LOGINนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่จ้าวลี่เชียนฝันร้าย เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังท่ามกลางความมืด ต่อมาภายในห้องสว่างขึ้นเมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาจุดเชิงเทียน
“คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงกรีดร้อง” เสี่ยวจูเดินมาหยุดหน้าเตียง มองใบหน้าชุ่มโชกเหงื่อของคุณหนู
จ้าวลี่เชียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าใต้หมอนขึ้นมาซับเหงื่อ ปรับลมหายใจพลางสะกดความตื่นตระหนก “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว”
ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเสี่ยวจู เหตุใดคุณหนูของนางถึงฝันร้ายติดต่อกัน ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีเลย “คุณหนูฝันว่าอะไรเจ้าคะ ครั้งนี้เล่าให้บ่าวฟังได้หรือไม่”
ความอึดอัดไม่สบายใจส่งผลให้จ้าวลี่เชียนอยากระบายด้วยการเล่าให้เสี่ยวจูฟัง “ข้าฝันว่าตนเองถูกจับขึงกับเสาเหล็กในห้องมืดมิด ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากการทรมาน ตรงหน้ามีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งซึ่งข้าเห็นหน้าไม่ชัด ในมือของนางถือมีดเล่มหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างกระชากเส้นผมข้าให้เงยหน้าขึ้น นางกรีดมีดลงบนใบหน้าข้าอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกเสียงดังว่านางเกลียดข้า เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน ต้องการให้ข้าหายไปจากโลกใบนี้ นางยังพูดอีกว่าวันแต่งงานของนางกับบุรุษที่ข้ารักที่สุดจะเป็นวันตายของข้า นางจะทำให้ข้าได้เห็นว่านางกับเขามีความสุขมากเพียงใด สำหรับเขา นางต่างหากที่เป็นสตรีอันเป็นที่รัก ไม่ใช่หมากที่ถูกหลอกใช้อย่างข้า นางทำลายใบหน้าของข้าจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์ กระนั้นความเจ็บที่รู้สึกกลับน้อยกว่าหัวใจ”
เล่ามาถึงตรงนี้ ร่างกายจ้าวลี่เชียนสั่นเทา ไม่ใช่หวาดกลัว แต่เป็นโกรธ เกลียด เคียดแค้น อยากทวงความเป็นธรรมให้กับตนเองในฝัน
เสี่ยวจูเข้าใจภาษากายของจ้าวลี่เชียนไปในทางตรงกันข้าม จึงนั่งลงตรงขอบเตียงแล้วยื่นมือไปกุมมือขาวเนียน ปลอบไม่ให้อีกฝ่ายกลัว “ความฝันก็คือความฝันเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าได้คิดมากหรือกลัวในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ใช่ว่าใครอยากทำร้ายก็ลงมือทำร้ายได้เลย คุณหนูนอนต่อนะเจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าจะได้ตื่นไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าด้วยใบหน้าสดใส”
จ้าวลี่เชียนยอมนอนต่อตามที่เสี่ยวจูพูด ทว่าในใจยังคงสับสนว้าวุ่น ตอนอยู่อารามไป๋อวิ๋นอย่าว่าแต่ฝันร้าย ฝันธรรมดานางยังไม่เคยฝัน หัวแตะหมอนหลับยาวจนถึงเช้า ไม่เคยรู้สึกร้อนรุ่มอึดอัดเช่นนี้มาก่อน
ครั้งก่อนทะเลเพลิง ครั้งนี้ถูกกรีดหน้า ครั้งหน้าข้าจะฝันอะไรอีก
รุ่งเช้า จ้าวลี่เชียนตื่นขึ้นมาล้างหน้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สำหรับไปคารวะผู้เป็นย่าที่เรือน
“เชียนเอ๋อร์คารวะท่านย่า ท่านแม่”
บนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน หญิงชราวัยหกสิบนั่งแย้มยิ้มมีความสุขกับการได้เห็นหลานสาวอีกครั้ง เดิมนางคิดว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว “มา...” กวักมือเรียก “มานั่งข้างย่า”
จ้าวลี่เชียนส่งยิ้มให้มารดาก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างท่านย่า
มารดาของนางเป็นบุตรสาวคนเล็กของนายท่านเซียว คหบดีผู้ร่ำรวยที่สุดของแคว้นเหลียง บ้านเดิมอยู่ที่ชายแดนทางเหนือ พบรักกับบิดาตอนอีกฝ่ายไปประจำการอยู่ที่นั่น
แม้สกุลเซียวจะไม่ใช่ชนชั้นสูง ลูกหลานไม่มีใครรับราชการเป็นขุนนาง สกุลจ้าวกลับไม่รังเกียจ ยินดีเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้บุตรชายแต่งบุตรสาวพ่อค้าเป็นภรรยาเอก ผูกพันรักใคร่ สามีภรรยาเดียวจวบจนบัดนี้
มือเหี่ยวย่นกอบกุมมือหลานสาว “เป็นอย่างไรบ้าง คุ้นเคยกับเรือนที่จากไปเมื่อสิบปีก่อนหรือยัง”
“ท่านย่ากับท่านแม่ให้คนดูแลที่นั่นอย่างดี ไม่มีจุดใดเปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย หลานย่อมคุ้นเคยเหมือนเมื่อสิบปีก่อน”
“ได้ยินอย่างนี้ย่าก็วางใจ ต้องการอะไรบอกย่า ย่าจะหามาชดเชยให้หลานทุกอย่าง”
จ้าวลี่เชียนเข้าใจว่าการต้องไปอยู่ที่อื่นของตนเอง กับทุกคนในสกุลจ้าวคือการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อลูกหลาน แต่ในเมื่อนางเต็มใจ ก็ไม่มีเหตุผลให้ใครต้องมาชดเชยให้ทั้งนั้น “หลานมีท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ ไม่ต้องการอย่างอื่นอีก”
ฮูหยินผู้เฒ่าสะท้อนใจ หลานสาวรู้ความถึงเพียงนี้ เหตุใดสวรรค์ต้องพรากนางไปจากสกุลจ้าวด้วย
เซียวซื่อ*สังเกตเห็นว่าขอบตาแม่สามีแดง จึงหาเรื่องมาดึงความสนใจก่อนอีกฝ่ายจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าหลานสาว ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ไยต้องเสียน้ำตากันด้วย
“เชียนเอ๋อร์ อีกเจ็ดวันฮองเฮาจะทรงจัดงานเลี้ยงบุปผาที่ตำหนักคุนหนิง ตอนขันทีมาส่งเทียบเชิญได้ถ่ายทอดพระเสาวนีย์ของฮองเฮาว่ามีพระประสงค์ให้ลูกไปร่วมงานด้วย ประเดี๋ยวแม่จะให้ช่างตัดเย็บประจำสกุลมาวัดตัวเจ้า เข้าวังครั้งแรกต้องสวมใส่ชุดให้เหมาะสม สกุลจ้าวจะได้ไม่ขายหน้า”
“งานเลี้ยงบุปผา” แววตาจ้าวลี่เชียนแสดงความสงสัย “ลูกเพิ่งกลับเมืองหลวง มีแค่คนในครอบครัวที่ทราบ ไฉนฮองเฮาถึงมีพระประสงค์ให้ลูกไปร่วมงานได้เล่า”
“อาจทรงทราบจากรัชทายาทหรือไม่ก็องค์ชายเจ็ด ตอนเจ้าไปทักทายบิดากับพี่ชายได้เจอทั้งสองพระองค์มิใช่หรือ”
ริมฝีปากจ้าวลี่เชียนเม้มเป็นเส้นตรง ขบคิดถึงจุดประสงค์การเชื้อเชิญของฮองเฮา แต่ไหนแต่ไรจิตใจคนในวังยากแท้หยั่งถึง ไม่เคยทำเรื่องไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์จึงกำชับนางอยู่เสมอว่าไม่จำเป็นอย่าเข้าไปพัวพันกับเรื่องหรือคนในวัง หาไม่แล้วชีวิตอาจต้องพบเจอความเดือดร้อน
“ท่านแม่ ลูกไม่ไปได้หรือไม่ ท่านน่าจะทราบว่าลูกไม่ชอบงานสังสรรค์เหล่านี้ตั้งแต่เด็ก ยิ่งในวังเต็มไปด้วยกฎระเบียบลูกยิ่งอึดอัดไม่อยากไป เกิดวางตัวไม่เหมาะสมจนกระทบชื่อเสียงวงศ์สกุลจะทำเช่นไร”
เซียวซื่อไม่ได้อยากบังคับบุตรสาว ทว่าเรื่องบางเรื่องอยากเลี่ยงก็ใช่จะเลี่ยงได้ “พระเสาวนีย์ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราขัดขืนได้ หากเป็นไปได้แม่ก็ไม่อยากให้เจ้าพบเจอความลำบากใจเหมือนแม่ กดดันทุกครั้งเวลาต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงของชนชั้นสูง”
ประกายตาจ้าวลี่เชียนวูบไหว ลืมไปได้อย่างไรว่ามารดาไม่ได้มาจากสกุลชั้นสูง ถึงร่ำรวยมีเงินทอง แต่ในสายตาคนระดับสูง พ่อค้าวาณิชก็ยังจัดเป็นคนชั้นล่างอยู่ดี แต่งให้สามีมากอำนาจก็มิอาจเปลี่ยนแปลงชาติกำเนิดให้สูงขึ้นตามได้
แม้รู้ว่าการเข้าร่วมงานเลี้ยงแต่ละครั้งต้องพบเจอการดูถูกเหยียดหยามไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มารดาของนางก็ไม่เคยหลบเลี่ยงปฏิเสธเทียบเชิญ
“ลูกจะไปกับท่านแม่เจ้าค่ะ” ถึงเวลาแล้วที่บุตรสาวอย่างนางต้องเคียงข้างมารดา ไม่ให้ท่านรับมือกับพวกแบ่งชนชั้นฐานะตามลำพัง นางไม่ได้กลับมาอยู่เมืองหลวงถาวร เมื่อท่านอาจารย์เรียกตัวก็ต้องกลับอารามไป๋อวิ๋น งานรื่นเริงครั้งนี้ถือเสียว่าไปเปิดหูเปิดตา ไปชมความครึกครื้นที่อารามไป๋อวิ๋นไม่มี
“เจ้าว่าอะไรนะ” เซียวซื่อถามเมื่อไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกหรือไม่
“ลูกจะไปร่วมงานเลี้ยงบุปผากับท่านแม่เจ้าค่ะ” ยิ้มแสดงให้มารดาเห็นว่านางเต็มใจไม่ได้ฝืนใจ
“เหตุใดถึงเปลี่ยนใจเล่า” ประหลาดใจเนื่องจากตนเองยังไม่ทันได้พูดเกลี้ยกล่อมเลย แต่พอคิดไปคิดมา นิสัยบุตรสาวก็เป็นเช่นนี้ เชื่อฟังและคล้อยตามบิดามารดาตั้งแต่เด็ก น้อยครั้งที่จะเอาแต่ใจ
“ลูกยอมไปก็ดีแล้วมิใช่หรือ ไฉนลูกสะใภ้ต้องถามหาเหตุผลให้มากความ” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดอย่างอ่อนโยน ตบหลังมือหลานสาว “เชียนเอ๋อร์เป็นเด็กดี ไม่เคยสร้างเรื่องหรือทำให้คนในครอบครัวต้องลำบากใจ ประเดี๋ยวย่าจะให้ซุนหมัวมัวหาผ้าที่ดีที่สุด งามที่สุด ตัดเย็บชุดให้เจ้า หลานย่าจะต้องโดดเด่นและเป็นที่ชื่นชมของทุกคนในงาน”
จ้าวลี่เชียนลุกขึ้นยืน ยอบกายขอบคุณผู้เป็นย่า “ขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ หลานจะไม่ทำให้สกุลจ้าวต้องอับอายขายหน้าแน่นอน”
เซียวซื่อลุกขึ้นเช่นกัน “ท่านแม่วางใจ ลูกสะใภ้จะตั้งใจสอนมารยาทตอนอยู่ในวังให้เชียนเอ๋อร์ ไม่ให้เบื้องบนหรือใครมาตำหนินางหรือสกุลจ้าวของพวกเราได้”
สายตาฮูหยินผู้เฒ่ายามมองลูกสะใภ้ทั้งอบอุ่นและเปี่ยมเมตตา “ยี่สิบกว่าปีที่เจ้าแต่งเข้าสกุลจ้าว มีช่วงเวลาใดบ้างที่ข้าไม่วางใจ ลำบากเจ้าแล้วลูกสะใภ้ เพราะมีเจ้า แม่สามีแก่ ๆ อย่างข้าถึงได้มีชีวิตบั้นปลายสุขสงบ ลูกกับลูกสะใภ้กตัญญู หลานชายหลานสาวเป็นเด็กดีรู้ความ จะมีฮูหยินผู้เฒ่าบ้านใดมีความสุขเท่าข้าอีก”
“ได้แต่งเข้าสกุลจ้าว ได้ความรักจากสามี ได้ทำหน้าที่นายหญิงดูแลจวน ได้ให้กำเนิดบุตรชายบุตรสาว สำหรับลูกสะใภ้ไม่ใช่ความลำบากแต่เป็นความโชคดีเจ้าค่ะ”
จ้าวลี่เชียนอยากมีส่วนร่วม จึงพูดว่า “ได้เกิดเป็นลูกหลานสกุลจ้าวคือโชคดีของเชียนเอ๋อร์เหมือนกันเจ้าค่ะ”
เสียงหัวเราะของสตรีต่างวัยทั้งสามคนดังมาถึงนอกห้อง ส่งผลให้จ้าวเจิ้งกับจ้าวหลิงเซียวที่ตามมาสมทบหลังกลับจากประชุมเช้าที่ท้องพระโรงต้องเร่งฝีเท้าเข้าไปด้านใน
ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าถึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง
* ซื่อ ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่าซื่อ (แปลว่านามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี
จ้าวลี่เชียนดึงความคิดของตนเองกลับมา ฟังจากคำพูดของเด็กหนุ่ม เป็นอันแน่ชัดว่าคือขอทานคนนั้น “จำได้สิ เจ้าเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำไม่ได้” “ต้องขอบคุณคุณชายหนานที่เมตตา อาซิ่นจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น” จ้าวลี่เชียนเหลือบมองหนานไห่ ครั้นเก็บสายตากลับมาจึงพูดกับอาซิ่นว่า “น้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สายตาของอาซิ่นที่มองจ้าวลี่เชียนเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน “เพราะคุณหนู น้องสาวของอาซิ่นจึงรอดพ้นจากความตาย เวลานี้หายดีแล้วขอรับ” “เป็นเรื่องดี วันหน้าต้องการความช่วยเหลือไปหาข้าที่จวนได้” “ในเมื่อคุณหนูจ้าวมีใจอยากช่วย มิสู้ให้เขาติดตามรับใช้ ร่างกายอาซิ่นเหมาะต่อการฝึกยุทธ์ ข้าจึงให้ซุนซือสอนการต่อสู้ให้เขา เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ฝีมืออาจไม่เก่งกาจเท่าคนที่ตั้งใจฝึกฝนตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อว่าสามารถดูแลปกป้องคุณหนูได้ ช่วยทำงานหรือสืบข่าวในสถานที่ที่องครักษ์หญิงของคุณหนูไม่สะดวกเข้าไปได้ เก็บความลับได้ดีกว่าด้วย เขาเป็นคนขยัน วันหน้าความสามารถยังพัฒนาได้อีกไกล” “นี่คือของขวัญที่คุณชายหนานอยากมอบให้ข้า?” จ้าวลี่เชีย
จ้าวลี่เชียนลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนของจวนแม่ทัพใหญ่ บิดามารดาเรียกนางไปพบ สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนนางถึงหมดสติที่ตำหนักบูรพา นางไม่ตอบเรื่องนี้ บิดามารดาของนางก็ไม่บังคับ เปลี่ยนไปพูดเรื่องสำคัญ นั่นคือฮองเฮาอยากสู่ขอนางให้รัชทายาท บิดาไม่ได้ให้คำตอบในตอนนั้น บอกเพียงต้องการถามความเห็นของนางก่อน ฮ่องเต้ให้การสนับสนุน ตรัสว่าไม่รีบร้อน สกุลจ้าวสามารถขบคิดนานเท่าไรก็ได้ คนไม่รู้คงคิดว่าพระองค์มีเมตตา ไม่บีบบังคับคนให้ทำเรื่องไม่เต็มใจ ส่วนคนที่รู้ว่าลูกสะใภ้ที่ฮ่องเต้หมายตาไว้มานานคือหลี่ม่านโถว ย่อมมองออกถึงการถ่วงเวลา เพื่อที่ระหว่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง นางเจอหลี่ม่านโถวในวัง คาดว่าคงเป็นการจัดการของฮ่องเต้ สร้างโอกาสให้หลี่ม่านโถวเอาชนะใจหวังเทียนซวี่ จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย ในเมื่อฮ่องเต้ให้เวลาขบคิด นางก็จะขบคิดนาน ๆ นานจนราชวงศ์หวังล่มสลาย ถึงเวลามีเรื่องพลิกฟ้าคว่ำดิน ใครจะยังมาสนใจเรื่องเสื่อมเสียของนางอีก วันเวลาผ่านไปอย่างสงบเงียบ บิดามารดาไม่เอ่ยเรื่องแต่งงาน นางก็หลีกเลี่ยงไม่พูดถึง หวังเทียนซวี่หายตัวไม่ได้
หวังเทียนซวี่วางจ้าวลี่เชียนบนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ถอดถุงเท้าของนางเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง จ้าวลี่เชียนรีบชักเท้าหลบ “สตรีไม่ควรเผยเท้าให้บุรุษที่มิใช่สามี” ดึงถุงเท้าที่เพิ่งถอดออกได้ครึ่งเดียวกลับ “ข้าต้องรับผิดชอบที่ล่วงเกินเจ้าอยู่แล้ว จะเห็นเท้าของเจ้าก่อนแต่งก็ไม่เป็นไรหรอก” จับเท้าของนางวางบนตัก เตรียมถอดถุงเท้าอีกครั้ง “หม่อมฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบจากรัชทายาท หยุดทำเรื่องไม่สำรวมได้แล้วเพคะ” ปัดมือที่จับถุงเท้าของตนเองทิ้ง “รบกวนรัชทายาทให้นางกำนัลหรือขันทีก็ได้พาหม่อมฉันไปส่งที่รถม้า หม่อมฉันจะไปรอบิดาที่นั่น” ถึงจะรู้ว่าจ้าวลี่เชียนต้องปฏิเสธความรับผิดชอบของเขา แต่ในใจหวังเทียนซวี่ก็ยังรู้สึกหน่วงและผิดหวังอยู่ดี “การแต่งงานของบุตรเป็นบิดามารดาที่ตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” จ้าวลี่เชียนแค่นหัวเราะ “สกุลอื่นอาจเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่สกุลจ้าวของหม่อมฉัน ความสุขทั้งชีวิตของลูก อย่างไรบิดามารดาก็ต้องถามความเห็น ซึ่งคำตอบของหม่อมฉันคือไม่ยินยอม” หวังเทียนซวี่สะกดความเสียใจ ระยะนี้
จังหวะที่หลี่ม่านโถวกำลังเดินผ่าน จ้าวลี่เชียนคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ นัยน์ตาแดงฉานดุจปีศาจคลั่ง ยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันสองคน “คุณหนูหลี่รักษาตัวด้วย หมากกระดานนี้ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าที่สิ้นลม ดังนั้นข้าจะไม่ออมมือ” ร่างกายหลี่ม่านโถวสั่นสะท้าน ทั้งกลัวและโกรธ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครข่มขู่นางเช่นนี้มาก่อน สะบัดมือจ้าวลี่เชียนออก กดเสียงต่ำพูดว่า “อย่าทำตัวอวดเก่งจองหองให้มากนัก ข้าไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดี หมากกระดานนี้ไม่เจ้าตายก็ข้าม้วยเช่นกัน” “เชิญคุณหนูจ้าวนั่ง” หวังเทียนซวี่พูดเมื่อหลี่ม่านโถวจากไปแล้ว เรื่องที่หญิงสาวทั้งสองกระซิบกระซาบกันเขาไม่สนใจ ความสนใจของเขาเวลานี้คืออยากพูดคุยกับจ้าวลี่เชียน จ้าวลี่เชียนเก็บสายตามาจากแผ่นหลังหลี่ม่านโถว เชื่อว่าอีกไม่นานศัตรูอันดับหนึ่งของนางคนนี้จะต้องมีความเคลื่อนไหว “ขอบพระทัยรัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้คิดจะรั้งอยู่นาน ยืนเช่นนี้สะดวกกว่า” เรียกอู๋กงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกหอเก๋งเข้ามา เนื่องจากเขาอาสาถือของขวัญที่นางจะมอบให้หวังเทียนซ
รถม้าเคลื่อนตัวผ่านประตูวังหลวง จ้าวเจิ้งกับจ้าวลี่เชียนลงจากรถม้า ขันทีคนหนึ่งซึ่งมายืนรอสองพ่อลูกนานแล้วคารวะทักทาย “แม่ทัพใหญ่ คุณหนูจ้าว” จ้าวเจิ้งรู้จักขันทีคนนี้ จึงทักทายกลับ “อู๋กงกง ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่รับใช้ฮองเฮาที่ตำหนักคุนหนิง” อู๋กงกงยิ้มเป็นมิตร “ฮองเฮาทรงทราบว่าวันนี้แม่ทัพใหญ่จะพาบุตรสาวมาขอบคุณรัชทายาท จึงส่งบ่าวมาต้อนรับและนำทาง” “อันที่จริงข้ารู้เส้นทางไปตำหนักบูรพา ไม่จำเป็นต้องรบกวนอู๋กงกงนำทางเลย” “แม่ทัพใหญ่รู้ แต่คุณหนูจ้าวไม่รู้ ฝ่าบาทกับฮองเฮามีเรื่องอยากปรึกษาพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่ เชิญแม่ทัพใหญ่ที่ห้องทรงพระอักษร ส่วนคุณหนูจ้าวบ่าวจะพาไปพบรัชทายาทเอง” จ้าวเจิ้งมองจ้าวลี่เชียน “เชียนเอ๋อร์ไปพบรัชทายาทคนเดียวได้หรือไม่” ถามอย่างห่วงใย กลัวนางประหม่าวางตัวไม่ถูกยามอยู่ในอาณาเขตวังหลวง อดีตองค์หญิงอย่างจ้าวลี่เชียนหรือจะประหม่า ยิ้มตอบบิดา “ได้เจ้าค่ะ” ไม่มีบิดาไปด้วย นางก็ไม่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้หวังเทียนซวี่ รีบขอบคุณรีบกลับออกมา “รบกวนอู๋กงกงแล้ว”
“ข้าเป็นสตรีไม่ควรยุ่งเรื่องในราชสำนัก แต่ก็อยากลองออกความเห็นดู พี่ชายคิดว่าพี่เหวินเป็นอย่างไร เขาเป็นบุตรชายของท่านลุงเซี่ย แม่ทัพรักษาการณ์เมืองหลวง ติดตามบิดาดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกเมืองตั้งแต่ยังเยาว์ ความสามารถไม่ต้องพูดถึง เทียบเคียงบิดาผู้ให้กำเนิดได้สบาย สำคัญสุดคือเขาเคยช่วยฝ่าบาทจากการลอบปลงพระชนม์เมื่อห้าปีก่อน หากมีคนเสนอชื่อของเขา บางทีฮ่องเต้อาจระลึกถึงความดีความชอบครั้งใหญ่ในตอนนั้น แต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพซ้าย เขาไม่ใช่คนในสังกัดกองทัพสกุลจ้าว ฝ่าบาทคงไม่คลางแคลงพระทัย ท่านกับพี่หญิงหว่านรักใคร่ชอบพอกัน วันใดวันหนึ่งตกลงปลงใจ ท่านก็คือน้องเขยของเขา เขาย่อมไม่ถูกเจิ้งกั๋วกงซื้อตัวไปเป็นสมัครพรรคพวก” ดวงตาจ้าวหลิงเซียวลุ่มลึกยามจับจ้องใบหน้าจ้าวลี่เชียน เนิ่นนานถึงค่อยพูดว่า “เจ้าจากเมืองหลวงไปสิบปี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยเหวิน เจ้ารู้ละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร” เขายังไม่สนใจเรื่องเสนอชื่อเซี่ยเหวินให้รับตำแหน่งแม่ทัพซ้าย สนใจน้องสาวที่ความคิดความอ่านไม่เหมือนหญิงสาวที่ถูกปิดกั้นเรื่องทางโลก ใช้ชีวิตอยู่ในอารามห่างไกล ต







