เข้าสู่ระบบและในจังหวะกระชั้นชิดนั้นเอง คิรันก็เสมือนจะฉุกนึกถึงเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาได้“ปั้นหยา”“คะ?”“ไปเที่ยวกันไหม”“เที่ยว?”“อืม”คิรันเอนกายพิงเข้ากับพนักหัวเตียงนอนกว้างช้า ๆ ท่วงท่าเนิบนาบ ก่อนจะขยับริมฝีปากอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มเรียบเรื่อย“ช่วงนี้เธอเหนื่อยมาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องร้านดอกไม้ เรื่องพี่ชาย แล้วยังจะเรื่องในวันนี้อีก...” แววตาของเขาเลื่อนมาทอดมองใบหน้าหวานอย่างลึกซึ้ง “...ฉันไม่อยากเห็นเธอต้องเครียด”“จริงเหรอคะ? จะพาไปเที่ยวเหรอ”“อยากไปที่ไหนก็เลือกมาได้เลย ทะเล ภูเขา หรือต่างประเทศ... หรือถ้าเธอเกิดอยากจะไปเที่ยวรอบทั้งโลก ฉันก็พาไปได้”ปั้นหยาแอบหลุดส่งเสียงขำออกมาแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู“พูดเหมือนมันง่ายเลยนะคะ”“ก็ง่ายจริง” คิรันตอบหน้าตาย“คนรวยนี่น่าหมั่นไส้จริง ๆ” หญิงสาวค้อนขำ ๆคิรันหลุดส่งเสียงหัวเราะต่ำในลำคออย่างชอบใจ ก่อนจะขยับปากเปรยข้อเสนอถัดมา“แล้วก็... พาเพื่อนเธอไปด้วยก็ได้”“มิ้นท์เหรอคะ?”“อืม... รวมถึงบรรดาพนักงานที่ร้านดอกไม้ของเธอด้วยทั้งหมดนั่นแหละ”“จริงเหรอคะ?!”“ถือว่าเป็นโบนัสพักร้อน...ฉันจ่ายเอง”เมื่อสิ้นประโยคชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์มือ
คิรันยืนอยู่เบื้องหน้าห้องพักใหญ่อีกครู่หนึ่ง เพื่อดึงสีหน้าโหด ๆ ทิ้งไปตามคำแนะนำของคีร์และซิ่วอิง พ่นลมหายใจยาวเหยียดก่อนจะยกมือขึ้นเคาะบานประตูก๊อก... ก๊อก...“ปั้นหยา”ภายในห้องยังคงส่งกลับมาเพียงความเงียบงันไร้ซุ่มเสียง คิรันสูดลมหายใจลึกก่อนเปรยคำอ่อนลง“ฉันขอคุยด้วยหน่อย”พื้นที่ด้านในตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงกระเง้ากระงอดแสนงอนของหญิงสาวจะยอมเอ่ยตะโกนตอบกลับออกมา“ไม่คุย!”คิรันถึงกับต้องหลับตาลงช้า ๆ พลางแอบพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาอย่างเหนื่อยใจ“ยากกว่าปิดดีลร้อยล้านอีก...”คิรันยังคงยืนพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตูห้องนอนอยู่เงียบ ๆ ภาพลักษณ์ผู้นำมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแสนเย็นชาที่ใครต่อใครเห็นพบเห็นเป็นต้องขวัญหนีดีฝ่อหวาดกลัวจนตัวสั่น ในเวลานี้กลับไม่หลงเหลือเค้าโครงความป่าเถื่อนนั้นอยู่อีกเลย... เพราะบัดนี้เขากำลังตกอยู่ในสภาวะจนแต้มหมดปัญญาอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะติดกับดักความงอนของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แค่คนเดียว“ปั้นหยา เปิดประตูก่อน” คิรันส่งเสียงเรียกเธออีกครั้งพื้นที่ภายในห้องจมดิ่งลงสู่ความเงียบสงัดระคนอึดอัดอยู่พักใหญ่ ก่อนที่น้ำเสียงหวานของคนตัวเล็กจะยอม
ภายในห้องทำงานยังคงจมดิ่งอยู่ภายใต้ความเงียบอันเคร่งเครียด บรรดาลูกน้องทุกคนต่างพากันยืนนิ่ง ไร้ซุ่มเสียงขยับกาย ไม่มีใครกล้าพอจะสอดแทรกทำลายจังหวะบทสนทนาระหว่างคิรันกับปั้นหยาเลยแม้แต่น้อยนิดปั้นหยาตรึงสายตาจ้องมองใบหน้าคมคายของเขานิ่งสนิท ก่อนจะขยับปากเอ่ยคำถามขึ้นมาอีกครั้ง“คุณจะจัดการน้ำหวานยังไง”คิรันเอนแผ่นหลังพิงเข้ากับพนักเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่อย่างเนิบนาบ ทว่าวงแขนแกร่งก็ยังคงขยับโอบรัดเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“ฉันบอกแล้ว... ฉันไม่ตีผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้ใจดีพอจะปล่อยไป”“คิรัน”“หล่อนตบเธอสองครั้ง” ชายหนุ่มเอ่ยปากพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“...กระชากผมเธอ ทำให้เธอล้ม ทำให้เธอเลือดออก”ทุกถ้อยคำที่รอดไรฟันออกมา ยิ่งส่งอานุภาพกดทับให้ความตึงเครียดภายในห้องทำงานทวีความหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว“ฉันไม่ได้เจ็บหนักอะไร ฉันว่า...”“สำหรับฉัน... แค่เธอมีรอยแดง ฉันก็ไม่โอเคแล้ว”ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของปั้นหยารู้สึกกระตุกวูบเบา ๆ กับความใส่ใจนั้น ทว่าเธอก็ยังคงรวบรวมสติพยายามเอ่ยปากพูดจาทัดทานต่อ“แล้วถ้าคุณทำแรงเกินไปล่ะ”“ฉันรู้ขอบเขตดี”“แต่คุณเคยบอกเองว่าคุณไม่ใช่คนดี”ป
ตลอดระยะเวลาของการเดินทางกลับ บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถยนต์ตกอยู่ภายใต้ความเงียบ เสียจนผู้ร่วมทางแทบจะหายใจเข้าออกไม่ทั่วท้อง คิรันเอนกายนั่งอยู่เคียงข้างปั้นหยา ฝ่ามือแกร่งกุมมือเล็กของเธอเอาไว้แน่นตลอดการเดินทาง ปลายนิ้วโป้งอุ่นคอยเลื่อนลูบไล้แผ่วเบาไปตามบาดแผลรอยถลอกบนฝ่ามือบางของเธอเป็นระยะ ๆ อย่างทะนุถนอม ถึงแม้ใบหน้าคมคายจะเรียบนิ่งสนิทไร้ความรู้สึก ทว่าทุกคนบนรถต่างรับรู้ดีว่า บัดนี้บอสใหญ่แห่งตระกูลมาเฟียกำลังตกอยู่ในอารมณ์โกรธขีดสุด เสียจนไม่มีใครหน้าไหนกล้าหายใจแรงจนกระทั่งยานพาหนะคันงามเคลื่อนตัวผ่านซุ้มประตูใหญ่เข้ามาภายในเขตพื้นที่คฤหาสน์ มิ้นท์ที่ทอดสายตามองผ่านกระจกรถออกไปถึงกับอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบหลุด“เดี๋ยวนะ...นี่บ้านหรือโรงแรมห้าดาว?!”คำอุทานแสนซื่อส่งผลให้ปั้นหยาหลุดส่งเสียงขำเบา ๆ ออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้น ส่วนทางด้านของป้าแย้มที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็พลอยอมยิ้มบาง ๆ ด้วยความเอ็นดูตามไปด้วยทันทีที่สองฝ่าเท้าก้าวขาสไลด์ลงมาจากรถ แพทย์ประจำคฤหาสน์ก็รีบสาวเท้าเข้ามาสแตนด์บายอยู่ทันท่วงที ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะคิรันได้ต่อสายตรงสั่งการเ
รถยนต์คันหรูหักเลี้ยวเปลี่ยนเลนกะทันหัน เสียงล้อรถยนต์บดเบียดเสียดสีเข้ากับพื้นผิวถนนดังสนั่นหวั่นไหว คิรันกำลังตรึงสายตาจับจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือนิ่ง แววตาคมกล้าอัดแน่นไปด้วยรังสีแห่งความเดือดดาลที่แทบจะควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ เพราะเพียงแค่ห้วงความคิดแล่นเข้ามาในสมองว่า ปั้นหยาถูกทำร้าย เลือดทั่วกายก็แทบจะเดือดประทุออกมาเป็นลาวาร้อน“ใช้ชีวิตเบื่อแล้วรึไง ถึงกล้าแตะคนของฉัน”ภายในช็อปแบรนด์เนม สถานการณ์ในเวลานี้ตกอยู่ในความวุ่นวาย จนแทบจะไม่สามารถควบคุมทิศทางเอาไว้ได้ พนักงานร้านหลายต่อหลายคนต่างพากันขยับกายถอยหนีออกห่างด้วยความขลาดกลัว ในขณะที่บรรดาลูกค้าคนอื่น ๆ ที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบนอกเริ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งท่ากดถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้ น้ำเสียงกรีดร้องและถ้อยคำด่าทอหยาบคายแผดดังอื้ออึงกันไปหมดจนฟังไม่ได้ศัพท์“ทำตัวเด่น น่าหมั่นไส้!”“ปล่อยนะน้ำหวาน”ปั้นหยายังถูกน้ำหวานจับกดคุกเข่าทรุดกายอยู่บนพื้นกระเบื้องเย็น สองฝ่ามือเนียนถลอกปอกเปิกแดงก่ำ แก้มขึ้นรอยนิ้วมือเด่นชัดเจน เส้นผมสลวยหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงไม่มีชิ้นดีเพราะแรงกระชาก“ปล่อยปั้นหยานะอีบ้า ครอบครัวมีปัญหาหรือไง ถึ
หลังจากที่คิรันก้าวเท้าเดินออกไปขึ้นรถยนต์ เพื่อเดินทางไปทำงาน คฤหาสน์หลังใหญ่ก็พลันตกอยู่ภายใต้ความเงียบ ปั้นหยาย้ายร่างมานั่งจมปุกอยู่บนโซฟาภายในห้องรับแขกเพียงลำพัง ฝ่ามือเล็กขยับพลิกเปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือเลื่อนดูโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ตอนแรกเธอตั้งอกตั้งใจเอาไว้ว่าจะจัดแจกันดอกไม้เล่นเพื่อฆ่าเวลา ทว่าสุดท้ายกลับพบว่าตัวเองหมดสิ้นแรงบันดาลใจไปเสียดื้อ ๆ อาจเป็นเพราะในช่วงระยะหลังมานี้ คิรันเข้มงวดกวดขันเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยรอบตัวเธอมาก เสียจนทำให้เธอแทบจะไม่ได้ย่างกรายออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลยหญิงสาวระบายลมหายใจยาวออกมาแผ่วเบา ก่อนที่สายตาคู่สวยจะเหลือบไปเห็นแผ่นบัตรเครดิตสีดำขลับเลอค่าใบนั้นที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะกระจกตรงหน้า แล้วจู่ ๆ ห้วงความคิดบางอย่างก็แล่นริ้วเข้ามาในหัวสมอง“จริงสิ...”ตั้งแต่ที่เธอตกลงปลงใจมาใช้ชีวิตร่วมเรียงเคียงหมอนอยู่กับเขา ผู้ชายคนนั้นเป็นฝ่ายจัดการทุกสิ่งทุกอย่างมาปรนเปรอให้เธอ โดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปากขอ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับล้ำค่า ร้านดอกไม้แสนสวย หรือแม้กระทั่งเม็ดเงินมหาศาลเพื่อแลกกับความปลอดภัยรอบตัวเธอทว่าตัวเ
หัวใจของปั้นหยาสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ความใกล้ชิดในระดับที่ลมหายใจอุ่นของคิรันปะทะเข้ากับผิวแก้วนั้น รุนแรงและจู่โจมความรู้สึกเธออย่างหนักหน่วง ใกล้เสียจนเธอรู้ดีว่านาทีนี้ เธอหนีหัวใจตัวเองไม่พ้นอีกแล้ว“คุณพูดเหมือนคนคลั่งรักฉันงั้นแหละ”ปั้นหยาพยายามเค้นเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ทว่ามันกลับแ
คิรันจ้องมองเธอเนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงดึงร่างอรชรเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ อ้อมกอดครั้งนี้ปราศจากความดุดันหรือการบังคับขู่เข็ญ มีเพียงความเงียบงันและไออุ่นที่โอบล้อมกายเธอไว้ คล้ายเป็นที่พักพิงเดียวท่ามกลางพายุ“เสียใจไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดใบหู ปั้นหยาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ใจหนึ่งเธ
ทั่วทั้งโกดังตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์ ปั้นหยาเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง“คิรัน”“ฉิบหายแล้ว” พี่ชายของเธอกลับสบถออกมาแผ่วเบาเขาย้ำคำนั้นออกมาอย่างหมดแรง ส่วนปั้นหยาในตอนนี้สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เธอมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก“คุณพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม”“รู้”
ปัง!ประตูโกดังถูกกระแทกจนระเบิดออก ชายชุดดำกรูเข้ามาพร้อมกับพายุขวากหนามของกระสุนปืนที่ดังระงมไปทั่วพื้นที่ ปั้นหยาใจหายวูบเมื่อร่างของลูกน้องที่คุมตัวเธออยู่ถูกยิงล้มพับลงข้างกาย เหตุการณ์ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายจนประสาทสัมผัสของเธอประผลตามไม่ทัน และท่ามกลางกลุ่มควันและเสียงปืนนั้นเอง... เธอเห็นเขา







