ANMELDENนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่จ้าวลี่เชียนฝันร้าย เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังท่ามกลางความมืด ต่อมาภายในห้องสว่างขึ้นเมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาจุดเชิงเทียน
“คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงกรีดร้อง” เสี่ยวจูเดินมาหยุดหน้าเตียง มองใบหน้าชุ่มโชกเหงื่อของคุณหนู
จ้าวลี่เชียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าใต้หมอนขึ้นมาซับเหงื่อ ปรับลมหายใจพลางสะกดความตื่นตระหนก “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว”
ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเสี่ยวจู เหตุใดคุณหนูของนางถึงฝันร้ายติดต่อกัน ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีเลย “คุณหนูฝันว่าอะไรเจ้าคะ ครั้งนี้เล่าให้บ่าวฟังได้หรือไม่”
ความอึดอัดไม่สบายใจส่งผลให้จ้าวลี่เชียนอยากระบายด้วยการเล่าให้เสี่ยวจูฟัง “ข้าฝันว่าตนเองถูกจับขึงกับเสาเหล็กในห้องมืดมิด ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากการทรมาน ตรงหน้ามีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งซึ่งข้าเห็นหน้าไม่ชัด ในมือของนางถือมีดเล่มหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างกระชากเส้นผมข้าให้เงยหน้าขึ้น นางกรีดมีดลงบนใบหน้าข้าอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกเสียงดังว่านางเกลียดข้า เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน ต้องการให้ข้าหายไปจากโลกใบนี้ นางยังพูดอีกว่าวันแต่งงานของนางกับบุรุษที่ข้ารักที่สุดจะเป็นวันตายของข้า นางจะทำให้ข้าได้เห็นว่านางกับเขามีความสุขมากเพียงใด สำหรับเขา นางต่างหากที่เป็นสตรีอันเป็นที่รัก ไม่ใช่หมากที่ถูกหลอกใช้อย่างข้า นางทำลายใบหน้าของข้าจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์ กระนั้นความเจ็บที่รู้สึกกลับน้อยกว่าหัวใจ”
เล่ามาถึงตรงนี้ ร่างกายจ้าวลี่เชียนสั่นเทา ไม่ใช่หวาดกลัว แต่เป็นโกรธ เกลียด เคียดแค้น อยากทวงความเป็นธรรมให้กับตนเองในฝัน
เสี่ยวจูเข้าใจภาษากายของจ้าวลี่เชียนไปในทางตรงกันข้าม จึงนั่งลงตรงขอบเตียงแล้วยื่นมือไปกุมมือขาวเนียน ปลอบไม่ให้อีกฝ่ายกลัว “ความฝันก็คือความฝันเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าได้คิดมากหรือกลัวในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ใช่ว่าใครอยากทำร้ายก็ลงมือทำร้ายได้เลย คุณหนูนอนต่อนะเจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าจะได้ตื่นไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าด้วยใบหน้าสดใส”
จ้าวลี่เชียนยอมนอนต่อตามที่เสี่ยวจูพูด ทว่าในใจยังคงสับสนว้าวุ่น ตอนอยู่อารามไป๋อวิ๋นอย่าว่าแต่ฝันร้าย ฝันธรรมดานางยังไม่เคยฝัน หัวแตะหมอนหลับยาวจนถึงเช้า ไม่เคยรู้สึกร้อนรุ่มอึดอัดเช่นนี้มาก่อน
ครั้งก่อนทะเลเพลิง ครั้งนี้ถูกกรีดหน้า ครั้งหน้าข้าจะฝันอะไรอีก
รุ่งเช้า จ้าวลี่เชียนตื่นขึ้นมาล้างหน้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สำหรับไปคารวะผู้เป็นย่าที่เรือน
“เชียนเอ๋อร์คารวะท่านย่า ท่านแม่”
บนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน หญิงชราวัยหกสิบนั่งแย้มยิ้มมีความสุขกับการได้เห็นหลานสาวอีกครั้ง เดิมนางคิดว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว “มา...” กวักมือเรียก “มานั่งข้างย่า”
จ้าวลี่เชียนส่งยิ้มให้มารดาก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างท่านย่า
มารดาของนางเป็นบุตรสาวคนเล็กของนายท่านเซียว คหบดีผู้ร่ำรวยที่สุดของแคว้นเหลียง บ้านเดิมอยู่ที่ชายแดนทางเหนือ พบรักกับบิดาตอนอีกฝ่ายไปประจำการอยู่ที่นั่น
แม้สกุลเซียวจะไม่ใช่ชนชั้นสูง ลูกหลานไม่มีใครรับราชการเป็นขุนนาง สกุลจ้าวกลับไม่รังเกียจ ยินดีเกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้บุตรชายแต่งบุตรสาวพ่อค้าเป็นภรรยาเอก ผูกพันรักใคร่ สามีภรรยาเดียวจวบจนบัดนี้
มือเหี่ยวย่นกอบกุมมือหลานสาว “เป็นอย่างไรบ้าง คุ้นเคยกับเรือนที่จากไปเมื่อสิบปีก่อนหรือยัง”
“ท่านย่ากับท่านแม่ให้คนดูแลที่นั่นอย่างดี ไม่มีจุดใดเปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย หลานย่อมคุ้นเคยเหมือนเมื่อสิบปีก่อน”
“ได้ยินอย่างนี้ย่าก็วางใจ ต้องการอะไรบอกย่า ย่าจะหามาชดเชยให้หลานทุกอย่าง”
จ้าวลี่เชียนเข้าใจว่าการต้องไปอยู่ที่อื่นของตนเอง กับทุกคนในสกุลจ้าวคือการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อลูกหลาน แต่ในเมื่อนางเต็มใจ ก็ไม่มีเหตุผลให้ใครต้องมาชดเชยให้ทั้งนั้น “หลานมีท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ ไม่ต้องการอย่างอื่นอีก”
ฮูหยินผู้เฒ่าสะท้อนใจ หลานสาวรู้ความถึงเพียงนี้ เหตุใดสวรรค์ต้องพรากนางไปจากสกุลจ้าวด้วย
เซียวซื่อ*สังเกตเห็นว่าขอบตาแม่สามีแดง จึงหาเรื่องมาดึงความสนใจก่อนอีกฝ่ายจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าหลานสาว ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ไยต้องเสียน้ำตากันด้วย
“เชียนเอ๋อร์ อีกเจ็ดวันฮองเฮาจะทรงจัดงานเลี้ยงบุปผาที่ตำหนักคุนหนิง ตอนขันทีมาส่งเทียบเชิญได้ถ่ายทอดพระเสาวนีย์ของฮองเฮาว่ามีพระประสงค์ให้ลูกไปร่วมงานด้วย ประเดี๋ยวแม่จะให้ช่างตัดเย็บประจำสกุลมาวัดตัวเจ้า เข้าวังครั้งแรกต้องสวมใส่ชุดให้เหมาะสม สกุลจ้าวจะได้ไม่ขายหน้า”
“งานเลี้ยงบุปผา” แววตาจ้าวลี่เชียนแสดงความสงสัย “ลูกเพิ่งกลับเมืองหลวง มีแค่คนในครอบครัวที่ทราบ ไฉนฮองเฮาถึงมีพระประสงค์ให้ลูกไปร่วมงานได้เล่า”
“อาจทรงทราบจากรัชทายาทหรือไม่ก็องค์ชายเจ็ด ตอนเจ้าไปทักทายบิดากับพี่ชายได้เจอทั้งสองพระองค์มิใช่หรือ”
ริมฝีปากจ้าวลี่เชียนเม้มเป็นเส้นตรง ขบคิดถึงจุดประสงค์การเชื้อเชิญของฮองเฮา แต่ไหนแต่ไรจิตใจคนในวังยากแท้หยั่งถึง ไม่เคยทำเรื่องไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์จึงกำชับนางอยู่เสมอว่าไม่จำเป็นอย่าเข้าไปพัวพันกับเรื่องหรือคนในวัง หาไม่แล้วชีวิตอาจต้องพบเจอความเดือดร้อน
“ท่านแม่ ลูกไม่ไปได้หรือไม่ ท่านน่าจะทราบว่าลูกไม่ชอบงานสังสรรค์เหล่านี้ตั้งแต่เด็ก ยิ่งในวังเต็มไปด้วยกฎระเบียบลูกยิ่งอึดอัดไม่อยากไป เกิดวางตัวไม่เหมาะสมจนกระทบชื่อเสียงวงศ์สกุลจะทำเช่นไร”
เซียวซื่อไม่ได้อยากบังคับบุตรสาว ทว่าเรื่องบางเรื่องอยากเลี่ยงก็ใช่จะเลี่ยงได้ “พระเสาวนีย์ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราขัดขืนได้ หากเป็นไปได้แม่ก็ไม่อยากให้เจ้าพบเจอความลำบากใจเหมือนแม่ กดดันทุกครั้งเวลาต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงของชนชั้นสูง”
ประกายตาจ้าวลี่เชียนวูบไหว ลืมไปได้อย่างไรว่ามารดาไม่ได้มาจากสกุลชั้นสูง ถึงร่ำรวยมีเงินทอง แต่ในสายตาคนระดับสูง พ่อค้าวาณิชก็ยังจัดเป็นคนชั้นล่างอยู่ดี แต่งให้สามีมากอำนาจก็มิอาจเปลี่ยนแปลงชาติกำเนิดให้สูงขึ้นตามได้
แม้รู้ว่าการเข้าร่วมงานเลี้ยงแต่ละครั้งต้องพบเจอการดูถูกเหยียดหยามไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มารดาของนางก็ไม่เคยหลบเลี่ยงปฏิเสธเทียบเชิญ
“ลูกจะไปกับท่านแม่เจ้าค่ะ” ถึงเวลาแล้วที่บุตรสาวอย่างนางต้องเคียงข้างมารดา ไม่ให้ท่านรับมือกับพวกแบ่งชนชั้นฐานะตามลำพัง นางไม่ได้กลับมาอยู่เมืองหลวงถาวร เมื่อท่านอาจารย์เรียกตัวก็ต้องกลับอารามไป๋อวิ๋น งานรื่นเริงครั้งนี้ถือเสียว่าไปเปิดหูเปิดตา ไปชมความครึกครื้นที่อารามไป๋อวิ๋นไม่มี
“เจ้าว่าอะไรนะ” เซียวซื่อถามเมื่อไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกหรือไม่
“ลูกจะไปร่วมงานเลี้ยงบุปผากับท่านแม่เจ้าค่ะ” ยิ้มแสดงให้มารดาเห็นว่านางเต็มใจไม่ได้ฝืนใจ
“เหตุใดถึงเปลี่ยนใจเล่า” ประหลาดใจเนื่องจากตนเองยังไม่ทันได้พูดเกลี้ยกล่อมเลย แต่พอคิดไปคิดมา นิสัยบุตรสาวก็เป็นเช่นนี้ เชื่อฟังและคล้อยตามบิดามารดาตั้งแต่เด็ก น้อยครั้งที่จะเอาแต่ใจ
“ลูกยอมไปก็ดีแล้วมิใช่หรือ ไฉนลูกสะใภ้ต้องถามหาเหตุผลให้มากความ” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดอย่างอ่อนโยน ตบหลังมือหลานสาว “เชียนเอ๋อร์เป็นเด็กดี ไม่เคยสร้างเรื่องหรือทำให้คนในครอบครัวต้องลำบากใจ ประเดี๋ยวย่าจะให้ซุนหมัวมัวหาผ้าที่ดีที่สุด งามที่สุด ตัดเย็บชุดให้เจ้า หลานย่าจะต้องโดดเด่นและเป็นที่ชื่นชมของทุกคนในงาน”
จ้าวลี่เชียนลุกขึ้นยืน ยอบกายขอบคุณผู้เป็นย่า “ขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ หลานจะไม่ทำให้สกุลจ้าวต้องอับอายขายหน้าแน่นอน”
เซียวซื่อลุกขึ้นเช่นกัน “ท่านแม่วางใจ ลูกสะใภ้จะตั้งใจสอนมารยาทตอนอยู่ในวังให้เชียนเอ๋อร์ ไม่ให้เบื้องบนหรือใครมาตำหนินางหรือสกุลจ้าวของพวกเราได้”
สายตาฮูหยินผู้เฒ่ายามมองลูกสะใภ้ทั้งอบอุ่นและเปี่ยมเมตตา “ยี่สิบกว่าปีที่เจ้าแต่งเข้าสกุลจ้าว มีช่วงเวลาใดบ้างที่ข้าไม่วางใจ ลำบากเจ้าแล้วลูกสะใภ้ เพราะมีเจ้า แม่สามีแก่ ๆ อย่างข้าถึงได้มีชีวิตบั้นปลายสุขสงบ ลูกกับลูกสะใภ้กตัญญู หลานชายหลานสาวเป็นเด็กดีรู้ความ จะมีฮูหยินผู้เฒ่าบ้านใดมีความสุขเท่าข้าอีก”
“ได้แต่งเข้าสกุลจ้าว ได้ความรักจากสามี ได้ทำหน้าที่นายหญิงดูแลจวน ได้ให้กำเนิดบุตรชายบุตรสาว สำหรับลูกสะใภ้ไม่ใช่ความลำบากแต่เป็นความโชคดีเจ้าค่ะ”
จ้าวลี่เชียนอยากมีส่วนร่วม จึงพูดว่า “ได้เกิดเป็นลูกหลานสกุลจ้าวคือโชคดีของเชียนเอ๋อร์เหมือนกันเจ้าค่ะ”
เสียงหัวเราะของสตรีต่างวัยทั้งสามคนดังมาถึงนอกห้อง ส่งผลให้จ้าวเจิ้งกับจ้าวหลิงเซียวที่ตามมาสมทบหลังกลับจากประชุมเช้าที่ท้องพระโรงต้องเร่งฝีเท้าเข้าไปด้านใน
ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าถึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง
* ซื่อ ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่าซื่อ (แปลว่านามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดขึ้นก็มี
การหมดสติของจ้าวลี่เชียนครั้งนี้ยาวนานข้ามวัน เซียวซื่อเรียกบุตรสาวไปสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้ฟังเรื่องราวเพียงครึ่งเดียว จ้าวลี่เชียนจำได้เพียงมีปากเสียงกับหลี่ม่านโถว จากนั้นถูกอีกฝ่ายตบหน้า นอกเหนือจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก เซียวซื่อกุมขมับ นางกับบุตรสาวจากกันสิบปี ช่วงเวลาสิบปีเพียงพอให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่รู้ว่าที่จ้าวลี่เชียนจำไม่ได้นั้นเป็นความจริงหรือโกหก ลงมือทำร้ายกันไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นไปได้อย่างไรที่จะจำไม่ได้ สีหน้าแววตาและน้ำเสียงของเชียนเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนคนเสแสร้ง แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น? “เสี่ยวจู เจ้าเล่ามาว่าหลังจากคุณหนูของเจ้าถูกคุณหนูหลี่ตบเป็นอย่างไรต่อ” เสี่ยวจูเหลือบมองจ้าวลี่เชียน ต่อมาพูดว่า “เรียนฮูหยิน หลังคุณหนูถูกคุณหนูหลี่ตบ คุณหนูก็เอาคืนด้วยการตบอีกฝ่ายเช่นกัน ยังมีใช้เท้าเหยียบทำลายชุดที่แย่งชิงกันด้วยเจ้าค่ะ” “อะไรนะ!” จ้าวลี่เชียนทั้งตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ใช้นิ้วชี้ชี้ตนเอง “ข้านี่นะตบนาง ซ้ำยังใช้เท้าเหยียบทำลายชุดด้วย” เสี่ยวจูพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่าทางขอ
ภายในร้านหรูเซียง จ้าวลี่เชียนซึ่งรู้สึกว่าผ้าที่ผู้เป็นย่าให้มาล้ำค่าหายากเกินไปจึงเปลี่ยนใจมาซื้อชุดสำเร็จจากร้านขายอาภรณ์แทน ร้านนี้เป็นร้านของช่างประจำสกุล การตัดเย็บและออกแบบจึงละเอียดประณีตไม่แพ้สั่งตัด “คุณหนู ชุดนี้งดงามมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูหยิบชุดสีชมพูดอกท้อซึ่งเป็นสีที่จ้าวลี่เชียนชอบออกมา ทว่ายังไม่ทันได้เอาไปให้คุณหนูดูใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็มีมือคู่หนึ่งมาแย่งไป “คุณหนู ได้แล้วเจ้าค่ะ” นำชุดที่แย่งมาจากผู้อื่นไปให้คนที่เรียกว่าคุณหนู เสี่ยวจูเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ “ไฉนที่นี่ถึงมีคนป่าเถื่อนไร้ยางอาย แย่งของไปจากมือผู้อื่นอย่างเหิมเกริม” สาวใช้ที่ถูกต่อว่าหันมามองเสี่ยวจูตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เหยียดยิ้มดูแคลน “สภาพอย่างเจ้ามีปัญญาซื้อชุดราคาแพงด้วยหรือ ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดพูดว่าตนเองถูกแย่งของ” “ข้าไม่มีแต่คุณหนูของข้ามี” เสี่ยวจูพุ่งตัวเข้าไปจะแย่งชุดคืน จากการแต่งกายและคำพูดของฝ่ายตรงข้าม น่าจะเป็นสาวใช้เหมือนกับนาง เหตุใดนางต้องยอมถอยให้ด้วย ผลคือถูกสาวใช้นางนั้นผลักอย่างแรง ล้มลงไปกองกับพื้น จ้
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่จ้าวลี่เชียนฝันร้าย เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังท่ามกลางความมืด ต่อมาภายในห้องสว่างขึ้นเมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาจุดเชิงเทียน “คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงกรีดร้อง” เสี่ยวจูเดินมาหยุดหน้าเตียง มองใบหน้าชุ่มโชกเหงื่อของคุณหนู จ้าวลี่เชียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าใต้หมอนขึ้นมาซับเหงื่อ ปรับลมหายใจพลางสะกดความตื่นตระหนก “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว” ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเสี่ยวจู เหตุใดคุณหนูของนางถึงฝันร้ายติดต่อกัน ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีเลย “คุณหนูฝันว่าอะไรเจ้าคะ ครั้งนี้เล่าให้บ่าวฟังได้หรือไม่” ความอึดอัดไม่สบายใจส่งผลให้จ้าวลี่เชียนอยากระบายด้วยการเล่าให้เสี่ยวจูฟัง “ข้าฝันว่าตนเองถูกจับขึงกับเสาเหล็กในห้องมืดมิด ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากการทรมาน ตรงหน้ามีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งซึ่งข้าเห็นหน้าไม่ชัด ในมือของนางถือมีดเล่มหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างกระชากเส้นผมข้าให้เงยหน้าขึ้น นางกรีดมีดลงบนใบหน้าข้าอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกเสียงดังว่านางเกลียดข้า เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียว
ท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ หวังเทียนซวี่เดินฝ่าไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย บรรยากาศขมุกขมัวกระตุ้นสัญชาตญาณระแวดระวัง ไม่รู้ว่าตนเองมาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างไร ดวงตาคมกริบพยายามค้นหาสถานที่และสิ่งมีชีวิต ทว่าจนแล้วจนรอดพบเพียงความว่างเปล่า ต่อมาควันขาวค่อย ๆ สลาย เบื้องหน้าปรากฏบุรุษสองคนกำลังนั่งสนทนากันในห้อง หวังเทียนซวี่เพ่งพินิจ ครั้นเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือตนเองก็ถึงกับตกใจ “องค์ชาย ฝ่าบาทของข้ามีพระธิดาองค์โปรดอยู่พระองค์หนึ่ง ด้วยรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามขององค์ชาย หากใช้แผนชายงามหลอกล่อให้นางหลงใหลจนยอมอภิเษกด้วย แผนยึดครองแคว้นหลันก็จะง่ายขึ้น”บุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น ซึ่งคนผู้นี้หวังเทียนซวี่รู้จักดี คือเจิ้งกั๋วกง*หลี่หยวน ขุนนางคนสำคัญข้างพระวรกายพระบิดา “แผนชายงาม?” “ใช่แล้ว ในเมืองหลวงแคว้นหลันไม่มีใครไม่ทราบว่าจุดอ่อนของกษัตริย์แคว้นหลันคือองค์หญิงแปด ขอเพียงเป็นความต้องการของนาง พระบิดาผู้นี้ยินดีเสาะหามาให้ รักและตามใจไม่เคยขัด หากองค์ชายมีหมากตัวนี้ในมือ วันอภิเษกสมรสจะเป็นวันที่กองทัพแคว้นเยวี่ยเข้าม
จ้าวหลิงเซียวโอดครวญ หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากบิดา จ้าวเจิ้งแสร้งมองไม่เห็น รอดูว่าบุตรชายจะแก้สถานการณ์อย่างไร “วันนี้ช่างเป็นวันมงคลของสกุลจ้าวจริง ๆ ไม่เพียงเป็นวันครบรอบอายุหกสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่า ยังเป็นวันที่ท่านแม่ทัพได้พบบุตรสาวในรอบสิบปีอีกด้วย” คำพูดที่มาพร้อมเสียงทุ้มนุ่มเปรียบเหมือนการอภัยโทษจากสวรรค์ของจ้าวหลิงเซียว ส่วนจ้าวเจิ้งพลันตระหนักได้ถึงการมีตัวตนของแขกสูงศักดิ์ “กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว ลืมไปเสียสนิทว่ายังมีแขก” จ้าวเจิ้งค้อมศีรษะขออภัยคนในศาลา พาบุตรสาวเข้าไปคารวะแขกสำคัญของจวน “เชียนเอ๋อร์ นี่คือองค์ชายเจ็ด” จ้าวลี่เชียนยอบกายคำนับพลางช้อนตามองชายหนุ่มเล็กน้อย ฐานะของเขาไม่ธรรมดาอย่างที่นางคาดเดาไว้จริง ๆ บุรุษหน้าขาวผุดผ่อง มองแล้วให้ความรู้สึกเสเพล ดวงตาดอกท้อของเขาทอประกายหลงใหลยามสบตากับนาง “คารวะองค์ชายเจ็ด” “คุณหนูจ้าวไม่ต้องมากพิธี” สายตาองค์ชายเจ็ดหวังเทียนชิงไม่ละไปจากดวงหน้างาม กระทั่งพี่ชายที่มีสัญชาตญาณหวงน้องสาวอย่างจ้าวหลิงเซียวกระแอมกระไอ เขาถึงยอมเก็บสายตาคืน
ในสวนของจวนแม่ทัพใหญ่ บุรุษสี่คนกำลังนั่งร่ำสุราอย่างสนุกสนานในศาลา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะลอยมาตามสายลม จ้าวลี่เชียนหยุดยืนตรงระเบียงทางเดิน มองบิดากับพี่ชายด้วยความรักและคิดถึง เนื่องจากมีชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งเป็นคนนอกอยู่ด้วย จ้าวลี่เชียนจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปทักทายบิดากับพี่ชาย แม้นางจะไม่ได้อยู่เมืองหลวง แต่บิดามารดาก็ส่งหมัวมัว*ผู้อาวุโสไปอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทที่คุณหนูในห้องหอควรมีให้กับนาง รวมถึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย “คุณหนูไม่เข้าไปหานายท่านกับคุณชายหรือเจ้าคะ” จ้าวลี่เชียนเก็บสายตากลับมาจากวงสุราของบิดากับพี่ชาย “เจ้าดูบุรุษสองคนที่นั่งหันหลังกับหันข้างให้พวกเรา เสื้อผ้าของพวกเขาตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี เป็นผ้าไหมชนิดเดียวกับที่ท่านแม่ตัดเย็บเป็นชุดให้ข้าในวันครบรอบอายุสิบหกเมื่อปีที่ผ่านมา ผ้าไหมนี้เป็นผ้าไหมบรรณาการ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงพระราชทานเป็นรางวัลให้ท่านพ่อ ได้ยินว่าขุนนางที่มีผ้าชนิดนี้ในครอบครองน้อยจนนับนิ้วได้ นอกนั้นเป็นบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด ลักษณะท่าทางของพวกเขา ข้าคิดว่าไม่ใช่ลูกหล







