ANMELDENจ้าวหลิงเซียวโอดครวญ หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากบิดา
จ้าวเจิ้งแสร้งมองไม่เห็น รอดูว่าบุตรชายจะแก้สถานการณ์อย่างไร
“วันนี้ช่างเป็นวันมงคลของสกุลจ้าวจริง ๆ ไม่เพียงเป็นวันครบรอบอายุหกสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่า ยังเป็นวันที่ท่านแม่ทัพได้พบบุตรสาวในรอบสิบปีอีกด้วย”
คำพูดที่มาพร้อมเสียงทุ้มนุ่มเปรียบเหมือนการอภัยโทษจากสวรรค์ของจ้าวหลิงเซียว ส่วนจ้าวเจิ้งพลันตระหนักได้ถึงการมีตัวตนของแขกสูงศักดิ์
“กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว ลืมไปเสียสนิทว่ายังมีแขก” จ้าวเจิ้งค้อมศีรษะขออภัยคนในศาลา พาบุตรสาวเข้าไปคารวะแขกสำคัญของจวน “เชียนเอ๋อร์ นี่คือองค์ชายเจ็ด”
จ้าวลี่เชียนยอบกายคำนับพลางช้อนตามองชายหนุ่มเล็กน้อย ฐานะของเขาไม่ธรรมดาอย่างที่นางคาดเดาไว้จริง ๆ บุรุษหน้าขาวผุดผ่อง มองแล้วให้ความรู้สึกเสเพล ดวงตาดอกท้อของเขาทอประกายหลงใหลยามสบตากับนาง “คารวะองค์ชายเจ็ด”
“คุณหนูจ้าวไม่ต้องมากพิธี” สายตาองค์ชายเจ็ดหวังเทียนชิงไม่ละไปจากดวงหน้างาม กระทั่งพี่ชายที่มีสัญชาตญาณหวงน้องสาวอย่างจ้าวหลิงเซียวกระแอมกระไอ เขาถึงยอมเก็บสายตาคืน ยิ้มขออภัย
“ส่วนท่านผู้นี้คือรัชทายาท” จ้าวเจิ้งแนะนำแขกอีกคนต่อ
หญิงสาวยอบกายคำนับบุรุษที่ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนระเบียงทางเดินเขานั่งหันหลังให้นาง จวบจนนางเดินเข้ามาในศาลา เขาก็เอาแต่นั่งนิ่งไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ องค์ชายเจ็ดฐานะว่าไม่ธรรมดาแล้ว ยังมีรัชทายาทอีก “คารวะรัชทายาท”
ชายหนุ่มที่เป็นรัชทายาทใช้คำพูดเดียวกับน้องชายตอบกลับหญิงสาว น้ำเสียงนุ่มนวลคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนทำให้จ้าวลี่เชียนต้องลอบช้อนตามองอีกฝ่าย
ทันใดนั้น สรรพสิ่งรอบกายคล้ายหยุดนิ่ง ความเคียดแค้นชิงชังไร้ที่มาเข้าจู่โจมกลางอก ส่งผลให้ดวงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมดุร้าย แววตาราวต้องการฉีกกระชากร่างของฝ่ายตรงข้ามออกเป็นชิ้น ๆ นำพาความแปลกใจให้กับหวังเทียนซวี่ซึ่งมองนางเช่นกัน
“คุณหนูจ้าว พวกเราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่” ว่ากันตามหลักความจริง คนสองคนที่เพิ่งพบหน้ากัน เป็นไปได้ยากที่จะมอบความชิงชังให้กันทันที นอกเสียจากมีเรื่องขัดแย้ง อาจมาจากครอบครัว หรือไม่ก็เผลอล่วงเกินไม่รู้ตัว ซึ่งเขาพยายามคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก
เรื่องความสุภาพให้เกียรติสตรี หากเขาเป็นที่สอง ในเมืองหลวงแคว้นเหลียงคงไม่มีที่หนึ่ง
จ้าวลี่เชียนพลันได้สติ รีบปรับสีหน้าท่าทาง หลุบตาซุกซ่อนความสับสนว้าวุ่น ไม่เข้าใจรวมถึงสงสัยสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาหาคำตอบ
“เรียนรัชทายาท หม่อมฉันถือศีลภาวนาอยู่ในอารามบนเขาตั้งแต่เด็ก ไหนเลยจะเคยรู้จักพระองค์”
หวังเทียนซวี่เงียบ ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมาในใจก่อนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“ท่านพ่อ ลูกเดินทางมาหลายวันรู้สึกเหนื่อย ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ” อาการอึดอัดหายใจไม่สะดวกเร่งเร้าให้จ้าวลี่เชียนรีบพาตัวเองไปจากที่นี่
จ้าวเจิ้งสังเกตเห็นสีหน้าซีดเซียวของบุตรสาวก็ไม่รอช้า ส่งสัญญาณให้เสี่ยวจูเข้ามาประคองผู้เป็นนาย “เจ้ากลับมากะทันหัน เรือนพักอาศัยจึงไม่ได้เก็บกวาด คืนนี้เจ้านอนกับมารดาเถิด พ่อจะไปนอนที่ห้องหนังสือ”
“ขอบคุณท่านพ่อที่เสียสละเตียงกับท่านแม่ให้ลูก” ไม่ลืมหยอกล้อบิดาก่อนแยกตัวจากไป
“แค่คืนนี้คืนเดียว คืนอื่นพ่อไม่ยอมนะ” ชายวัยกลางคนหยอกเย้ากลับ เรียกรอยยิ้มจากบุตรสาว
ถึงในใจจะรู้สึกไม่ชอบหวังเทียนซวี่ แต่ตามมารยาทจ้าวลี่เชียนยังคงต้องกล่าวอำลา “หม่อมฉันขอทูลลารัชทายาท” หันไปหาบุรุษอีกคน “องค์ชายเจ็ด”
หลังจ้าวลี่เชียนจากไป หวังเทียนซวี่ก็ขอตัวกลับเช่นกัน หวังเทียนชิงมากับพี่ชาย แน่นอนว่าต้องกลับพร้อมกัน
ตั้งแต่ออกจากจวนแม่ทัพใหญ่ หวังเทียนซวี่มีอาการเหม่อลอย ในหัวปรากฏแต่ใบหน้าของจ้าวลี่เชียน อารมณ์หลากหลายตีกันวุ่นวายในอก ที่เด่นชัดเห็นจะเป็นความคิดถึงและโหยหา ราวกับว่าเขารอคอยนางมานานแสนนาน
คืนนี้ถนนที่สองพี่น้องใช้เดินทางกลับวังหลวงค่อนข้างเงียบเหงาไร้ผู้คน เสียงกุบกับเวลาเกือกม้ากระทบพื้นจึงดังชัดเจน หวังเทียนซวี่กับหวังเทียนชิงขี่ม้าเคียงข้างกันอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นองครักษ์ประจำตัว
“พี่สี่…พี่สี่” หวังเทียนชิงเอ่ยเรียกพี่ชาย
หวังเทียนซวี่หลุดจากภวังค์ ตั้งสติไม่นึกถึงจ้าวลี่เชียนอีก “มีอะไรหรือ” ตอบกลับน้องชาย
“ท่านว่าคุณหนูจ้าวเป็นอย่างไร”
คำถามนี้ทำหัวใจหวังเทียนซวี่เต้นผิดจังหวะ “เป็นโฉมงามที่หาตัวจับได้ยาก”
หวังเทียนชิงยิ้ม สองตาเป็นประกาย ถูกความงามของจ้าวลี่เชียนสะกดจนหยุดนึกถึงไม่ได้ “ข้าเห็นด้วย หากได้โฉมงามเช่นนางมาเป็นพระชายา ชีวิตนี้ไม่ขอถามหาชายารองหรืออนุ”
“เจ้าชอบนาง?”
คนเป็นน้องยืดอกตอบเสียงดังฟังชัด “ย่อมต้องชอบ งดงามอย่างคุณหนูจ้าว จะมีบุรุษสักกี่คนกล้าเมินเฉย หนึ่งในนั้นคงเป็นพี่สี่เพราะมีหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเป็นว่าที่พระชายารัชทายาทแล้ว”
คิ้วคมเข้มรูปกระบี่ขมวดมุ่น กลางอกบังเกิดอาการปวดร้าว ทรมานประหนึ่งมีมีดนับพันนับหมื่นกรีดเฉือนหัวใจยามนึกถึงเรื่องแต่งงาน ตามด้วยลมหายใจติดขัด สองตาพร่าเลือน สุดท้ายสติดับวูบ ร่างร่วงลงจากหลังม้ากระแทกพื้น
“พี่สี่!” เสียงตื่นตระหนกตกใจของหวังเทียนชิงดังขึ้น รีบพลิกตัวลงจากหลังม้าพลางร้องเรียกองครักษ์
เกิดความโกลาหลขึ้นฉับพลัน โชคดีที่ประตูวังหลวงอยู่ไม่ไกล องครักษ์จึงแบกร่างไร้สติของหวังเทียนซวี่ขึ้นหลัง วิ่งตรงไปยังตำหนักบูรพา
ค่ำคืนนั้นตำหนักบูรพาอลหม่านวุ่นวาย หมอหลวงทั้งสำนักต่างมารวมตัว เนื่องจากรัชทายาทที่มีพระพลานามัยแข็งแรงมาตลอด จู่ ๆ หมดสติอย่างไม่ทราบสาเหตุ หากมิใช่ตรวจสอบพิษแล้วว่าไม่มี เกรงว่าจวนแม่ทัพใหญ่คงต้องแบกรับข้อหาลอบสังหารรัชทายาท
การหมดสติของจ้าวลี่เชียนครั้งนี้ยาวนานข้ามวัน เซียวซื่อเรียกบุตรสาวไปสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้ฟังเรื่องราวเพียงครึ่งเดียว จ้าวลี่เชียนจำได้เพียงมีปากเสียงกับหลี่ม่านโถว จากนั้นถูกอีกฝ่ายตบหน้า นอกเหนือจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก เซียวซื่อกุมขมับ นางกับบุตรสาวจากกันสิบปี ช่วงเวลาสิบปีเพียงพอให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ก็ไม่รู้ว่าที่จ้าวลี่เชียนจำไม่ได้นั้นเป็นความจริงหรือโกหก ลงมือทำร้ายกันไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นไปได้อย่างไรที่จะจำไม่ได้ สีหน้าแววตาและน้ำเสียงของเชียนเอ๋อร์ก็ไม่เหมือนคนเสแสร้ง แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น? “เสี่ยวจู เจ้าเล่ามาว่าหลังจากคุณหนูของเจ้าถูกคุณหนูหลี่ตบเป็นอย่างไรต่อ” เสี่ยวจูเหลือบมองจ้าวลี่เชียน ต่อมาพูดว่า “เรียนฮูหยิน หลังคุณหนูถูกคุณหนูหลี่ตบ คุณหนูก็เอาคืนด้วยการตบอีกฝ่ายเช่นกัน ยังมีใช้เท้าเหยียบทำลายชุดที่แย่งชิงกันด้วยเจ้าค่ะ” “อะไรนะ!” จ้าวลี่เชียนทั้งตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ใช้นิ้วชี้ชี้ตนเอง “ข้านี่นะตบนาง ซ้ำยังใช้เท้าเหยียบทำลายชุดด้วย” เสี่ยวจูพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่าทางขอ
ภายในร้านหรูเซียง จ้าวลี่เชียนซึ่งรู้สึกว่าผ้าที่ผู้เป็นย่าให้มาล้ำค่าหายากเกินไปจึงเปลี่ยนใจมาซื้อชุดสำเร็จจากร้านขายอาภรณ์แทน ร้านนี้เป็นร้านของช่างประจำสกุล การตัดเย็บและออกแบบจึงละเอียดประณีตไม่แพ้สั่งตัด “คุณหนู ชุดนี้งดงามมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวจูหยิบชุดสีชมพูดอกท้อซึ่งเป็นสีที่จ้าวลี่เชียนชอบออกมา ทว่ายังไม่ทันได้เอาไปให้คุณหนูดูใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็มีมือคู่หนึ่งมาแย่งไป “คุณหนู ได้แล้วเจ้าค่ะ” นำชุดที่แย่งมาจากผู้อื่นไปให้คนที่เรียกว่าคุณหนู เสี่ยวจูเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจ “ไฉนที่นี่ถึงมีคนป่าเถื่อนไร้ยางอาย แย่งของไปจากมือผู้อื่นอย่างเหิมเกริม” สาวใช้ที่ถูกต่อว่าหันมามองเสี่ยวจูตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า เหยียดยิ้มดูแคลน “สภาพอย่างเจ้ามีปัญญาซื้อชุดราคาแพงด้วยหรือ ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดพูดว่าตนเองถูกแย่งของ” “ข้าไม่มีแต่คุณหนูของข้ามี” เสี่ยวจูพุ่งตัวเข้าไปจะแย่งชุดคืน จากการแต่งกายและคำพูดของฝ่ายตรงข้าม น่าจะเป็นสาวใช้เหมือนกับนาง เหตุใดนางต้องยอมถอยให้ด้วย ผลคือถูกสาวใช้นางนั้นผลักอย่างแรง ล้มลงไปกองกับพื้น จ้
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่จ้าวลี่เชียนฝันร้าย เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นดังท่ามกลางความมืด ต่อมาภายในห้องสว่างขึ้นเมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาจุดเชิงเทียน “คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงกรีดร้อง” เสี่ยวจูเดินมาหยุดหน้าเตียง มองใบหน้าชุ่มโชกเหงื่อของคุณหนู จ้าวลี่เชียนยันตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบผ้าเช็ดหน้าใต้หมอนขึ้นมาซับเหงื่อ ปรับลมหายใจพลางสะกดความตื่นตระหนก “ข้าฝันร้ายอีกแล้ว” ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าเสี่ยวจู เหตุใดคุณหนูของนางถึงฝันร้ายติดต่อกัน ทั้งที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีเลย “คุณหนูฝันว่าอะไรเจ้าคะ ครั้งนี้เล่าให้บ่าวฟังได้หรือไม่” ความอึดอัดไม่สบายใจส่งผลให้จ้าวลี่เชียนอยากระบายด้วยการเล่าให้เสี่ยวจูฟัง “ข้าฝันว่าตนเองถูกจับขึงกับเสาเหล็กในห้องมืดมิด ทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจากการทรมาน ตรงหน้ามีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งซึ่งข้าเห็นหน้าไม่ชัด ในมือของนางถือมีดเล่มหนึ่ง จากนั้นใช้มืออีกข้างกระชากเส้นผมข้าให้เงยหน้าขึ้น นางกรีดมีดลงบนใบหน้าข้าอย่างบ้าคลั่ง ตะคอกเสียงดังว่านางเกลียดข้า เกลียดจนไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียว
ท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ หวังเทียนซวี่เดินฝ่าไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย บรรยากาศขมุกขมัวกระตุ้นสัญชาตญาณระแวดระวัง ไม่รู้ว่าตนเองมาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างไร ดวงตาคมกริบพยายามค้นหาสถานที่และสิ่งมีชีวิต ทว่าจนแล้วจนรอดพบเพียงความว่างเปล่า ต่อมาควันขาวค่อย ๆ สลาย เบื้องหน้าปรากฏบุรุษสองคนกำลังนั่งสนทนากันในห้อง หวังเทียนซวี่เพ่งพินิจ ครั้นเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือตนเองก็ถึงกับตกใจ “องค์ชาย ฝ่าบาทของข้ามีพระธิดาองค์โปรดอยู่พระองค์หนึ่ง ด้วยรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามขององค์ชาย หากใช้แผนชายงามหลอกล่อให้นางหลงใหลจนยอมอภิเษกด้วย แผนยึดครองแคว้นหลันก็จะง่ายขึ้น”บุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น ซึ่งคนผู้นี้หวังเทียนซวี่รู้จักดี คือเจิ้งกั๋วกง*หลี่หยวน ขุนนางคนสำคัญข้างพระวรกายพระบิดา “แผนชายงาม?” “ใช่แล้ว ในเมืองหลวงแคว้นหลันไม่มีใครไม่ทราบว่าจุดอ่อนของกษัตริย์แคว้นหลันคือองค์หญิงแปด ขอเพียงเป็นความต้องการของนาง พระบิดาผู้นี้ยินดีเสาะหามาให้ รักและตามใจไม่เคยขัด หากองค์ชายมีหมากตัวนี้ในมือ วันอภิเษกสมรสจะเป็นวันที่กองทัพแคว้นเยวี่ยเข้าม
จ้าวหลิงเซียวโอดครวญ หันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากบิดา จ้าวเจิ้งแสร้งมองไม่เห็น รอดูว่าบุตรชายจะแก้สถานการณ์อย่างไร “วันนี้ช่างเป็นวันมงคลของสกุลจ้าวจริง ๆ ไม่เพียงเป็นวันครบรอบอายุหกสิบปีของฮูหยินผู้เฒ่า ยังเป็นวันที่ท่านแม่ทัพได้พบบุตรสาวในรอบสิบปีอีกด้วย” คำพูดที่มาพร้อมเสียงทุ้มนุ่มเปรียบเหมือนการอภัยโทษจากสวรรค์ของจ้าวหลิงเซียว ส่วนจ้าวเจิ้งพลันตระหนักได้ถึงการมีตัวตนของแขกสูงศักดิ์ “กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว ลืมไปเสียสนิทว่ายังมีแขก” จ้าวเจิ้งค้อมศีรษะขออภัยคนในศาลา พาบุตรสาวเข้าไปคารวะแขกสำคัญของจวน “เชียนเอ๋อร์ นี่คือองค์ชายเจ็ด” จ้าวลี่เชียนยอบกายคำนับพลางช้อนตามองชายหนุ่มเล็กน้อย ฐานะของเขาไม่ธรรมดาอย่างที่นางคาดเดาไว้จริง ๆ บุรุษหน้าขาวผุดผ่อง มองแล้วให้ความรู้สึกเสเพล ดวงตาดอกท้อของเขาทอประกายหลงใหลยามสบตากับนาง “คารวะองค์ชายเจ็ด” “คุณหนูจ้าวไม่ต้องมากพิธี” สายตาองค์ชายเจ็ดหวังเทียนชิงไม่ละไปจากดวงหน้างาม กระทั่งพี่ชายที่มีสัญชาตญาณหวงน้องสาวอย่างจ้าวหลิงเซียวกระแอมกระไอ เขาถึงยอมเก็บสายตาคืน
ในสวนของจวนแม่ทัพใหญ่ บุรุษสี่คนกำลังนั่งร่ำสุราอย่างสนุกสนานในศาลา เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะลอยมาตามสายลม จ้าวลี่เชียนหยุดยืนตรงระเบียงทางเดิน มองบิดากับพี่ชายด้วยความรักและคิดถึง เนื่องจากมีชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งเป็นคนนอกอยู่ด้วย จ้าวลี่เชียนจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปทักทายบิดากับพี่ชาย แม้นางจะไม่ได้อยู่เมืองหลวง แต่บิดามารดาก็ส่งหมัวมัว*ผู้อาวุโสไปอบรมสั่งสอนเรื่องกิริยามารยาทที่คุณหนูในห้องหอควรมีให้กับนาง รวมถึงอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย “คุณหนูไม่เข้าไปหานายท่านกับคุณชายหรือเจ้าคะ” จ้าวลี่เชียนเก็บสายตากลับมาจากวงสุราของบิดากับพี่ชาย “เจ้าดูบุรุษสองคนที่นั่งหันหลังกับหันข้างให้พวกเรา เสื้อผ้าของพวกเขาตัดเย็บจากผ้าไหมชั้นดี เป็นผ้าไหมชนิดเดียวกับที่ท่านแม่ตัดเย็บเป็นชุดให้ข้าในวันครบรอบอายุสิบหกเมื่อปีที่ผ่านมา ผ้าไหมนี้เป็นผ้าไหมบรรณาการ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงพระราชทานเป็นรางวัลให้ท่านพ่อ ได้ยินว่าขุนนางที่มีผ้าชนิดนี้ในครอบครองน้อยจนนับนิ้วได้ นอกนั้นเป็นบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด ลักษณะท่าทางของพวกเขา ข้าคิดว่าไม่ใช่ลูกหล







