดว่าหลี่ม่านโถวจะกล้าลงมือ อารมณ์ด้านมืดที่พยายามกักเก็บไว้ก่อนหน้านี้ปะทุออกมา กลืนกินสติทั้งหมดไม่เหลือ นัยน์ตาดำเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงก่อนหายไปอย่างรวดเร็ว ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
กลิ่นอายเหน็บหนาวน่าสะพรึงกลัวโอบล้อมร่าง จ้าวลี่เชียนคลี่ยิ้มหวาน เดินอ้อมร่างเสี่ยวจูไปเผชิญหน้ากับหลี่ม่านโถว
“คุณหนู” เสี่ยวจูอยากห้ามปราม กลับสัมผัสได้ถึงความไม่คุ้นเคย ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ใช่จ้าวลี่เชียน
คุณหนูของนางไหนเลยจะมีท่าทีแข็งกร้าวน่ากลัวเช่นนี้!
เพียะ! เสียงฝ่ามือกระทบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว หลี่ม่านโถวร่วงลงไปกองกับพื้น รอยยิ้มสาแก่ใจที่ได้ตบจ้าวลี่เชียนแข็งค้าง ได้กลิ่นคาวเลือดในปาก เจ็บจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ตบนี้ของจ้าวลี่เชียนรุนแรงกว่าของหลี่ม่านโถวหลายเท่าเพราะมันอัดแน่นไปด้วยความอาฆาตพยาบาท
“คุณหนู” สาวใช้ย่อตัวลงมาร้องเรียกหลี่ม่านโถวซึ่งเวลานี้นั่งตัวแข็งทื่อประหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไรกว่าหลี่ม่านโถวจะได้สติ ยกมือขึ้นชี้หน้าจ้าวลี่เชียน ต้องการฉีกกระชากร่างอีกฝ่ายออกเป็นชิ้น ๆ จนใจที่ข้อเท้าพลิกตอนล้ม ปัญญาลุกขึ้นยืนยังไม่มี จะลงมือทำอย่างที่ต้องการได้เช่นไร “เจ้ากล้าตบข้า”
รอยยิ้มเย็นยะเยือกปรากฏบนใบหน้าจ้าวลี่เชียน หลุบตามองหลี่ม่านโถวจากที่สูง แค่นเสียงขึ้นจมูก “อย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นคนเริ่มก่อน ข้าตบคืนไม่ถูกต้องที่ใด อยากได้มากใช่หรือไม่ชุดนี้” กระชากชุดมาจากมือสาวใช้ของหลี่ม่านโถว โยนลงพื้นแล้วใช้เท้าบดขยี้
“กลับ!” พูดกับเสี่ยวจูหลังจากเตะชุดใต้เท้าใส่หน้าหลี่ม่านโถวเรียบร้อย
เสียงกรีดร้องไม่ยินยอมดังขึ้น สองตาหลี่ม่านโถวแดงก่ำ กล่าวอาฆาตตามหลัง “นางคนชั้นต่ำ ถึงกับกล้าทำร้ายข้า ระวังตัวไว้ให้ดี ข้าจะให้เจ้าชดใช้อย่างสาสม”
เซียวซื่อกับเจ้าของร้านหรูเซียงซึ่งนั่งดื่มชาพูดคุยกันบนชั้นสองได้ยินเสียงเอะอะโวยวายด้านล่างจึงพากันลงมาดู พบจ้าวลี่เชียนกับเสี่ยวจูระหว่างทาง รอยฝ่ามือบนหน้าบุตรสาวสร้างความตกใจให้กับคนเป็นแม่ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
จ้าวลี่เชียนไม่ตอบ จับมือมารดาพาออกจากร้าน ไม่ลืมหันไปสั่งเสี่ยวจูให้จ่ายค่าชุดที่เพิ่งทำลายไป
หลังขึ้นมาบนรถม้า เซียวซื่อรีบตรวจสอบใบหน้าบุตรสาวพลางซักถามเรื่องราวทันที ทว่าจ้าวลี่เชียนเอาแต่เงียบ ไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เสี่ยวจูแทน
สีหน้าเซียวซื่อมิสู้ดีเมื่อได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ห่วงลูกก็ห่วง กังวลเรื่องปัญหาที่จะตามมาก็กังวล
คนภายนอกรู้ว่าสกุลหลี่กับสกุลจ้าวมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เจิ้งกั๋วกงกับแม่ทัพใหญ่เป็นสหายสนิท หารู้ไม่ว่าทุกอย่างได้สิ้นสุดลงตั้งแต่นางปฏิเสธไมตรีของหลี่หยวน
เซียวซื่อหวนนึกถึงอดีต ตอนนั้นจ้าวเจิ้งประจำการอยู่ที่ชายแดน นางกับเขารู้จักกันผ่านท่านเจ้าเมือง ชื่นชอบกันตั้งแต่แรกเห็น ความสัมพันธ์พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความรัก กระทั่งวันหนึ่งหลี่หยวนได้รับราชโองการให้มาจัดการงานราชการทางเหนือ จึงแวะมาเยี่ยมเยียนสหายรักอย่างจ้าวเจิ้ง เมื่อหลี่หยวนพบนางก็ชื่นชอบนางเช่นกัน
นิสัยจ้าวเจิ้งเป็นคนรักพวกพ้อง ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ พอรู้ว่าหลี่หยวนมีใจให้นาง เขายอมหลีกทางให้โดยไม่แยแสว่านางรู้สึกเช่นไร หลี่หยวนทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจนาง แต่ความรักบังคับกันไม่ได้ นางจึงพูดกับหลี่หยวนตามตรง
ดูเหมือนหลี่หยวนจะเข้าใจและยอมรับความจริง หลังจัดการงานราชการเสร็จก็เดินทางกลับทันที นางกับจ้าวเจิ้งจัดงานเลี้ยงอำลาให้ หลี่หยวนยิ้มแย้มแจ่มใสไร้แววขุ่นเคือง
เดิมคิดว่าเรื่องราวจบลงด้วยดี ใครจะคาดคิดว่าหลังจ้าวเจิ้งย้ายกลับเมืองหลวงและแต่งนางเป็นภรรยา หลี่หยวนก็เปลี่ยนไป กลายเป็นห่างเหินเย็นชา ไม่ไปมาหาสู่อย่างที่สหายส่วนใหญ่ปฏิบัติต่อกัน
จ้าวเจิ้งไม่ใช่ไม่รู้เหตุผลที่หลี่หยวนเปลี่ยนไป แต่จะให้เขายกภรรยาให้เหมือนตอนอยู่ชายแดนเพื่อรักษาไมตรีไว้ย่อมเป็นไปไม่ได้
ประการแรกเขากับนางพบกันก่อนหลี่หยวน ประการที่สองต่างฝ่ายต่างมีใจให้กัน ประการที่สามเป็นหลี่หยวนที่เข้ามาแทรกกลางเส้นทางความรักของผู้อื่น ดังนั้นเขาจึงไม่คิดว่าตนเองทำผิดหรือติดค้างหลี่หยวน
เซียวซื่อดึงตนเองกลับสู่ปัจจุบัน ถอนหายใจหนักหน่วง หลี่หยวนจ้องหาโอกาสเล่นงานสกุลจ้าวเสมอ เกรงว่าการทะเลาะกันระหว่างหลี่ม่านโถวกับจ้าวลี่เชียนจะไม่จบที่แลกกันหนึ่งฝ่ามือเป็นแน่
ขณะกำลังขบคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ จ้าวลี่เชียนซึ่งนั่งนิ่งเหมือนคนไร้วิญญาณก็ล้มลงมาในอ้อมอก เปลือกตาทั้งสองปิดสนิท หมดสติไปทั้งอย่างนั้น
“เชียนเอ๋อร์!”
จ้าวลี่เชียนดึงความคิดของตนเองกลับมา ฟังจากคำพูดของเด็กหนุ่ม เป็นอันแน่ชัดว่าคือขอทานคนนั้น “จำได้สิ เจ้าเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำไม่ได้” “ต้องขอบคุณคุณชายหนานที่เมตตา อาซิ่นจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น” จ้าวลี่เชียนเหลือบมองหนานไห่ ครั้นเก็บสายตากลับมาจึงพูดกับอาซิ่นว่า “น้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สายตาของอาซิ่นที่มองจ้าวลี่เชียนเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน “เพราะคุณหนู น้องสาวของอาซิ่นจึงรอดพ้นจากความตาย เวลานี้หายดีแล้วขอรับ” “เป็นเรื่องดี วันหน้าต้องการความช่วยเหลือไปหาข้าที่จวนได้” “ในเมื่อคุณหนูจ้าวมีใจอยากช่วย มิสู้ให้เขาติดตามรับใช้ ร่างกายอาซิ่นเหมาะต่อการฝึกยุทธ์ ข้าจึงให้ซุนซือสอนการต่อสู้ให้เขา เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ฝีมืออาจไม่เก่งกาจเท่าคนที่ตั้งใจฝึกฝนตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อว่าสามารถดูแลปกป้องคุณหนูได้ ช่วยทำงานหรือสืบข่าวในสถานที่ที่องครักษ์หญิงของคุณหนูไม่สะดวกเข้าไปได้ เก็บความลับได้ดีกว่าด้วย เขาเป็นคนขยัน วันหน้าความสามารถยังพัฒนาได้อีกไกล” “นี่คือของขวัญที่คุณชายหนานอยากมอบให้ข้า?” จ้าวลี่เชีย
จ้าวลี่เชียนลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนของจวนแม่ทัพใหญ่ บิดามารดาเรียกนางไปพบ สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนนางถึงหมดสติที่ตำหนักบูรพา นางไม่ตอบเรื่องนี้ บิดามารดาของนางก็ไม่บังคับ เปลี่ยนไปพูดเรื่องสำคัญ นั่นคือฮองเฮาอยากสู่ขอนางให้รัชทายาท บิดาไม่ได้ให้คำตอบในตอนนั้น บอกเพียงต้องการถามความเห็นของนางก่อน ฮ่องเต้ให้การสนับสนุน ตรัสว่าไม่รีบร้อน สกุลจ้าวสามารถขบคิดนานเท่าไรก็ได้ คนไม่รู้คงคิดว่าพระองค์มีเมตตา ไม่บีบบังคับคนให้ทำเรื่องไม่เต็มใจ ส่วนคนที่รู้ว่าลูกสะใภ้ที่ฮ่องเต้หมายตาไว้มานานคือหลี่ม่านโถว ย่อมมองออกถึงการถ่วงเวลา เพื่อที่ระหว่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง นางเจอหลี่ม่านโถวในวัง คาดว่าคงเป็นการจัดการของฮ่องเต้ สร้างโอกาสให้หลี่ม่านโถวเอาชนะใจหวังเทียนซวี่ จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย ในเมื่อฮ่องเต้ให้เวลาขบคิด นางก็จะขบคิดนาน ๆ นานจนราชวงศ์หวังล่มสลาย ถึงเวลามีเรื่องพลิกฟ้าคว่ำดิน ใครจะยังมาสนใจเรื่องเสื่อมเสียของนางอีก วันเวลาผ่านไปอย่างสงบเงียบ บิดามารดาไม่เอ่ยเรื่องแต่งงาน นางก็หลีกเลี่ยงไม่พูดถึง หวังเทียนซวี่หายตัวไม่ได้
หวังเทียนซวี่วางจ้าวลี่เชียนบนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ถอดถุงเท้าของนางเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง จ้าวลี่เชียนรีบชักเท้าหลบ “สตรีไม่ควรเผยเท้าให้บุรุษที่มิใช่สามี” ดึงถุงเท้าที่เพิ่งถอดออกได้ครึ่งเดียวกลับ “ข้าต้องรับผิดชอบที่ล่วงเกินเจ้าอยู่แล้ว จะเห็นเท้าของเจ้าก่อนแต่งก็ไม่เป็นไรหรอก” จับเท้าของนางวางบนตัก เตรียมถอดถุงเท้าอีกครั้ง “หม่อมฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบจากรัชทายาท หยุดทำเรื่องไม่สำรวมได้แล้วเพคะ” ปัดมือที่จับถุงเท้าของตนเองทิ้ง “รบกวนรัชทายาทให้นางกำนัลหรือขันทีก็ได้พาหม่อมฉันไปส่งที่รถม้า หม่อมฉันจะไปรอบิดาที่นั่น” ถึงจะรู้ว่าจ้าวลี่เชียนต้องปฏิเสธความรับผิดชอบของเขา แต่ในใจหวังเทียนซวี่ก็ยังรู้สึกหน่วงและผิดหวังอยู่ดี “การแต่งงานของบุตรเป็นบิดามารดาที่ตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” จ้าวลี่เชียนแค่นหัวเราะ “สกุลอื่นอาจเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่สกุลจ้าวของหม่อมฉัน ความสุขทั้งชีวิตของลูก อย่างไรบิดามารดาก็ต้องถามความเห็น ซึ่งคำตอบของหม่อมฉันคือไม่ยินยอม” หวังเทียนซวี่สะกดความเสียใจ ระยะนี้
จังหวะที่หลี่ม่านโถวกำลังเดินผ่าน จ้าวลี่เชียนคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ นัยน์ตาแดงฉานดุจปีศาจคลั่ง ยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันสองคน “คุณหนูหลี่รักษาตัวด้วย หมากกระดานนี้ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าที่สิ้นลม ดังนั้นข้าจะไม่ออมมือ” ร่างกายหลี่ม่านโถวสั่นสะท้าน ทั้งกลัวและโกรธ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครข่มขู่นางเช่นนี้มาก่อน สะบัดมือจ้าวลี่เชียนออก กดเสียงต่ำพูดว่า “อย่าทำตัวอวดเก่งจองหองให้มากนัก ข้าไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดี หมากกระดานนี้ไม่เจ้าตายก็ข้าม้วยเช่นกัน” “เชิญคุณหนูจ้าวนั่ง” หวังเทียนซวี่พูดเมื่อหลี่ม่านโถวจากไปแล้ว เรื่องที่หญิงสาวทั้งสองกระซิบกระซาบกันเขาไม่สนใจ ความสนใจของเขาเวลานี้คืออยากพูดคุยกับจ้าวลี่เชียน จ้าวลี่เชียนเก็บสายตามาจากแผ่นหลังหลี่ม่านโถว เชื่อว่าอีกไม่นานศัตรูอันดับหนึ่งของนางคนนี้จะต้องมีความเคลื่อนไหว “ขอบพระทัยรัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้คิดจะรั้งอยู่นาน ยืนเช่นนี้สะดวกกว่า” เรียกอู๋กงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกหอเก๋งเข้ามา เนื่องจากเขาอาสาถือของขวัญที่นางจะมอบให้หวังเทียนซ
รถม้าเคลื่อนตัวผ่านประตูวังหลวง จ้าวเจิ้งกับจ้าวลี่เชียนลงจากรถม้า ขันทีคนหนึ่งซึ่งมายืนรอสองพ่อลูกนานแล้วคารวะทักทาย “แม่ทัพใหญ่ คุณหนูจ้าว” จ้าวเจิ้งรู้จักขันทีคนนี้ จึงทักทายกลับ “อู๋กงกง ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่รับใช้ฮองเฮาที่ตำหนักคุนหนิง” อู๋กงกงยิ้มเป็นมิตร “ฮองเฮาทรงทราบว่าวันนี้แม่ทัพใหญ่จะพาบุตรสาวมาขอบคุณรัชทายาท จึงส่งบ่าวมาต้อนรับและนำทาง” “อันที่จริงข้ารู้เส้นทางไปตำหนักบูรพา ไม่จำเป็นต้องรบกวนอู๋กงกงนำทางเลย” “แม่ทัพใหญ่รู้ แต่คุณหนูจ้าวไม่รู้ ฝ่าบาทกับฮองเฮามีเรื่องอยากปรึกษาพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่ เชิญแม่ทัพใหญ่ที่ห้องทรงพระอักษร ส่วนคุณหนูจ้าวบ่าวจะพาไปพบรัชทายาทเอง” จ้าวเจิ้งมองจ้าวลี่เชียน “เชียนเอ๋อร์ไปพบรัชทายาทคนเดียวได้หรือไม่” ถามอย่างห่วงใย กลัวนางประหม่าวางตัวไม่ถูกยามอยู่ในอาณาเขตวังหลวง อดีตองค์หญิงอย่างจ้าวลี่เชียนหรือจะประหม่า ยิ้มตอบบิดา “ได้เจ้าค่ะ” ไม่มีบิดาไปด้วย นางก็ไม่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้หวังเทียนซวี่ รีบขอบคุณรีบกลับออกมา “รบกวนอู๋กงกงแล้ว”
“ข้าเป็นสตรีไม่ควรยุ่งเรื่องในราชสำนัก แต่ก็อยากลองออกความเห็นดู พี่ชายคิดว่าพี่เหวินเป็นอย่างไร เขาเป็นบุตรชายของท่านลุงเซี่ย แม่ทัพรักษาการณ์เมืองหลวง ติดตามบิดาดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกเมืองตั้งแต่ยังเยาว์ ความสามารถไม่ต้องพูดถึง เทียบเคียงบิดาผู้ให้กำเนิดได้สบาย สำคัญสุดคือเขาเคยช่วยฝ่าบาทจากการลอบปลงพระชนม์เมื่อห้าปีก่อน หากมีคนเสนอชื่อของเขา บางทีฮ่องเต้อาจระลึกถึงความดีความชอบครั้งใหญ่ในตอนนั้น แต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพซ้าย เขาไม่ใช่คนในสังกัดกองทัพสกุลจ้าว ฝ่าบาทคงไม่คลางแคลงพระทัย ท่านกับพี่หญิงหว่านรักใคร่ชอบพอกัน วันใดวันหนึ่งตกลงปลงใจ ท่านก็คือน้องเขยของเขา เขาย่อมไม่ถูกเจิ้งกั๋วกงซื้อตัวไปเป็นสมัครพรรคพวก” ดวงตาจ้าวหลิงเซียวลุ่มลึกยามจับจ้องใบหน้าจ้าวลี่เชียน เนิ่นนานถึงค่อยพูดว่า “เจ้าจากเมืองหลวงไปสิบปี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยเหวิน เจ้ารู้ละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร” เขายังไม่สนใจเรื่องเสนอชื่อเซี่ยเหวินให้รับตำแหน่งแม่ทัพซ้าย สนใจน้องสาวที่ความคิดความอ่านไม่เหมือนหญิงสาวที่ถูกปิดกั้นเรื่องทางโลก ใช้ชีวิตอยู่ในอารามห่างไกล ต







