ANMELDENภายในร้านหรูเซียง จ้าวลี่เชียนซึ่งรู้สึกว่าผ้าที่ผู้เป็นย่าให้มาล้ำค่าหายากเกินไปจึงเปลี่ยนใจมาซื้อชุดสำเร็จจากร้านขายอาภรณ์แทน ร้านนี้เป็นร้านของช่างประจำสกุล การตัดเย็บและออกแบบจึงละเอียดประณีตไม่แพ้สั่งตัด
“คุณหนู ชุดนี้งดงามมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูหยิบชุดสีชมพูดอกท้อซึ่งเป็นสีที่จ้าวลี่เชียนชอบออกมา ทว่ายังไม่ทันได้เอาไปให้คุณหนูดูใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็มีมือคู่หนึ่งมาแย่งไป
“คุณหนู ได้แล้วเจ้าค่ะ” นำชุดที่แย่งมาจากผู้อื่นไปให้คนที่เรียกว่าคุณหนู
เสี่ยวจูเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ “ไฉนที่นี่ถึงมีคนป่าเถื่อนไร้ยางอาย แย่งของไปจากมือผู้อื่นอย่างเหิมเกริม”
สาวใช้ที่ถูกต่อว่าหันมามองเสี่ยวจูตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เหยียดยิ้มดูแคลน “สภาพอย่างเจ้ามีปัญญาซื้อชุดราคาแพงด้วยหรือ ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดพูดว่าตนเองถูกแย่งของ”
“ข้าไม่มีแต่คุณหนูของข้ามี” เสี่ยวจูพุ่งตัวเข้าไปจะแย่งชุดคืน จากการแต่งกายและคำพูดของฝ่ายตรงข้าม น่าจะเป็นสาวใช้เหมือนกับนาง เหตุใดนางต้องยอมถอยให้ด้วย ผลคือถูกสาวใช้นางนั้นผลักอย่างแรง ล้มลงไปกองกับพื้น
จ้าวลี่เชียนได้ยินเสียงโวยวายของเสี่ยวจูจึงออกมาจากห้องลองชุด ทันเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี รีบเข้าไปประคองเสี่ยวจูลุกขึ้น “เสื้อผ้าชุดเดียวต้องลงมือทำร้ายกันเชียวหรือ” ถามสาวใช้ที่ผลักเสี่ยวจูอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ตีสุนัขต้องดูเจ้าของ เจ้าของอย่างนางยังไม่เคยตี ฝ่ายตรงข้ามกล้าดีอย่างไรยื่นมือมาตี
สาวใช้ที่มีเรื่องกับเสี่ยวจูวางท่าเย่อหยิ่ง มั่นใจว่าเมืองหลวงไม่มีใครกล้าลองดีกับคุณหนูของตน “นางเข้ามาแย่งชุดของคุณหนูข้า ข้าสั่งสอนเล็กน้อยนับเป็นอะไร”
ความโกรธพวยพุ่งขึ้นในใจจ้าวลี่เชียน นึกไม่ถึงว่าจะมีคนกลับดำเป็นขาวได้น่ารังเกียจเช่นนี้ นางพยายามสงบใจ ไม่จำเป็นก็ไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โต “สาวใช้ของข้าเป็นคนเห็นชุดนี้ก่อน เจ้าจะมากล่าวหาว่านางแย่งไม่ได้”
“ข้าไม่สนว่าใครเห็นชุดนี้ก่อน หากเป็นของที่ข้าต้องการ ข้าก็ต้องได้เป็นเจ้าของ” คำพูดเหนือกว่ามาพร้อมท่าทางหยิ่งยโส เป็นบุตรีของเจิ้งกั๋วกงนามว่าหลี่ม่านโถว ได้รับการขนานนามว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง บุรุษมากมายต่างหมายปอง แต่คนเดียวที่นางชื่นชอบคือรัชทายาท
ด้วยบิดาเป็นขุนนางคนสำคัญของฮ่องเต้ นางจึงโอหังจองหอง นิสัยเอาแต่ใจอยากได้ต้องได้ ชอบโดดเด่นเป็นที่หนึ่ง ไม่คบค้ากับคนไร้ประโยชน์และฐานะต่ำต้อย
ช่วงเวลาที่จ้าวลี่เชียนกับหลี่ม่านโถวสบตากัน ต่างฝ่ายต่างถูกดึงเข้าสู่ความชิงชัง
จ้าวลี่เชียนขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงรู้สึกโกรธ เกลียด เคียดแค้นสตรีตรงหน้า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากตอนพบหวังเทียนซวี่เลย
ฝั่งหลี่ม่านโถว แต่ไหนแต่ไรนางไม่ชอบให้ใครเหนือกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นเพียงได้เห็นรูปโฉมงดงามไร้ที่ติที่แม้กระทั่งตนเองยังเทียบไม่ติดของจ้าวลี่เชียน ความอิจฉาริษยาพลันก่อตัว นึกอยากทำลายอีกฝ่ายให้หายไปจากแผ่นดินนี้ ภายในจิตใจเหมือนมีเสียงเสียงหนึ่งกระซิบบอกว่า ‘วันนี้เจ้าไม่ทำลายนาง วันหน้านางจะทำลายเจ้า’
จ้าวลี่เชียนตั้งสติ ต้องการจบเรื่องราวและแยกย้ายโดยเร็ว “ถ้าท่านต้องการเพียงบอกกล่าวกันดี ๆ เหตุใดต้องยื้อแย่งเหมือนคนไม่มีมารยาทด้วย”
ถูกด่าว่าไร้มารยาท ไหนเลยที่หลี่ม่านโถวจะยอม ถลึงตาพลางพูดเหยียดหยัน “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร สูงส่งมาจากที่ใด ถึงคู่ควรให้ข้ามีมารยาทด้วย”
“ฐานะข้าอาจไม่ได้สูงส่ง แต่ครอบครัวอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยสอนให้เป็นคนจิตใจคับแคบดูแคลนผู้อื่น”
โทสะหลี่ม่านโถวทะยานขึ้นสูง ไม่เคยมีใครกล้าตำหนินางจนถึงครอบครัวเช่นนี้มาก่อน จึงฟาดฝ่ามือลงบนหน้าจ้าวลี่เชียนโดยไม่ให้โอกาสได้ตั้งตัวหรือหลบหลีก
“คุณหนู!” เสี่ยวจูตะโกนด้วยความตกใจ เดินขึ้นหน้าเอาตัวบังจ้าวลี่เชียนไว้ด้านหลังเพราะกลัวหลี่ม่านโถวจะลงมือซ้ำ “ห้ามทำร้ายคุณหนูของข้า”
คนงานในร้านเห็นหลี่ม่านโถวลงมือชัดเจน กระนั้นกลับไม่กล้าเข้ามายุ่งเนื่องจากความร้ายกาจของบุตรสาวเจิ้งกั๋วกงค่อนข้างเป็นที่เลื่องลือ ใครมีปัญหาด้วยล้วนไม่มีจุดจบที่ดีสักคน ลูกค้าคนอื่นในร้านก็เช่นกัน ไม่ทำหูหนวกตาบอดก็เดินออกจากร้าน ต่างไม่มีใครอยากล่วงเกินนาง
ใบหน้าด้านที่ถูกตบขึ้นรอยแดงรูปนิ้วมือ บ่งบอกว่าฝ่ามือนี้แรงมาก จ้าวลี่เชียนรู้สึกชาไปครึ่งหน้า ตกตะลึงเพราะไม่คิดว่าหลี่ม่านโถวจะกล้าลงมือ อารมณ์ด้านมืดที่พยายามกักเก็บไว้ก่อนหน้านี้ปะทุออกมา กลืนกินสติทั้งหมดไม่เหลือ นัยน์ตาดำเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงก่อนหายไปอย่างรวดเร็ว ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
กลิ่นอายเหน็บหนาวน่าสะพรึงกลัวโอบล้อมร่าง จ้าวลี่เชียนคลี่ยิ้มหวาน เดินอ้อมร่างเสี่ยวจูไปเผชิญหน้ากับหลี่ม่านโถว
“คุณหนู” เสี่ยวจูอยากห้ามปราม กลับสัมผัสได้ถึงความไม่คุ้นเคย ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ใช่จ้าวลี่เชียน
คุณหนูของนางไหนเลยจะมีท่าทีแข็งกร้าวน่ากลัวเช่นนี้!
เพียะ! เสียงฝ่ามือกระทบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว หลี่ม่านโถวร่วงลงไปกองกับพื้น รอยยิ้มสาแก่ใจที่ได้ตบจ้าวลี่เชียนแข็งค้าง ได้กลิ่นคาวเลือดในปาก เจ็บจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ตบนี้ของจ้าวลี่เชียนรุนแรงกว่าของหลี่ม่านโถวหลายเท่าเพราะมันอัดแน่นไปด้วยความอาฆาตพยาบาท
“คุณหนู” สาวใช้ย่อตัวลงมาร้องเรียกหลี่ม่านโถวซึ่งเวลานี้นั่งตัวแข็งทื่อประหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไรกว่าหลี่ม่านโถวจะได้สติ ยกมือขึ้นชี้หน้าจ้าวลี่เชียน ต้องการฉีกกระชากร่างอีกฝ่ายออกเป็นชิ้น ๆ จนใจที่ข้อเท้าพลิกตอนล้ม ปัญญาลุกขึ้นยืนยังไม่มี จะลงมือทำอย่างที่ต้องการได้เช่นไร “เจ้ากล้าตบข้า”
รอยยิ้มเย็นยะเยือกปรากฏบนใบหน้าจ้าวลี่เชียน หลุบตามองหลี่ม่านโถวจากที่สูง แค่นเสียงขึ้นจมูก “อย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นคนเริ่มก่อน ข้าตบคืนไม่ถูกต้องที่ใด อยากได้มากใช่หรือไม่ชุดนี้” กระชากชุดมาจากมือสาวใช้ของหลี่ม่านโถว โยนลงพื้นแล้วใช้เท้าบดขยี้
“กลับ!” พูดกับเสี่ยวจูหลังจากเตะชุดใต้เท้าใส่หน้าหลี่ม่านโถวเรียบร้อย
เสียงกรีดร้องไม่ยินยอมดังขึ้น สองตาหลี่ม่านโถวแดงก่ำ กล่าวอาฆาตตามหลัง “นางคนชั้นต่ำ ถึงกับกล้าทำร้ายข้า ระวังตัวไว้ให้ดี ข้าจะให้เจ้าชดใช้อย่างสาสม”
เซียวซื่อกับเจ้าของร้านหรูเซียงซึ่งนั่งดื่มชาพูดคุยกันบนชั้นสองได้ยินเสียงเอะอะโวยวายด้านล่างจึงพากันลงมาดู พบจ้าวลี่เชียนกับเสี่ยวจูระหว่างทาง รอยฝ่ามือบนหน้าบุตรสาวสร้างความตกใจให้กับคนเป็นแม่ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
จ้าวลี่เชียนไม่ตอบ จับมือมารดาพาออกจากร้าน ไม่ลืมหันไปสั่งเสี่ยวจูให้จ่ายค่าชุดที่เพิ่งทำลายไป
หลังขึ้นมาบนรถม้า เซียวซื่อรีบตรวจสอบใบหน้าบุตรสาวพลางซักถามเรื่องราวทันที ทว่าจ้าวลี่เชียนเอาแต่เงียบ ไม่ยอมเปิดปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เสี่ยวจูแทน
สีหน้าเซียวซื่อมิสู้ดีเมื่อได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ห่วงลูกก็ห่วง กังวลเรื่องปัญหาที่จะตามมาก็กังวล
คนภายนอกรู้ว่าสกุลหลี่กับสกุลจ้าวมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เจิ้งกั๋วกงกับแม่ทัพใหญ่เป็นสหายสนิท หารู้ไม่ว่าทุกอย่างได้สิ้นสุดลงตั้งแต่นางปฏิเสธไมตรีของหลี่หยวน
เซียวซื่อหวนนึกถึงอดีต ตอนนั้นจ้าวเจิ้งประจำการอยู่ที่ชายแดน นางกับเขารู้จักกันผ่านท่านเจ้าเมือง ชื่นชอบกันตั้งแต่แรกเห็น ความสัมพันธ์พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความรัก กระทั่งวันหนึ่งหลี่หยวนได้รับราชโองการให้มาจัดการงานราชการทางเหนือ จึงแวะมาเยี่ยมเยียนสหายรักอย่างจ้าวเจิ้ง เมื่อหลี่หยวนพบนางก็ชื่นชอบนางเช่นกัน
นิสัยจ้าวเจิ้งเป็นคนรักพวกพ้อง ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ พอรู้ว่าหลี่หยวนมีใจให้นาง เขายอมหลีกทางให้โดยไม่แยแสว่านางรู้สึกเช่นไร หลี่หยวนทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจนาง แต่ความรักบังคับกันไม่ได้ นางจึงพูดกับหลี่หยวนตามตรง
ดูเหมือนหลี่หยวนจะเข้าใจและยอมรับความจริง หลังจัดการงานราชการเสร็จก็เดินทางกลับทันที นางกับจ้าวเจิ้งจัดงานเลี้ยงอำลาให้ หลี่หยวนยิ้มแย้มแจ่มใสไร้แววขุ่นเคือง
เดิมคิดว่าเรื่องราวจบลงด้วยดี ใครจะคาดคิดว่าหลังจ้าวเจิ้งย้ายกลับเมืองหลวงและแต่งนางเป็นภรรยา หลี่หยวนก็เปลี่ยนไป กลายเป็นห่างเหินเย็นชา ไม่ไปมาหาสู่อย่างที่สหายส่วนใหญ่ปฏิบัติต่อกัน
จ้าวเจิ้งไม่ใช่ไม่รู้เหตุผลที่หลี่หยวนเปลี่ยนไป แต่จะให้เขายกภรรยาให้เหมือนตอนอยู่ชายแดนเพื่อรักษาไมตรีไว้ย่อมเป็นไปไม่ได้
ประการแรกเขากับนางพบกันก่อนหลี่หยวน ประการที่สองต่างฝ่ายต่างมีใจให้กัน ประการที่สามเป็นหลี่หยวนที่เข้ามาแทรกกลางเส้นทางความรักของผู้อื่น ดังนั้นเขาจึงไม่คิดว่าตนเองทำผิดหรือติดค้างหลี่หยวน
เซียวซื่อดึงตนเองกลับสู่ปัจจุบัน ถอนหายใจหนักหน่วง หลี่หยวนจ้องหาโอกาสเล่นงานสกุลจ้าวเสมอ เกรงว่าการทะเลาะกันระหว่างหลี่ม่านโถวกับจ้าวลี่เชียนจะไม่จบที่แลกกันหนึ่งฝ่ามือเป็นแน่
ขณะกำลังขบคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ จ้าวลี่เชียนซึ่งนั่งนิ่งเหมือนคนไร้วิญญาณก็ล้มลงมาในอ้อมอก เปลือกตาทั้งสองปิดสนิท หมดสติไปทั้งอย่างนั้น
“เชียนเอ๋อร์!”
การหมดสติของจ้าวลี่เชียนครั้งนี้ยาวนานข้ามวัน เซียวซื่อเรียกบุตรสาวไปสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้ฟังเรื่องราวเพียงครึ่งเดียว จ้าวลี่เชียนจำได้เพียงมีปากเสียงกับหลี่ม่านโถว จากนั้นถูกอีกฝ่ายตบหน้า นอกเหนือจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก เซียวซื่อกุมขมับ นางกับบุตรสาวจากกันสิบปี ช่วงเวลาสิบปีเพียงพอให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่รู้ว่าที่จ้าวลี่เชียนจำไม่ได้นั้นเป็นความจริงหรือโกหก ลงมือทำร้ายกันไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นไปได้อย่างไรที่จะจำไม่ได้ สีหน้าแววตาและน้ำเสียงของเชียนเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนคนเสแสร้ง แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น? “เสี่ยวจู เจ้าเล่ามาว่าหลังจากคุณหนูของเจ้าถูกคุณหนูหลี่ตบเป็นอย่างไรต่อ” เสี่ยวจูเหลือบมองจ้าวลี่เชียน ต่อมาพูดว่า “เรียนฮูหยิน หลังคุณหนูถูกคุณหนูหลี่ตบ คุณหนูก็เอาคืนด้วยการตบอีกฝ่ายเช่นกัน ยังมีใช้เท้าเหยียบทำลายชุดที่แย่งชิงกันด้วยเจ้าค่ะ” “อะไรนะ!” จ้าวลี่เชียนทั้งตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ใช้นิ้วชี้ชี้ตนเอง “ข้านี่นะตบนาง ซ้ำยังใช้เท้าเหยียบทำลายชุดด้วย” เสี่ยวจูพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่าทางขอ
ภายในร้านหรูเซียง จ้าวลี่เชียนซึ่งรู้สึกว่าผ้าที่ผู้เป็นย่าให้มาล้ำค่าหายากเกินไปจึงเปลี่ยนใจมาซื้อชุดสำเร็จจากร้านขายอาภรณ์แทน ร้านนี้เป็นร้านของช่างประจำสกุล การตัดเย็บและออกแบบจึงละเอียดประณีตไม่แพ้สั่งตัด “คุณหนู ชุดนี้งดงามมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูหยิบชุดสีชมพูดอกท้อซึ่งเป็นสีที่จ้าวลี่เชียนชอบออกมา ทว่ายังไม่ทันได้เอาไปให้คุณหนูดูใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็มีมือคู่หนึ่งมาแย่งไป “คุณหนู ได้แล้วเจ้าค่ะ” นำชุดที่แย่งมาจากผู้อื่นไปให้คนที่เรียกว่าคุณหนู เสี่ยวจูเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ “ไฉนที่นี่ถึงมีคนป่าเถื่อนไร้ยางอาย แย่งของไปจากมือผู้อื่นอย่างเหิมเกริม” สาวใช้ที่ถูกต่อว่าหันมามองเสี่ยวจูตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เหยียดยิ้มดูแคลน “สภาพอย่างเจ้ามีปัญญาซื้อชุดราคาแพงด้วยหรือ ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดพูดว่าตนเองถูกแย่งของ” “ข้าไม่มีแต่คุณหนูของข้ามี” เสี่ยวจูพุ่งตัวเข้าไปจะแย่งชุดคืน จากการแต่งกายและคำพูดของฝ่ายตรงข้าม น่าจะเป็นสาวใช้เหมือนกับนาง เหตุใดนางต้องยอมถอยให้ด้วย ผลคือถูกสาวใช้นางนั้นผลักอย่างแรง ล้มลงไปกองกับพื้น จ้
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่จ้าวลี่เชียนฝันร้าย เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังท่ามกลางความมืด ต่อมาภายในห้องสว่างขึ้นเมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาจุดเชิงเทียน “คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงกรีดร้อง” เสี่ยวจูเดินมาหยุดหน้าเตียง มองใบหน้าชุ่มโชกเหงื่อของคุณหนู จ้าวลี่เชียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าใต้หมอนขึ้นมาซับเหงื่อ ปรับลมหายใจพลางสะกดความตื่นตระหนก “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว” ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเสี่ยวจู เหตุใดคุณหนูของนางถึงฝันร้ายติดต่อกัน ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีเลย “คุณหนูฝันว่าอะไรเจ้าคะ ครั้งนี้เล่าให้บ่าวฟังได้หรือไม่” ความอึดอัดไม่สบายใจส่งผลให้จ้าวลี่เชียนอยากระบายด้วยการเล่าให้เสี่ยวจูฟัง “ข้าฝันว่าตนเองถูกจับขึงกับเสาเหล็กในห้องมืดมิด ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากการทรมาน ตรงหน้ามีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งซึ่งข้าเห็นหน้าไม่ชัด ในมือของนางถือมีดเล่มหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างกระชากเส้นผมข้าให้เงยหน้าขึ้น นางกรีดมีดลงบนใบหน้าข้าอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกเสียงดังว่านางเกลียดข้า เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียว
ท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ หวังเทียนซวี่เดินฝ่าไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย บรรยากาศขมุกขมัวกระตุ้นสัญชาตญาณระแวดระวัง ไม่รู้ว่าตนเองมาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างไร ดวงตาคมกริบพยายามค้นหาสถานที่และสิ่งมีชีวิต ทว่าจนแล้วจนรอดพบเพียงความว่างเปล่า ต่อมาควันขาวค่อย ๆ สลาย เบื้องหน้าปรากฏบุรุษสองคนกำลังนั่งสนทนากันในห้อง หวังเทียนซวี่เพ่งพินิจ ครั้นเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือตนเองก็ถึงกับตกใจ “องค์ชาย ฝ่าบาทของข้ามีพระธิดาองค์โปรดอยู่พระองค์หนึ่ง ด้วยรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามขององค์ชาย หากใช้แผนชายงามหลอกล่อให้นางหลงใหลจนยอมอภิเษกด้วย แผนยึดครองแคว้นหลันก็จะง่ายขึ้น”บุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น ซึ่งคนผู้นี้หวังเทียนซวี่รู้จักดี คือเจิ้งกั๋วกง*หลี่หยวน ขุนนางคนสำคัญข้างพระวรกายพระบิดา “แผนชายงาม?” “ใช่แล้ว ในเมืองหลวงแคว้นหลันไม่มีใครไม่ทราบว่าจุดอ่อนของกษัตริย์แคว้นหลันคือองค์หญิงแปด ขอเพียงเป็นความต้องการของนาง พระบิดาผู้นี้ยินดีเสาะหามาให้ รักและตามใจไม่เคยขัด หากองค์ชายมีหมากตัวนี้ในมือ วันอภิเษกสมรสจะเป็นวันที่กองทัพแคว้นเยวี่ยเข้าม
จ้าวหลิงเซียวโอดครวญ หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากบิดา จ้าวเจิ้งแสร้งมองไม่เห็น รอดูว่าบุตรชายจะแก้สถานการณ์อย่างไร “วันนี้ช่างเป็นวันมงคลของสกุลจ้าวจริง ๆ ไม่เพียงเป็นวันครบรอบอายุหกสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่า ยังเป็นวันที่ท่านแม่ทัพได้พบบุตรสาวในรอบสิบปีอีกด้วย” คำพูดที่มาพร้อมเสียงทุ้มนุ่มเปรียบเหมือนการอภัยโทษจากสวรรค์ของจ้าวหลิงเซียว ส่วนจ้าวเจิ้งพลันตระหนักได้ถึงการมีตัวตนของแขกสูงศักดิ์ “กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว ลืมไปเสียสนิทว่ายังมีแขก” จ้าวเจิ้งค้อมศีรษะขออภัยคนในศาลา พาบุตรสาวเข้าไปคารวะแขกสำคัญของจวน “เชียนเอ๋อร์ นี่คือองค์ชายเจ็ด” จ้าวลี่เชียนยอบกายคำนับพลางช้อนตามองชายหนุ่มเล็กน้อย ฐานะของเขาไม่ธรรมดาอย่างที่นางคาดเดาไว้จริง ๆ บุรุษหน้าขาวผุดผ่อง มองแล้วให้ความรู้สึกเสเพล ดวงตาดอกท้อของเขาทอประกายหลงใหลยามสบตากับนาง “คารวะองค์ชายเจ็ด” “คุณหนูจ้าวไม่ต้องมากพิธี” สายตาองค์ชายเจ็ดหวังเทียนชิงไม่ละไปจากดวงหน้างาม กระทั่งพี่ชายที่มีสัญชาตญาณหวงน้องสาวอย่างจ้าวหลิงเซียวกระแอมกระไอ เขาถึงยอมเก็บสายตาคืน
ในสวนของจวนแม่ทัพใหญ่ บุรุษสี่คนกำลังนั่งร่ำสุราอย่างสนุกสนานในศาลา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะลอยมาตามสายลม จ้าวลี่เชียนหยุดยืนตรงระเบียงทางเดิน มองบิดากับพี่ชายด้วยความรักและคิดถึง เนื่องจากมีชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งเป็นคนนอกอยู่ด้วย จ้าวลี่เชียนจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปทักทายบิดากับพี่ชาย แม้นางจะไม่ได้อยู่เมืองหลวง แต่บิดามารดาก็ส่งหมัวมัว*ผู้อาวุโสไปอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทที่คุณหนูในห้องหอควรมีให้กับนาง รวมถึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย “คุณหนูไม่เข้าไปหานายท่านกับคุณชายหรือเจ้าคะ” จ้าวลี่เชียนเก็บสายตากลับมาจากวงสุราของบิดากับพี่ชาย “เจ้าดูบุรุษสองคนที่นั่งหันหลังกับหันข้างให้พวกเรา เสื้อผ้าของพวกเขาตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี เป็นผ้าไหมชนิดเดียวกับที่ท่านแม่ตัดเย็บเป็นชุดให้ข้าในวันครบรอบอายุสิบหกเมื่อปีที่ผ่านมา ผ้าไหมนี้เป็นผ้าไหมบรรณาการ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงพระราชทานเป็นรางวัลให้ท่านพ่อ ได้ยินว่าขุนนางที่มีผ้าชนิดนี้ในครอบครองน้อยจนนับนิ้วได้ นอกนั้นเป็นบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด ลักษณะท่าทางของพวกเขา ข้าคิดว่าไม่ใช่ลูกหล







