แชร์

เทียบเชิญ

ผู้เขียน: ไป๋ลี่เซียน
last update วันที่เผยแพร่: 2026-09-12 12:29:26

นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่จ้าวลี่เชียนฝันร้าย เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังท่ามกลางความมืด ต่อมาภายในห้องสว่างขึ้นเมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาจุดเชิงเทียน

            “คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงกรีดร้อง” เสี่ยวจูเดินมาหยุดหน้าเตียง มองใบหน้าชุ่มโชกเหงื่อของคุณหนู

            จ้าวลี่เชียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าใต้หมอนขึ้นมาซับเหงื่อ ปรับลมหายใจพลางสะกดความตื่นตระหนก “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว”

            ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเสี่ยวจู เหตุใดคุณหนูของนางถึงฝันร้ายติดต่อกัน ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีเลย “คุณหนูฝันว่าอะไรเจ้าคะ ครั้งนี้เล่าให้บ่าวฟังได้หรือไม่”

            ความอึดอัดไม่สบายใจส่งผลให้จ้าวลี่เชียนอยากระบายด้วยการเล่าให้เสี่ยวจูฟัง “ข้าฝันว่าตนเองถูกจับขึงกับเสาเหล็กในห้องมืดมิด ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากการทรมาน ตรงหน้ามีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งซึ่งข้าเห็นหน้าไม่ชัด ในมือของนางถือมีดเล่มหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างกระชากเส้นผมข้าให้เงยหน้าขึ้น นางกรีดมีดลงบนใบหน้าข้าอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกเสียงดังว่านางเกลียดข้า เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน ต้องการให้ข้าหายไปจากโลกใบนี้ นางยังพูดอีกว่าวันแต่งงานของนางกับบุรุษที่ข้ารักที่สุดจะเป็นวันตายของข้า นางจะทำให้ข้าได้เห็นว่านางกับเขามีความสุขมากเพียงใด สำหรับเขา นางต่างหากที่เป็นสตรีอันเป็นที่รัก ไม่ใช่หมากที่ถูกหลอกใช้อย่างข้า นางทำลายใบหน้าของข้าจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์ กระนั้นความเจ็บที่รู้สึกกลับน้อยกว่าหัวใจ”

            เล่ามาถึงตรงนี้ ร่างกายจ้าวลี่เชียนสั่นเทา ไม่ใช่หวาดกลัว แต่เป็นโกรธ เกลียด เคียดแค้น อยากทวงความเป็นธรรมให้กับตนเองในฝัน

            เสี่ยวจูเข้าใจภาษากายของจ้าวลี่เชียนไปในทางตรงกันข้าม จึงนั่งลงตรงขอบเตียงแล้วยื่นมือไปกุมมือขาวเนียน ปลอบไม่ให้อีกฝ่ายกลัว “ความฝันก็คือความฝันเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าได้คิดมากหรือกลัวในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ใช่ว่าใครอยากทำร้ายก็ลงมือทำร้ายได้เลย คุณหนูนอนต่อนะเจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าจะได้ตื่นไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าด้วยใบหน้าสดใส”

            จ้าวลี่เชียนยอมนอนต่อตามที่เสี่ยวจูพูด ทว่าในใจยังคงสับสนว้าวุ่น ตอนอยู่อารามไป๋อวิ๋นอย่าว่าแต่ฝันร้าย ฝันธรรมดานางยังไม่เคยฝัน หัวแตะหมอนหลับยาวจนถึงเช้า ไม่เคยรู้สึกร้อนรุ่มอึดอัดเช่นนี้มาก่อน

            ครั้งก่อนทะเลเพลิง ครั้งนี้ถูกกรีดหน้า ครั้งหน้าข้าจะฝันอะไรอีก

            รุ่งเช้า จ้าวลี่เชียนตื่นขึ้นมาล้างหน้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สำหรับไปคารวะผู้เป็นย่าที่เรือน

            “เชียนเอ๋อร์คารวะท่านย่า ท่านแม่”

            บนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน หญิงชราวัยหกสิบนั่งแย้มยิ้มมีความสุขกับการได้เห็นหลานสาวอีกครั้ง เดิมนางคิดว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว “มา...” กวักมือเรียก “มานั่งข้างย่า”

            จ้าวลี่เชียนส่งยิ้มให้มารดาก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างท่านย่า

            มารดาของนางเป็นบุตรสาวคนเล็กของนายท่านเซียว คหบดีผู้ร่ำรวยที่สุดของแคว้นเหลียง บ้านเดิมอยู่ที่ชายแดนทางเหนือ พบรักกับบิดาตอนอีกฝ่ายไปประจำการอยู่ที่นั่น

            แม้สกุลเซียวจะไม่ใช่ชนชั้นสูง ลูกหลานไม่มีใครรับราชการเป็นขุนนาง สกุลจ้าวกลับไม่รังเกียจ ยินดีเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้บุตรชายแต่งบุตรสาวพ่อค้าเป็นภรรยาเอก ผูกพันรักใคร่ สามีภรรยาเดียวจวบจนบัดนี้

            มือเหี่ยวย่นกอบกุมมือหลานสาว “เป็นอย่างไรบ้าง คุ้นเคยกับเรือนที่จากไปเมื่อสิบปีก่อนหรือยัง”

            “ท่านย่ากับท่านแม่ให้คนดูแลที่นั่นอย่างดี ไม่มีจุดใดเปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย หลานย่อมคุ้นเคยเหมือนเมื่อสิบปีก่อน”

            “ได้ยินอย่างนี้ย่าก็วางใจ ต้องการอะไรบอกย่า ย่าจะหามาชดเชยให้หลานทุกอย่าง”

            จ้าวลี่เชียนเข้าใจว่าการต้องไปอยู่ที่อื่นของตนเอง กับทุกคนในสกุลจ้าวคือการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อลูกหลาน แต่ในเมื่อนางเต็มใจ ก็ไม่มีเหตุผลให้ใครต้องมาชดเชยให้ทั้งนั้น “หลานมีท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ ไม่ต้องการอย่างอื่นอีก”

            ฮูหยินผู้เฒ่าสะท้อนใจ หลานสาวรู้ความถึงเพียงนี้ เหตุใดสวรรค์ต้องพรากนางไปจากสกุลจ้าวด้วย

            เซียวซื่อ*สังเกตเห็นว่าขอบตาแม่สามีแดง จึงหาเรื่องมาดึงความสนใจก่อนอีกฝ่ายจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าหลานสาว ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ไยต้องเสียน้ำตากันด้วย

            “เชียนเอ๋อร์ อีกเจ็ดวันฮองเฮาจะทรงจัดงานเลี้ยงบุปผาที่ตำหนักคุนหนิง ตอนขันทีมาส่งเทียบเชิญได้ถ่ายทอดพระเสาวนีย์ของฮองเฮาว่ามีพระประสงค์ให้ลูกไปร่วมงานด้วย ประเดี๋ยวแม่จะให้ช่างตัดเย็บประจำสกุลมาวัดตัวเจ้า เข้าวังครั้งแรกต้องสวมใส่ชุดให้เหมาะสม สกุลจ้าวจะได้ไม่ขายหน้า”

            “งานเลี้ยงบุปผา” แววตาจ้าวลี่เชียนแสดงความสงสัย “ลูกเพิ่งกลับเมืองหลวง มีแค่คนในครอบครัวที่ทราบ ไฉนฮองเฮาถึงมีพระประสงค์ให้ลูกไปร่วมงานได้เล่า”

            “อาจทรงทราบจากรัชทายาทหรือไม่ก็องค์ชายเจ็ด ตอนเจ้าไปทักทายบิดากับพี่ชายได้เจอทั้งสองพระองค์มิใช่หรือ”

            ริมฝีปากจ้าวลี่เชียนเม้มเป็นเส้นตรง ขบคิดถึงจุดประสงค์การเชื้อเชิญของฮองเฮา แต่ไหนแต่ไรจิตใจคนในวังยากแท้หยั่งถึง ไม่เคยทำเรื่องไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์จึงกำชับนางอยู่เสมอว่าไม่จำเป็นอย่าเข้าไปพัวพันกับเรื่องหรือคนในวัง หาไม่แล้วชีวิตอาจต้องพบเจอความเดือดร้อน

            “ท่านแม่ ลูกไม่ไปได้หรือไม่ ท่านน่าจะทราบว่าลูกไม่ชอบงานสังสรรค์เหล่านี้ตั้งแต่เด็ก ยิ่งในวังเต็มไปด้วยกฎระเบียบลูกยิ่งอึดอัดไม่อยากไป เกิดวางตัวไม่เหมาะสมจนกระทบชื่อเสียงวงศ์สกุลจะทำเช่นไร”

            เซียวซื่อไม่ได้อยากบังคับบุตรสาว ทว่าเรื่องบางเรื่องอยากเลี่ยงก็ใช่จะเลี่ยงได้ “พระเสาวนีย์ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราขัดขืนได้ หากเป็นไปได้แม่ก็ไม่อยากให้เจ้าพบเจอความลำบากใจเหมือนแม่ กดดันทุกครั้งเวลาต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงของชนชั้นสูง”

            ประกายตาจ้าวลี่เชียนวูบไหว ลืมไปได้อย่างไรว่ามารดาไม่ได้มาจากสกุลชั้นสูง ถึงร่ำรวยมีเงินทอง แต่ในสายตาคนระดับสูง พ่อค้าวาณิชก็ยังจัดเป็นคนชั้นล่างอยู่ดี แต่งให้สามีมากอำนาจก็มิอาจเปลี่ยนแปลงชาติกำเนิดให้สูงขึ้นตามได้

            แม้รู้ว่าการเข้าร่วมงานเลี้ยงแต่ละครั้งต้องพบเจอการดูถูกเหยียดหยามไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มารดาของนางก็ไม่เคยหลบเลี่ยงปฏิเสธเทียบเชิญ

            “ลูกจะไปกับท่านแม่เจ้าค่ะ” ถึงเวลาแล้วที่บุตรสาวอย่างนางต้องเคียงข้างมารดา ไม่ให้ท่านรับมือกับพวกแบ่งชนชั้นฐานะตามลำพัง นางไม่ได้กลับมาอยู่เมืองหลวงถาวร เมื่อท่านอาจารย์เรียกตัวก็ต้องกลับอารามไป๋อวิ๋น งานรื่นเริงครั้งนี้ถือเสียว่าไปเปิดหูเปิดตา ไปชมความครึกครื้นที่อารามไป๋อวิ๋นไม่มี

            “เจ้าว่าอะไรนะ” เซียวซื่อถามเมื่อไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกหรือไม่

            “ลูกจะไปร่วมงานเลี้ยงบุปผากับท่านแม่เจ้าค่ะ” ยิ้มแสดงให้มารดาเห็นว่านางเต็มใจไม่ได้ฝืนใจ

            “เหตุใดถึงเปลี่ยนใจเล่า” ประหลาดใจเนื่องจากตนเองยังไม่ทันได้พูดเกลี้ยกล่อมเลย แต่พอคิดไปคิดมา นิสัยบุตรสาวก็เป็นเช่นนี้ เชื่อฟังและคล้อยตามบิดามารดาตั้งแต่เด็ก น้อยครั้งที่จะเอาแต่ใจ

            “ลูกยอมไปก็ดีแล้วมิใช่หรือ ไฉนลูกสะใภ้ต้องถามหาเหตุผลให้มากความ” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดอย่างอ่อนโยน ตบหลังมือหลานสาว “เชียนเอ๋อร์เป็นเด็กดี ไม่เคยสร้างเรื่องหรือทำให้คนในครอบครัวต้องลำบากใจ ประเดี๋ยวย่าจะให้ซุนหมัวมัวหาผ้าที่ดีที่สุด งามที่สุด ตัดเย็บชุดให้เจ้า หลานย่าจะต้องโดดเด่นและเป็นที่ชื่นชมของทุกคนในงาน”

            จ้าวลี่เชียนลุกขึ้นยืน ยอบกายขอบคุณผู้เป็นย่า “ขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ หลานจะไม่ทำให้สกุลจ้าวต้องอับอายขายหน้าแน่นอน”

            เซียวซื่อลุกขึ้นเช่นกัน “ท่านแม่วางใจ ลูกสะใภ้จะตั้งใจสอนมารยาทตอนอยู่ในวังให้เชียนเอ๋อร์ ไม่ให้เบื้องบนหรือใครมาตำหนินางหรือสกุลจ้าวของพวกเราได้”

            สายตาฮูหยินผู้เฒ่ายามมองลูกสะใภ้ทั้งอบอุ่นและเปี่ยมเมตตา “ยี่สิบกว่าปีที่เจ้าแต่งเข้าสกุลจ้าว มีช่วงเวลาใดบ้างที่ข้าไม่วางใจ ลำบากเจ้าแล้วลูกสะใภ้ เพราะมีเจ้า แม่สามีแก่ ๆ อย่างข้าถึงได้มีชีวิตบั้นปลายสุขสงบ ลูกกับลูกสะใภ้กตัญญู หลานชายหลานสาวเป็นเด็กดีรู้ความ จะมีฮูหยินผู้เฒ่าบ้านใดมีความสุขเท่าข้าอีก”

            “ได้แต่งเข้าสกุลจ้าว ได้ความรักจากสามี ได้ทำหน้าที่นายหญิงดูแลจวน ได้ให้กำเนิดบุตรชายบุตรสาว สำหรับลูกสะใภ้ไม่ใช่ความลำบากแต่เป็นความโชคดีเจ้าค่ะ”

            จ้าวลี่เชียนอยากมีส่วนร่วม จึงพูดว่า “ได้เกิดเป็นลูกหลานสกุลจ้าวคือโชคดีของเชียนเอ๋อร์เหมือนกันเจ้าค่ะ”

            เสียงหัวเราะของสตรีต่างวัยทั้งสามคนดังมาถึงนอกห้อง ส่งผลให้จ้าวเจิ้งกับจ้าวหลิงเซียวที่ตามมาสมทบหลังกลับจากประชุมเช้าที่ท้องพระโรงต้องเร่งฝีเท้าเข้าไปด้านใน

            ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าถึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง

* ซื่อ ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่าซื่อ (แปลว่านามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • บ่วงแค้นผลาญด้ายแดง   ของขวัญ (จบ)

    จ้าวลี่เชียนดึงความคิดของตนเองกลับมา ฟังจากคำพูดของเด็กหนุ่ม เป็นอันแน่ชัดว่าคือขอทานคนนั้น “จำได้สิ เจ้าเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำไม่ได้” “ต้องขอบคุณคุณชายหนานที่เมตตา อาซิ่นจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น” จ้าวลี่เชียนเหลือบมองหนานไห่ ครั้นเก็บสายตากลับมาจึงพูดกับอาซิ่นว่า “น้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สายตาของอาซิ่นที่มองจ้าวลี่เชียนเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน “เพราะคุณหนู น้องสาวของอาซิ่นจึงรอดพ้นจากความตาย เวลานี้หายดีแล้วขอรับ” “เป็นเรื่องดี วันหน้าต้องการความช่วยเหลือไปหาข้าที่จวนได้” “ในเมื่อคุณหนูจ้าวมีใจอยากช่วย มิสู้ให้เขาติดตามรับใช้ ร่างกายอาซิ่นเหมาะต่อการฝึกยุทธ์ ข้าจึงให้ซุนซือสอนการต่อสู้ให้เขา เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ฝีมืออาจไม่เก่งกาจเท่าคนที่ตั้งใจฝึกฝนตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อว่าสามารถดูแลปกป้องคุณหนูได้ ช่วยทำงานหรือสืบข่าวในสถานที่ที่องครักษ์หญิงของคุณหนูไม่สะดวกเข้าไปได้ เก็บความลับได้ดีกว่าด้วย เขาเป็นคนขยัน วันหน้าความสามารถยังพัฒนาได้อีกไกล” “นี่คือของขวัญที่คุณชายหนานอยากมอบให้ข้า?” จ้าวลี่เชีย

  • บ่วงแค้นผลาญด้ายแดง   ของขวัญ

    จ้าวลี่เชียนลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนของจวนแม่ทัพใหญ่ บิดามารดาเรียกนางไปพบ สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนนางถึงหมดสติที่ตำหนักบูรพา นางไม่ตอบเรื่องนี้ บิดามารดาของนางก็ไม่บังคับ เปลี่ยนไปพูดเรื่องสำคัญ นั่นคือฮองเฮาอยากสู่ขอนางให้รัชทายาท บิดาไม่ได้ให้คำตอบในตอนนั้น บอกเพียงต้องการถามความเห็นของนางก่อน ฮ่องเต้ให้การสนับสนุน ตรัสว่าไม่รีบร้อน สกุลจ้าวสามารถขบคิดนานเท่าไรก็ได้ คนไม่รู้คงคิดว่าพระองค์มีเมตตา ไม่บีบบังคับคนให้ทำเรื่องไม่เต็มใจ ส่วนคนที่รู้ว่าลูกสะใภ้ที่ฮ่องเต้หมายตาไว้มานานคือหลี่ม่านโถว ย่อมมองออกถึงการถ่วงเวลา เพื่อที่ระหว่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง นางเจอหลี่ม่านโถวในวัง คาดว่าคงเป็นการจัดการของฮ่องเต้ สร้างโอกาสให้หลี่ม่านโถวเอาชนะใจหวังเทียนซวี่ จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย ในเมื่อฮ่องเต้ให้เวลาขบคิด นางก็จะขบคิดนาน ๆ นานจนราชวงศ์หวังล่มสลาย ถึงเวลามีเรื่องพลิกฟ้าคว่ำดิน ใครจะยังมาสนใจเรื่องเสื่อมเสียของนางอีก วันเวลาผ่านไปอย่างสงบเงียบ บิดามารดาไม่เอ่ยเรื่องแต่งงาน นางก็หลีกเลี่ยงไม่พูดถึง หวังเทียนซวี่หายตัวไม่ได้

  • บ่วงแค้นผลาญด้ายแดง   กลิ่นน้ำส้ม

    หวังเทียนซวี่วางจ้าวลี่เชียนบนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ถอดถุงเท้าของนางเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง จ้าวลี่เชียนรีบชักเท้าหลบ “สตรีไม่ควรเผยเท้าให้บุรุษที่มิใช่สามี” ดึงถุงเท้าที่เพิ่งถอดออกได้ครึ่งเดียวกลับ “ข้าต้องรับผิดชอบที่ล่วงเกินเจ้าอยู่แล้ว จะเห็นเท้าของเจ้าก่อนแต่งก็ไม่เป็นไรหรอก” จับเท้าของนางวางบนตัก เตรียมถอดถุงเท้าอีกครั้ง “หม่อมฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบจากรัชทายาท หยุดทำเรื่องไม่สำรวมได้แล้วเพคะ” ปัดมือที่จับถุงเท้าของตนเองทิ้ง “รบกวนรัชทายาทให้นางกำนัลหรือขันทีก็ได้พาหม่อมฉันไปส่งที่รถม้า หม่อมฉันจะไปรอบิดาที่นั่น” ถึงจะรู้ว่าจ้าวลี่เชียนต้องปฏิเสธความรับผิดชอบของเขา แต่ในใจหวังเทียนซวี่ก็ยังรู้สึกหน่วงและผิดหวังอยู่ดี “การแต่งงานของบุตรเป็นบิดามารดาที่ตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” จ้าวลี่เชียนแค่นหัวเราะ “สกุลอื่นอาจเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่สกุลจ้าวของหม่อมฉัน ความสุขทั้งชีวิตของลูก อย่างไรบิดามารดาก็ต้องถามความเห็น ซึ่งคำตอบของหม่อมฉันคือไม่ยินยอม” หวังเทียนซวี่สะกดความเสียใจ ระยะนี้

  • บ่วงแค้นผลาญด้ายแดง   ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าสิ้นลม (จบ)

    จังหวะที่หลี่ม่านโถวกำลังเดินผ่าน จ้าวลี่เชียนคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ นัยน์ตาแดงฉานดุจปีศาจคลั่ง ยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันสองคน “คุณหนูหลี่รักษาตัวด้วย หมากกระดานนี้ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าที่สิ้นลม ดังนั้นข้าจะไม่ออมมือ” ร่างกายหลี่ม่านโถวสั่นสะท้าน ทั้งกลัวและโกรธ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครข่มขู่นางเช่นนี้มาก่อน สะบัดมือจ้าวลี่เชียนออก กดเสียงต่ำพูดว่า “อย่าทำตัวอวดเก่งจองหองให้มากนัก ข้าไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดี หมากกระดานนี้ไม่เจ้าตายก็ข้าม้วยเช่นกัน” “เชิญคุณหนูจ้าวนั่ง” หวังเทียนซวี่พูดเมื่อหลี่ม่านโถวจากไปแล้ว เรื่องที่หญิงสาวทั้งสองกระซิบกระซาบกันเขาไม่สนใจ ความสนใจของเขาเวลานี้คืออยากพูดคุยกับจ้าวลี่เชียน จ้าวลี่เชียนเก็บสายตามาจากแผ่นหลังหลี่ม่านโถว เชื่อว่าอีกไม่นานศัตรูอันดับหนึ่งของนางคนนี้จะต้องมีความเคลื่อนไหว “ขอบพระทัยรัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้คิดจะรั้งอยู่นาน ยืนเช่นนี้สะดวกกว่า” เรียกอู๋กงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกหอเก๋งเข้ามา เนื่องจากเขาอาสาถือของขวัญที่นางจะมอบให้หวังเทียนซ

  • บ่วงแค้นผลาญด้ายแดง   ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าสิ้นลม

    รถม้าเคลื่อนตัวผ่านประตูวังหลวง จ้าวเจิ้งกับจ้าวลี่เชียนลงจากรถม้า ขันทีคนหนึ่งซึ่งมายืนรอสองพ่อลูกนานแล้วคารวะทักทาย “แม่ทัพใหญ่ คุณหนูจ้าว” จ้าวเจิ้งรู้จักขันทีคนนี้ จึงทักทายกลับ “อู๋กงกง ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่รับใช้ฮองเฮาที่ตำหนักคุนหนิง” อู๋กงกงยิ้มเป็นมิตร “ฮองเฮาทรงทราบว่าวันนี้แม่ทัพใหญ่จะพาบุตรสาวมาขอบคุณรัชทายาท จึงส่งบ่าวมาต้อนรับและนำทาง” “อันที่จริงข้ารู้เส้นทางไปตำหนักบูรพา ไม่จำเป็นต้องรบกวนอู๋กงกงนำทางเลย” “แม่ทัพใหญ่รู้ แต่คุณหนูจ้าวไม่รู้ ฝ่าบาทกับฮองเฮามีเรื่องอยากปรึกษาพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่ เชิญแม่ทัพใหญ่ที่ห้องทรงพระอักษร ส่วนคุณหนูจ้าวบ่าวจะพาไปพบรัชทายาทเอง” จ้าวเจิ้งมองจ้าวลี่เชียน “เชียนเอ๋อร์ไปพบรัชทายาทคนเดียวได้หรือไม่” ถามอย่างห่วงใย กลัวนางประหม่าวางตัวไม่ถูกยามอยู่ในอาณาเขตวังหลวง อดีตองค์หญิงอย่างจ้าวลี่เชียนหรือจะประหม่า ยิ้มตอบบิดา “ได้เจ้าค่ะ” ไม่มีบิดาไปด้วย นางก็ไม่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้หวังเทียนซวี่ รีบขอบคุณรีบกลับออกมา “รบกวนอู๋กงกงแล้ว”

  • บ่วงแค้นผลาญด้ายแดง   แผนการแก้แค้น (จบ)

    “ข้าเป็นสตรีไม่ควรยุ่งเรื่องในราชสำนัก แต่ก็อยากลองออกความเห็นดู พี่ชายคิดว่าพี่เหวินเป็นอย่างไร เขาเป็นบุตรชายของท่านลุงเซี่ย แม่ทัพรักษาการณ์เมืองหลวง ติดตามบิดาดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกเมืองตั้งแต่ยังเยาว์ ความสามารถไม่ต้องพูดถึง เทียบเคียงบิดาผู้ให้กำเนิดได้สบาย สำคัญสุดคือเขาเคยช่วยฝ่าบาทจากการลอบปลงพระชนม์เมื่อห้าปีก่อน หากมีคนเสนอชื่อของเขา บางทีฮ่องเต้อาจระลึกถึงความดีความชอบครั้งใหญ่ในตอนนั้น แต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพซ้าย เขาไม่ใช่คนในสังกัดกองทัพสกุลจ้าว ฝ่าบาทคงไม่คลางแคลงพระทัย ท่านกับพี่หญิงหว่านรักใคร่ชอบพอกัน วันใดวันหนึ่งตกลงปลงใจ ท่านก็คือน้องเขยของเขา เขาย่อมไม่ถูกเจิ้งกั๋วกงซื้อตัวไปเป็นสมัครพรรคพวก” ดวงตาจ้าวหลิงเซียวลุ่มลึกยามจับจ้องใบหน้าจ้าวลี่เชียน เนิ่นนานถึงค่อยพูดว่า “เจ้าจากเมืองหลวงไปสิบปี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยเหวิน เจ้ารู้ละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร” เขายังไม่สนใจเรื่องเสนอชื่อเซี่ยเหวินให้รับตำแหน่งแม่ทัพซ้าย สนใจน้องสาวที่ความคิดความอ่านไม่เหมือนหญิงสาวที่ถูกปิดกั้นเรื่องทางโลก ใช้ชีวิตอยู่ในอารามห่างไกล ต

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status