LOGINเวลาเดินผ่านไปนานหลายชั่วโมงที่เดโชและสีฝุ่นมาหลบฝนอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่หนาทึบมากกว่าบริเวณอื่น พร้อมกับที่เดโชนั้นหยิบร่มพกพาขนาดเล็กมาให้สีฝุ่นเพื่อให้เธอหลบซ่อนเม็ดฝนที่เทกระหน่ำลงมาอยู่ภายในนั้น
แต่ตัวเขากลับนั่งตากฝนอยู่ข้างนอกราวกับว่ากำลังนั่งพักผ่อนหย่อนใจและไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสายฝนที่ตกลงมาจนแทบจะมองไม่เห็นทาง แม้ว่าสีฝุ่นจะพยายามให้เขาเข้ามาหลบด้วยกันแต่เดโชก็ปฏิเสธจนสีฝุ่นต้องยอมแพ้
ถึงแม้ว่าจะกลัวฟ้าผ่าแต่ก็จำต้องนั่งอยู่ตรงนี้เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ทั้งนั้น
จนกระทั่งตอนนี้ที่สายฝนนั้นเริ่มซาจนเหลือเพียงแค่ละอองฝนบาง ๆ สีฝุ่นก็ทำการหุบร่มแล้วเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบนแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง
“เฮ้อ! ในที่สุดเทวดาเบื้องบนก็ไว้ชีวิตนายกับฉันสักที”
“ไปกันต่อเถอะ เดี๋ยวจะมืด”
“ไปเลยเหรอ”
สีฝุ่นเอ่ยถามพร้อมกับรีบลุกขึ้นเดินตามหลังร่างสูงของเดโชที่เมื่อพูดจบก็หอบข้าวของมากมายเดินนำหน้าเธอไปอย่างไม่รอ ทำให้ร่างเล็กของสีฝุ่นที่เปียกชุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าเพราะแม้จะมีร่มแต่สายฝนที่เทกระหน่ำและลมที่พัดกระโชกมาทั่วสารทิศก็ทำให้เธอไม่อาจจะหลบเลี่ยงได้พ้น แทบจะต้องวิ่งตามเนื่องจากช่วงขาที่ต่างกันมากทำให้ระยะทางในแต่ละก้าวของเธอและเขาไม่เท่ากัน
“มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม”
สีฝุ่นเอ่ยถามหลังจากที่เดินตามเดโชมาจนทันแล้วเดินอยู่ข้างกันได้ในที่สุด พร้อมกับรอบไปมอง ๆ ผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่สำหรับเธอไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็รู้สึกว่ามันเหมือนกันไปหมด
“พอมี”
“จริงเหรอ!”
“อืม”
“แล้วอะไรเหรอที่เปลี่ยน”
“กลิ่นและเสียง”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีฝุ่นก็สูดลมหายใจเข้าปอดแต่เธอกลับรู้สึกว่ากลิ่นหอมนี้มันไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย เนื่องจากเธอได้กลิ่นนี้ตั้งแต่ที่มาถึงและบ่อยครั้งไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็จะได้กลิ่นนี้อยู่เสมอ
แต่เมื่อเธอตั้งใจฟังเสียงกลับรู้สึกว่านอกจากเสียงเม็ดฝนที่โปรยลงมา ก็ยังมีเสียงน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำดังแว่วมาจากไกล ๆ
“เสียงน้ำตกเหรอ ถ้ามีเสียงน้ำตกก็แปลว่าเราใกล้จะเดินไปถึงถ้ำแล้วน่ะสิ!”
“หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”
“เย้! นายเก่งที่สุดเลยเดโช”
สีฝุ่นส่งเสียงร้องตะโกนด้วยความดีใจก่อนจะประกบสองมือไว้ที่หน้าอกแล้วมองหน้าเขาด้วยสายตาที่เป็นประกายอย่างชื่นชม
“ไม่ใช่เพราะผมหรอก เพราะคุณต่างหาก”
“เพราะนาย ส่วนฉันก็แค่ช่วยภาวนาด้วยจิตที่แรงกล้าอย่างที่นายบอกไง”
“จิตใจที่อยากเจอมันอย่างแรงกล้าน่ะเหรอ”
“อยากเจอนิลตราต่างหาก”
“โกหกจะหลงป่า”
“นี่! อย่าปากเสีย”
“คุณก็อย่าโกหก เพราะชีวิตคนเราในบางเรื่อง โอกาสมีแค่ครั้งเดียวนะ”
“...”
“ยิ่งเป็นที่นี่ ผมไม่คิดว่าเราจะมีโอกาสบ่อยนัก”
น้ำเสียงของเดโชที่แม้ว่าจะนิ่งแต่ก็ไม่อาจจะปกปิดความเศร้าได้ทำให้สีฝุ่นรู้สึกเจ็บหน่วงที่ใจตามไปด้วย เพราะก่อนที่เธอจะตัดสินใจกลับมาก็ต้องทนทุกข์ทรมานและเจ็บปวดเพราะความคิดถึงที่มีต่อใครบางคนไม่ต่างไปจากเขามากขึ้นไปทุกวัน แล้วเธอยังจะโกหกคนอื่นและตัวเองอีกเหรอ
เรือนผืนฟ้า
“เขาพากันไปที่ใดวะ”
ผืนฟ้าที่นอนตะแคงเหยียดยาวเท้าแขนข้างขวาค้ำยันหัวเอาไว้อยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือนตัวเอง ในขณะที่มือข้างซ้ายก็หยิบลูกหว้าที่อยู่ในกระจาดสานใบเล็กข้างหน้าขึ้นมาใส่ปาก แล้วถ่มเม็ดจนเกลื่อนพื้นด้านล่างเต็มไปหมด
ปากก็ขยับพูดกับตัวเองด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าชาวบ้านทั้งหญิงและชายต่างพากันออกจากเรือนและมุ่งหน้าเดินออกไปจากหมู่บ้านหลายต่อหลายคน หลังจากพายุฝนที่เทกระหน่ำก่อนหน้านี้หยุดตกไปเพียงไม่นาน
“ผืนฟ้าเอ็งไม่ไปรึ”
“ไปที่ใด และจะให้ข้าไปทำอะไร”
“เอ็งไม่รู้รึ”
“รู้อะไร ฝนหยุดตกข้าก็ออกมานอนกินลูกหว้าอยู่ตรงนี้ แล้วจะให้ข้ารู้อะไร”
เรียวคิ้วเข้มที่อยู่ภายใต้หัวสวมขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเมื่อร่างสูงใหญ่ของลุงสมพรชาวบ้านที่รู้จักและเห็นหน้ากันมาตั้งแต่ผืนฟ้ายังเด็กกำลังจะเดินผ่านเขาไป แต่เมื่อเห็นผืนฟ้านอนอยู่ก็ยังมีใจหยุดเดินเพื่อถามไถ่ ในใจก็คิดอยากให้ผืนฟ้านั้นไปด้วยเพราะคงจะช่วยเขาได้มาก
แต่กลับต้องรีบกระโดดหลบเม็ดลูกหว้าที่ผืนฟ้าเป่าออกมาจากปากหลังจากที่เขากินเนื้อของมันจนหมด ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่เม็ดเดียวแต่กลับมีห้าถึงหกเม็ดด้วยซ้ำ
“เอ็งนี่มัน จะถ่มก็ถ่มไปทางอื่นสิวะ!”
“ก้มลงมองดู ข้าถ่มตรงนี้ก่อนที่ลุงจะเดินมาเสียด้วยซ้ำ”
“เออ! ข้าผิดเองที่เดินไม่ดูทาง ไม่คุยกับเอ็งแล้วข้าจะต้องเร่งไปตัดไม้แล้วลากกลับมาก่อนที่ผืนฟ้าจะหมดแสง”
“ตัดไม้รึ”
“อย่าเพิ่งมองข้าเช่นนั้นข้าไม่ได้ไปโค่นล้มมันเพียงแต่เมื่อครู่ที่ฟ้าฝนลมแรง ไอ้เกลอมันออกไปหาเก็บผลไม้ที่ตกลงมาตามพื้นแล้วเห็นว่าต้นไม้หักโค่นลงมามากมายนักมันเลยกลับมาบอก คนอื่นรู้เข้าเขาก็ออกไปตัดไปลากกลับมาไว้ใช้”
เมื่อได้ยินผืนฟ้าก็พยักหน้ารับรู้ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหงายโดยประสานฝ่ามือใหญ่ทั้งสองข้างรองหนุนหัวก่อนจะหลับตาลงอย่างไม่สนใจ
“เอ็งไม่ไปรึ จะได้เอามาหนุนเรือน”
“เรือนข้ามั่นคงดีแล้ว เหตุใดถึงต้องหนุน”
“หากเอ็งไม่คิดมีเมีย ก็ไม่ต้องหนุน”
“หากข้ามีเมีย ต่อให้หนุนเสาหนุนพื้นดิบดีเพียงใดก็รับแรงข้าไม่ไหวหรอก”
“เช่นนั้นเมียเอ็งมันคงจะตาย! ข้าไม่คุยกับเอ็งแล้ว”
สมพรกระแทกเสียงตอบด้วยความหมั่นไส้คนที่แรงดีแรงเยอะแต่ไม่คิดจะไปช่วยกันลากไม้ แล้วสะบัดหน้าเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งคล้อยหลังเพียงไม่นาน ผืนฟ้าที่แกล้งนอนหลับตาก็หรี่ตาขึ้นมองไปยังทิศทางที่สมพรนั้นเดินไปก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นนั่งชันเข่าด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบ
“ไปดูเสียหน่อยก็ได้วะ”
“ตอนแรกฝุ่นก็คิดว่าตัวเองเหงาปากที่ไม่ได้ทะเลาะกับเขา แต่พอนานวันเข้าฝุ่นกลับคิดถึงใบหน้าของเขา เสียงของเขา จนฝุ่นทรมานและเจ็บมากทุกครั้งที่นึกถึง”“...”“ฝุ่น...รักเขาไปแล้ว”เมื่อได้ยินความในใจของเพื่อนรักนิลตราก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดปากและยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เพราะนอกจากวันเวลาที่แสนทรมานที่ผืนฟ้าต้องกล้ำกลืนฝืนทนรอสีฝุ่นมาโดยตลอดมันจะสิ้นสุดลงแล้ว เขายังได้รับรางวัลคนรอเป็นหัวใจดวงน้อยของสีฝุ่นไปครองอีกด้วย“แต่นิลห้ามไปบอกเขาเด็ดขาดเลยนะ ฝุ่นกำลัง...ให้เขาจีบอยู่”“ฮือ เขินจัง พี่ฟ้าจะจีบสาวยังไงเนี่ย”“แต่ปากเขาก็หวานใช้ได้เลยนะ”“หืม ฝุ่นรู้ได้ยังไงว่าพี่ฟ้าปากหวาน ชิมแล้วเหรอ”“ไม่ใช่ปากหวานแบบนั้น! หมายถึงคำพูดคำจาของเขาต่างหาก”“งั้นเหรอ แต่แค่ได้ยินว่าพี่ฟ้าพูดหวานก็อึ้งแล้ว”“ให้ถามแค่คำถามเดียว พอแล้ว จบ! ว่าแต่วันนี้พี่ป่ายอมปล่อยให้ห่างตัวมาได้ยังไงเนี่ย”สีฝุ่นเอ่ยพูดตัดบทเพราะการที่มายืนคุยเรื่องนี้อยู่ตรงนี้โดยมีสายตาของสองพี่น้องที่มองมาอยู่ตลอด มันทำให้เธอเขินหนักจนแทบจะพูดลิ้นพันกันอยู่แล้ว!“วันนี้นิลจะไปหาแม่หมอ เลยขอพี่ป่าว่าจะไปกับฝุ่น”“ไปหาแม่หมอ?”“ใช่
ผืนฟ้ามองใบหน้าสวยที่อ้าปากค้างดวงตากลมโตก็กะพริบปริบ ๆ มองหน้าเขาราวกับไม่เชื่อหูว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปาก ผืนฟ้ามองเธอด้วยความเอ็นดูก่อนจะยกมือเรียวขึ้นมาเกลี่ยไล้กรอบหน้าเล็กด้วยสัมผัสแผ่วเบาเพราะกลัวว่าความหยาบกร้านจากมือเขาจะทำให้เธอระคายเคือง“พี่จะต้องทำอย่างไรให้เอ็งอยู่กับพี่ และไม่หนีหายไปอยู่ห่างไกลจากสายตาพี่อีก”“...พี่ฟ้า ชอบฉันเหรอ”“...”“ฉันกลับมาที่นี่ก็เพราะอยากได้คำตอบจากพี่”“พี่หลงใหลกลิ่นกายและหลงรักความดื้อด้านของเอ็งไปเสียแล้ว”“...”“รักจนเฝ้ารอเอ็งกลับมาทุกวันคืน โดยที่ไม่รู้ว่าเอ็งจะกลับมารึไม่”หัวใจของสีฝุ่นเต้นแรงจนเธอกลัวว่าตัวเองจะช็อกเมื่อได้ยินคำตอบที่ออกมาจากปากเขาชัดเจนเต็มสองหู ชัดเสียจนตอนนี้สมองเธออื้ออึงไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปเพราะภายในหัวมีแต่คำบอกรักของเขาดังซ้ำไปซ้ำมาผืนฟ้ามองดวงตาคู่สวยของสีฝุ่นด้วยความรักและแสนจะโหยหา เขาเฝ้ารอวันที่จะได้มองหน้าและสบตากับเธอเช่นนี้มาโดยตลอด และเมื่อเขาได้เธอกลับมาก็ไม่อยากรอช้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครอบครอง เพราะหากเขาชักช้าจนเวลาผ่านเลยไปและในวันหน้าเธอตัดสินใจที่จะกลับเขาคงไม่อาจจะห้ามอะไรเธ
“เหรอ ฉันก็รู้สึกเหมือนกันเพราะฉะนั้นจะกินคนเดียว!”พูดจบสีฝุ่นก็ยกกระจาดปลาขึ้นมาวางบนตักแล้วขยับตัวนั่งหันหลังให้เขาแล้วก้มหน้าก้มตาหยิบเนื้อปลามาใส่ปากตัวเองซึ่งไม่รู้ว่าหิวหรืออย่างไร แต่ตอนนี้เธอหยุดกินไม่ได้เลยเพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเอามือไปวางไว้ตรงไหนเพราะทุกอย่างตอนนี้ดูเกะเกะไปหมดเลย“!”แต่นั่งฟุ้งซ่านสติเตลิดเพราะเขินอายเขาได้เพียงไม่นาน แผ่นหลังและก้นนุ่มก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากคนด้านหลังเมื่อผืนฟ้านั้นขยับเข้าไปนั่งซ้อนกอดสีฝุ่นโดยที่ขาข้างหนึ่งนั้นห้อยลงด้านล่าง ทำให้ตอนนี้เขาและเธอใกล้ชิดกันไม่ต่างไปจากคืนนั้นเลยมิหนำซ้ำมือเรียวของสีฝุ่นที่กำลังจะหยิบเนื้อปลาเข้าปากตัวเอง ก็โดนผืนฟ้าจับมาป้อนใส่ปากเขาพร้อมกับดูดเลียนิ้วเธอไม่ต่างไปจากครั้งแรกที่สีฝุ่นป้อน“หิวไม่ใช่รึ กินเข้าไปสิ”ผืนฟ้าเอ่ยถามแต่กลับไม่ได้ต้องการคำตอบเพราะเมื่อพูดจบแขนแกร่งข้างขวาที่แสนจะแน่นและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ถึงแม้ว่าตอนนี้สีผิวของเขาจะดำสนิทแต่สีฝุ่นกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด เอื้อมมาด้านหน้าโดยยกขึ้นวางพาดไว้ยังไหล่บางของสีฝุ่น ก่อนจะหยิบเนื้อปลาขึ้นมาจ่อยังริมฝีปากสีชมพูร
เสียงหวานที่เอ่ยอ้อนขอให้เขาป้อนทำเอาดวงตาคู่คมนั้นวูบไหวก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอแล้วหันกลับมามองดวงหน้าสวยของหญิงสาวตัวเล็ก ที่ค้ำแขนทั้งสองข้างลงบนแคร่ในขณะที่สายตาก็มองเขาอย่างหวานเชื่อม“พูดจาชวนขนลุก”“น่าจะไม่ได้ลุกแค่ขนนะ”“เป็นหญิงอย่าได้เที่ยวพูดจาลามก”“ฉันพูดอะไรลามก แค่บอกว่าไม่ได้ลุกแค่ขน แล้วพี่รู้เหรอว่าฉันหมายถึงอะไรที่ลุก”“...”“อาจจะเป็นตัวพี่ที่ลุกหนีฉันเพราะไม่อยากป้อนก็ได้”สีฝุ่นขยับไปนั่งกอดอกแล้วเฉไฉสายตามองไปทางอื่นเมื่อตอนนี้เธอกำลังจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ไหวเพราะขนาดไม่ได้เห็นหน้าเขาแต่เธอก็ยังรับรู้ได้ ว่าผืนฟ้ากำลังทำตัวไม่ถูกเมื่อโดนรุกหนักทั้งคำพูดและการกระทำจนทำให้เขาตั้งรับไม่ทันเช่นนี้“แล้วมือเอ็งไม่มีรึ”“ก็มี นี่ไง นุ่มด้วยนะ ลองจับไหม”“ผีสิงรึ”“ผีอะไร ผีสาวแสนสวยใช่ไหมล่ะ”สีฝุ่นหันหน้ากลับมามองผืนฟ้าก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแบออก แล้วนำมารองยังปลายคางของตัวเองพร้อมกับเอียงหน้าในมุมที่เธอมั่นใจว่าองศาประมาณนี้เธอจะสวยที่สุด ดวงตาเป็นประกายก็กะพริบตาปริบ ๆ จนผืนฟ้าถอนหายใจออกมาเสียงดัง“ผีอยากมีผัว”“ของแบบนี้จะผีหรือคนก็มีความอยากเหมือนกันนั่นแหละ”
เรือนผืนฟ้าสายตาคมที่อยู่ภายใต้หัวสวมมองจ้องไปยังปลาช่อนตัวใหญ่ที่นอนนิ่งส่งกลิ่นหอมอยู่บนใบตองในกระจาดสานถึงสามตัว แต่เดโชที่นอนอยู่ในเรือนและตัวเขาเองที่นั่งอยู่ยังแคร่ไม้หน้าเรือนกลับได้กินเพียงแค่กล้วยและลูกหว้า“คงจะมองมันจนอิ่ม จนไม่นึกอยากกินสิ่งใด”เมื่อพูดจบภาพใบหน้าของสีฝุ่นที่มองผ่านเขาไปยังเดโชก็ผุดขึ้นมาในหัวจนอารมณ์ขุ่นมัวเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาตั้งใจว่าจะใจเย็นและใจดีกับเธอให้มาก ให้สมกับที่โหยหาและคิดถึงอยากเจอหน้ามาตลอดแต่พอถึงเวลาที่สีฝุ่นนั้นกลับมาแล้วเขาต้องมาเห็นว่าเธอสนิทสนมกับเดโชจนผิดตา ก็ทำให้อดจะหึงหวงเธอไม่ได้พรึบ“เฮือก!”สีฝุ่นที่เดินย่องเข้ามาทางด้านหลังเงียบ ๆ ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อผืนฟ้านั้นหยิบกระบองไม้ที่วางอยู่ข้างตัวเขามาถือไว้ ก่อนจะหันกลับมาใช้มันชี้มาที่หน้าของสีฝุ่นหากเธอเดินไวกว่านี้อีกสักก้าวปลายกระบองไม้นั้นคงจะตีเสยเข้ายังปลายคางของเธอไปแล้ว มีเขาที่ไหนมีกระบองไม้นี้ที่นั่นสินะ!“ค่ำมืดแล้ว กลับเรือนเอ็งไป”เสียงเข้มเอ่ยพูดขึ้นทำลายความเงียบเมื่อเธอและเขาต่างเอาแต่มองหน้ากันโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ทำให้ส
ตกดึกเรือนน้ำอบ“คนเคยปากเสียยังไง มันก็ยังปากเสียอยู่วันยังค่ำ!”สีฝุ่นที่อาบน้ำผลัดผ้ามาอยู่ในชุดที่เหมือนกับหญิงสาวคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด พร้อมกับประโคมฉีดน้ำหอมไปตามเนื้อตัวจนน้ำอบที่เพิ่งจะเปิดประตูเข้ามาในเรือนยกมือขึ้นมาปิดจมูกในทันที“กลิ่นแสบจมูกนัก!”“ดี! จะได้ไม่มีใครมาเข้าใกล้ฉัน เหม็นจนแสบจมูกกันให้หมด”“เพียงแค่พี่ฟ้าบอกว่าไม่ชอบกลิ่นเอ็ง ทำให้เอ็งตกมันเชียวรึ”“ฉันก็ไม่ชอบกลิ่นเขา ไม่ชอบหน้าเขาเหมือนกันนั่นแหละ!”“แปลกจัง ทีแรกข้าก็คิดว่าที่พี่ฟ้าไปเฝ้าอยู่ปากถ้ำทุกวันก็เพราะว่ารอเอ็ง”“...”“แต่เหตุใดเอ็งกลับมาแล้ว เขายังปากร้ายกับเอ็งไม่เปลี่ยน”“ไปรอปากถ้ำ?”“อืม ทุกวัน เช้าจรดมืด”สีฝุ่นที่ได้ยินว่าเขาไปเฝ้าอยู่ปากถ้ำทุกวันก็เงียบไปสักพัก ภายในหัวก็ผุดคำพูดของผืนฟ้าที่เอ่ยบอกกับเธอในคืนนั้นที่ทั้งสองได้พบกันในป่าลึกซ้ำไปซ้ำมา ว่าเขาคิดถึงเธอแต่เขาก็กลับมาปากร้ายเช่นเดิมเมื่อสีฝุ่นเอ่ยบอกให้เขากลับไปรับเดโช มาวันนี้ทีแรกเขาก็ยังพูดดีแต่พอเดโชกลับมาคำพูดคำจาเขาก็เปลี่ยนไป หรือว่าเขาจะหึง“นี่น้ำอบ”“หืม”น้ำอบที่ทิ้งตัวลงนั่งพับเพียบอยู่ข้างส
“อย่าใคร่รู้ นึกฝักใฝ่ ในสิ่งที่ไม่เคยพบเห็น”ดวงตากลมโตของสีฝุ่นมองไปยังป้ายที่ปักอยู่ริมทางก่อนจะอ่านออกเสียงขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบภายในรถ ทำให้เดโชที่นั่งขับรถเงียบ ๆ พร้อมกับคิดถึงเรื่องต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นยังสถานที่ที่เขากำลังมุ่งหน้าไป หันกลับมามองหน้าสีฝุ่นก่อนจะมองไปยังป้ายนั
ซึ่งคำพูดของสีฝุ่นก็ทำให้คนเป็นแม่นั้นเงียบไปและก่อเกิดความรู้สึกที่แสนจะทุกข์ใจเพราะเป็นห่วงลูกสาวของตัวเองเหลือเกิน“งั้นฝุ่นบอกแม่ได้ไหม ว่าจังหวัดที่หนูไปมันคือจังหวัดอะไร อย่างน้อยก็ให้แม่ได้รู้ว่าลูกสาวแม่ไปอยู่ที่ไหนไม่ใช่เคว้งคว้างและไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนูเลย”“...จังหวัดอุตรดิตถ์ค่ะ”“ไปกั
ซึ่งของชิ้นนี้ตัวเจ้าของร้านเองก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเก็บไว้ตั้งแต่ตอนไหนหรือว่าได้มาอย่างไรดูเหมือนจะไม่เคยเห็นเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรเพราะเขามีของสะสมมากมายจนบางสิ่งบางอย่างก็อาจจะหลงลืมไปบ้าง และที่สำคัญเจ้าของร้านยังให้สีฝุ่นมาฟรี ๆ โดยบอกว่าแทนคำขอโทษที่เขาไม่ได้ออกมาต้อนรับและขอเพีย
เสียงร่ำไห้ดังอยู่ในบ้านที่แสนเงียบเหงายิ่งตอกย้ำความรู้สึกโดดเดี่ยวให้ทับถมจนสีฝุ่นแทบจะดึงตัวเองกลับมาไม่ได้ สองแขนเรียวก็กอดพวงดอกพุ่มแดงไว้แนบอกและก้มหน้าหลั่งรินน้ำตาออกมาจนมันไหลเปียกกระโปรงสีขาวที่เธอสวมใส่“คิดถึงจะตายอยู่แล้ว”เสียงหวานเอื้อนเอ่ยความรู้สึกออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ยังคงรินไหลไม







