ログインหลังจากให้คำตอบแก่โจวจื่อรั่วไปแล้ว งานมงคลก็ถูกจัดขึ้นภายในสองวันต่อมา
ห้องโถงใหญ่ถูกประดับด้วยเครื่องตกแต่งสีแดงที่เป็นมงคล เจ้าสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัวตั้งแต่เช้ามืดด้วยชุดเจ้าสาวสีแดงชาดที่ปัดลวดลายอย่างประณีต
ซุนต้านเองก็ไม่คาดคิดว่าโจวจื่อรั่วจะดำเนินการทุกอย่างอย่างรวดเร็วได้ถึงเพียงนี้ ในขณะที่ซุนเพ่ยหลินนั้นกระหยิ่มในใจว่าฝ่ายสกุลซุนนั้นได้เปรียบอยู่มาก
“ถ้าให้แม่สื่อดูฤกษ์ยามมาแล้ว หากไม่จัดงานแต่งงานวันนี้ก็ต้องรออีกสิบห้าวัน” เขากล่าวแก่สองสามีภรรยาในขณะที่รอเจ้าสาวออกมาที่ลานพิธี
แขกเหรื่อที่ถูกรับเชิญให้มาร่วมงานมงคลอย่างกะทันหันเป็นคหบดีและขุนนางที่อยู่ในเมืองนี้ รวมไปถึงคำอวยพรที่ถูกส่งมาจากองค์ไท่จื่อที่ติดงานราชการจึงมิได้มาด้วยตนเอง
ดังนั้นแม้จะเป็นงานเล็กๆ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างกะทันหันแต่เพราะแขกที่มาร่วมงานนั้นเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง งานแต่งงานนี้จึงเป็นที่พูดถึงอยู่มาก
“งานยิ่งใหญ่ยิ่งดี เช่นนี้เราจะได้มีข้อแก่ต่างแก่ชาวเมืองว่ามาที่เสวียนซานด้วยเหตุใด ซ้ำยังเป็นการประกาศตนเองว่าโจวจื่อรั่วเป็นเขยสกุลซุน เช่นนี้แล้วเขาเองที่เสียเปรียบเรา” ซุนเพ่ยหลินกระซิบสามีด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ลู่เล่อซางเสนาบดีกองกลาโหมมาร่วมงานในฐานะผู้ใหญ่ทางฝ่ายเจ้าบ่าวแทนบิดามารดาที่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขาอยู่ในวัยเยาว์ พร้อมกับบุตรีของเขา ลู่เหมียนฮวา ที่แอบมีใจให้แก่โจวจื่อรั่วแล้วติดตามบิดามาเพื่อดูว่าสตรีนางใดที่ได้หัวใจแม่ทัพโจวไปครอบครอง
เมื่อถึงฤกษ์ยามที่กำหนดแม่สื่อที่ดูแลพิธีแต่งงานในครั้งนี้ก็ให้พาตัวเจ้าสาวออกมา
ซุนลี่หรูอยู่ในชุดเจ้าสาวที่ประณีตสวยงาม เครื่องหัวที่หนักอึ้งและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวทำให้เดินไม่ถนัดจึงต้องมีคนประคองให้นางเดินไปยืนข้างๆ กับเจ้าบ่าวที่อยู่ในชุดสีแดงเช่นกัน
พิธีคำนับฟ้าดินและสาบานตนได้เกิดขึ้นตามขั้นตอนตามที่แม่สื่อคอยช่วยเหลือ สายตาของซุนต้านนั้นมองบุตรีคนเล็กด้วยสายตาที่ตื้นตันไม่คิดว่าแม่ทัพโจวจะจัดพิธีให้ยิ่งใหญ่กว่าที่ตนเองคาดหวังเอาไว้มาก
หลังจากยกน้ำชาให้แก่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแล้ว แม่งานก็ให้คู่บ่าวสาวคล้องแขนดื่มสุรามงคลก่อนจะทำการส่งตัวบ่าวสาวเข้าสู่ห้องหอที่จัดเตรียมเอาไว้
ลู่เหมียนฮวามองไปที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวแล้วกระซิบถามบิดาด้วยความสงสัย ในขณะที่แขกเหรื่อที่มาร่วมงานยังคงนั่งร่วมฉลองเพื่อแสดงความยินดีต่องานมงคลในครั้งนี้
“ข้าได้ยินมาว่านายอำเภอซุนนำตัวลูกสาวมาเสนอถึงที่จวนเป็นความจริงหรือไม่”
“อย่าเสียมารยาท กลับไปที่จวนแล้วข้าจะเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้เจ้าฟังโดยละเอียด” ลู่เล่อซางบอกแก่บุตรีเสียงเบา แล้วให้นางรออยู่ในห้องโถงจัดเลี้ยงเพื่อไปส่งตัวบ่าวสาวร่วมกับสองสามีสกุลซุน
**********************
เมื่อพิธีส่งตัวเสร็จสิ้นลง ซุนลี่หรูก็นั่งอยู่บนเตียงด้วยความกังวลใจ ฝีเท้าของโจวจื่อรั่วที่เดินไปลงกลอนห้องหอแล้วเดินกลับมานั่งกับตนนั้นทำให้ยิ่งรู้สึกกังวลกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
แม่ทัพวัยยี่สิบหกมองเจ้าสาวของตนอย่างชั่งใจ เขานั่งลงแล้วเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งามที่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลและเนื้อตัวสั่นเทาเล็กน้อย
เครื่องประดับหัวถูกถอดออกไปโดยเจ้าบ่าว จากนั้นเขาก็เชยคางนางขึ้นมาให้สบตากับตน ซุนลี่หรูที่บัดนี้เปลี่ยนแซ่เป็นโจวลี่หรูหลับตาลงด้วยความตื่นเต้นระคนตกใจ มิใช่ว่านางไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดหลังจากเข้าห้องหอในคืนแต่งงานเช่นนี้แม้เขารับปากเอาไว้แล้วก็ตาม
โจวจื่อรั่วมองใบหน้าที่หลับตาแล้วเม้มริมฝีปากแน่น พลางนึกในใจว่าการเม้มปากเช่นนี่คงเป็นท่าโปรดของนาง ที่มักจะทำเวลาโกรธ ไม่พอใจ และกำลังหนีจุมพิตจากตนอยู่ในตอนนี้
“เจ้าคิดว่าข้าแต่งงานเพราะพิศวาสในตัวเจ้าเช่นนั้นหรือ” น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ซุนลี่หรูลืมตาขึ้นมองแล้วผลักอกของเจ้าบ่าวออกไป แต่เพราะร่างกายที่แข็งแกร่งคนที่ผลักจึงเป็นฝ่ายเกือบล้มตกเตียงเสียเองจนถูกอ้อมแขนของเขากอดรั้งเอาไว้
“ท่านแม่ทัพปล่อยข้า” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยำเกรง
“เจ้าอย่าลืมว่าตนเองอยู่ในสถานะใด อย่าบังอาจมาขึ้นเสียงใส่ข้าหากไม่อยากให้ล้ำเส้นที่ตกลงกันเอาไว้” โจวจื่อรั่วเตือนความจำนางถึงสิ่งที่นางร้องขอตอนรับปากแต่งงานกับตนว่าจะไม่ล่วงเกินจนกว่าความจริงจะปรากฏ
“หากมีหลักฐานว่าท่านพ่อบริสุทธิ์เมื่อใด ท่านจะยอมหย่ากับข้าจริงๆ ใช่หรือไม่” โจวลี่หรูถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเมื่อนึกได้ว่าตนเองนั้นเป็นรองเขาอยู่
“แล้วหากบิดาเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงถึงตอนนั้นเจ้าจะทำเช่นไร” เจ้าบ่าวกระซิบถามแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“ข้าจะไม่ทำเช่นไร เพราะข้ามั่นใจว่าท่านพ่อไม่มีความผิด และถึงจะมีก็คงถูกบังคับมิได้ตั้งใจกระทำ” คำพูดของเจ้าสาวของตนทำให้แม่ทัพโจวหรี่ตามองนางที่ราวกับจะรู้อะไรบางอย่าง
“หรือว่าเจ้าเองก็รู้เรื่องการก่อกบฏ”
“ท่านอย่ากล่าวหาข้า..ข้าหมายถึงว่าอย่าเข้าใจข้าผิด” น้ำเสียงที่เหมือนจะต่อต้านอ่อนลงในตอนท้ายเมื่อเห็นสายตาที่ดุดันของสามี
“เจ้าจงบอกในสิ่งที่รู้ มันอาจจะช่วยให้บิดาเจ้าพ้นผิดได้”
“ข้าไม่รู้สิ่งใดทั้งนั้น ทุกอย่างล้วนแต่เป็นการคาดเดา” เจ้าสาวพูดเสียงเบาลังเลว่าควรจะพูดดีหรือไม่เพราะมันเป็นเรื่องภายในของสกุลซุน
“บอกมา ข้ามิใช่คนที่เอาแต่ความคิดตนเป็นใหญ่ สิ่งที่เจ้าพูดข้าย่อมต้องนำไปกลั่นกรองหามูลอีกที มิใช่ว่าจะหลับหูหลับตาเชื่อสิ่งใด มิเช่นนั้นคงมิได้รับความไว้วางใจจากองค์รัชทายาทให้สืบเรื่องการก่อกบฏในครั้งนี้ทั้งที่หาใช่หน้าที่ของข้าไม่” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นและเหตุผลของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวยอมที่จะบอกในสิ่งที่ตนรู้ออกไป
“เมื่อสองปีก่อนข้าเห็นบุรุษที่ใส่ชุดทหารแปลกตาที่น่าจะมาจากต่างเมืองมาหาพี่ใหญ่อยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่มาเพียงแค่ส่งสารแล้วก็จากไป หลังจากนั้นพี่ใหญ่ก็ย้ายไปอยู่ที่จิ้งหนานแล้วเปิดโรงน้ำชาอยู่ที่นั่น”
“ซุนต้าเหยาเปิดโรงน้ำชาที่จิ้งหนาน” แม่ทัพหนุ่มกล่าวทวนประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นเคืองใจ ไส้ศึกที่ซุนต้านบอกว่าอยู่กับตนนั้นเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้สืบอาวุธที่ถูกขนไปจิ้งหนานแล้วปิดบังข้อมูลสำคัญนี้กับตน ทำให้ยิ่งมั่นใจในสิ่งที่ซุนต้านบอกและเชื่อใจอีกฝ่ายมากกว่าคนของตน
“แล้วเมื่อหลายเดือนก่อนข้าได้ยินท่านพ่อต่อว่าพี่ใหญ่ที่ลักลอบใช้ตราประทับนายอำเภอในการทำการอะไรบางอย่าง พอท่านกล่าวหาท่านพ่อเรื่องก่อกบฏข้าจึงคิดว่าบางทีอาจเกี่ยวข้องกับพี่ใหญ่ แต่ที่ท่านพ่อไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อาจเป็นเพราะกำลังปกป้องข้าอยู่ก็เป็นได้” สิ่งที่หญิงสาวกล่าวขึ้นมาทำให้โจวจื่อรั่วปะติดปะต่ออะไรได้หลายเรื่อง
รวมถึงเรื่องที่มีจดหมายสนเท่ห์จากบุคคลปริศนาส่งมาแจ้งข้อมูลของการซ่องสุมอาวุธในเมืองจิ้งหนานบางทีอาจจะเป็นซุนต้านเองที่อยากจะให้ตนจัดการเรื่องนี้ให้
“ข้าเข้าใจแล้ว เรื่องนี้ข้าจะสืบให้กระจ่าง เจ้าวางใจได้” เจ้าบ่าวรูปงามบอกนางด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลจนฮูหยินน้อยต้องมองเขาด้วยสายตาที่ประหลาดใจ
โจวจื่อรั่วไม่ได้บอกความจริงเรื่องการแต่งงานแก่นางเพราะยิ่งรู้มากนางก็ยิ่งมีภัยแก่ตัวและอาจทำให้แผนการที่วางเอาไว้ผิดแผน เพราะหากเอาเรื่องซุนต้านมาต่อรองเมื่อใดนางก็จะยอมคายเรื่องที่รู้ออกมาเพื่อความปลอดภัยของบิดา โดยไม่สนเลยว่าตนเองจะเป็นเช่นไร
“เจ้าพักผ่อนเถิด ข้ายกห้องนี้ให้เจ้า” น้ำเสียงที่ไม่ได้เย็นชาอย่างตอนแรกและประโยคที่มอบอิสระนี้ทำให้นางรู้สึกใจชื้นขึ้นมา
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ” โจวลี่หรูกล่าวขอบคุณจากใจจริง อย่างน้อยแม้เขาอาจจะไม่ช่วยเหลือบิดาของตนตามที่รับปากแต่ก็มีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่มิใช่น้อย
**********************
ที่ศาลานั่งพักกลางสวนดอกไม้ ซุนลี่หลิงนั่งด้วยความประหม่าต่อหน้าของแม่ทัพโจวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเขยของตน แววตาเย็นชาที่มองมายังนางทำให้รู้สึกยำเกรงจนมิกล้าเอ่ยปากอันใด“ข้าคิดว่าเจ้าจะมาผู้เดียวเสียอีก ไม่คิดว่าจะพาท่านแม่ทัพออกมาด้วย” ซุนลี่หรูพูดเสียงเบากับน้องสาวของตน“ข้าไม่อยากอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง จึงตามนางมาชื่นชมสวนบุปผาแห่งนี้ด้วย” แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินกล่าวตอบเสียงเรียบ ทั้งๆ ที่จริงแล้วถูกโจวลี่หรูขอร้องให้มาด้วยกันโจวลี่หรูจึงวางมือบนใบหน้าของเขาแล้วใช้นิ้วคลี่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายท่ามกลางความตกใจของซุนลี่หลิงที่ไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะกล้าทำเช่นนั้น รวมไปถึงตัวของแม่ทัพหนุ่มเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน“ยิ้มบ้างเถิดเจ้าค่ะ ทำหน้าดุเช่นนี้พี่รองกลัวท่านไปหมดแล้ว” โจวฮูหยินกล่าวเสียงสดใสแล้วหันไปยิ้มกับพี่สาวของตนแล้วเริ่มพูดคุยเพื่อสืบความจากนางโดยที่ซุนลี่หลิงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกน้องสาวหลอกถามเข้าให้แล้ว“เมื่อวานตอนที่ข้ามาถึง ท่านแม่ใหญ่กับพี่รองก็ลงมาจากรถม้าเช่นเดียวกัน กลับถึงเรือนตอนฟ้ามืดเช่นนั้นคงมิใช่ไปเที่ยวชมตลาดมา”“เจ้าช่างสังเกตยิ่งนัก ข้ากับท่านแม่พึ่งกลับจากจิ้งห
ในค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นและมีลมหนาวพัดอยู่ด้านนอก ภายในห้องนอนของโจวลี่หรู โจวจื่อรั่วมองดูฮูหยินของตนที่แสร้งหยิบจับนั่นนี่อย่างไม่เป็นสุขไม่ยอมมาร่วมเตียงกับตนเสียทีโจวลี่หรูกลับมาเยี่ยมบ้านในครานี้หากจะแยกห้องกับสามีก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก เช่นนั้นแล้วนางจึงต้องอยู่ร่วมห้องและร่วมเตียงกับอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้“เจ้าไม่ง่วงหรือลี่หรู ข้ารอเจ้านานแล้ว”“ข้าคิดว่าข้าจะนอนตรงนี้ได้ หากร่วมเตียงกับท่านแล้วอาจจะไปโดนบาดแผลของท่านได้”“เตียงกว้างเช่นนี้จะโดนได้อย่างไร มาเถิด” น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยความจริงจังทำให้นางยอมเดินไปหาเขาแต่โดยดี แล้วขยับไปนอนข้างๆ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง“รังเกียจข้าเช่นนั้นหรือจึงขยับไปห่างเช่นนั้น”“ข้ากลัวจะโดนแผลของท่าน”โจวจื่อรั่วดึงนางมานอนทับที่ต้นแขนของตนแล้วดึงผ้าห่มมากระชับร่างของทั้งคู่เอาไว้“เหตุการณ์วันนี้ทำให้ข้ากลัวว่าจะเสียเจ้าไป” น้ำเสียงนุ่มทุ้มกระซิบข้างใบหูของนาง ความหมายของสิ่งที่กล่าวออกมาทำให้โจวลี่หรูหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อนึกได้ถึงเหตุผลที่แต่งงานกันนางก็รีบกล่าวตัดพ้อออกมา“ท่านอย่าลืมว่าเราแต่งงานกันด้วยเหตุใด”“ข
เมื่อถึงจวนสกุลซุน ซุนต้านและซุนเพ่ยหลินได้ให้การต้อนรับแม่ทัพหนุ่มตามมารยาท โจวลี่หรูที่แม้จะดีใจที่ได้กลับมาแต่ด้วยความห่วงใยที่มีต่อแม่ทัพหนุ่มและรู้ว่าผู้ที่จะมาทำร้ายตนเป็นผู้ใดจึงมิได้มีสีหน้าที่เป็นสุขนัก“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดแม่ทัพโจวจึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้” ซุนเพ่ยหลินถามด้วยความตกใจ แม้จะไม่อยากพูดดีด้วยแต่ถ้าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หากเป็นอันใดไปในเรือนสกุลซุนอาจจะมีเรื่องใหญ่ตามมา“ระหว่างทางพบกับโจรป่าเข้า จึงเกิดการต่อสู้กัน” โจวจื่อรั่วตอบเสียงเรียบแล้วมองยังซุนต้านด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง“ฮูหยินให้คนดูแลทหารของท่านแม่ทัพ ทั้งอาหาร ที่พักและยารักษา” ซุนต้านบอกแก่ภรรยาของตน“เจ้าค่ะท่านพี่” ซุนเพ่ยหลินรับปากสามี จึงหันไปสั่งพ่อบ้านซุน“ทำตามที่นายท่านสั่ง ดูแลทหารของแม่ทัพโจวอย่าได้ขาดตกบกพร่องประการใด” นางสั่งการต่อไม่ยอมออกจากห้องรับรองของโจวจื่อรั่วไปเพราะเกรงว่าจะมีการพูดเรื่องสำคัญลับหลังนางโจวลี่หรูมองดูหมอถอดเสื้อของเขาออกจนเผยให้เห็นแผงอกกำยำและบาดแผลที่หน้าท้อง แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ยังมีโลหิตไหลไม่หยุดหลังจากที่ทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาแล้วก็พันผ้าสะอาดรอบเอว
ขบวนรถม้าของแม่ทัพโจวที่มีทหารม้าอารักขาไปยังเมืองตงเสวียนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าเป็นการไปเยี่ยมเยียนบ้านของภรรยาตามที่ใช้กล่าวอ้างทหารทุกนายนั้นมีม้าเป็นพาหนะไม่ได้ลำบากเดินให้ต้องเปลืองแรง คราแรกที่เชิญตัวบิดาของนางมาก็เป็นเช่นนี้แต่นั่นยังพอคิดได้ว่าเขาพึ่งกลับจากสงครามก็แวะเวียนที่ตงเสวียทันที ไม่คิดว่าครานี้ก็จะนำกำลังพลคุมกันขี่ม้าทุกนายเช่นเดิม“การให้ทหารเดินทางด้วยม้าเช่นนี้เพื่อที่จะให้ถึงโดยเร็วใช่หรือไม่” ภายในรถม้าที่นั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังเป็นเวลาหลายชั่วยามนั้นสร้างความอึดอัดให้นางไม่ใช่น้อย จึงต้องหาเรื่องพูดคุยและถามในสิ่งที่ตนสงสัยในที่สุด“เพื่อให้ทหารเก็บแรงเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น ระหว่างทางอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ หากเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าแล้วเรี่ยวแรงจะลดลงกึ่งหนึ่ง” บุรุษผู้องอาจในชุดที่มิได้สวมชุดเกราะอย่างเป็นทางการตอบคำถามนางเสียงนุ่ม“อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงตงเสวีย” โจวลี่หรูเริ่มถามออกนอกเรื่องแล้วเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปดูข้างทาง ตอนนี้ยังคงรายล้อมไปด้วยต้นไม้และผืนป่ามองซูเยี่ยที่ควบม้าเบาๆ อยู่ข้างรถม้าอมยิ้มมองไปทางชงเอ๋อร์ที่นั่งเก้าอี้บังเหียนกับคน
ภายในห้องพักขนาดรองลงมาจากห้องนอนที่โจวลี่หรูพักอยู่ กลายเป็นห้องนอนชั่วคราวของแม่ทัพใหญ่ที่เสียสละห้องของตนให้แก่ฮูหยินในนามโจวจื่อรั่วที่กำลังหลับตาปิดสนิทรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวภายในห้องแต่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาในตอนนั้นเสียงเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของทหารที่มาผลัดเปลี่ยนเวรยามทำให้บุรุษลึกลับรีบออกจากห้องไปก่อนจะมีใครมาพบเข้าแม่ทัพหนุ่มลืมตาแล้วลุกขึ้นมาตรวจสอบตู้ไม้ที่อยู่ภายในห้อง ซองจดหมายสนเท่ห์ที่ถูกส่งมาแจ้งข่าวเรื่องการส่งอาวุธไปที่เมืองจิ้งหนานหายไปตามที่ตนได้คาดการณ์เอาไว้แล้วสับเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้ว“พวกเจ้าต้องการสืบหาบุคคลที่ส่งจดหมายนี้ให้แก่ข้าสินะ” เขาพึมพำอย่างใช้ความคิด เพราะไส้ศึกของอ๋องเสิ่นอยู่ที่จวนนี้และคงรู้ว่าตนเก็บจดหมายสนเท่ห์ไว้จึงต้องการนำไปเพื่อแกะรอยหาคนทรยศจากจดหมายฉบับนั้น“เห็นทีว่าคงถึงเวลาพาฮูหยินกลับไปเยี่ยมท่านพ่อตาแล้วสินะ” น้ำเสียงที่เย็นเฉียบนั้นพึมพำออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในแผนการของตน**********************เสียงกู่เจิงที่ลอยมาถึงห้องตำราทำให้โจวจื่อรั่วรู้ว่าผู้ที่กำลังบรรเลงนั้นเต็มไปด้วยความ
ทหารที่รายล้อมไปทั่วจวนแม่ทัพทำให้โจวลี่หรูรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาที่เดินผ่าน มิใช่ว่าเกรงกลัวท่าทางที่ดุดันของเหล่าทหารที่เดินผลัดเปลี่ยนเวรยามรักษาความปลอดภัย แต่เป็นเพราะได้รับการคำนับทุกครั้งที่เดินผ่านจึงรู้สึกไม่คุ้นชินนัก“ข้าอยากพบท่านแม่ทัพ” โจวลี่หรูเดินไปที่ห้องโถงใหญ่แล้วบอกแก่ทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู“เรียนนายหญิง ท่านแม่ทัพอยู่ในห้องตำรากำลังหารือกับใต้เท้าเฉิน” ทหารรักษาการณ์หน้าห้องโถงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนอบน้อม“ใต้เท้าเฉิน เฉินหลี่เจาเช่นนั้นหรือ” แซ่นี้นางจำได้ว่าเป็นผู้ถือสารอวยพรขององค์ไท่จื่อมาในงานแต่งงาน แต่เพราะมีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้จึงมิได้เห็นใบหน้าว่าเป็นผู้ใด“ขอรับใต้เท้าเฉินที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท” ทหารผู้นั้นบอกตำแหน่งของเฉินหลี่เจาอย่างละเอียดโจวลี่หรูพยักหน้ารับทราบแล้วชักชวนให้ชงเอ๋อร์ยกน้ำชาตามไปที่ห้องหนังสือเมื่อไปถึงก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปเพราะมีต้าเซ่อและซูเยี่ยยืนเฝ้าที่หน้าห้องด้วยตนเอง พร้อมกับทหารผู้ติดตามของเฉินหลี่เจาที่ใบหน้าดุดันกว่าทหารในจวนแม่ทัพซูเยี่ยยิ้มให้แก่ชงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของโจวลี่หรู แล้วชง







