Masukพนาที่เงียบสงบหลบซ่อนจากผู้คนภายนอกไม่ให้พานพบแต่วันเวลาก็นำพาให้เขาและเธอได้พบหน้า แต่เมื่อถึงวันที่เธอจากลาโดยไร้ซึ่งคำพูดใดว่าจะกลับมา เขากลับเฝ้ารอพบหน้าแม้ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปถึงเมื่อใด
Lihat lebih banyakกรุงเทพมหานคร
ดวงตากลมโตที่อยู่ภายใต้แว่นตาทรงกลมสีดำจับจ้องมองไปยังหน้าจอสี่เหลี่ยมของโน้ตบุ๊กที่ปรากฏภาพและตัวเลขที่คู่ค้าทางธุรกิจได้ทำการส่งเอกสารข้อมูลต่าง ๆ มาทางอีเมล ทำให้ สีฝุ่น ลูกสาวเพียงคนเดียวของกษิดิศและภาพวาดคู่ สามีภรรยานักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในแวดวงของสะสมมูลค่าสูง
มีสายตาและสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนไปก่อนที่คนตัวเล็กในชุดนอนสายเดี่ยวแบบกระโปรงสีดำความยาวเหนือหัวเข่าเนื้อผ้าบางเบาจะเอนหลังพิงเก้าอี้ตัวใหญ่ แล้วนั่งกอดอกทอดสายตามองภาพนั้นด้วยสีหน้าที่เศร้าหมองและรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจดวงน้อยเหลือเกิน
“งาช้างยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วตัวช้างจะต้องใหญ่และมีอายุยืนยาวมานานขนาดไหน ไม่ใช่ว่าเข้าไปตัดมาจากช้างป่าหรอกเหรอ”
ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเอ่ยพูดกับตัวเองด้วยความสงสัยเมื่อภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏแก่สายตาของเธอนั้น คือภาพของงาช้างคู่หนึ่งที่ใหญ่และสวยงามเกินกว่าจะเชื่อได้ว่าถูกตัดมาจากช้างบ้านที่เลี้ยงอยู่ข้างนอกป่า
อีกทั้งลักษณะของงาช้างที่ถูกตัดราวกับลึกถึงโคนเช่นนี้ ก็ทำให้สีฝุ่นอดคิดไม่ได้ว่าช้างเจ้าของงาคู่นี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ก๊อก ก๊อก
แต่ในขณะที่สีฝุ่นกำลังนั่งขบคิดกับตัวเองถึงเรื่องต่าง ๆ จนจิตใจเริ่มฟุ้งซ่าน แม้ว่าจะเห็นภาพเพียงแค่ภาพเดียวแต่ก็ทำให้เธอคิดถึงสถานที่หนึ่งที่เคยไปเมื่อนานมาแล้ว รวมถึงใครคนหนึ่งที่อยู่ที่นั่น
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นก็ทำให้สีฝุ่นหลุดออกจากภวังค์ความคิดและกลับมาสู่ความเป็นจริงทำให้เธอถอนหายใจออกมา ก่อนจะถอดแว่นสายตาวางลงบนโต๊ะทำงานแล้วหันหน้ามองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท
“คนสวยเข้านอนหรือยังคะ”
“ยังค่ะแม่”
สีฝุ่นขานตอบเสียงใสแล้วพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเสียงของคนเป็นแม่ แล้วลุกเดินไปเปิดประตูเพื่อไม่ให้คนที่ยืนอยู่ข้างนอกรอนานจนเกินไป
“ตอนอยู่คอนโดห้ามใส่ชุดพวกนี้มาเปิดประตูเด็ดขาดเลยนะคะ”
“ทำไมล่ะคะ ฝุ่นคิดว่าถ้าใส่ชุดแบบนี้มาเปิดประตู น่าจะทำให้คนที่มาหาประทับใจในตัวฝุ่นสุด ๆ ไปเลย”
“สีฝุ่น”
“ตอนดุพ่อทำหน้าแบบนี้ใช่ไหมคะ ถึงว่าพ่อไม่เคยกลัวเลย”
“สองพ่อลูกคู่นี้ น่าตีจริง ๆ”
ภาพวาด คุณแม่คนสวยมองหน้าลูกสาวตัวแสบเพียงคนเดียวด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะเดินถือแก้วนมเข้ามาในห้องนอนของสีฝุ่นแล้ววางมันลงยังโต๊ะทำงาน ที่อยู่มุมห้องติดกับหน้าต่างบานใหญ่ที่สีฝุ่นเปิดทิ้งไว้ให้สายลมได้พัดผ่าน
ซึ่งตั้งแต่ที่สีฝุ่นกลับมาจากเที่ยวพักผ่อนครั้งนั้นกับนิลตรา ภาพวาดก็สังเกตเห็นว่าลูกสาวของเธอนั้นแทบจะไม่เคยเปิดเครื่องปรับอากาศเลย
“ทำงานอยู่เหรอคะ”
คนเป็นแม่ที่เห็นภาพในหน้าจอสี่เหลี่ยมเอ่ยถามคนตัวเล็กที่เดินกลับมาทิ้งตัวนั่งลงยังเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ แล้ววางมือลงยังไหล่บางของลูกสาวซึ่งสีฝุ่นเองก็ยกมือขึ้นมาจับมือคนเป็นแม่แล้วเอียงหน้าถูไถตามนิสัยขี้อ้อนที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก
“ใช่ค่ะ”
“ใช่ของคนนั้นหรือเปล่าคะ ที่มาเสนอขายให้พ่อเราเมื่อช่วงบ่าย ๆ”
“ค่ะ แต่หนูคิดว่าจะไม่ซื้อค่ะ ทั้งงาช้างคู่นี้และของสัตว์ทุกชนิด”
“ของสัตว์ทุกชนิด?”
“ก็ถ้าหากว่าพ่อกับแม่ยังอยากจะรับซื้อและเก็บสะสมของพวกนี้อยู่ ก็ให้ซื้อแต่สิ่งของไม่ซื้อชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งในร่างกายของพวกเขาอีกต่อไป ได้ไหมคะ”
เมื่อพูดจบสีฝุ่นก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนเป็นแม่ที่ละสายตาจากภาพนั้นมามองหน้าเธออยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งสีฝุ่นคิดว่าสิ่งที่เธอพูดขอนั้นมันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือเดือดร้อนอะไรกับบริษัทของครอบครัวเลย
เพราะต่อให้ไม่รับซื้อของเหล่านี้ที่โดยปกติแล้วครอบครัวเธอก็แทบจะไม่เคยซื้อนอกเสียจากเป็นของที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อนำมาเกร็งกำไรในอนาคต ก็ยังมีสิ่งของที่มีมูลค่าให้ได้เลือกซื้ออีกมากมายนัก
อีกอย่างตอนนี้ของที่ถูกซื้อมาสะสมเก็บไว้ตั้งแต่รุ่นแรกเริ่มที่บุกเบิกทำธุรกิจนี้ในตระกูลของเธอ ก็มีเยอะเสียจนทำให้สีฝุ่นและครอบครัวไม่จำเป็นต้องหาเพิ่มแค่ขายออกก็สุขสบายไปทั้งชาติ
และสีฝุ่นเองก็คิดวางแผนไว้แล้วว่าหากพ่อแม่เธอส่งต่อทุก ๆ อย่างให้ดูแลเธอก็จะไม่ทำการซื้อขายของเหล่านี้อีกแล้ว แต่จะเก็บไว้เป็นของสะสมที่มีคุณค่าทางจิตใจและทำธุรกิจใหม่ของตัวเองนั่นคือ บริษัทนำเที่ยว
ซึ่งตอนนี้ไกด์นำเที่ยวคนแรกในบริษัทเล็ก ๆ ของเธอที่ยังไม่เติบโตหรือมีชื่อเสียงมากนักก็คือ เดโช
“แม่ตามใจหนู เพราะบ่อยครั้งเวลาที่แม่เห็นของพวกนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกัน”
“ขอบคุณนะคะ เพราะฉะนั้นงาช้างคู่นี้ฝุ่นขอไม่ซื้อนะคะ ไม่อยากสนับสนุนการหาผลประโยชน์เข้าตัวอย่างโหดร้ายพวกนี้ ต่อให้ช้างเจ้าของงาคู่นี้จะไม่ตาย แต่ฝุ่นคิดว่าเขาจะต้องเจ็บมากแน่ ๆ”
“ตั้งแต่หนูกลับมาจากเที่ยวพักผ่อน แม่รู้สึกว่าหนูรักธรรมชาติและพวกสัตว์ทุกชนิดมากขึ้นเป็นพิเศษยังไงก็ไม่รู้”
“...งั้นเหรอคะ ปกตินะคะ แค่แต่ก่อนหนูไม่ได้เข้ามาช่วยงานพ่อกับแม่มากกว่า แม่ถึงได้ค่อยเห็นหนูในมุมนี้เท่าไหร่”
สีฝุ่นเมื่อได้ยินคนเป็นแม่พูดเช่นนั้นก็ถึงกับเงียบไปสักพัก เพราะแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจนแม่เธอสังเกตเห็นขนาดนี้
ดวงตากลมโตของสีฝุ่นมองร่างเล็กของคนเป็นแม่ที่เดินไปนั่งลงยังเตียงนอนนุ่มของเธอ ก่อนจะหันกลับมาพับปิดหน้าจอโน้ตบุ๊กด้วยสีหน้าที่พยายามเป็นปกติแล้วหยิบแก้วนมอุ่น ๆ ขึ้นมาจิบกินเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก
“ไม่ว่าหนูในมุมไหนก็น่ารักและแสนดีไปหมดนั่นแหละค่ะ พี่พลเขาถึงได้ชมหนูให้แม่เขาฟังอยู่บ่อย ๆ จนกลายเป็นลูกสาวคนโปรดอีกคนของเพื่อนแม่ไปแล้ว”
“...”
“มีอะไรหรือเปล่าลูก พี่เขาไม่โอเคหรือทำอะไรให้หนูอึดอัดใจเหรอคะ”
ความเงียบของสีฝุ่นทำให้คนเป็นแม่ที่รู้นิสัยลูกสาวของตัวเองดีเอ่ยถามด้วยความใส่ใจซึ่ง พี่พลหรือชยพล ก็คือลูกชายของ จิรนันท์ เพื่อนรักของภาพวาดที่สนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียน
และเมื่อต่างคนต่างมีครอบครัวก็ยังคงติดต่อกันอยู่เสมอจนกระทั่งมีลูก จึงทำให้ชยพลและสีฝุ่นสนิทกันในระดับหนึ่งเพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่สีฝุ่นกลับไม่เคยคิดอะไรกับชยพลเกินคำว่าพี่ชาย
พอวันหนึ่งที่ได้รู้ว่าครอบครัวอยากให้ทำความรู้จักกันมากขึ้นเพื่อพัฒนาเป็นคนรักเลยทำให้สีฝุ่นค่อนข้างอึดอัด แต่จะออกตัวปฏิเสธแบบหัวชนฝาก็ยังทำไม่ได้เพราะทั้งฝั่งครอบครัวเธอและชยพลก็ยังไม่ได้มีใครบังคับอะไรมากมาย เพียงแค่อยากให้ลองเปิดใจคุยกันในความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น
“เปล่าเลยค่ะ พี่พลเขาน่ารักเป็นคนดีค่ะ ดีเหมือนที่ผ่านมาสม่ำเสมอเลย”
“พี่เขาดีเหมือนเดิม แล้วหนูรู้สึกกับเขาเหมือนเดิมไหมคะ”
“เหมือนเดิมค่ะ”
“ไม่หวั่นไหวเลยเหรอลูก”
“เฉย ๆ ค่ะ แม่ก็รู้ว่าฝุ่นไม่ได้แพ้คนหล่อหรือคนเอาใจเก่ง”
“แล้วหนูแพ้อะไรคะ”
คำถามของคนเป็นแม่ทำให้ภาพใบหน้าของใครบางคนที่สีฝุ่นไม่เคยลืมผุดขึ้นมาในหัวจนเธอต้องรีบสะบัดหน้าไปมาเพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านเพราะคนปากร้ายแบบนั้นเธอก็ไม่ได้แพ้!
“เป็นอะไรลูก”
“ปะ เปล่าค่ะ แค่พอกินอิ่มแล้วรู้สึกง่วงนิดหน่อยค่ะ”
“งั้นแม่ไม่กวนแล้ว หนูนอนพักผ่อนนะคะ พรุ่งนี้มีนัดกับพี่พลด้วยใช่ไหม”
“...ค่ะ”
ภาพวาดมองใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ของสีฝุ่นอยู่สักพักก็หยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปกดจูบยังหน้าผากใสด้วยความรักที่แสนบริสุทธิ์ รักโดยไม่หวังสิ่งใดและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเองมีความสุข
และตอนนี้เธอก็รู้แล้ว ว่าสิ่งที่เธอคิดว่าดีที่สุดนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่สีฝุ่นต้องการ
“ฝันดีนะคะ”
“ค่ะแม่ แม่ก็ฝันดีนะคะ เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ”
สีฝุ่นลุกขึ้นยืนกอดเอวบางของคนเป็นแม่ก่อนจะกดจมูกหอมแก้มนิ่มทั้งสองข้างแล้วส่งยิ้มให้ก่อนที่จะเดินไปส่งแม่เธอที่ประตู แล้วมองดูจนกระทั่งแม่เธอเดินหายเข้าไปในห้องที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของบ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องของเธอบนชั้นสอง โดยที่บริเวณตรงกลางนั้นเป็นบันไดทอดยาวลงไปด้านล่าง
ก่อนจะปิดประตูแล้วเดินกลับมาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าต่างที่สายลมพัดหอบกลิ่นหอมมาปะทะใบหน้า จนทำให้หัวใจของสีฝุ่นเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน
สีฝุ่นหลับตาลงอย่างพยายามตั้งสติเพราะคืนนี้เธอเอาแต่คิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้วมากกว่าปกติ ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง สายตาก็มองจ้องไปยังดวงจันทร์ที่คืนนี้ส่องสว่างเต็มดวงมองดูแล้วช่างเป็นภาพที่สวยงามแต่ก็ทำให้รู้สึกเหงาเหลือเกิน
“เป็นยังไงบ้างนะ”
อีกด้าน
ภายในป่าที่สงบเงียบและคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงปกคลุมผืนป่าที่กว้างใหญ่ไม่ให้มืดจนเกินไป หลังจากที่ทุกเรือนต่างพากันดับไฟทั้งข้างนอกเรือนและในเรือนจนหมดสิ้น
แต่กลับมีเรือนหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างเรือนของพ่อแม่และน้องชายโดยที่เว้นระยะห่างพอสมควรกลับจุดเทียนบริเวณหิ้งบูชาหัวสวมไว้จนหมด และมีร่างสูงใหญ่นั่งขัดสมาธิสายตาจับจ้องมองไปยังหม้อดินใบเล็กที่มีหุ่นปั้นทำจากดินเหนียววางอยู่ในนั้น เคียงคู่กับภาพของใครคนหนึ่งที่เขาได้มาเมื่อไม่กี่วันก่อน ที่วางอยู่ข้างนอกด้วยสายตานิ่งเรียบ
หลังจากที่เขาลืมตาขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันจะสวดท่องคาถาวิชาเรียกหาจนจบบทเลยด้วยซ้ำ
ฝ่ามือใหญ่ที่ประสานกันอยู่บนตักออกแรงกำแน่นแม้ว่าสายตาและสีหน้าของเขาจะยังคงนิ่งไม่เปลี่ยน แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ความนิ่งเงียบเขากำลังต่อสู้กับความคิดที่มันตีรวนกันมากแค่ไหน
“กูไม่ทำ”
แต่สุดท้าย ผืนฟ้า ก็ตัดสินใจล้มเลิกพิธีกรรมแล้วเอ่ยพูดราวกับย้ำเตือนตัวเองก่อนที่เขาจะหยัดกายลุกขึ้นนั่งคุกเข่า แล้วยกมือขึ้นมาประนมไหว้ไว้กลางอกก่อนจะหยิบหัวสวมขึ้นมาใส่หัว และหยิบ ของขวัญวันเกิด ที่นิลตราให้เขามากำไว้ในมือ แล้วไม่ลืมที่จะคว้าจับกระบองไม้คู่กายที่วางอยู่ข้างหิ้งบูชาออกไปจากเรือน
เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกอันกว้างใหญ่ที่ตลอดทั้งทางที่ร่างสูงของผืนฟ้านั้นวิ่งไป ต่างมีเสียงร้องของสัตว์ป่าน้อยใหญ่ขับขานอย่างโหยหวนราวกับพวกมันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเขา และเป็นฝ่ายระบายความเจ็บปวดนั้นแทนเขาที่ไม่เคยปริปากหรือพรั่งพรูความเจ็บปวดให้ผู้ใดได้รับรู้
จนกระทั่งร่างสูงมาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าผาสูงที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้และเถาวัลย์ที่หนาทึบ แต่เมื่อเขาปรากฏตัวพร้อมกับสวดท่องคลายคาถาที่ลงไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกสัตว์ป่าตกลงไป
ก็ทำให้สายตาคมกริบที่อยู่ภายใต้หัวสวมมองเห็นป่าอันกว้างใหญ่สุดสายตา ป่าที่แม้มันจะกว้างใหญ่เพียงใดแต่ก็ไม่อาจจะเทียบได้กับที่ที่เธอจากไป
เพราะมันกว้างใหญ่จนเขาไม่อาจจะรู้ได้เลยว่า เธออยู่ที่ใด ทำสิ่งใด หรือว่าอยู่กับผู้ใดจนไม่มีใจคิดกลับมา
“...”
สีฝุ่นจากตอนแรกที่ก้าวขาเดินด้วยความคล่องแคล่วแต่พอมาตอนนี้จังหวะเดินของฉันกลับเริ่มช้าลงเพราะเดโชพาฉันเดินโดยไม่ได้หยุดพักต่อเนื่องมาหลายกิโลเมตร จนฉันรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มมันเกือบจะแห้งแล้ว“ถูกทางหรือเปล่าเนี่ยเดโช”“ใกล้แล้ว”“ใกล้ถึงไหน ใกล้ถึงต้นไม้ต้นที่ใหญ่กว่านี้ ใกล้ถึงถ้ำหรือว่าใกล้ถึงน้ำตก ฉันเมื่อยแล้วฉันเดินไม่ไหวแล้ว”ฉันพูดบ่นด้วยความงอแงและรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ฉันมีสภาพเหมือนกับวันนั้นที่หลงป่ากับนิลตราไม่มีผิด เพียงแต่วันนั้นเราอยู่ด้วยกันสองคนอย่างไม่มีความรู้และความชำนาญอะไรเลย แต่วันนี้ฉันมากับพรานป่าแน่นอนว่าเขารู้ทางแต่ทำไมยังพาฉันไปไม่ถึงสักที หรือว่าคำอธิษฐานของฉันจะส่งไปไม่ถึงพ่อครู“เดินไม่ไหวแล้วเหรอ”“ใช่ ขอนั่งพักสักหน่อยนะ”“จะนั่งตรงนี้เหรอ”“ใช่ ไม่นานหรอก ขอพักเท้าแป๊บเดียว”“แต่เดินไปข้างหน้าอีกหน่อยก็จะถึงถ้ำแล้วนะ”“ก็ค่อยไป ขอ อะไรนะ! อยู่ไหน ถ้ำอยู่ไหน!”ฉันที่กำลังจะหย่อนก้นนั่งลงที่พื้นข้างโคนต้นไม้ใหญ่แต่เมื่อได้ยินคำว่าถ้ำออกมาจากปากของเดโชก็ทำให้พลังงานที่เหลือเพียงน้อยนิดในร่างกายฉันมันปะทุขึ้นมาจนเต็มหลอดอย่างเฉียบพลัน ราวกับได้นอ
เวลาเดินผ่านไปนานหลายชั่วโมงที่เดโชและสีฝุ่นมาหลบฝนอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่หนาทึบมากกว่าบริเวณอื่น พร้อมกับที่เดโชนั้นหยิบร่มพกพาขนาดเล็กมาให้สีฝุ่นเพื่อให้เธอหลบซ่อนเม็ดฝนที่เทกระหน่ำลงมาอยู่ภายในนั้นแต่ตัวเขากลับนั่งตากฝนอยู่ข้างนอกราวกับว่ากำลังนั่งพักผ่อนหย่อนใจและไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสายฝนที่ตกลงมาจนแทบจะมองไม่เห็นทาง แม้ว่าสีฝุ่นจะพยายามให้เขาเข้ามาหลบด้วยกันแต่เดโชก็ปฏิเสธจนสีฝุ่นต้องยอมแพ้ถึงแม้ว่าจะกลัวฟ้าผ่าแต่ก็จำต้องนั่งอยู่ตรงนี้เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ทั้งนั้นจนกระทั่งตอนนี้ที่สายฝนนั้นเริ่มซาจนเหลือเพียงแค่ละอองฝนบาง ๆ สีฝุ่นก็ทำการหุบร่มแล้วเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบนแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง“เฮ้อ! ในที่สุดเทวดาเบื้องบนก็ไว้ชีวิตนายกับฉันสักที”“ไปกันต่อเถอะ เดี๋ยวจะมืด”“ไปเลยเหรอ”สีฝุ่นเอ่ยถามพร้อมกับรีบลุกขึ้นเดินตามหลังร่างสูงของเดโชที่เมื่อพูดจบก็หอบข้าวของมากมายเดินนำหน้าเธอไปอย่างไม่รอ ทำให้ร่างเล็กของสีฝุ่นที่เปียกชุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าเพราะแม้จะมีร่มแต่สายฝนที่เทกระหน่ำและลมที่พัดกระโชกมาทั่วสารทิศก็ทำให้เธอไม่อาจจะหลบเลี่ยงได้พ้น แทบจะต้องวิ่งต
เมื่อเดินเข้ามาข้างในก็พบกับบรรยากาศที่เงียบเชียบและมืดสลัวเพราะกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่แผ่ใบปกคลุมด้านบนจนแสงสว่างสาดส่องเข้ามาได้เพียงน้อยนิด ซึ่งทางเดินก็ยังเป็นทางเล็ก ๆ เหมือนที่สีฝุ่นเคยมากับนิลตราในครั้งแรกทำให้คนตัวเล็กระบายยิ้มในขณะที่มองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาที่สั่นระริกเพราะมันเป็นภาพที่เธอคิดถึงมาโดยตลอดแต่เมื่อเดินเข้ามาเป็นระยะทางหลายกิโลสีฝุ่นก็เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเธอมันเปลี่ยนไป ทั้งแสงสว่างที่จากเดิมทีก็มีเพียงแค่น้อยนิดแต่ตอนนี้กลับยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ จนเหมือนว่าใกล้จะค่ำแล้วด้วยซ้ำทั้ง ๆ ที่ด้านนอกตอนที่เธอลงมาจากรถท้องฟ้ายังสว่างสดใสนาฬิกาที่ข้อมือเล็กก็บอกเวลาว่าผ่านเก้านาฬิกามาเพียงแค่ไม่กี่นาที และเสียงของแมลงหรือนกที่ขับขานก็พลันเงียบไปได้ยินเพียงแค่เสียงเท้าของเธอและเดโชที่เดินอยู่ด้านหน้าเท่านั้นที่ดังอยู่ในตอนนี้“เสียงฟ้าร้องเหรอ”ซึ่งสีฝุ่นคิดในใจได้ไม่ทันไรว่าบรรยากาศมันเงียบแปลก ๆ ท้องฟ้าเบื้องบนก็ส่งเสียงคำรามในทันที แต่มันเป็นเสียงที่ส่งสัญญาณเหตุการณ์เลวร้ายมากกว่าจะเป็นเรื่องดี“อืม อีกไม่นานคงจะตก”“ฝนตก! แล้วเราจะไปพักที่ไหนล่ะ”“เร่งเดินไปให้ถึงถ
“อย่าใคร่รู้ นึกฝักใฝ่ ในสิ่งที่ไม่เคยพบเห็น”ดวงตากลมโตของสีฝุ่นมองไปยังป้ายที่ปักอยู่ริมทางก่อนจะอ่านออกเสียงขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบภายในรถ ทำให้เดโชที่นั่งขับรถเงียบ ๆ พร้อมกับคิดถึงเรื่องต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นยังสถานที่ที่เขากำลังมุ่งหน้าไป หันกลับมามองหน้าสีฝุ่นก่อนจะมองไปยังป้ายนั้นผ่านกระจกส่องหลังด้วยสายตานิ่งเรียบ“ตอนที่นายมา เคยเห็นป้ายนั้นหรือเปล่า”“เห็น”“ค่อยโล่งอกหน่อย นึกว่าฉันกับนิลตราจะเห็นกันแค่สองคนอีกแล้ว”“ไม่ดีใจหรือไง”“ดีใจอะไร ดีใจที่โดนผีหลอกน่ะเหรอ”“ก็อาจจะไม่ใช่ผี”“แล้วนายคิดว่าเป็นอะไร”สีฝุ่นเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะตั้งแต่วันนั้นที่พวกเธอออกมาจากป่าและคุณตาใจดีที่ขับรถมาส่งบอกว่าไม่เห็นตลาดและผู้คนเหมือนที่เธอและนิลตราเห็น อีกทั้งยังไปยืนคุยกับพวกเขาเป็นเรื่องเป็นราวก็ทำให้พวกเธอต่างแปลกใจและอดจะรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ จนถึงตอนนี้ที่กำลังมุ่งหน้ากลับไปอีกครั้งก็ยังรู้สึกหวั่นใจว่าจะพบเจอเหตุการณ์อะไรเหมือนอย่างในวันนั้นอีกหรือเปล่า“อาจจะเป็นแม่สื่อ”“ฉันเพิ่งรู้ว่านายเป็นคนชอบพูดจาอะไรเหลวไหลแบบนี้”“เหลวไหลเหรอ แต่ตอนนี้เพื่อนคุณก็มีความสุ