LOGINท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ หวังเทียนซวี่เดินฝ่าไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย บรรยากาศขมุกขมัวกระตุ้นสัญชาตญาณระแวดระวัง ไม่รู้ว่าตนเองมาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างไร
ดวงตาคมกริบพยายามค้นหาสถานที่และสิ่งมีชีวิต ทว่าจนแล้วจนรอดพบเพียงความว่างเปล่า
ต่อมาควันขาวค่อย ๆ สลาย เบื้องหน้าปรากฏบุรุษสองคนกำลังนั่งสนทนากันในห้อง หวังเทียนซวี่เพ่งพินิจ ครั้นเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือตนเองก็ถึงกับตกใจ
“องค์ชาย ฝ่าบาทของข้ามีพระธิดาองค์โปรดอยู่พระองค์หนึ่ง ด้วยรูปโฉมหล่อเหลาสง่างามขององค์ชาย หากใช้แผนชายงามหลอกล่อให้นางหลงใหลจนยอมอภิเษกด้วย แผนยึดครองแคว้นหลันก็จะง่ายขึ้น”
บุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามพูดขึ้น ซึ่งคนผู้นี้หวังเทียนซวี่รู้จักดี คือเจิ้งกั๋วกง*หลี่หยวน ขุนนางคนสำคัญข้างพระวรกายพระบิดา
“แผนชายงาม?”
“ใช่แล้ว ในเมืองหลวงแคว้นหลันไม่มีใครไม่ทราบว่าจุดอ่อนของกษัตริย์แคว้นหลันคือองค์หญิงแปด ขอเพียงเป็นความต้องการของนาง พระบิดาผู้นี้ยินดีเสาะหามาให้ รักและตามใจไม่เคยขัด หากองค์ชายมีหมากตัวนี้ในมือ วันอภิเษกสมรสจะเป็นวันที่กองทัพแคว้นเยวี่ยเข้ามาเหยียบย่ำยึดครองแคว้นหลัน”
“ข้าเป็นองค์ชายต่างแคว้น เข้าหานางย่อมถูกสงสัยจุดประสงค์”
“องค์ชายสามารถใช้ฐานะญาติของข้าก่อนได้ รอจนองค์หญิงแปดมอบหัวใจให้ทั้งดวง ถึงเวลาจะเป็นญาติของข้าก็ดี องค์ชายต่างแคว้นก็ช่าง ขอเพียงหาเหตุผลดี ๆ มาหลอกล่อ คนฉลาดก็กลายเป็นคนโง่ได้”
“แล้วอย่างไรต่อ”
ชายวัยกลางคนยิ้มเหี้ยม ไม่สะทกสะท้านต่อการขายชาติบ้านเมืองของตนเองแม้แต่น้อย “ให้กองทัพปลอมเป็นราชทูตรับเจ้าสาว ถึงเวลาบุกโจมตีจะมีกองกำลังของข้าคอยสนับสนุน นอกในประสาน หมากกระดานนี้รู้ผลตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงมือด้วยซ้ำ”
“เป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ สมแล้วที่ท่านได้เป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้น โชคดีที่พวกเราไม่ได้เป็นศัตรูกัน มิเช่นนั้นข้าคงลำบากหากต้องต่อสู้กับท่านในสนามรบ”
“องค์ชายกล่าวหนักเกินไปแล้ว แคว้นเยวี่ยขององค์ชายเพียบพร้อมทั้งกำลังทหารและอาวุธ ไหนเลยที่แคว้นหลันของข้าจะเทียบได้ สู้กันขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าข้าต่างหากที่จะเพลี่ยงพล้ำให้องค์ชาย”
“ท่านแม่ทัพช่างรู้จักยกยอคน ถ้าแคว้นเยวี่ยของข้ามีความสามารถจริงคงไม่ทำการค้ากับท่านหรอก ว่าแต่ท่านต้องการสิ่งใดตอบแทน”
“ค่าตอบแทนการสวามิภักดิ์ของข้าเล็กน้อยมาก เพียงหวังว่าเมื่อองค์ชายได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาท จะทรงเมตตาบุตรีของข้า ให้พื้นที่นางได้ยืนเคียงข้างองค์ชายในฐานะพระชายารัชทายาท”
กับคนที่เห็นอำนาจความยิ่งใหญ่สำคัญสุด หาได้สนใจว่าข้างกายจะมีสตรีแบบไหน “รอการใหญ่สำเร็จ ข้าย่อมทำตามความปรารถนาของท่าน ให้ท่านได้เสพสุขกับอำนาจวาสนา เป็นพ่อตาองค์รัชทายาทที่ทุกคนต้องเคารพยำเกรง”
“ขอบคุณองค์ชาย”
หวังเทียนซวี่ยืนมองใบหน้าชั่วร้ายของชายหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเขาไม่ผิดเพี้ยนด้วยความสับสน
แคว้นหลันกับแคว้นเยวี่ย? หรือจะเป็นสองแคว้นที่ล่มสลายไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนในบันทึกประวัติศาสตร์ของหอตำราหลวง
ยังไม่ทันได้ขบคิดข้อสงสัยนี้อย่างละเอียด ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนเป็นสถานที่อื่น
ในศาลาซึ่งตัวเสาแกะสลักลวดลายอย่างประณีต มีดรุณีน้อยสองคนนั่งหัวเราะพูดคุยกันอยู่ ต่อมาชายหนุ่มที่มีหน้าตาเหมือนเขาก็ปรากฏตัว เวลานี้เขาแยกไม่ออกแล้วว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้คือความฝันหรือเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ที่เห็นช่างคล้ายกับเรื่องราวในบันทึกประวัติศาสตร์ที่ได้อ่านผ่านตาสมัยเด็ก
ฮ่องเต้แคว้นเยวี่ยต้องการความยิ่งใหญ่ จึงตั้งเงื่อนไขการสืบทอดบัลลังก์ว่าหากองค์ชายคนใดสามารถยึดครองแคว้นหลันได้ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ซึ่งมีหนึ่งในองค์ชายได้ใช้แผนชายงามกับองค์หญิงแคว้นหลัน และยกทัพเข้าไปยึดครองเมืองหลวงในวันรับตัวเจ้าสาว
คิดมาถึงตรงนี้ เขารับรู้ถึงแรงบีบรัดภายในใจ ครั้งนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากคมมีด แต่เป็นแมลงนับพันนับหมื่นรุมกัดกิน
“ญาติผู้พี่มาได้อย่างไร” ดรุณีน้อยในชุดฟ้าครามลุกขึ้นยืน ยิ้มถามชายหนุ่มผู้มาใหม่
ชายหนุ่มยิ้มตอบ แววตาอบอุ่นอ่อนโยนเฉกเช่นสายลมฤดูวสันต์ “ตามเสียงหัวเราะของเจ้ามาอย่างไร เป็นสตรีไฉนจึงเสียงดัง วันหน้าจะมีผู้ใดแต่งเป็นภรรยา”
ดรุณีน้อยแลบลิ้นซุกซน “ไม่มีผู้ใดมาสู่ขอ ข้าก็จะไปขออาศัยอยู่กับญาติผู้พี่ ให้ญาติผู้พี่เลี้ยงดูตลอดชีวิต” คำพูดนี้มีความนัยแอบแฝง ดวงตากระจ่างใสมีความลุ่มหลง กระทั่งได้ยินเสียงกระแอมกระไอของชายหนุ่ม นางถึงได้ตระหนักสิ่งที่ตนเองควรทำต่อ
“ญาติผู้พี่ ข้าจะแนะนำให้รู้จักคนผู้หนึ่ง” เบี่ยงตัวไปด้านข้าง ผายมือไปยังดรุณีน้อยซึ่งยังนั่งอยู่ “นี่คือองค์หญิงแปดสหายสนิทของข้า” หันไปพูดกับอีกคน “องค์หญิงแปด นี่คือญาติผู้พี่ของข้านามว่าเทียนซวี่”
ดรุณีน้อยในชุดชมพูดอกท้อลุกขึ้นยืน จะอย่างไรก็มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง นางจึงเพียงค้อมศีรษะให้ฝ่ายตรงข้าม ช่วงเวลาที่ได้สบตากัน ต่างฝ่ายต่างมีความชื่นชอบเกิดขึ้นในใจไม่รู้ตัว ก็ไม่รู้ว่าหมากกระดานนี้ท้ายที่สุดใครคือเหยื่อ ใครคือนักล่า หรือทั้งหมดล้วนเป็นหมากของใครบางคน
ร่างกายหวังเทียนซวี่สั่นสะท้านยามเห็นใบหน้าของดรุณีน้อยทั้งสองอย่างชัดเจน คนหนึ่งคือจ้าวลี่เชียนบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ส่วนอีกคนคือหลี่ม่านโถวบุตรสาวเจิ้งกั๋วกง
นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใด?
ทุกอย่างเบื้องหน้าค่อย ๆ สลายกลายเป็นม่านหมอก ทันใดนั้นก็มีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาโอบล้อมทุกทิศทาง ความร้อนระอุคืบคลานเข้ามา มองไปทางใดมีแต่ทะเลเพลิงน่าสะพรึง
ท่ามกลางความเป็นความตาย ความฝันเสมือนจริง เสียงสนทนาระหว่างชายหญิงพลันดังขึ้น คล้ายไกลแต่ก็ใกล้ ใกล้จนเขาได้ยินทุกคำพูดชัดเจน
“อาซวี่ ข้ารักท่าน”
“ข้าก็รักเจ้าเช่นกันเชียนเชียน ทุกภพทุกชาติข้าจะรักเจ้าเพียงผู้เดียว”
“หากท่านผิดคำพูดเล่า วาจาบุรุษเชื่อถือไม่ได้ ต่างมีสามภรรยาสี่อนุกันทั้งนั้น”
“เมื่อใดที่ข้าทรยศต่อความรักของเรา ขอสวรรค์โปรดลงทัณฑ์ ตลอดชีวิตไร้ซึ่งความสุข พบเจอแต่เคราะห์กรรม ทุกข์ทรมานจวบจนลมหายใจสุดท้าย”
สิ้นสุดประโยคนี้ ทะเลเพลิงสีแดงฉานพุ่งเข้ามาแผดเผาร่างกาย หวังเทียนซวี่ลืมตาพึ่บ หอบหายใจเหงื่อท่วมตัว ความทรมานปวดแสบปวดร้อนจากการถูกเผาทั้งเป็นในฝันยังหลงเหลือแม้ตื่นขึ้นมาแล้ว
“พี่สี่ ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที” หวังเทียนชิงที่นั่งเฝ้าข้างเตียงพูดอย่างยินดี เห็นพี่ชายจะลุกขึ้นนั่งจึงเข้าไปช่วยเหลือ “เป็นอย่างไรบ้าง ต้องการให้ข้าตามหัวหน้าหมอหลวงมาตรวจอาการอีกรอบหรือไม่”
“ข้าเป็นอะไร เหตุใดต้องตามหัวหน้าหมอหลวงด้วย” ถามหลังจากลุกขึ้นนั่งเสร็จ น้ำเสียงเหนื่อยล้าอย่างคนถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมด
“พี่สี่จำไม่ได้หรือ ท่านหมดสติตกลงจากหลังม้าระหว่างเดินทางกลับวัง เป็นเหตุให้ข้าถูกพระบิดาพระมารดาคาดโทษว่าดูแลท่านไม่ดี หากท่านไม่ฟื้น ข้าห้ามออกจากห้องนี้เด็ดขาด” หวังเทียนชิงทำหน้าโศกเศร้า เป็นผู้บริสุทธิ์ที่มิอาจเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเอง
“ข้าหมดสติไปกี่วัน”
“สองวัน สองวันนี้เพียงพอให้ราชสำนักเกิดคลื่นลม บรรดาขุนนางพากันวิพากษ์วิจารณ์หาสาเหตุที่ท่านล้มป่วยกะทันหัน ได้ยินว่ามีคนปล่อยข่าวให้ร้ายจวนแม่ทัพใหญ่ บอกว่าสองพ่อลูกสกุลจ้าววางยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้กับท่าน”
“เหลวไหล! เป็นผู้ใดที่กล้าให้ร้ายขุนนางภักดี ข้ากับเจ้าต่างกินดื่มสุราอาหารชุดเดียวกัน หากมียาพิษ ไฉนเจ้าถึงรอด”
“พี่สี่วางใจ ข้าให้คนไปจัดการคนปล่อยข่าวแล้ว รวมถึงอธิบายแก้ข้อกล่าวหาให้สกุลจ้าว สถานการณ์คลี่คลายเป็นที่เรียบร้อย”
“รู้ตัวผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่”
หวังเทียนชิงส่ายหน้า “คนชิงฆ่าตัวตายก่อน จึงเค้นไปไม่ถึงตัวผู้บงการ กระนั้นพวกเราต่างแจ่มแจ้งว่าใครที่ต้องการให้สกุลจ้าวเกิดเรื่อง”
หวังเทียนซวี่เงียบไปครู่หนึ่ง “จวนแม่ทัพใหญ่ไม่เกิดเรื่องก็ดีแล้ว ข้าอยากนอนพักอีกสักหน่อย เจ้ากลับตำหนักตนเองเถิด”
“ท่านไม่ต้องการให้ข้าตามหัวหน้าหมอหลวงจริง ๆ หรือ” ถามเมื่อเห็นสีหน้าพี่ชายไม่สู้ดีนัก ทั้งซีดขาวและเคร่งเครียด
“ไม่จำเป็น ร่างกายข้าปกติดี”
หวังเทียนชิงรู้จักนิสัยพี่ชายดี เรื่องใดที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ ต่อให้มาอยู่ตรงหน้าก็ไร้ประโยชน์ ตามหัวหน้าหมอหลวงมาก็เท่านั้น รัชทายาทยืนกรานไม่ให้ตรวจ อีกฝ่ายจะกล้าเข้าไปจับชีพจรได้อย่างไร
“ตอนพี่สี่ตกจากหลังม้า แผ่นหลังกระแทกพื้นอย่างแรง หากรู้สึกเจ็บผิดปกติให้รีบตามหมอหลวงนะ แผลเล็กน้อยไม่ใช่จะสร้างปัญหาถึงวันข้างหน้าไม่ได้ ท่านเป็นว่าที่กษัตริย์ ร่างกายล้ำค่าอย่างยิ่ง ต้องดูแลเอาใจใส่ให้ดี”
หวังเทียนซวี่ส่ายหน้ายิ้มให้น้องชาย “นับวันเจ้าจะยิ่งเหมือนพระมารดา ห่วงสุขภาพร่างกายของข้ายิ่งกว่าตนเอง กลับไปพักผ่อนได้แล้ว หรืออยากถูกกักบริเวณอยู่ในห้องของข้าต่อ”
หวังเทียนชิงลุกขึ้นยืนฉับพลัน “ตำหนักบูรพามีแต่ขันทีกับองครักษ์ นางกำนัลแทบนับนิ้วได้ สถานที่ไร้สีสันเช่นนี้ อยู่สองวันเหมือนสองปี ข้าขอตัวกลับตำหนักก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมท่าน”
คนเป็นพี่หมดคำพูดกับนิสัยเจ้าชู้ของน้องชาย ยังดีที่อีกฝ่ายรู้ขอบเขต ไม่เคยเรียกนางกำนัลคนใดขึ้นมาปรนนิบัติบนเตียง พูดแทะโลมหยอกเย้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาองค์ชายเสเพล
* กั๋วกง เป็นบรรดาศักดิ์ของขุนนางจีนในสมัยโบราณ แต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์หรือผู้มีคุณงามความชอบ โดยบรรดาศักดิ์ห้าขั้นรองจากชั้นอ๋องคือกง โหว ป๋อ จื่อ หนาน แต่ละสมัยจะมีคำเรียกและลำดับแยกย่อยต่างกัน กั๋วกงถือเป็นขั้นสูงสุดในลำดับกง
จ้าวลี่เชียนดึงความคิดของตนเองกลับมา ฟังจากคำพูดของเด็กหนุ่ม เป็นอันแน่ชัดว่าคือขอทานคนนั้น “จำได้สิ เจ้าเปลี่ยนไปจนข้าเกือบจำไม่ได้” “ต้องขอบคุณคุณชายหนานที่เมตตา อาซิ่นจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น” จ้าวลี่เชียนเหลือบมองหนานไห่ ครั้นเก็บสายตากลับมาจึงพูดกับอาซิ่นว่า “น้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สายตาของอาซิ่นที่มองจ้าวลี่เชียนเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน “เพราะคุณหนู น้องสาวของอาซิ่นจึงรอดพ้นจากความตาย เวลานี้หายดีแล้วขอรับ” “เป็นเรื่องดี วันหน้าต้องการความช่วยเหลือไปหาข้าที่จวนได้” “ในเมื่อคุณหนูจ้าวมีใจอยากช่วย มิสู้ให้เขาติดตามรับใช้ ร่างกายอาซิ่นเหมาะต่อการฝึกยุทธ์ ข้าจึงให้ซุนซือสอนการต่อสู้ให้เขา เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ฝีมืออาจไม่เก่งกาจเท่าคนที่ตั้งใจฝึกฝนตั้งแต่เด็ก แต่เชื่อว่าสามารถดูแลปกป้องคุณหนูได้ ช่วยทำงานหรือสืบข่าวในสถานที่ที่องครักษ์หญิงของคุณหนูไม่สะดวกเข้าไปได้ เก็บความลับได้ดีกว่าด้วย เขาเป็นคนขยัน วันหน้าความสามารถยังพัฒนาได้อีกไกล” “นี่คือของขวัญที่คุณชายหนานอยากมอบให้ข้า?” จ้าวลี่เชีย
จ้าวลี่เชียนลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนของจวนแม่ทัพใหญ่ บิดามารดาเรียกนางไปพบ สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไฉนนางถึงหมดสติที่ตำหนักบูรพา นางไม่ตอบเรื่องนี้ บิดามารดาของนางก็ไม่บังคับ เปลี่ยนไปพูดเรื่องสำคัญ นั่นคือฮองเฮาอยากสู่ขอนางให้รัชทายาท บิดาไม่ได้ให้คำตอบในตอนนั้น บอกเพียงต้องการถามความเห็นของนางก่อน ฮ่องเต้ให้การสนับสนุน ตรัสว่าไม่รีบร้อน สกุลจ้าวสามารถขบคิดนานเท่าไรก็ได้ คนไม่รู้คงคิดว่าพระองค์มีเมตตา ไม่บีบบังคับคนให้ทำเรื่องไม่เต็มใจ ส่วนคนที่รู้ว่าลูกสะใภ้ที่ฮ่องเต้หมายตาไว้มานานคือหลี่ม่านโถว ย่อมมองออกถึงการถ่วงเวลา เพื่อที่ระหว่างนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง นางเจอหลี่ม่านโถวในวัง คาดว่าคงเป็นการจัดการของฮ่องเต้ สร้างโอกาสให้หลี่ม่านโถวเอาชนะใจหวังเทียนซวี่ จะอย่างไรก็ตาม สำหรับนางมีแต่ได้ไม่มีเสีย ในเมื่อฮ่องเต้ให้เวลาขบคิด นางก็จะขบคิดนาน ๆ นานจนราชวงศ์หวังล่มสลาย ถึงเวลามีเรื่องพลิกฟ้าคว่ำดิน ใครจะยังมาสนใจเรื่องเสื่อมเสียของนางอีก วันเวลาผ่านไปอย่างสงบเงียบ บิดามารดาไม่เอ่ยเรื่องแต่งงาน นางก็หลีกเลี่ยงไม่พูดถึง หวังเทียนซวี่หายตัวไม่ได้
หวังเทียนซวี่วางจ้าวลี่เชียนบนตั่งยาวข้างหน้าต่าง ถอดถุงเท้าของนางเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง จ้าวลี่เชียนรีบชักเท้าหลบ “สตรีไม่ควรเผยเท้าให้บุรุษที่มิใช่สามี” ดึงถุงเท้าที่เพิ่งถอดออกได้ครึ่งเดียวกลับ “ข้าต้องรับผิดชอบที่ล่วงเกินเจ้าอยู่แล้ว จะเห็นเท้าของเจ้าก่อนแต่งก็ไม่เป็นไรหรอก” จับเท้าของนางวางบนตัก เตรียมถอดถุงเท้าอีกครั้ง “หม่อมฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบจากรัชทายาท หยุดทำเรื่องไม่สำรวมได้แล้วเพคะ” ปัดมือที่จับถุงเท้าของตนเองทิ้ง “รบกวนรัชทายาทให้นางกำนัลหรือขันทีก็ได้พาหม่อมฉันไปส่งที่รถม้า หม่อมฉันจะไปรอบิดาที่นั่น” ถึงจะรู้ว่าจ้าวลี่เชียนต้องปฏิเสธความรับผิดชอบของเขา แต่ในใจหวังเทียนซวี่ก็ยังรู้สึกหน่วงและผิดหวังอยู่ดี “การแต่งงานของบุตรเป็นบิดามารดาที่ตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” จ้าวลี่เชียนแค่นหัวเราะ “สกุลอื่นอาจเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่สกุลจ้าวของหม่อมฉัน ความสุขทั้งชีวิตของลูก อย่างไรบิดามารดาก็ต้องถามความเห็น ซึ่งคำตอบของหม่อมฉันคือไม่ยินยอม” หวังเทียนซวี่สะกดความเสียใจ ระยะนี้
จังหวะที่หลี่ม่านโถวกำลังเดินผ่าน จ้าวลี่เชียนคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ นัยน์ตาแดงฉานดุจปีศาจคลั่ง ยิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันสองคน “คุณหนูหลี่รักษาตัวด้วย หมากกระดานนี้ไม่ใช่เจ้าวอดวายก็เป็นข้าที่สิ้นลม ดังนั้นข้าจะไม่ออมมือ” ร่างกายหลี่ม่านโถวสั่นสะท้าน ทั้งกลัวและโกรธ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครข่มขู่นางเช่นนี้มาก่อน สะบัดมือจ้าวลี่เชียนออก กดเสียงต่ำพูดว่า “อย่าทำตัวอวดเก่งจองหองให้มากนัก ข้าไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดี หมากกระดานนี้ไม่เจ้าตายก็ข้าม้วยเช่นกัน” “เชิญคุณหนูจ้าวนั่ง” หวังเทียนซวี่พูดเมื่อหลี่ม่านโถวจากไปแล้ว เรื่องที่หญิงสาวทั้งสองกระซิบกระซาบกันเขาไม่สนใจ ความสนใจของเขาเวลานี้คืออยากพูดคุยกับจ้าวลี่เชียน จ้าวลี่เชียนเก็บสายตามาจากแผ่นหลังหลี่ม่านโถว เชื่อว่าอีกไม่นานศัตรูอันดับหนึ่งของนางคนนี้จะต้องมีความเคลื่อนไหว “ขอบพระทัยรัชทายาท หม่อมฉันไม่ได้คิดจะรั้งอยู่นาน ยืนเช่นนี้สะดวกกว่า” เรียกอู๋กงกงที่ยืนอยู่ด้านนอกหอเก๋งเข้ามา เนื่องจากเขาอาสาถือของขวัญที่นางจะมอบให้หวังเทียนซ
รถม้าเคลื่อนตัวผ่านประตูวังหลวง จ้าวเจิ้งกับจ้าวลี่เชียนลงจากรถม้า ขันทีคนหนึ่งซึ่งมายืนรอสองพ่อลูกนานแล้วคารวะทักทาย “แม่ทัพใหญ่ คุณหนูจ้าว” จ้าวเจิ้งรู้จักขันทีคนนี้ จึงทักทายกลับ “อู๋กงกง ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่รับใช้ฮองเฮาที่ตำหนักคุนหนิง” อู๋กงกงยิ้มเป็นมิตร “ฮองเฮาทรงทราบว่าวันนี้แม่ทัพใหญ่จะพาบุตรสาวมาขอบคุณรัชทายาท จึงส่งบ่าวมาต้อนรับและนำทาง” “อันที่จริงข้ารู้เส้นทางไปตำหนักบูรพา ไม่จำเป็นต้องรบกวนอู๋กงกงนำทางเลย” “แม่ทัพใหญ่รู้ แต่คุณหนูจ้าวไม่รู้ ฝ่าบาทกับฮองเฮามีเรื่องอยากปรึกษาพูดคุยกับแม่ทัพใหญ่ เชิญแม่ทัพใหญ่ที่ห้องทรงพระอักษร ส่วนคุณหนูจ้าวบ่าวจะพาไปพบรัชทายาทเอง” จ้าวเจิ้งมองจ้าวลี่เชียน “เชียนเอ๋อร์ไปพบรัชทายาทคนเดียวได้หรือไม่” ถามอย่างห่วงใย กลัวนางประหม่าวางตัวไม่ถูกยามอยู่ในอาณาเขตวังหลวง อดีตองค์หญิงอย่างจ้าวลี่เชียนหรือจะประหม่า ยิ้มตอบบิดา “ได้เจ้าค่ะ” ไม่มีบิดาไปด้วย นางก็ไม่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้หวังเทียนซวี่ รีบขอบคุณรีบกลับออกมา “รบกวนอู๋กงกงแล้ว”
“ข้าเป็นสตรีไม่ควรยุ่งเรื่องในราชสำนัก แต่ก็อยากลองออกความเห็นดู พี่ชายคิดว่าพี่เหวินเป็นอย่างไร เขาเป็นบุตรชายของท่านลุงเซี่ย แม่ทัพรักษาการณ์เมืองหลวง ติดตามบิดาดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกเมืองตั้งแต่ยังเยาว์ ความสามารถไม่ต้องพูดถึง เทียบเคียงบิดาผู้ให้กำเนิดได้สบาย สำคัญสุดคือเขาเคยช่วยฝ่าบาทจากการลอบปลงพระชนม์เมื่อห้าปีก่อน หากมีคนเสนอชื่อของเขา บางทีฮ่องเต้อาจระลึกถึงความดีความชอบครั้งใหญ่ในตอนนั้น แต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพซ้าย เขาไม่ใช่คนในสังกัดกองทัพสกุลจ้าว ฝ่าบาทคงไม่คลางแคลงพระทัย ท่านกับพี่หญิงหว่านรักใคร่ชอบพอกัน วันใดวันหนึ่งตกลงปลงใจ ท่านก็คือน้องเขยของเขา เขาย่อมไม่ถูกเจิ้งกั๋วกงซื้อตัวไปเป็นสมัครพรรคพวก” ดวงตาจ้าวหลิงเซียวลุ่มลึกยามจับจ้องใบหน้าจ้าวลี่เชียน เนิ่นนานถึงค่อยพูดว่า “เจ้าจากเมืองหลวงไปสิบปี เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน เรื่องราวเกี่ยวกับเซี่ยเหวิน เจ้ารู้ละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร” เขายังไม่สนใจเรื่องเสนอชื่อเซี่ยเหวินให้รับตำแหน่งแม่ทัพซ้าย สนใจน้องสาวที่ความคิดความอ่านไม่เหมือนหญิงสาวที่ถูกปิดกั้นเรื่องทางโลก ใช้ชีวิตอยู่ในอารามห่างไกล ต







