Home / แฟนตาซี / ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย / “คนทั้งวังสงสัย...ฝ่าบาทพาสาวที่ไหนมานอนในห้อง?”

Share

“คนทั้งวังสงสัย...ฝ่าบาทพาสาวที่ไหนมานอนในห้อง?”

Author: ChengXiang.C
last update publish date: 2026-08-21 17:23:06

บรรยากาศที่เกือบจะหลอมละลายเมื่อครู่กลางสระมรกตพังทลายลงในพริบตาเดียว!

"ฮัด...ฮัดชิ้วววว!"

ไป๋ซินจามออกมาสุดแรงจนตัวโยน กลิ่นเกสรดอกมะลิที่เข้มข้นเกินไปในอ่างน้ำทำให้จมูกรั้นๆ ของนางคันยิบ และนั่นคือชนวนเหตุแห่งความบรรลัย! แสงสีเงินจางๆ วาบขึ้นรอบตัวนางอีกครั้งท่ามกลางความตกแตลึงของ เย่จวินเหยียน ที่ริมฝีปากเกือบจะแตะกับกลีบปากนุ่มอยู่แล้วเพียงอึดใจเดียว

ปุ้ง!

ควันสีขาวจางๆ กระจายตัวออก และแทนที่อ้อมกอดของเขาจะมีดรุณีนางงามผู้อ่อนช้อย กลับกลายเป็นเจ้าก้อนขนสีขาวกลมดิบที่เปียกโชกจนขนลีบติดตัว กระโดดแวบออกจากอ่างน้ำหยกมรกตไปยืนสั่นแหง็กๆ อยู่บนพื้นหินอ่อน ทิ้งให้ฮ่องเต้หนุ่มนั่งค้างเติ่งอยู่กลางสระด้วยอารมณ์ที่...'ค้าง' ยิ่งกว่าสิ่งใดในใต้หล้า เขามองดูริมฝีปากตัวเองที่สัมผัสได้เพียงอากาศธาตุ ก่อนจะมองเจ้าตัวดีที่ตอนนี้กำลังสะบัดน้ำใส่ชั้นวางเครื่องลายครามอย่างเริงร่า

"ไป๋...ไป๋...ซิน...”

เย่จวินเหยียนกัดฟันกรอดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขามองเจ้ากระต่ายตัวแสบที่ตอนนี้เอาจมูกฟุดฟิดเลียอุ้งเท้าตัวเองอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

"เจ้ามัน...เจ้าก้อนขนทำลายบรรยากาศ! ข้าควรจะสั่งห้องเครื่องเอาเจ้าไปตุ๋นทำน้ำแกงเสียเดี๋ยวนี้!"

เขาถอนหายใจยาวพลางลูบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อระงับอารมณ์พลุ่งพล่านที่ยังพลุ่งพล่านอยู่กลางกาย ก่อนจะก้าวขึ้นจากสระในสภาพที่น้ำเกาะตามมัดกล้ามแกร่ง เขาคว้าผ้าไหมหนานุ่มมาเช็ดตัวให้เจ้าตัวแสบที่พยายามจะวิ่งหนี แววตาของเขาในยามที่มองเจ้าก้อนขนเปียกๆ นั้น เต็มไปด้วยความหมั่นไเขี้ยวและเอ็นดูจนปิดไม่มิด

ทว่า...เรื่องราวความวุ่นวายไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะในขณะที่ฮ่องเต้กำลังง่วนอยู่กับการ "เป่าขน" ให้กระต่ายอยู่นั้น ข่าวลือเรื่อง 'เสียงสตรี' และ 'กลิ่นหอมหวาน' ที่ลอยออกมาจากตำหนักเฉินซีตลอดทั้งคืนก็ได้แพร่กระจายไปทั่ววังหลังราวกับไฟลามทุ่ง

เช้าวันต่อมา ณ หน้าท้องพระโรง...

เหล่าขุนนางเฒ่าต่างพากันกระซิบกระซาบ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยแกมจับผิด โดยเฉพาะ 'อัครเสนาบดีหลี่' ที่มีบุตรสาวเป็นถึงหลี่กุ้ยเฟยผู้กุมอำนาจวังหลัง เขาพยายามยื่นหน้าเข้ามาถามลองเชิงเย่จวินเหยียนขณะที่พระองค์กำลังประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

"ฝ่าบาท...กระหม่อมได้ยินมาว่า ช่วงนี้ตำหนักเฉินซีปิดม่านหนาทึบ ทั้งยังมีเสียงเจื้อยแจ้วของสตรีดังแว่วออกมา ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงรับ 'นางบำเรอ' ลึกลับจากที่ใดมาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? หากเป็นเช่นนั้นจริง ควรทำเรื่องรับแต่งตั้งให้ถูกต้องตามกฎวังหลวง มิควรซ่อนเร้นให้นินทา..."

เย่จวินเหยียนปรายสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกมองขุนนางเฒ่าผู้นั้น มือหนาที่วางบนที่เท้าแขนสลักมังกรกำแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน เขาจะบอกได้อย่างไรว่านางบำเรอที่ว่าน่ะ...ตอนนี้กำลังแอบนอนแทะแครอทและทำเปิ่นๆ อยู่ใต้โต๊ะทรงงานของเขา!

"หุบปากซะ เสนาบดีหลี่"

เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจทำให้ทั้งห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก

"นั่นไม่ใช่สตรีลึกลับที่ไหน แต่เป็น 'สาวใช้ฝนหมึก' ส่วนพระองค์ที่ข้าคัดเลือกมาด้วยตนเอง นางมีหน้าที่ดูแลงานเอกสารสำคัญลับสุดยอด และข้าไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนเข้าไปรบกวนนางทั้งสิ้น!"

"สาวใช้ฝนหมึก...ส่วนพระองค์?"

เหล่าขุนนางทวนคำด้วยความงงงวย วังหลวงแห่งนี้ไม่เคยมีตำแหน่งที่ฟังดู 'เฉพาะเจาะจง' ขนาดนี้มาก่อน!

"ใช่...และนางมีโรคประจำตัว คือผิวพรรณบางเบาแพ้แสงแดดและขี้อายอย่างยิ่ง หากใครกล้าเข้าไปด้อมๆ มองๆ หรือรบกวนการทำงานของนางในตำหนักโดยไม่ได้รับอนุญาต...ข้าจะถือว่าเป็นการล่วงละเมิดความลับราชการ และมีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!"

การประกาศกร้าวของฮ่องเต้ทำให้ไม่มีใครกล้าซักไซ้ต่อ แต่นั่นกลับยิ่งกระตุ้นความริษยาของเหล่าสนมในวังหลัง โดยเฉพาะหลี่กุ้ยเฟยที่ถึงกับกำผ้าเช็ดหน้าจนยับยู่

ตัดกลับมาที่ห้องทรงพระอักษร...

"นี่! ท่านบอกว่าข้าเป็นสาวใช้ฝนหมึกเหรอ? ชื่อฟังดูตลกจัง"

ไป๋ซินในร่างคน (ที่เพิ่งแปลงกลับมาได้เพราะแอบกินแครอทหิมะหัวที่สี่เข้าไป) นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนโต๊ะทรงงานของเย่จวินเหยียน

นางอยู่ในชุดสีน้ำเงินเข้มลวดลายเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าชั้นเลิศที่ เย่จวินเหยียนเตรียมไว้ให้ มือข้างหนึ่งถือแท่งหมึกราคาแพง อีกข้างกำลังพยายามจะเอาพู่กันขนจามรีมาปัดๆ ตามแก้มตัวเองเหมือนพู่ปัดแป้งแต่งหน้า

"ก็นางห้ามมันสะดุดตาเกินไป ตำแหน่งสาวใช้นี่แหละจะทำให้เจ้าอยู่ข้างกายข้าได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่มย่าม"

เย่จวินเหยียนที่กำลังอ่านฎีกาเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตาแอบเหลือบมองลาดไหล่เนียนของนางเป็นระยะ

"แต่เจ้าต้องจำไว้ ห้ามส่งเสียงร้อง 'ปี๊ด' หรือเผลอกระโดดออกไปนอกหน้าต่างเหมือนตอนเป็นกระต่ายเด็ดขาด เข้าใจไหม?"

"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ...ฝ่าบาทททท"

ไป๋ซินลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท นางเริ่มฝนหมึกอย่างมันมือ แต่เพราะไม่เคยทำ หมึกจึงกระเด็นเปื้อนหน้าผากมนและปลายจมูกรั้นจนดูเหมือนแมวด่าง เย่จวินเหยียนมองดูแล้วถึงกับต้องกุมขมับ เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือนางไว้

"ไป๋ไป๋...เจ้าฝนหมึกหรือจะขุดดินขุดทราย? ค่อยๆ ทำ..."

ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าของนางกำนัลอาวุโสจากตำหนักพระพันปีดังขึ้นที่หน้าประตูอย่างกะทันหัน!

"ฝ่าบาท...พระพันปีทรงทราบข่าวเรื่องสาวใช้คนใหม่ จึงทรงให้หม่อมฉันนำน้ำแกงบำรุงพระวรกายมาถวาย และทรงกำชับว่าอยากจะขอพบหน้าสตรีผู้นั้นเพื่อดูมารยาทสักนิดพ่ะย่ะค่ะ..."

ไป๋ซินตาโตเท่าไข่ห่าน นางลนลานจนเกือบจะปัดแท่นหินฝนหมึกคว่ำ เย่จวินเหยียนไวกว่า เขาคว้าเอวบางของนางแล้วกดให้นั่งลงใต้โต๊ะทรงงานขนาดใหญ่ที่มีผ้าปักลายมังกรผืนหนาคลุมลงมาจนเกือบถึงพื้น

"อยู่นิ่งๆ ถ้าเจ้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว ข้าจะสั่งงดขนมโก๋และแครอทเจ้าตลอดชีวิต!"

เขาขู่เสียงกระซิบที่ข้างหูจนนางขนลุก

ไป๋ซินมุดอยู่ใต้โต๊ะพลางอุดปากแน่น นางเห็นรองเท้าบูทหนังสีดำของเย่จวินเหยียนอยู่ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นไม้หอมและกลิ่นกายบุรุษเพศจากตัวเขาที่วนเวียนอยู่ในที่แคบๆ ใต้โต๊ะทำให้นางใจสั่นระรัวพิลึก

แต่ทว่า...นิสัยกระต่ายซุกซนมันดันกำเริบในเวลาไม่เป็นเรื่อง!

นางเห็นปลายเชือกผูกพู่หยกที่ห้อยลงมาจากฉลองพระองค์ของเขา มันแกว่งไปแกว่งมาเย้ายวนใจเหมือนหางหญ้า ไป๋ซินเผลอเอื้อมมือไปตะปบเล่น และเริ่ม "เอาจมูกฟุดฟิต" ดมที่หน้าขาแกร่งของฮ่องเต้หนุ่มเพราะความสงสัยในกลิ่นที่หอมเย้ายวนนั้น

เย่จวินเหยียนที่กำลังแสร้งทำเป็นอ่านฎีกาคุยกับนางกำนัลอยู่หน้าโต๊ะถึงกับตัวแข็งทื่อเป็นหิน! เขาความรู้สึกได้ถึงมือนุ่มๆ ที่กำลังลูบไล้อยู่แถวหัวเข่า และที่ร้ายกว่านั้นคือลมหายใจอุ่นๆ ของนางที่เป่ารดผ่านเนื้อผ้าไหมบางเบาเข้ามาตรงจุดที่ไวต่อสัมผัสที่สุด...เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นรูป พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้พร่าสั่น

"ขอบใจ...วางน้ำแกงไว้ที่โต๊ะข้างนั่นแล้วไปซะ ข้ามีงานล้นมือ ไม่ว่างจะให้ใครเข้าพบทั้งนั้น!"

"แต่ฝ่าบาท...พระพันปีทรงตรัสว่า..."

"ข้าบอกให้ไป! ไม่ได้ยินหรืออย่างไร!"

เขาตวาดเสียงเข้มจัดจนนางกำนัลสะดุ้งสุดตัว รีบวางถาดน้ำแกงแล้ววิ่งหนีออกไปจากตำหนักทันที

พอเสียงประตูปิดสนิท เย่จวินเหยียนก็เลิกผ้าคลุมโต๊ะขึ้นทันที! เขาพบว่าสาวน้อยจอมแสบกำลัง 'งับ' ปลายสายคาดเอวเขาเล่นพลางเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาด้วยแววตาใสซื่อ

"ไป๋ซิน! เจ้าอยากให้ข้าคลั่งตายใต้โต๊ะนี่ใช่ไหม!"

เขาคว้าข้อมือนางแล้วลากออกมาจากใต้โต๊ะ ไป๋ซินหัวเราะคิกคักจนตาหยี

"ก็ท่านบอกให้อยู่นิ่งๆ ข้าเบื่อข้าเลยหาอะไรทำแก้เซ็งไงเจ้าคะ ฝ่าบาทตัวหอมจังเลย"

เย่จวินเหยียนมองใบหน้าที่เปื้อนคราบหมึกสีดำเป็นจุดๆ ของนาง ท่าทางไม่รู้ความของไป๋ซินยามอยู่ในชุดมนุษย์มันช่างขัดกับความเย้ายวนที่นางไม่รู้ตัว เขาใช้นิ้วเชยคางนางขึ้นมาแล้วใช้แขนเสื้อของตัวเองค่อยๆ เช็ดคราบหมึกให้นางอย่างเชื่องช้า สายตาของเขานุ่มนวลลงจนไป๋ซินเริ่มหน้าแดง

"เจ้ากระต่ายจอมป่วน...เจ้าไม่รู้หรอกว่าการซ่อนเจ้าไว้ในห้องนี้ มันยากลำบากกว่าการออกไปรบกับแคว้นรอบข้างเสียอีก"

เขาจ้องมองริมฝีปากอิ่ม

"หากใครมาเห็นเจ้าในสภาพที่น่ารังแกเช่นนี้เข้า...ข้าคงต้องฆ่าคนทั้งวังเพื่อปิดปากพวกมันแน่ๆ เพราะข้าไม่มีวันยอมให้ใครได้เห็นเจ้า...นอกจากข้าคนเดียว"

ไป๋ซินชะงักไปเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสความหึงหวงที่รุนแรงในน้ำเสียงนั้น นางเริ่มรู้ตัวแล้วว่า สถานะ 'สาวใช้ฝนหมึก' นี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อบังหน้าอย่างเดียว แต่มันคือกรงทองที่เขาสร้างขึ้นเพื่อเก็บซ่อนนางไว้ในอ้อมอกเพียงผู้เดียว...และนั่นทำให้หัวใจของนางเริ่มเต้นจังหวะเดียวกับเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “บัลลังก์หงส์ มงกุฎแครอท และพันธสัญญาแห่งหัวใจ”

    แสงทองอร่ามของยามเช้าสาดส่องลงเหนือหลังคากระเบื้องเคลือบของพระราชวังหลวง บรรยากาศในวันนี้เต็มไปด้วยความปีติยินดีที่แฝงไปด้วยความโกลาหลเล็กน้อยตามฉบับของว่าที่ฮองเฮาองค์ใหม่ เสียงแตรสังข์และระฆังทองดังกังวานไปทั่วเก้าประตูวัง บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของพระราชพิธีสถาปนาฮองเฮาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อาณาจักรมังกรภายในตำหนักรับรอง ไป๋ซิน ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่เคยใช้ฝึกวิชา นางถูกห้อมล้อมด้วยนางกำนัลนับสิบคนที่กำลังช่วยกันสวมชุดพิธีการสีแดงเพลิง ปักลวดลายหงส์ทองสยายปีกด้วยดิ้นทองคำแท้ น้ำหนักของชุดและมงกุฎหงส์เก้ากษัตริย์ที่ประดับด้วยมุกราตรีทำเอาไป๋ซินถึงกับลอบกลืนน้ำลาย“อดทนหน่อยนะเพคะ”นางกำนัลคนสนิทกระซิบ“ความสง่างามต้องแลกมาด้วยความหนักเพคะ”ไป๋ซินพยายามทรงตัวให้ตรง หูกระต่ายที่เคยพุ่งพรวดออกมาตามอารมณ์บัดนี้ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้จิตที่นิ่งสนิทดุจผิวน้ำในถ้ำเหมันต์ นางมองดูเงาตัวเองในกระจกแล้วยิ้มบางๆ'จากนักแสดงสาวผู้บ้างานที่มาโผล่ในร่างกระต่ายป่

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “รสสัมผัสแห่งเหมันต์และเพลิงมังกร”

    ภายในห้องบรรทมส่วนพระองค์ที่เคยเงียบเหงาจนน่าใจหายมาตลอดเจ็ดราตรี บัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยไอความร้อนจากอ่างน้ำวนขนาดใหญ่ที่สลักจากหยกขาวเนื้อดี กลิ่นหอมของน้ำมันกุหลาบป่าและเครื่องหอมอวลไปทั่วห้อง ผสมผสานกับกลิ่นอายมังกรที่เข้มข้นขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงของเจ้าของห้อง เย่จวินเหยียนยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ร่างแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วนยังมีร่องรอยของดินโคลนแห้งกรังจากการ "ทำศึกวัชพืช" ประปราย ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับจับจ้องเพียงร่างระหงที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความโหยหาที่แทบจะล้นทะลัก“ข้าบอกแล้วไงเจ้าคะ...ว่าข้าจะช่วยท่านอาบน้ำเอง ท่านตรากตรำถอนหญ้ามาตั้งเจ็ดวัน ให้ข้าปรนนิบัติท่านเถิด”ไป๋ซินกระซิบบอกพลางเดินเข้าใกล้ เสียงของนางนุ่มนวลทว่ากังวานด้วยอำนาจของเซียนที่เพิ่งผ่านการฝึกปรือมาอย่างหนัก นางไม่ได้เขินอายเหมือนวันวานอีกต่อไป ดวงตากลมโตที่เคยหลบสายตาบัดนี้กลับจ้องมองมังกรหนุ่มอย่างท้าทายและเต็มไปด้วยความรักมือเรียวขาวผ่องค่อยๆ เอื้อมไปปลดสายรัดเอวที่เลอะโคลนของเย่จวินเหยียนออกอย่างเชื่องช้า สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเยียบดุจหิมะแตะต้องลงบนผิวเนื้อที่ร้อนระอุของมังกรหนุ่ม ทำให้เขาถ

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “กองทัพถอนหญ้า”

    เช้าวันที่เจ็ด...ทั่วทั้งพระราชวังหลวงดูเหมือนจะตกอยู่ในความเงียบงันที่ผิดปกติ ลมหนาวจากยอดเขาเร้นลับพัดพาม่านหมอกสีขาวบริสุทธิ์ให้ม้วนตัวเป็นเกลียว ลอยต่ำปกคลุมไปตามทางเดินหินอ่อนราวกับแดนสุขาวดี ทันใดนั้น เสียงครืนครั่นของกลไกหินโบราณก็ดังสนั่นไปทั่วหุบเขา ประตูหินหนาหนักของ “ถ้ำเหมันต์พันปี” ที่ปิดสนิทมาตลอดเจ็ดทิวาราตรีค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ส่งไอเย็นจัดที่แปรเปลี่ยนเป็นละอองน้ำแข็งพวยพุ่งออกมาดุจม่านไหมร่างระหงในชุดผ้าไหมสีขาวเรียบง่ายทว่าดูสูงศักดิ์ก้าวออกมาจากความมืดมิด ไป๋ซินในยามนี้ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ผิวพรรณของนางที่เคยขาวนวลบัดนี้ดูผุดผ่องมีรัศมีสีเงินจางๆ ปกคลุมราวกับไข่มุกที่เพิ่งถูกขัดเงา ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววซุกซนและเลิ่กลั่ก บัดนี้กลับดูสุขุม เยือกเย็น และลุ่มลึกขึ้นอย่างน่าประหลาดทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ...ไม่ว่าลมหนาวจะพัดแรงเพียงใด หรือในใจของนางจะตื่นเต้นที่จะได้พบ "ใครบางคน" มากแค่ไหน หูกระต่ายเจ้าปัญหาก็ไม่พุ่งพรวดออกมาให้กวนใจอีกต่อไป นางสามารถควบคุมกระแสปราณในกายได้อย่างสมบูรณ์ กายเซียนและจิตมนุษย์หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างมั่นคง“เจ้

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ปราณน้ำแข็งสยบมังกร”

    ภายในถ้ำเหมันต์ที่ลึกซึ้งที่สุด แสงสีครามจากผลึกน้ำแข็งเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นโอบล้อมร่างของไป๋ซินไว้ ราวกับดักแด้ที่กำลังจะลอกคราบ ผิวพรรณของนางที่เคยขาวนวลบัดนี้ดูผุดผ่องมีรัศมีสีเงินจางๆ ปกคลุม หูกระต่ายที่เคยพุ่งพรวดออกมาตามอารมณ์ บัดนี้สงบนิ่งและหดหายไปเองโดยที่นางไม่ต้องพยายามกดข่ม“เจ้าทำได้ดีมาก ไป๋ซิน”เสด็จแม่ (พระพันปี) ตรัสชมขณะมองดูสมาธิที่แน่วแน่ของนาง“ความลับของการคุมปราณเซียนไม่ใช่การกักขัง แต่นำมันมาหลอมรวมกับธรรมชาติ หากใจเจ้าเย็นดุจน้ำแข็ง ต่อให้ความร้อนแรงของปราณมังกรจะดุดันเพียงใด เจ้าก็จะยังคงเยือกเย็นและเป็นฝ่ายควบคุมมันได้”ไป๋ซินลืมตาขึ้น ดวงตาของนางส่องประกายเย็นตาแต่แฝงด้วยพลัง“ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิว...ความร้อนปั่นป่วนในกายหายไปหมดแล้วเพคะเสด็จแม่”ทว่าในขณะที่การฝึกกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ สัมผัสถึง “อายมังกร” ที่คุ้นเคยแต่วุ่นวายก็พุ่งเข้ามาถึงหน้าถ้ำ ณ บริเวณหน้าถ้ำเหมันต์“ฝ่าบาท! เสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระพันปีทรงกำชับไว้หนาหูว่าห้ามใครรบกวน!”กงกงพยายามวิ่งเอาตัวเข้าขวาง แต่เย่จวินเหยียนในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกลับไม่สนใจ เขาแบกตะกร้าที่เต็มไปด

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ความลับใต้ถ้ำเหมันต์และอ้อมกอดที่ว่างเปล่า”

    ท่ามกลางหุบเขาเร้นลับหลังพระราชวังหลวง ทิศทางที่ลมเหนือพัดผ่านนำพาเอาความหนาวเย็นสุดขั้วมาสู่ทางเข้า “ถ้ำเหมันต์พันปี” สถานที่แห่งนี้คือเขตหวงห้ามที่มีเพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามา ผนังถ้ำที่เกิดจากผลึกน้ำแข็งธรรมชาติสะท้อนแสงสีครามวาววับราวกับอัญมณีล้ำค่า ทว่าความงามนั้นกลับแฝงไปด้วยไอเย็นที่รุนแรงจนสามารถแช่แข็งปราณเซียนที่อ่อนแอได้ในพริบตาไป๋ซินในชุดผ้าฝ้ายหนาพิเศษสีขาวสะอาดตา นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาหิมะ ร่างบางสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันเสียงดังกึกๆหูกระต่ายยาวสีนวลที่เคยชี้ตั้งอย่างร่าเริง บัดนี้ลูบตกลงมาแนบชิดใบหูเพื่อพยายามรักษาความอบอุ่นให้ได้มากที่สุด นางพยายามโคจรลมปราณตามที่เคยเรียนมา แต่มันกลับติดขัดเพราะฤทธิ์ของ "หญ้าน้ำค้างสวรรค์" ที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือด ทำให้พลังของนางเดี๋ยวพุ่งพล่านเดี๋ยวอ่อนแรง“ตั้งสติหน่อย ไป๋ซิน”เสียงของพระพันปีดังขึ้นก้องกังวานในความเงียบสงบ นางประทับนั่งอยู่บนแท่นน้ำแข็งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าที่เคยดูเ

  • ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลย   “ผักเมามายกับความลับของกายเซียน”

    ท่ามกลางกลิ่นหอมของผักสดนานาชนิดบนโต๊ะเสวย ไป๋ซินที่บัดนี้ลืมสิ้นทุกความเขินอาย คว้าหยิบ "หญ้าน้ำค้างสวรรค์" สีฟ้าหม่นที่ดูแปลกตากว่าต้นอื่นขึ้นมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย นางไม่รู้เลยว่าสมุนไพรชนิดนี้แท้จริงแล้วคือ "หญ้าเมาเซียน" ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของปราณเซียนอย่างรุนแรง หากเซียนที่มีตบะยังไม่แกร่งกล้าหรือคุมจิตไม่นิ่งทานเข้าไป...มันจะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเหล้ากลั่นพันปี!"อึก...ฝ่าบาทเจ้าคะ ทำไมแครอทมันถึงได้หมุนๆ แบบนี้ล่ะเจ้าคะ?"ไป๋ซินเริ่มนั่งไม่อยู่สุข ใบหน้าขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อเหมือนลูกตำลึงสุก ดวงตากลมโตเริ่มปรือปรอยปรายมองฝ่าบาทด้วยความสิเน่หาอย่างเปิดเผย นางหัวเราะคิกคักพลางคว้าแขนเสื้อปักลายมังกรของเย่จวินเหยียนมาเช็ดหน้าเช็ดตา ราวกับเขาเป็นผ้าอ้อมผืนโปรด"ไป๋ไป๋? เจ้ากินหญ้าน้ำค้างเข้าไปงั้นรึ!"เย่จวินเหยียนอุทาน พยายามจะแย่งต้นที่เหลือจากมือนาง แต่ไป๋ซินกลับชักมือหนีแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมด"ข้าไม่ได้เมานะเจ้าคะ! ข้าแค่...ข้าแค่รู้สึกว่าตัวข้าเบ๊าเบาเหมือนปุยเมฆเลย ดูสิเจ้าคะ ข้าบินได้ด้วย!"ปึ๋ง!ทันทีที่พูดจบ การควบคุมพลังของนางก็พังทลายลง หูกระต่าย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status