Home / แฟนตาซี / พันธนาการรักใต้เงากระบี่ / บทที่ 40 — วันที่ไม่ต้องรอข่าวร้าย

Share

บทที่ 40 — วันที่ไม่ต้องรอข่าวร้าย

last update publish date: 2026-10-20 14:19:25

เช้าวันที่สามหลังกลับถึงชิงเสวียน โม่หลิงยวนถูกยึดกระบี่

อาจารย์ฉินวางมันไว้บนตู้ยา แล้วดันถ้วยยามาตรงหน้าเขา

“ข้ามาตรวจแขน” หลิงยวนกล่าว

“ข้ารู้”

“กระบี่ไม่ได้อยู่ที่แขนซ้าย”

“แต่เมื่อมีเรื่อง เจ้าจะลืมว่าแขนซ้ายยังเจ็บ”

เยว่ซีนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ก้มหน้าซ่อนยิ้มไม่ทัน

หลิงยวนมองนาง นางจึงรีบเลื่อนจานขนมไปใกล้ถ้วยยา ทำเหมือนเมื่อครู่กำลังเลือกชิ้นที่ไม่แตก

อาจารย์ฉินแกะผ้าพันแขน ตรวจตั้งแต่ข้อมือขึ้นไปถึงหัวไหล่ รอยช้ำใต้ผิวเริ่มเปลี่ยนสี แต่เมื่อกดเหนือข้อศอก นิ้วของหลิงยวนยังเกร็งขึ้นเล็กน้อย

“ตรงนี้?”

“เจ็บ”

“เทียบกับเมื่อวาน”

“น้อยลง”

อาจารย์ฉินพยักหน้า ก่อนพันผ้าใหม่

“อีกเจ็ดวันค่อยประเมินว่าจะเลิกคล้องแขนได้หรือไม่ ระหว่างนี้เดินได้ กินได้ อ่านหนังสือได้ แต่ห้ามโคจรปราณผ่านแขนซ้าย และห้ามใช้แขนขวาทำงานแทนคนทั้งสำนัก”

“ข้าไม่ได้—”

“ข้าเขียนเผื่อไว้ก่อน”

เยว่ซีหลุดหัวเราะ

คราวนี้หลิงยวนไม่ได้หันมามอง นางจึงหัวเราะต่อได้อีกเล็กน้อย

เมื่ออาจารย์ฉินออกไปจัดยา เขาหยิบถ้วยขึ้นดื่มจนหมด ก่อนเอ่ยถาม

“วันนี้เจ้าไม่มีเรียนหรือ”

“มีช่วงบ่ายเจ้าค่ะ ข้ามาส่งสิ่งนี้”

นางหยิบจดหมายจากแขนเสื้อ เป็นกระดาษธรรมดาที่มีรอยฝุ่นติดมุมหนึ่ง

“ช่างจากหลินอันตอบมาแล้ว”

หลิงยวนวางถ้วย

“ประตู?”

“เขาถามว่าข้ายังยืนยันจะเก็บบานเดิมหรือไม่ หากเก็บต้องแก้บานพับกับพื้นธรณี ถ้าไสขอบล่างอย่างเดียว พอหน้าฝนไม้ชื้นก็จะติดอีก”

เยว่ซีคลี่ภาพร่างออกบนโต๊ะ

ประตูในภาพเอียงเล็กน้อย ช่างวงจุดที่ต้องซ่อมไว้สามแห่ง ใต้ภาพเป็นราคาซึ่งนางคำนวณซ้ำจนกระดาษแทบทะลุ

หลิงยวนก้มดู

“เปลี่ยนไม้ผุข้างวงกบด้วย”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่เขาบอกว่าจะเห็นสีไม้ต่างกัน”

“ทิ้งไว้จะผุลาม”

นางพยักหน้าแล้วเขียนเพิ่ม

พูดจบจึงเงียบไปครู่หนึ่ง

ตลอดหลายวันที่เขาอยู่ข้างนอก นางบอกตนเองว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้คุยเมื่อเขากลับมา พอถึงเวลาจริงกลับเป็นเพียงบทสนทนาสั้น ๆ เรื่องไม้ผุ บานพับ และราคาค่าแรง

หลิงยวนเห็นปลายพู่กันหยุดนิ่ง

“มีอะไรอีกหรือ”

“ไม่มีเจ้าค่ะ”

เยว่ซีก้มมองภาพประตู แล้วยิ้มออกมา

“ข้าเพียงดีใจที่ได้ถามแล้ว”

เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้นิ้วกดมุมกระดาษที่กำลังม้วนขึ้นให้

“หน้าต่างฝั่งตะวันออกควรเปิดได้ด้วย”

“ข้าสั่งซ่อมไว้แล้ว”

“โต๊ะหมาก?”

“ขาโต๊ะยังใช้ได้ ช่างจะขัดเสี้ยนให้ ไม่ลบรอยเดิม”

หลิงยวนพยักหน้า

เยว่ซีเขียนจดหมายต่อจนจบ คราวนี้ไม่มีเสียงกระดิ่งแจ้งเหตุ ไม่มีศิษย์วิ่งเข้ามาพร้อมรายงานด่วน

หมึกบนกระดาษแห้งสนิทก่อนที่นางจะพับมัน

⸻

ก่อนเที่ยง เจ้าสำนักเรียกเยว่ซีไปพบ

บนโต๊ะมีเอกสารเพียงชุดเดียว มิใช่กองรายงานที่รอให้นางไล่เทียบชื่อ

“พรุ่งนี้จะอ่านคำตัดสินคดีส่วนที่ไต่สวนเสร็จแล้ว” เขากล่าว “เซี่ยจิ้งเหิงกับมู่เฉิงเจ๋อได้รับแจ้งข้อกล่าวหา หลักฐาน และโอกาสโต้แย้งครบถ้วน ผู้แทนหัวเมืองกับสำนักร่วมสอบสวนลงความเห็นแล้ว”

เยว่ซีมองตราประทับท้ายเอกสาร

“รวมเรื่องโรงโม่ด้วยหรือเจ้าคะ”

“ยังไม่รวม หลักฐานจากที่นั่นต้องตรวจต่อ แต่คดีทำลายเมืองหลินอัน การลักพาตัว และพิธีที่เขาดับจันทรา ไม่จำเป็นต้องรอจนเราพบความผิดชิ้นสุดท้ายจึงตัดสินได้”

นางอ่านชื่อบิดามารดาบนหน้าแรก

ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ใต้คำว่า ผู้สูญหายจากภัยพิบัติ

มีข้อความระบุชัดว่าคนทั้งสองเสียชีวิตขณะยับยั้งพิธีที่ถูกบังคับให้เกิดขึ้น

นิ้วของเยว่ซีหยุดอยู่ตรงบรรทัดนั้นนานกว่าบรรทัดอื่น

เจ้าสำนักรอจนกระทั่งนางเงยหน้า

“เจ้าเลือกได้ว่าจะเข้าไปฟังหรือรับสำเนาภายหลัง ไม่ต้องให้ปากคำซ้ำ และไม่มีผู้ใดบังคับให้เจ้าเผชิญหน้ากับผู้ต้องโทษ”

“ข้าอยากไปเจ้าค่ะ”

“คิดให้ดี คืนนี้เปลี่ยนใจก็ยังทัน”

เยว่ซีพยักหน้า ก่อนถามอีกเรื่อง

“รายชื่อชาวเมืองที่ตาย จะประกาศด้วยหรือไม่”

“รายชื่อที่ยืนยันแล้วจะส่งคืนเมืองหลินอัน ส่วนที่ยังตรวจไม่ครบจะประกาศขอข้อมูลเพิ่ม”

“ขอให้มีชื่อพวกเขาอยู่ในบันทึกที่คนทั่วไปอ่านได้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

เจ้าสำนักมองนาง

เยว่ซีนึกถึงจดหมายปฏิเสธฉบับนั้น จดหมายที่ทำให้นางต้องขึ้นเขาเพื่อขอรู้เรื่องบ้านของตนเอง

“ข้อมูลของเด็กที่ยังมีชีวิตควรเก็บไว้ แต่ครอบครัวที่ตามหาคนตายไม่ควรต้องสอบเข้าสำนักก่อนจึงจะถามได้”

ห้องเงียบลง

เจ้าสำนักวางมือลงบนเอกสาร

“ข้อนี้เจ้าพูดถูก ข้าจะจัดช่องทางให้ญาติยื่นคำขอโดยตรง และส่งบันทึกส่วนที่เปิดเผยได้ไปยังที่ว่าการเมือง”

เยว่ซีลุกขึ้นคารวะ

ก่อนออกจากห้อง นางหันกลับมาอีกครั้ง

“พรุ่งนี้ศิษย์พี่โม่ต้องไปหรือไม่เจ้าคะ”

“ส่วนของเขาให้ปากคำเสร็จแล้ว”

นางผ่อนลมหายใจเล็กน้อย

เจ้าสำนักเห็น แต่ไม่ได้ทัก

⸻

ที่ลานหลังเรือนโอสถ เสิ่นซูเหอวางถ้วยน้ำสองใบห่างกันเพียงหนึ่งฝ่ามือ

เยว่ซีนั่งลงตรงหน้า กล่องผลึกที่เอวถูกวางบนผ้ารองข้างตัว แสงสีเขียวภายในสงบนิ่ง

“วันนี้เท่าเดิม” เสิ่นซูเหอกล่าว “ไม่เพิ่มระยะ”

เยว่ซีพยักหน้า ตั้งมือเหนือถ้วยใบแรก

หยดน้ำเล็ก ๆ ยกตัวจากผิวน้ำ สั่นอยู่กลางอากาศราวกับพร้อมจะตกทุกเมื่อ

นางค่อย ๆ พามันเคลื่อนไป

ถึงกึ่งกลาง ข้อมือเริ่มอุ่น

เยว่ซีลดมือลงทันที

หยดน้ำตกใส่ถาดดังแปะ

นางถอนหายใจ ก่อนมองเสิ่นซูเหอ

“วันนี้ยังไม่ถึงอีกใบเจ้าค่ะ”

“แต่เจ้าหยุดได้ก่อนปราณสายอื่นแทรก”

ผู้เป็นอาจารย์ยื่นผ้าให้

“จดทั้งสองอย่าง อย่าจดแต่สิ่งที่ทำไม่ได้”

เยว่ซีรับผ้ามาเช็ดมือ จากนั้นเปิดสมุดฝึกของตน เขียนระยะที่หยดน้ำเคลื่อนไปและอาการที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด

เมื่อเก็บของเสร็จ นางพบหลิงยวนนั่งอยู่ใต้ชายคา

กระบี่ของเขายังไม่กลับมา มีเพียงหนังสือเล่มหนึ่งวางบนตัก

“ท่านเห็นหรือเจ้าคะ”

“เห็น”

“ข้าทำน้ำหกอีกแล้ว”

“คราวนี้รองเท้าไม่เปียก”

เยว่ซีก้มมองรองเท้า แล้วนึกถึงวันแรกที่เขาสอนถือถ้วยน้ำ

นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินไปนั่งข้างกัน

อยู่ครู่หนึ่งจึงเล่าเรื่องคำตัดสินให้เขาฟัง

หลิงยวนฟังจนจบ ไม่ถามว่านางแน่ใจหรือไม่เป็นครั้งที่สอง

“ข้าจะไปด้วย”

สายตาเยว่ซีเลื่อนไปยังแขนที่คล้องอยู่

“นั่งฟัง” เขากล่าวเพิ่ม

“ถ้าเจ็บต้องกลับก่อน”

“ได้”

นางมองเขาอย่างไม่ค่อยเชื่อ

เขาจึงหยิบแผ่นคำสั่งพักรักษาที่อาจารย์ฉินสอดไว้ในหนังสือออกมา

ด้านล่างมีลายมือเพิ่มว่า หากฝ่าฝืน ให้หลินเยว่ซีมาแจ้ง

เยว่ซีรับมาอ่านแล้วเก็บใส่แขนเสื้อตนเองทันที

“ข้าจะรักษาหน้าที่ให้ดีเจ้าค่ะ”

⸻

เช้าวันอ่านคำตัดสิน อากาศแจ่มใส

เยว่ซีตื่นก่อนเสียงระฆัง นั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกนานกว่าปกติ สุดท้ายเลือกใช้ปิ่นเงินของมารดา

ยายหวังเดินเข้ามาช่วยจัดปกเสื้อให้

หญิงชราไม่ได้บอกให้นางเข้มแข็ง เพียงยื่นห่อขนมเล็ก ๆ มา

“กินเสียหน่อย อย่าปล่อยท้องว่าง”

“ข้ากินข้าวแล้วเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเก็บไว้หิว”

เยว่ซีรับมาแล้วกอดนาง

ยายหวังลูบหลังสองครั้ง ก่อนตบเบา ๆ

“ปิ่นจะเกี่ยวผมยายแล้ว”

นางรีบผละออก ทั้งที่ตายังร้อนอยู่

หน้าหอพิจารณามีผู้คนมารอตั้งแต่เช้า ญาติของเด็กที่ถูกพาตัวไป ชาวเมืองหลินอัน ผู้แทนสำนัก และคนที่เคยบริจาคเงินให้สถานสงเคราะห์สกุลเซี่ย

บางคนถือกระดาษชื่อญาติ บางคนไม่ได้ถืออะไรเลย

ซูหว่านชิงนั่งอยู่ด้านในกับเสิ่นซูเหอ เมื่อเห็นเยว่ซี นางขยับที่ว่างข้างตัวให้

หลิงยวนนั่งถัดจากเยว่ซีอีกด้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่นำตัวเซี่ยจิ้งเหิงเข้ามา เสียงพูดคุยทั้งหมดค่อย ๆ หยุดลง

แขนเสื้อข้างที่ว่างถูกพับเก็บ ใบหน้าของเขาซูบลง แต่ยังเดินหลังตรง พอมองเห็นเยว่ซี สายตาก็หยุดอยู่ที่นางชั่วครู่

เยว่ซีไม่ได้หลบ

มู่เฉิงเจ๋อถูกนำเข้ามาภายหลัง เขาดูแก่กว่าครั้งสุดท้ายที่นางพบมาก เมื่อเห็นปิ่นเงินบนศีรษะนาง ริมฝีปากก็ขยับ

ไม่มีเสียงเรียกออกมา

ผู้แทนคณะสอบสวนอ่านข้อเท็จจริงทีละข้อ

การจัดตั้งสถานสงเคราะห์เพื่อรวบรวมเด็กที่มีรากปราณ การกักขังและใช้ยาให้ผู้คนต้องพึ่งพาผู้จ่ายยา การนำชีวิตมนุษย์มาเป็นฐานพิธี และการทำให้เกิดเหตุที่เมืองหลินอันเมื่อสิบสามปีก่อน

มีการระบุผู้ลงมือ ผู้สั่งการ และสิ่งที่แต่ละคนรู้ในเวลานั้น

เมื่ออ่านถึงการตัดพันธะ หลิงยวนวางมือขวาไว้บนเข่า

เยว่ซีเห็นนิ้วของเขาหยุดขยับ

ในคำวินิจฉัยนั้น การแทงกระบี่ทั้งสองครั้งไม่ได้ถูกลบออก และไม่มีถ้อยคำใดทำให้มันกลายเป็นเรื่องง่าย

แต่พยานกับหลักฐานยืนยันตรงกันว่าเป็นการตัดพิธีตามความยินยอมของผู้ใช้ชีวิตเป็นฐาน เพื่อหยุดการคร่าชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่

เยว่ซียื่นมือไปจับมือเขาใต้แนวแขนเสื้อ

เขาหันมองนางเล็กน้อย ก่อนจับตอบ

เสียงอ่านดำเนินต่อไป

เซี่ยจิ้งเหิงถูกตัดสินประหารจากการสั่งสังหารและประกอบพิธีคร่าชีวิตผู้คน ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดถูกยึดเพื่อรักษาผู้รอดชีวิต คืนแก่ผู้ถูกเอาเปรียบ และช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยเปิดบัญชีให้ตรวจสอบ

ส่วนมู่เฉิงเจ๋อถูกถอดจากตำแหน่งเจ้าหุบเขา เพิกถอนสิทธิ์รักษาและสั่งจ่ายยา ถูกคุมขังตลอดชีวิตในเรือนจำผนึกปราณ ฐานร่วมส่งมอบข้อมูลที่ใช้ก่อเหตุ กักขังผู้คน และดัดแปลงตำรับยาเพื่อบังคับควบคุมผู้ป่วย

การติดตามผู้ร่วมกระทำผิดรายอื่นยังดำเนินต่อไป

ไม่มีเสียงโห่ร้องอย่างที่เยว่ซีเคยนึกภาพไว้

หญิงชราคนหนึ่งด้านหลังยกมือปิดหน้า ชายที่ยืนอยู่ใกล้ประตูค่อย ๆ นั่งลงกับพื้น ราวกับเพิ่งรู้ว่าขาของตนหมดแรง

ซูหว่านชิงก้มศีรษะ น้ำตาหยดลงบนหลังมือที่มีรอยแผลเก่า

ก่อนถูกนำออกไป มู่เฉิงเจ๋อหันมาทางเยว่ซี

“ปิ่นนั้น… พี่สาวข้าเคยใส่”

เยว่ซีจับมือหลิงยวนแน่นขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนคลายลง

“เจ้าค่ะ”

อีกฝ่ายมองนางเหมือนยังรอคำอื่น

นางไม่มีคำอื่นให้

ผู้คุมพาเขาเดินต่อ

เซี่ยจิ้งเหิงหยุดตรงธรณีประตู หันกลับมามองผู้คนในหอ

“พวกเจ้าคิดว่าฆ่าข้าแล้ว คนตายจะกลับมาหรือ”

ชายผู้หนึ่งลุกขึ้นทันที แต่เจ้าหน้าที่ข้างกายยกมือห้ามไว้

เยว่ซีมองแผ่นคำตัดสินที่วางอยู่หน้าประธานคณะสอบสวน ก่อนตอบด้วยเสียงไม่ดังนัก

“ไม่มีใครในนี้คิดเช่นนั้น”

เซี่ยจิ้งเหิงมองนาง

“พวกเรามาเพื่อให้ท่านรับโทษ”

ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดเปิดโอกาสให้เขากล่าวต่อ

ประตูปิดลงหลังผู้คุมคนสุดท้าย

⸻

เยว่ซีเดินออกจากหอช้ากว่าคนอื่น

แดดข้างนอกสว่างจนต้องหรี่ตา ศิษย์คนหนึ่งกำลังกวาดใบไม้ที่ปลิวลงมาตรงบันได พอเห็นหลิงยวนก็รีบหลบทาง

ทุกอย่างดูธรรมดาเสียจนนางไม่รู้จะวางความรู้สึกของตนไว้ตรงไหน

“ข้านึกว่าจะรู้สึกมากกว่านี้” นางกล่าว

หลิงยวนหยุดเดินข้างเสาหิน

“ตอนฟังคำตัดสิน ข้าโล่งใจ แต่พอออกมา…”

นางก้มมองห่อขนมของยายหวังซึ่งยังอยู่ในมือ

“ข้าก็ยังอยากกลับไปพบท่านพ่อท่านแม่อยู่ดี”

เขาไม่รีบตอบ

ลมพัดผ่านลาน นำกลิ่นใบสนกับอาหารจากโรงครัวมาด้วย

“ข้ารู้” เขากล่าวในที่สุด

เยว่ซีหันหน้าเข้าหาไหล่ขวาของเขา ค่อย ๆ พิงหน้าผากลงโดยระวังแขนที่บาดเจ็บ

หลิงยวนวางมือบนหลังนาง

คราวนี้นางร้องไห้เงียบ ๆ อยู่เพียงครู่เดียว ก่อนถอยออกมาเช็ดหน้า

“เสื้อท่านเปียกแล้ว”

“แดดแรง”

นางหัวเราะทั้งที่เสียงยังสั่น

เขารอจนกระทั่งนางเก็บผ้าเช็ดหน้า จึงพากันเดินลงบันได

ตรงทางแยก เสี่ยวถังกำลังยกตะกร้าผ้าสะอาดไปเรือนโอสถกับศิษย์ผู้คุมงาน นางชะงักเมื่อเห็นเยว่ซี ก่อนถอยไปยืนข้างทาง

เยว่ซีหยุดมอง

“ตะกร้าเอียงแล้ว”

เสี่ยวถังรีบประคองขอบอีกด้าน ผ้าพับบนสุดเกือบหล่น

“ขอบใจ”

เยว่ซีพยักหน้า

พวกนางไม่ได้เดินต่อด้วยกัน และยังไม่มีคำพูดใดซ่อมทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม แต่คราวนี้เยว่ซีไม่ได้รีบหันหน้าหนี

⸻

ยามเย็น หลินเยว่ซีได้รับสำเนาคำวินิจฉัยส่วนของบิดามารดา

นางเก็บมันไว้กับจดหมายเก่าในหีบ ก่อนหยิบกระดาษอีกแผ่นออกมาเขียนถึงช่างที่หลินอัน

ซ่อมวงกบ เปลี่ยนบานพับ เก็บประตูเดิมไว้

ใต้หน้าต่างฝั่งตะวันออก เว้นที่สำหรับปลูกต้นกุ้ยฮวาหนึ่งต้น

นางอ่านทวน แล้วเพิ่มประโยคสุดท้าย

หากโต๊ะหมากยังแข็งแรง ไม่ต้องขัดรอยบนหน้าโต๊ะออก

เมื่อออกมาหน้าชาน หลิงยวนกำลังพยายามพับแขนเสื้อข้างขวาด้วยมือข้างเดียว

เยว่ซีเดินไปช่วยจัดให้

“พรุ่งนี้ท่านยังต้องไปตรวจแผลหรือไม่”

“ต้องไป”

“หลังจากนั้นเล่า”

“ยังไม่มีอะไร”

นางเงยหน้าอย่างประหลาดใจ

“ไม่มีจริงหรือเจ้าคะ”

“อาจารย์ยึดรายงานไปแล้ว”

“อาจารย์ฉินหรือ”

“เจ้าสำนัก”

เยว่ซียิ้มกว้างขึ้นทันที

นางกลับเข้าไปหยิบกระดานหมากเล็กจากในห้อง วางลงบนโต๊ะใต้ชายคา แล้วเลื่อนถ้วยหมากสีขาวให้เขา

หลิงยวนมองกระดาน

“เจ้าเล่นเป็นแล้วหรือ”

“ท่านพ่อเคยแพ้ข้าสามครั้ง”

“ข้าจำได้”

เยว่ซีชะงักก่อนวางหมาก

“ตอนนั้นข้าเก่งมากหรือ”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง

“เจ้าหยิบหมากของเขาออกตอนเขาหันไปคุยกับมารดาเจ้า”

นางมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“แล้วท่านพ่อไม่รู้หรือ”

“รู้”

“แต่ยังยอมแพ้?”

หลิงยวนพยักหน้า

เยว่ซีก้มมองหมากในมือ ภาพบิดายังไม่ชัดในความทรงจำ แต่นางพอนึกออกแล้วว่าเขาคงมองเด็กหญิงตัวเล็กที่ปีนลงจากเก้าอี้ด้วยแววตาเช่นไร

นางวางหมากลงอย่างระมัดระวัง

“วันนี้ข้าจะไม่หยิบของท่านออก”

“ดี”

“แต่ท่านต่อให้ข้าสามเม็ดได้หรือไม่”

หลิงยวนเลื่อนถ้วยหมากมาให้อีกหน่อย

“ได้”

แสงเย็นทอดผ่านขอบโต๊ะ เยว่ซีวางหมากเม็ดที่สอง แล้วเริ่มถามว่าเหตุใดจึงไม่ควรวางชิดกันเกินไป

เขาอธิบายช้า ๆ จนนางลองเปลี่ยนตำแหน่งด้วยตนเอง

เมื่อระฆังอาหารดังขึ้น หมากกระดานนั้นยังเล่นไม่จบ

เยว่ซีลุกไปเอาฝาครอบมาปิดไว้

“กลับมากินเสร็จแล้วค่อยต่อเจ้าค่ะ”

หลิงยวนลุกตาม หยุดรอให้นางเก็บจดหมายซึ่งตากหมึกอยู่ริมหน้าต่าง

ก่อนออกจากชาน นางหันกลับไปมองกระดานอีกครั้ง แล้วสอดมือเข้าหามือขวาของเขา

วันนี้นางมีเรื่องที่อยากทำต่อหลังอาหารเย็นแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 102 — คราวนี้ข้าจะไปให้ทัน

    “ตอนนั้นท่านแม่อยู่ข้างข้า แล้วข้ากำลังเรียกใคร”หลินเยว่ซีวางบันทึกลงกลางโต๊ะประโยคสุดท้ายยังติดอยู่ในสายตา นางอายุเพียงสี่ขวบ แต่กลับได้ยินเสียงเรียกจากคนที่ไม่มีตัวตน ก่อนเหตุการณ์เมืองหลินอันถูกทำลายถึงหนึ่งปีผู้อาวุโสสวี่เลื่อนกระดาษส่วนที่พับไว้ออก“วันต่อมาบิดาเจ้าพาออกจากเรือนด้านตะวันตก อาการก็สงบ เขาเขียนไว้เท่านี้”เยว่ซีอ่านต่อจนถึงปลายหน้า แล้วพลิกด้านหลังเองไม่มีข้อความอื่นนางหันหาโม่หลิงยวน“ท่านเคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่”“ไม่เคย ตอนข้าพบเจ้า เจ้าห้าขวบแล้ว”“เช่นนั้นอย่าเพิ่งถือว่าเป็นอาคมเดียวกับที่ใช้จับคนเหล่านั้น”เยี่ยจื้อหยวนเงยหน้ามองนางเยว่ซีชี้ข้อความเรื่องย้ายเรือน“คนเจ็บที่เราช่วยกลับมายังมีอาการหลังออกจากที่ขัง แต่ข้าสงบลงทันทีที่เปลี่ยนสถานที่ อย่างน้อยมันก็ต่างกันตรงนี้เจ้าค่ะ”“ถูกต้อง” เขาตอบ “เก็บข้อแตกต่างนี้ไว้ตรวจต่อ”นางพยักหน้า ก่อนขอกระดาษมาคัดข้อความส่วนของบิดาระหว่างเขียน สายตากลับสะดุดลายหมึกที่คนอื่นเพิ่มลงในบันทึกฉบับใหญ่ ตรงที่บิดากำชับให้หยุดเมื่อผู้ป่วยเจ็บ มีคำสั่งให้ฝืนส่งปราณต่อเขียนทับอยู่พู่กันในมือนางหยุด“คนเขียนส่วนนี้ถูกจ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 101 — ลายมือที่กลับมาถึงนาง

    เผยเหวินซูหันกลับมาเมื่อได้ยินคำถามผู้คุมหยุดตาม เขามองบันทึกที่เยว่ซีประคองอยู่ ก่อนเดินกลับเข้ามาใต้ชายคาโดยมีคนตามประกบ“ตอนที่เซี่ยจิ้งเหิงสั่งให้ข้านำไปส่ง มันอยู่ในห้องหนังสือของเขาแล้ว”“เขาเคยบอกหรือไม่ว่าได้มาอย่างไร”“ไม่เคย”คำตอบสั้นจนเยว่ซีเผลอกำขอบกระดาษเผยเหวินซูเห็น แต่ไม่ได้รีบเติมสิ่งที่ตนไม่รู้ลงไปเพื่อให้นางพอใจ“ข้าจำได้ว่าตอนรับมา ปกกับเนื้อในหลุดจากกัน เขาให้คนเย็บใหม่ก่อนส่งออก ข้าเห็นเพียงหน้าที่เปิดค้างอยู่กับข้อความที่เขาสั่งให้ตรวจ”ผู้อาวุโสสวี่พลิกดูสันบันทึกทันทีด้ายสองแนวซ้อนกันอยู่จริง แนวหนึ่งสีซีดเกือบกลืนกับกระดาษ อีกแนวใหม่กว่าและร้อยห่างอย่างลวก ๆเยว่ซีมองรอยเย็บนั้นสิ่งที่บิดาเคยเขียนเพื่อช่วยคน ถูกใครบางคนถอดออก เปลี่ยนคำสอน แล้วเย็บกลับเข้าเล่มเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น“ส่วนที่ใช้เสียงเรียกคน…” นางถาม “เป็นของท่านพ่อด้วยหรือไม่เจ้าคะ”เยี่ยจื้อหยวนเลื่อนบันทึกเข้าหาแสง“ที่อ่านพบตอนนี้ บิดาเจ้าใช้สิ่งคุ้นเคยช่วยให้ผู้ป่วยแยกความทรงจำออกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ส่วนผู้แก้ไขกลับใช้ความคุ้นเคยนั้นหลอกให้คนยอมเปิดเส้นปราณ”เขาชี้ข้อความซึ่งถูก

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 100 — โอกาสที่ต้องเดินกลับมา

    “เจ้าจะออกจากที่คุมขังเพื่อช่วยคนครั้งนี้เท่านั้น”เจ้าสำนักกล่าวพลางเลื่อนคำสั่งแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเผยเหวินซู“เครื่องผนึกปราณยังอยู่ ห้ามพกอาวุธ ห้ามแยกจากผู้ควบคุม หากพบสิ่งใดต่างจากที่เคยให้การ ต้องแจ้งทันที เมื่อเสร็จงานให้กลับมารับโทษตามเดิม”เผยเหวินซูก้มอ่านจนจบ“ข้ายอมรับ”ผู้คุมวางพู่กันให้ เขาจึงลงชื่อใต้คำสั่ง มือข้างที่ถูกเครื่องผนึกเสียดสีมีรอยแดง แต่ไม่ได้ร้องขอให้คลายออกจ้าวเฉิงมองลายมือบนกระดาษแล้วหันหาเจ้าสำนัก“ข้ามีเรื่องจะถามขอรับ”เผยเหวินซูวางพู่กันลง“ถามข้าเถิด”จ้าวเฉิงมองเขาตรง ๆ“จะให้พวกเราไว้ใจเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าก็เคยหักหลังพวกเรา”ห้องเงียบลงทันทีเผยเหวินซูไม่ได้หลบสายตา แต่คำตอบกลับช้ากว่าตอนรับเงื่อนไข“ข้าไม่มีคำใดทำให้เรื่องนั้นหายไป”“แล้วหากข้างในมีทางหนีที่เจ้าจงใจไม่เขียน—”“จ้าวเฉิง”เยว่ซีเรียกเบา ๆเขาหันมา สีหน้ายังคงเคร่งเครียด“ข้าไม่ได้ค้านเพราะไม่อยากช่วยคน แต่หากเขาพาหลิงยวนกับผู้อาวุโสเข้าไปติดกับ เราจะเสียคนเพิ่มอีกเท่าไร”“ข้าก็กลัวเรื่องนั้น”คำตอบทำให้เขานิ่งเยว่ซีมองเผยเหวินซู ก่อนพูดต่อ“ข้ายังจำสิ่งที่เขาทำได้ แต่คำเตือน

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 99 — เสียงของคนที่ไม่อยู่

    “ตรวจสายเลือด?”หลินเยว่ซีเงยหน้าจากจดหมายเสียงเก็บเก้าอี้จากลานพิธีรับรางวัลยังดังลอดหน้าต่างเข้ามา ป้ายรางวัลบนฝักกระบี่ของหลิงยวนยังผูกด้วยเชือกเส้นที่นางเพิ่งจัดให้ แต่บนโต๊ะตรงหน้ากลับมีคำขอเลือดของนางวางอยู่เรียบร้อยแล้วเจ้าสำนักเลื่อนจดหมายอีกสามฉบับมารวมกัน“บางสำนักเชิญเจ้าไปพักฟื้น บางแห่งเสนอช่วยฝึกควบคุมปราณ ข้าเรียกมาถามความประสงค์ของเจ้า มิได้รับปากผู้ใด”เยว่ซีวางจดหมายคืน“ข้าไม่ไปเจ้าค่ะ”“อาจารย์ฉินกับท่านเยี่ยดูแลข้าก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”เจ้าสำนักพยักหน้า ก่อนส่งจดหมายให้ศิษย์รับรอง“แจ้งตามนี้ แล้วส่งแขกกลับไปพัก ไม่ต้องรอพบเยว่ซี”ศิษย์รับคำแล้วออกจากห้องไม่มีใครขอให้นางคิดใหม่เยว่ซีจึงคลายมือที่กำชายแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว หลิงยวนเห็น แต่เพียงขยับเก้าอี้ให้นางลุกสะดวกทั้งสองเดินออกทางประตูข้าง ระหว่างผ่านระเบียง เสียงสนทนาจากห้องรับรองดังขึ้นพอดี“แม้แต่พบสักครู่ก็ไม่ได้หรือ”“ศิษย์พี่หลินต้องพักขอรับ”“ข้าเพียงอยากช่วยให้นางรู้ว่าพลังนั้นมาจากไหน”เยว่ซีชะลอฝีเท้า เหลือบมองไปเพียงครู่เดียวหลิงยวนหยุดรออยู่ข้างหน้า“กลับหรือไม่”เยว่ซีเดินไปจับมือเขาเอง“กลับเ

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 98 — วันที่เสียงปรบมือกลับมา

    “อย่าให้ผู้ใดตามเสียงเข้าไปตามลำพัง”เยี่ยจื้อหยวนกล่าวหลังอ่านรายงานจบ เขาพลิกกระดาษกลับไปดูคำให้การของผู้รอดชีวิตอีกครั้ง ก่อนวางลงตรงหน้าเจ้าสำนัก“ยังสรุปไม่ได้ว่าเสียงมาจากคน อาคม หรือสิ่งอื่น แต่หากมันดังจากห้องที่ตรวจแล้วว่าไม่มีใคร ต้องรักษาระยะไว้ก่อน”ผู้อาวุโสสวี่เตรียมแผ่นอาคมลงกล่อง“ข้าจะไปกับคนส่งข่าว ตรวจทางเชื่อมใต้ดินและรอยสลักในห้อง ส่วนผู้รอดชีวิตให้ย้ายออกมาก่อน”หลิงยวนเลื่อนแผนที่เข้ามา“ใช้ทางเกวียนด้านใต้ เส้นทางสั้นกว่า และไม่ต้องผ่านช่องเขา ข้าจะให้คนไปสมทบที่ปากทาง”เจ้าสำนักอนุญาตทันที พร้อมส่งหมอและผู้คุ้มกันเพิ่มเมื่อจัดการเสร็จ ฟ้าด้านนอกเริ่มสว่างแล้วผู้อาวุโสสวี่ปิดกล่อง หันมองหลิงยวนซึ่งยังยืนอยู่ข้างแผนที่“เรื่องทางนี้มีคนรับแล้ว วันนี้เจ้ามีหน้าที่บนลาน”หลิงยวนพยักหน้าเขารอจนกลุ่มเดินทางพ้นประตู ก่อนหยิบกระบี่ขึ้นมาสายรัดข้อมือที่เยว่ซีผูกให้ยังเรียบร้อย⸻เยว่ซีมาถึงลานเหนือพร้อมยายหวังวันนี้เสี่ยวถังเลือกพักช่วงเช้า เพื่อเก็บแรงมาร่วมพิธีมอบรางวัลในตอนบ่าย จ้าวเฉิงรับปากจะจำกระบี่สุดท้ายไปเล่าให้ฟังอย่างละเอียด“ข้าบอกนางแล้วว่าจะไม่แต่งเต

  • พันธนาการรักใต้เงากระบี่   บทที่ 97 — ก้าวกลับเข้าสู่ลาน

    เสียงกระบี่ไม้กระทบกันดังขึ้นสามครั้งครั้งที่สี่ เหยียนอวี้หนิงหยุดมือก่อนปลายกระบี่จะถึงไหล่จ้าวเฉิง“เจ้าเปลี่ยนเท้าเร็วเกินไป”จ้าวเฉิงก้มมองเท้าตนเอง“ข้าฝึกมาทั้งชีวิตเพื่อให้เร็วขึ้น วันนี้กลับต้องช้าลงอีก”“ข้าขอให้เจ้าจำลองจังหวะของเขา มิได้ขอให้เจ้าชนะข้า”“คำขอของเจ้าทำร้ายความมั่นใจข้ามาก”เยว่ซีซึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งหลุดหัวเราะ ก่อนใช้ปลายกิ่งไม้ขีดเส้นบนดิน“ตอนเขายกกระบี่หนัก ไหล่จะขยับก่อน แต่ตอนส่งปราณดิน เขาจะกดส้นเท้า”อวี้หนิงลดกระบี่แล้วเดินมาดู“หากเขาใช้สองอย่างพร้อมกัน?”เยว่ซีวางกิ่งไม้ทาบเส้นหนึ่ง“ครั้งก่อนเราคิดแต่ทำให้เขาลงเท้าไม่เต็มฝ่าเท้า แต่ถ้าเขายืนมั่นคงอยู่แล้ว เจ้าจะทำอย่างไร”อวี้หนิงมองภาพบนดิน ก่อนใช้รองเท้าลบเส้นตรงกลางทิ้ง“ข้าไม่จำเป็นต้องทำให้เขาล้ม”นางขีดเส้นใหม่ออกไปด้านข้าง“ให้กระบี่เขาไปถึงตำแหน่งที่ต้องการ แล้วข้าไปอีกทาง”จ้าวเฉิงชะโงกมอง“ดี เช่นนั้นคนที่ต้องยืนรับคือข้าหรือ”อวี้หนิงยื่นกระบี่ไม้คืนให้“เจ้าฉลาดขึ้นแล้ว”⸻สิบสองวันผ่านไปนับจากเหตุที่เรือนรักษาคนทั้งสามที่พยายามลักพาตัวผู้ป่วยถูกแยกสอบ บัญชีคลังอาวุธของสำนักต้นสังก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status