LOGINในสวนของจวนแม่ทัพใหญ่ บุรุษสี่คนกำลังนั่งร่ำสุราอย่างสนุกสนานในศาลา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะลอยมาตามสายลม จ้าวลี่เชียนหยุดยืนตรงระเบียงทางเดิน มองบิดากับพี่ชายด้วยความรักและคิดถึง
เนื่องจากมีชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งเป็นคนนอกอยู่ด้วย จ้าวลี่เชียนจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปทักทายบิดากับพี่ชาย แม้นางจะไม่ได้อยู่เมืองหลวง แต่บิดามารดาก็ส่งหมัวมัว*ผู้อาวุโสไปอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทที่คุณหนูในห้องหอควรมีให้กับนาง รวมถึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย
“คุณหนูไม่เข้าไปหานายท่านกับคุณชายหรือเจ้าคะ”
จ้าวลี่เชียนเก็บสายตากลับมาจากวงสุราของบิดากับพี่ชาย “เจ้าดูบุรุษสองคนที่นั่งหันหลังกับหันข้างให้พวกเรา เสื้อผ้าของพวกเขาตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี เป็นผ้าไหมชนิดเดียวกับที่ท่านแม่ตัดเย็บเป็นชุดให้ข้าในวันครบรอบอายุสิบหกเมื่อปีที่ผ่านมา ผ้าไหมนี้เป็นผ้าไหมบรรณาการ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงพระราชทานเป็นรางวัลให้ท่านพ่อ ได้ยินว่าขุนนางที่มีผ้าชนิดนี้ในครอบครองน้อยจนนับนิ้วได้ นอกนั้นเป็นบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด ลักษณะท่าทางของพวกเขา ข้าคิดว่าไม่ใช่ลูกหลานขุนนางอย่างแน่นอน หากข้าที่เป็นสตรีพรวดพราดเข้าไป พวกเขาจะมองสกุลจ้าวของเราอย่างไร”
“ยังคงเป็นคุณหนูที่ช่างสังเกตและคิดอ่านรอบคอบ”
“ไปเรือนชั้นในกัน ท่านพ่อไม่กลับห้อง ท่านแม่คงยังไม่นอน” พูดเสร็จหมุนตัวจะเดินไปทางเรือนชั้นใน ด้านหลังกลับมีเสียงแข็งกระด้างของบุรุษดังขึ้น
“สตรีบ้านใดกล้าบุกรุกสวนส่วนตัวของจวนแม่ทัพใหญ่”
เสี่ยวจูเหลือบมองด้านหลัง “นายท่านเจ้าค่ะ” กระซิบบอกจ้าวลี่เชียน
คนเป็นลูกหันกลับไปเผชิญหน้าบิดา สิบปีไม่พบ ไม่รู้อีกฝ่ายยังจำบุตรสาวคนนี้ได้หรือไม่ “คารวะท่านแม่ทัพ”
จ้าวเจิ้งขมวดคิ้วมองสตรีที่ยืนตรงระเบียงทางเดิน ความรู้สึกที่ทั้งแปลกหน้าและคุ้นเคยสร้างความสับสนในใจ “เจ้าคือ…” เดินออกมานอกศาลาเพื่อจะได้มองฝ่ายตรงข้ามชัดเจนขึ้น ฤทธิ์สุราที่ดื่มตั้งแต่ช่วงกลางวันทำดวงตาพร่ามัว เมาแต่ยังมีสติ
“ท่านแม่ทัพจำข้าไม่ได้หรือ ไฉนจึงลืมเลือนคนที่ท่านเคยบอกรักและคิดถึงง่ายดายเพียงนี้”
“สตรีไร้ยางอาย กล้าดีอย่างไรมาใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงบิดาข้า” เสียงเข้มดุเจือความไม่พอใจดังขึ้น เป็นจ้าวหลิงเซียวพี่ชายของจ้าวลี่เชียน “ข้ายอมรับว่าเจ้าเป็นสาวงาม แต่ในเมืองหลวงแคว้นเหลียงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าบิดาของข้าได้รับฉายาบุรุษรักมั่นคง ภรรยาเดียวตลอดชีวิต เป็นใครว่าจ้างเจ้ามาสร้างความแตกแยกให้ครอบครัวข้า สารภาพโดยดีแล้วข้าจะยอมปล่อยเจ้าจากไปอย่างไร้รอยขีดข่วน”
จ้าวลี่เชียนเลิกคิ้ว นิสัยพี่ชายไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อสิบปีก่อนแม้แต่น้อย หากไม่ใช่คนในครอบครัวหรือมิตรสหาย ยากนักที่จะได้สัมผัสความอ่อนโยนของเขา “แม่ทัพน้อยแข็งกร้าวเกินไปแล้ว ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาเสียบ้าง ระวังวันหน้าจะไม่มีคุณหนูสกุลดี ๆ ยอมแต่งงานด้วย สกุลจ้าวจะมีทายาทสืบทอดต่อไปหรือไม่ ความหวังทั้งหมดอยู่ที่แม่ทัพน้อยผู้เดียว”
“เรื่องของสกุลจ้าว ยังไม่ถึงคราวคนนอกอย่างเจ้ายื่นมือเข้ามาแทรก รีบสารภาพมาว่าเจ้าเป็นคนของใคร อย่าหาเรื่องถ่วงเวลาไม่ให้ข้าจับเจ้าโยนออกไปนอกจวน”
ไม่รู้เพราะฤทธิ์สุราหรือลืมน้องสาวจริง ๆ จ้าวหลิงเซียวถึงได้ไม่รู้สึกคุ้นเคยจ้าวลี่เชียนเหมือนผู้เป็นบิดาสักนิด “ใครก็ได้” ตะโกนเรียกบ่าวรับใช้เสียงดัง
บ่าวรับใช้สองคนวิ่งเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงเรียก
จ้าวลี่เชียนเพียงปรายตามอง ไม่มีท่าทางหวาดหวั่นให้เห็น ยิ้มเล็กน้อยแล้วว่า “จ้าวหลิงเซียว ท่านแน่ใจว่าจะให้บ่าวรับใช้แตะต้องตัวข้า”
จ้าวหลิงเซียวแค่นเสียงเหยียดหยัน ไล่สายตาดูถูกดูแคลนหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า “คนที่กล้าเข้ามาสร้างความปั่นป่วนในจวนของข้า อย่าว่าแต่แตะต้อง จับทรมานข้าก็ทำได้”
รอยยิ้มบนมุมปากจ้าวลี่เชียนกดลึกขึ้น เดินลงมาจากระเบียงทางเดิน ส่งสายตาท้าทาย “หวังว่าท่านจะไม่เสียใจภายหลัง”
เสียงขบขันดังขึ้น “ตลอดอายุยี่สิบกว่าปีของข้าจ้าวหลิงเซียวไม่เคยมีความเสียใจ ยกเว้นตอนน้องสาวต้องไปอาศัยอยู่ที่อื่นเท่านั้น จับตัวนางไว้” หันไปสั่งบ่าวรับใช้
“หยุด!”
เสียงเปี่ยมพลังอำนาจของจ้าวเจิ้งส่งผลให้บ่าวรับใช้หยุดในช่วงจังหวะสุดท้ายก่อนจะได้สัมผัสร่างกายจ้าวลี่เชียน
จ้าวหลิงเซียวมองบิดาอย่างไม่เข้าใจ ทว่าไม่ได้ระแวงว่าบุรุษที่เป็นแบบอย่างที่ดีของเขาตั้งแต่จำความได้จะแอบไปมีสัมพันธ์กับสตรีนางนี้จริง ๆ “ท่านพ่อ”
จ้าวเจิ้งยกมือห้ามบุตรชายให้หยุดพูดก่อน ในที่สุดก็หาคำตอบของความคุ้นเคยที่เกิดขึ้นในใจได้ “เจ้าคือเชียนเอ๋อร์” ถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก เนื่องจากไม่มีใครส่งข่าวมาแจ้งว่าบุตรสาวได้ออกจากอารามไป๋อวิ๋นเดินทางมาเมืองหลวง
ได้ยินดังนั้น จ้าวหลิงเซียวถึงกับตะลึงงัน ขยี้ตามองหญิงสาวใหม่ สร่างเมาแทบจะทันที
จ้าวลี่เชียนประสานสายตากับบิดา เห็นความรักใคร่เอ็นดูที่อยู่ข้างในชัดเจน นางคุกเข่าลง ประสานมือคำนับ “ลูกอกตัญญูกลับมาเยี่ยมท่านพ่อแล้วเจ้าค่ะ” ประโยคเดียวทั้งยืนยันฐานะและเฉลยทุกอย่าง
จ้าวเจิ้งรีบเข้าไปประคองบุตรสาวที่ไม่ได้พบหน้ากันถึงสิบปีขึ้นมา สวมกอดอย่างดีใจ “เจ้ามาได้อย่างไร ไฉนไม่ส่งข่าวมาแจ้งที่บ้าน พ่อจะได้ส่งคนไปรับ”
“ถ้าลูกส่งข่าวมาแจ้งก็อดแกล้งท่านพ่อกับพี่ชายสิเจ้าคะ โดยเฉพาะพี่ชาย ถึงกับลืมน้องสาวคนนี้ไปแล้ว” น้ำเสียงติดงอนเล็กน้อย
“เจ้าคือเชียนเอ๋อร์จริง ๆ หรือ” จ้าวหลิงเซียวถาม พอพิจารณาดี ๆ ก็เหมือนเห็นใบหน้าน้องสาวในวัยเด็กทับซ้อนขึ้นมา
จ้าวลี่เชียนผละตัวออกจากอ้อมกอดบิดา เท้าสะเอวเฉกเช่นทุกครั้งเวลาไม่พอใจพี่ชายตอนเด็ก “จ้าวหลิงเซียว ท่านกล้าดีอย่างไรถึงจำน้องสาวคนนี้ไม่ได้ ประเดี๋ยวข้าจะไปฟ้องท่านแม่ให้ลงโทษท่าน”
ชัดเจน...เวลาไม่พอใจจะเท้าสะเอว จากนั้นวิ่งไปฟ้องมารดา นี่แหละนิสัยน้องสาวของข้า ชายหนุ่มกางแขนทั้งสองข้าง เบี่ยงเบนความสนใจอย่างแนบเนียน “ขอพี่ชายกอดหน่อย”
“อย่าหาบันไดลงให้ตนเองด้วยวิธีนี้เจ้าค่ะ ข้าไม่คล้อยตาม” สะบัดหน้าไปทางอื่นพลางกลั้นยิ้ม
* หมัวมัว เป็นคำเรียกหญิงสูงวัย มีความหมายหลากหลาย ทั้งย่า ยาย แม่นม ป้า และยังเป็นคำเรียกหญิงรับใช้อาวุโสในเชิงยกย่อง รวมถึงนางข้าหลวงอาวุโสในวังด้วย
จ้าวลี่เชียนดึงความคิดของตนเองกลับมา ฟังจากคำพูดของเด็กหนุ่ม เป็นอันแน่ชัดว่าคือขอทานคนนั้น “จำได้สิ เจ้าเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำไม่ได้” “ต้องขอบคุณคุณชายหนานที่เมตตา อาซิ่นจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น” จ้าวลี่เชียนเหลือบมองหนานไห่ ครั้นเก็บสายตากลับมาจึงพูดกับอาซิ่นว่า “น้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สายตาของอาซิ่นที่มองจ้าวลี่เชียนเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน “เพราะคุณหนู น้องสาวของอาซิ่นจึงรอดพ้นจากความตาย เวลานี้หายดีแล้วขอรับ” “เป็นเรื่องดี วันหน้าต้องการความช่วยเหลือไปหาข้าที่จวนได้” “ในเมื่อคุณหนูจ้าวมีใจอยากช่วย มิสู้ให้เขาติดตามรับใช้ ร่างกายอาซิ่นเหมาะต่อการฝึกยุทธ์ ข้าจึงให้ซุนซือสอนการต่อสู้ให้เขา เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ฝีมืออาจไม่เก่งกาจเท่าคนที่ตั้งใจฝึกฝนตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อว่าสามารถดูแลปกป้องคุณหนูได้ ช่วยทำงานหรือสืบข่าวในสถานที่ที่องครักษ์หญิงของคุณหนูไม่สะดวกเข้าไปได้ เก็บความลับได้ดีกว่าด้วย เขาเป็นคนขยัน วันหน้าความสามารถยังพัฒนาได้อีกไกล” “นี่คือของขวัญที่คุณชายหนานอยากมอบให้ข้า?” จ้าวลี่เชีย
จ้าวลี่เชียนลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนของจวนแม่ทัพใหญ่ บิดามารดาเรียกนางไปพบ สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนนางถึงหมดสติที่ตำหนักบูรพา นางไม่ตอบเรื่องนี้ บิดามารดาของนางก็ไม่บังคับ เปลี่ยนไปพูดเรื่องสำคัญ นั่นคือฮองเฮาอยากสู่ขอนางให้รัชทายาท บิดาไม่ได้ให้คำตอบในตอนนั้น บอกเพียงต้องการถามความเห็นของนางก่อน ฮ่องเต้ให้การสนับสนุน ตรัสว่าไม่รีบร้อน สกุลจ้าวสามารถขบคิดนานเท่าไรก็ได้ คนไม่รู้คงคิดว่าพระองค์มีเมตตา ไม่บีบบังคับคนให้ทำเรื่องไม่เต็มใจ ส่วนคนที่รู้ว่าลูกสะใภ้ที่ฮ่องเต้หมายตาไว้มานานคือหลี่ม่านโถว ย่อมมองออกถึงการถ่วงเวลา เพื่อที่ระหว่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง นางเจอหลี่ม่านโถวในวัง คาดว่าคงเป็นการจัดการของฮ่องเต้ สร้างโอกาสให้หลี่ม่านโถวเอาชนะใจหวังเทียนซวี่ จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย ในเมื่อฮ่องเต้ให้เวลาขบคิด นางก็จะขบคิดนาน ๆ นานจนราชวงศ์หวังล่มสลาย ถึงเวลามีเรื่องพลิกฟ้าคว่ำดิน ใครจะยังมาสนใจเรื่องเสื่อมเสียของนางอีก วันเวลาผ่านไปอย่างสงบเงียบ บิดามารดาไม่เอ่ยเรื่องแต่งงาน นางก็หลีกเลี่ยงไม่พูดถึง หวังเทียนซวี่หายตัวไม่ได้
หวังเทียนซวี่วางจ้าวลี่เชียนบนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ถอดถุงเท้าของนางเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง จ้าวลี่เชียนรีบชักเท้าหลบ “สตรีไม่ควรเผยเท้าให้บุรุษที่มิใช่สามี” ดึงถุงเท้าที่เพิ่งถอดออกได้ครึ่งเดียวกลับ “ข้าต้องรับผิดชอบที่ล่วงเกินเจ้าอยู่แล้ว จะเห็นเท้าของเจ้าก่อนแต่งก็ไม่เป็นไรหรอก” จับเท้าของนางวางบนตัก เตรียมถอดถุงเท้าอีกครั้ง “หม่อมฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบจากรัชทายาท หยุดทำเรื่องไม่สำรวมได้แล้วเพคะ” ปัดมือที่จับถุงเท้าของตนเองทิ้ง “รบกวนรัชทายาทให้นางกำนัลหรือขันทีก็ได้พาหม่อมฉันไปส่งที่รถม้า หม่อมฉันจะไปรอบิดาที่นั่น” ถึงจะรู้ว่าจ้าวลี่เชียนต้องปฏิเสธความรับผิดชอบของเขา แต่ในใจหวังเทียนซวี่ก็ยังรู้สึกหน่วงและผิดหวังอยู่ดี “การแต่งงานของบุตรเป็นบิดามารดาที่ตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” จ้าวลี่เชียนแค่นหัวเราะ “สกุลอื่นอาจเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่สกุลจ้าวของหม่อมฉัน ความสุขทั้งชีวิตของลูก อย่างไรบิดามารดาก็ต้องถามความเห็น ซึ่งคำตอบของหม่อมฉันคือไม่ยินยอม” หวังเทียนซวี่สะกดความเสียใจ ระยะนี้
จังหวะที่หลี่ม่านโถวกำลังเดินผ่าน จ้าวลี่เชียนคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ นัยน์ตาแดงฉานดุจปีศาจคลั่ง ยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันสองคน “คุณหนูหลี่รักษาตัวด้วย หมากกระดานนี้ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าที่สิ้นลม ดังนั้นข้าจะไม่ออมมือ” ร่างกายหลี่ม่านโถวสั่นสะท้าน ทั้งกลัวและโกรธ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครข่มขู่นางเช่นนี้มาก่อน สะบัดมือจ้าวลี่เชียนออก กดเสียงต่ำพูดว่า “อย่าทำตัวอวดเก่งจองหองให้มากนัก ข้าไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดี หมากกระดานนี้ไม่เจ้าตายก็ข้าม้วยเช่นกัน” “เชิญคุณหนูจ้าวนั่ง” หวังเทียนซวี่พูดเมื่อหลี่ม่านโถวจากไปแล้ว เรื่องที่หญิงสาวทั้งสองกระซิบกระซาบกันเขาไม่สนใจ ความสนใจของเขาเวลานี้คืออยากพูดคุยกับจ้าวลี่เชียน จ้าวลี่เชียนเก็บสายตามาจากแผ่นหลังหลี่ม่านโถว เชื่อว่าอีกไม่นานศัตรูอันดับหนึ่งของนางคนนี้จะต้องมีความเคลื่อนไหว “ขอบพระทัยรัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้คิดจะรั้งอยู่นาน ยืนเช่นนี้สะดวกกว่า” เรียกอู๋กงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกหอเก๋งเข้ามา เนื่องจากเขาอาสาถือของขวัญที่นางจะมอบให้หวังเทียนซ
รถม้าเคลื่อนตัวผ่านประตูวังหลวง จ้าวเจิ้งกับจ้าวลี่เชียนลงจากรถม้า ขันทีคนหนึ่งซึ่งมายืนรอสองพ่อลูกนานแล้วคารวะทักทาย “แม่ทัพใหญ่ คุณหนูจ้าว” จ้าวเจิ้งรู้จักขันทีคนนี้ จึงทักทายกลับ “อู๋กงกง ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่รับใช้ฮองเฮาที่ตำหนักคุนหนิง” อู๋กงกงยิ้มเป็นมิตร “ฮองเฮาทรงทราบว่าวันนี้แม่ทัพใหญ่จะพาบุตรสาวมาขอบคุณรัชทายาท จึงส่งบ่าวมาต้อนรับและนำทาง” “อันที่จริงข้ารู้เส้นทางไปตำหนักบูรพา ไม่จำเป็นต้องรบกวนอู๋กงกงนำทางเลย” “แม่ทัพใหญ่รู้ แต่คุณหนูจ้าวไม่รู้ ฝ่าบาทกับฮองเฮามีเรื่องอยากปรึกษาพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่ เชิญแม่ทัพใหญ่ที่ห้องทรงพระอักษร ส่วนคุณหนูจ้าวบ่าวจะพาไปพบรัชทายาทเอง” จ้าวเจิ้งมองจ้าวลี่เชียน “เชียนเอ๋อร์ไปพบรัชทายาทคนเดียวได้หรือไม่” ถามอย่างห่วงใย กลัวนางประหม่าวางตัวไม่ถูกยามอยู่ในอาณาเขตวังหลวง อดีตองค์หญิงอย่างจ้าวลี่เชียนหรือจะประหม่า ยิ้มตอบบิดา “ได้เจ้าค่ะ” ไม่มีบิดาไปด้วย นางก็ไม่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้หวังเทียนซวี่ รีบขอบคุณรีบกลับออกมา “รบกวนอู๋กงกงแล้ว”
“ข้าเป็นสตรีไม่ควรยุ่งเรื่องในราชสำนัก แต่ก็อยากลองออกความเห็นดู พี่ชายคิดว่าพี่เหวินเป็นอย่างไร เขาเป็นบุตรชายของท่านลุงเซี่ย แม่ทัพรักษาการณ์เมืองหลวง ติดตามบิดาดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกเมืองตั้งแต่ยังเยาว์ ความสามารถไม่ต้องพูดถึง เทียบเคียงบิดาผู้ให้กำเนิดได้สบาย สำคัญสุดคือเขาเคยช่วยฝ่าบาทจากการลอบปลงพระชนม์เมื่อห้าปีก่อน หากมีคนเสนอชื่อของเขา บางทีฮ่องเต้อาจระลึกถึงความดีความชอบครั้งใหญ่ในตอนนั้น แต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพซ้าย เขาไม่ใช่คนในสังกัดกองทัพสกุลจ้าว ฝ่าบาทคงไม่คลางแคลงพระทัย ท่านกับพี่หญิงหว่านรักใคร่ชอบพอกัน วันใดวันหนึ่งตกลงปลงใจ ท่านก็คือน้องเขยของเขา เขาย่อมไม่ถูกเจิ้งกั๋วกงซื้อตัวไปเป็นสมัครพรรคพวก” ดวงตาจ้าวหลิงเซียวลุ่มลึกยามจับจ้องใบหน้าจ้าวลี่เชียน เนิ่นนานถึงค่อยพูดว่า “เจ้าจากเมืองหลวงไปสิบปี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยเหวิน เจ้ารู้ละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร” เขายังไม่สนใจเรื่องเสนอชื่อเซี่ยเหวินให้รับตำแหน่งแม่ทัพซ้าย สนใจน้องสาวที่ความคิดความอ่านไม่เหมือนหญิงสาวที่ถูกปิดกั้นเรื่องทางโลก ใช้ชีวิตอยู่ในอารามห่างไกล ต







