เข้าสู่ระบบความเงียบกลับคืนสู่ห้องนอนอีกครั้ง แต่ภายใต้ผ้าห่มกลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วน
เจียงลั่วเสวี่ยค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม สูดอากาศหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ใบหน้าแดงซ่านจนลามไปถึงใบหู ไม่ใช่เพราะพิษไข้ แต่เพราะร่างกายที่แนบชิดกับบุรุษใต้ผ้าห่มต่างหาก หลิ่วเฉินนอนตัวแข็งทื่อ ร่างกายของเขาแนบชิดไปกับเรือนร่างนุ่มนิ่มของเจียงลั่วเสวี่ย กลิ่นกายหอมกรุ่นของนางอบอวลอยู่ในพื้นที่แคบๆ จนเขาแทบจะหยุดหายใจ ศีรษะของนางซุกอยู่ที่อกแกร่งของเขา ลมหายใจอุ่นๆ ของนางเป่ารดผ่านสาบเสื้อเข้ามาจนผิวเขาร้อนผ่าว "นางไปแล้ว ท่าน... ท่านลุกขึ้นได้แล้ว" เจียงลั่วเสวี่ยกระซิบเสียงเบาหวิว หลิ่วเฉินค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย เขากระแอมไอในลำคอเพื่อไล่ความขัดเขิน "ท่านหญิง วิธีการซ่อนตัวของท่านช่าง...แปลกใหม่ยิ่งนัก" "ในสถานการณ์คับขัน ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า" เจียงลั่วเสวี่ยแก้ตัวเสียงอุบอิบ ไม่กล้าสบตาเขา "รีบไปกันเถิด เดี๋ยวตลาดปิดเสียก่อน" นางรีบลุกจากเตียงไปคว้าชุดบุรุษสีดำที่เตรียมไว้มาเปลี่ยน หลิ่วเฉินจำต้องหันหลังให้เพื่อรักษาเกียรติของนาง แม้ในใจจะยังคงจดจำสัมผัสนุ่มนิ่มเมื่อครู่ได้อย่างแม่นยำ ครึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองในชุดพรางตัวสีดำสนิท สวมหมวกไผ่สานปิดบังใบหน้า ก็มายืนอยู่หน้าตรอกมืดสลัวแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของเมือง บรรยากาศที่นี่วังเวงและน่าขนลุก กลิ่นเหม็นเน่าของขยะและน้ำเน่าเสียลอยคละคลุ้ง มีเพียงโคมไฟกระดาษสีแดงซีดๆ แขวนอยู่ประปราย "รหัส" ชายร่างยักษ์หน้าบากที่เฝ้าปากตรอกเอ่ยถามเสียงห้วน มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบ เจียงลั่วเสวี่ยก้าวออกไปข้างหน้า กระซิบเสียงเบา "วิญญาณหวนคืน สุราไร้เงา" ชายหน้าบากพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะขยับตัวเปิดทางให้ "เชิญ" เมื่อก้าวพ้นปากตรอก ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปราวกับหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง ตลาดภูตพราย คึกคักไปด้วยผู้คนนับร้อยที่ต่างสวมหน้ากากหรือผ้าคลุมหน้า พ่อค้าแม่ค้าวางสินค้าแบกกับพื้น มีตั้งแต่ของมีค่าที่ถูกขโมยมา สมุนไพรพิษ อาวุธลักลอบนำเข้า ไปจนถึงทาสที่ถูกลักพาตัวมาขาย เสียงต่อรองราคาดังอื้ออึงแข่งกับเสียงดนตรีแปลกประหลาดที่ฟังดูโหยหวน หลิ่วเฉินดึงแขนเจียงลั่วเสวี่ยให้เดินชิดตัวเขา "อย่ามองซ้ายมองขวา เดินตรงไปที่ร้านขายยาทางด้านในสุด" ทั้งสองเดินเบียดเสียดฝูงชนผ่านแผงขายของแปลกๆ เจียงลั่วเสวี่ยเหลือบไปเห็นโหลแก้วดองอวัยวะมนุษย์วางขายอยู่ นางรีบเบือนหน้าหนีด้วยความสะอิดสะเอียน มือเผลอกำชายเสื้อหลิ่วเฉินแน่นขึ้น "ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่" หลิ่วเฉินกระซิบปลอบโยน พวกเขาเดินมาจนสุดทาง พบเพิงไม้เก่าซอมซ่อหลังหนึ่ง ปากทางเข้าแขวนป้ายไม้เขียนคำว่า โอสถยมทูต ภายในกระโจมมืดสลัว มีเพียงแสงเทียนเล่มเดียววางอยู่บนโต๊ะ ชายชราหลังค่อม ผมเผ้ารุงรัง นั่งบดยาอยู่ในครกหิน ดวงตาข้างหนึ่งของเขาบอดสนิท ส่วนอีกข้างขุ่นมัว "ต้องการยาพิษ หรือยารักษา" ชายชราถามโดยไม่เงยหน้า เสียงแหบแห้งเหมือนเสียงใบไม้แห้งบดขยี้ "ข้าต้องการพบ เฒ่าอัคคี" หลิ่วเฉินเอ่ยฉายาของพ่อค้าพิษ ชายชราชะงักมือ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนด้วยสายตาหวาดระแวง "เฒ่าอัคคีตายไปแล้ว ที่นี่มีแต่หมอปีศาจ" "ตายแล้ว?" หลิ่วเฉินขมวดคิ้ว "เป็นไปไม่ได้ คนของข้าบอกว่าเขายังค้าขายอยู่ที่นี่เมื่อวาน" "ในตลาดภูตพราย คนเป็นตายง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ" หมอปีศาจแสยะยิ้มเผยให้เห็นฟันดำๆ "หากพวกเจ้ามาหาซื้อ ผงสลายวิญญาณ ล่ะก็... เสียใจด้วย ของชุดสุดท้าย ถูกเหมาไปหมดแล้ว" "ใครเป็นคนซื้อไป" หลิ่วเฉินถามเสียงเข้ม กดดันด้วยจิตสังหาร หมอปีศาจหัวเราะในลำคอ "กฎของตลาดภูตพราย ไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้า... เว้นแต่ว่า" เขาถูนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือเข้าด้วยกัน เป็นสัญญาณเรียกเงิน เจียงลั่วเสวี่ยรีบล้วงก้อนทองคำออกมาวางบนโต๊ะ "เท่านี้พอหรือไม่" หมอปีศาจตาลุกวาว รีบคว้าก้อนทองไปกัดทดสอบ "พอ... คนที่มาเหมาผงสลายวิญญาณไปเมื่อสามวันก่อน เป็นชายร่างสูง สวมชุดคลุมสีเทา แต่ข้าจำได้แม่นว่าที่นิ้วหัวแม่มือขวาของเขา สวมแหวนหยกเลือดนกวงใหญ่" "แหวนหยกเลือดนก..." หลิ่วเฉินพึมพำ "แล้วก็... เขายังถามหายาถอนพิษด้วย" หมอปีศาจกล่าวเสริม "ยาถอนพิษ?" เจียงลั่วเสวี่ยสงสัย "เขาถูกพิษงั้นหรือ" "ไม่ใช่เขา แต่เป็นนายของเขา" หมอปีศาจลดเสียงลง "ข้าได้ยินเขาบ่นพึมพำว่า 'ท่านผู้นั้นทรงประมาทจนถูกพิษย้อนกลับต้องรีบเอายาไปถวาย'" "เจ้ามียาถอนพิษสลายวิญญาณหรือไม่" หลิ่วเฉินถาม "มี... แต่เหลือเพียงเม็ดเดียว" หมอปีศาจหยิบกล่องไม้เล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ "ยาถอนพิษนี้ปรุงยากยิ่งนัก ต้องใช้ บัวหิมะ จากยอดเขาเทียนซาน" "ข้าขอซื้อ" หลิ่วเฉินวางตั๋วเงินเพิ่มลงไป ทันทีที่เขารับกล่องยามา เสียงระเบิดก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม ตูม! ควันไฟพวยพุ่งเข้ามาในกระโจม พร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์สวมหน้ากากกุ่ยเมี่ยนนับสิบคนที่บุกเข้ามาพร้อมดาบ "ฆ่าพวกมัน! อย่าให้ใครรอดออกไปได้!" หัวหน้ากลุ่มตะโกนสั่ง "บ้าจริง! พวกมันตามเรามา" หลิ่วเฉินสบถ เขาคว้าตัวเจียงลั่วเสวี่ยไปหลบหลังโต๊ะ แล้วถีบโต๊ะไม้ใส่กลุ่มนักฆ่าจนล้มระเนระนาด "หนีไปทางหลังกระโจม!" หมอปีศาจตะโกนบอก ก่อนจะขว้างผงสีขาวใส่พวกนักฆ่า ทำให้พวกมันร้องโหยหวนด้วยความปวดแสบปวดร้อน หลิ่วเฉินชักกระบี่อ่อนที่ซ่อนไว้ออกมาตวัดฟันเปิดทาง เขาปกป้องเจียงลั่วเสวี่ยอย่างเต็มที่ "ไป!" ทั้งสองวิ่งทะลุผ้าใบหลังกระโจมออกมาสู่ตรอกแคบๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขาถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยนักฆ่าชุดดำจำนวนมากที่ดักรออยู่ "ท่านโหว... คนเยอะขนาดนี้ ท่านไหวหรือ" เจียงลั่วเสวี่ยถามเสียงสั่น นางกระชับกริชสั้นที่พกติดตัวมาแน่น แม้จะรู้วรยุทธ์เพียงหางอึ่ง แต่ก็พร้อมจะสู้ หลิ่วเฉินหันมายิ้มให้นาง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความบ้าบิ่น "จวิ้นจู่... ท่านเคยเห็นเพลงกระบี่ของศาลต้าหลี่หรือไม่" "ไม่เคย" "เช่นนั้นก็จงเบิกตาดูให้ดี... และเกาะหลังข้าให้แน่น" สิ้นคำ หลิ่วเฉินก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มนักฆ่าดุจพยัคฆ์ร้ายที่หลุดจากกรงขัง ประกายกระบี่วูบไหวราวกับสายฟ้าฟาด ตัดผ่านความมืดมิดและกลิ่นคาวเลือด เจียงลั่วเสวี่ยเกาะหลังเสื้อเขาแน่น หัวใจเต้นรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นและความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดที่บุรุษผู้นี้มอบให้นาง ท่ามกลางวงล้อมสังหาร นางกลับรู้สึกว่า... ตราบใดที่มีเขาอยู่ นางจะไม่มีวันเป็นอันตราย แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือ ในเงามืดบนหลังคาตึกใกล้เคียง สายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองพวกเขาอยู่ บุรุษชุดขาวผู้สง่างามยืนอยู่บนยอดหลังคา มือข้างหนึ่งถือพัดจีบ อีกข้างลูบไล้แหวนปานจื่อหยกเลือดนกที่นิ้วหัวแม่มือ "ฉางหนิงโหว เจียงลั่วเสวี่ย... พวกเจ้าช่างดวงแข็งนัก แต่หมากกระดานนี้ ข้าเพิ่งจะเริ่มเดินเท่านั้น" หมิงอ๋องแย้มยิ้มบางเบา ก่อนจะสะบัดพัด สั่งการด้วยสัญญาณลับให้นักฆ่าชุดที่สอง... เตรียมลงมือกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสี่หนาว จวนฉางหนิงโหวที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมของขุนนางฝ่ายตุลาการ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะหลิ่วจื่อเฉิน หรือ อาเฉิน คุณชายน้อยแห่งจวนฉางหนิงโหวเติบโตขึ้นเป็นเด็กชายวัยสี่หนาว รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนบิดา คิ้วเข้มพาดเฉียง นัยน์ตาคมเข้ม ทว่ากลับมีริมฝีปากบางและรอยยิ้มซุกซนที่ถอดแบบมาจากเจียงลั่วเสวี่ยผู้เป็นมารดา สติปัญญาของเด็กน้อยเฉียบแหลมเกินวัย ซึมซับเอาความเด็ดขาดของบิดาและความเจ้าเล่ห์เพทุบายของมารดามาอย่างครบถ้วนยามเว่ย แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าห้องหนังสือ เฟยอวี่และฮั่นถง องครักษ์ฝีมือฉกาจแห่งศาลต้าหลี่ กำลังยืนหอบหายใจ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก พวกเขามิได้เพิ่งกลับจากการต่อสู้กับโจรผู้ร้าย ทว่าเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจวิ่งไล่จับคุณชายน้อยที่แอบนำตำราพิชัยสงครามของบิดามาพับเป็นเรือกระดาษ"ท่านอาเฟยอวี่ ท่านอาฮั่นถง พวกท่านเชื่องช้าปานเต่าคลาน ข้าวิ่งวนรอบศาลาตั้งสามรอบ พวกท่านยังตามข้าไม่ทันเลย" เสียงใสแจ๋วของหลิ่วจื่อเฉินดังกังวาน เด็กน้อยยืนกอดอกอยู่บนโขดหินจำลอง เชิดหน้าขึ้นอย่าง
ณ เมืองหลวงหยุนจิง สายลมพัดโชยนำพาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบานสะพรั่งไปทั่วทุกมุมเมือง ทว่าสำหรับศาลต้าหลี่อันเป็นสถานที่ชำระความและรักษากฎหมาย บรรยากาศกลับมิได้ผ่อนคลายตามฤดูกาล ซ้ำยังดูตึงเครียดขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนสาเหตุหลักมิใช่เพราะมีคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญอันใด ทว่าเป็นเพราะรังสีอำมหิตแฝงความร้อนรนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้ซึ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานกองโตเฟยอวี่และฮั่นถงยืนลอบสบตากันอยู่หน้าประตูห้องทำงาน องครักษ์ทั้งสองต่างรู้ดีว่าเหตุใดนายเหนือหัวของตนจึงมีท่าทีผุดลุกผุดนั่งและคอยมองดูเวลาอยู่ทุกครึ่งชั่วยาม“เจ้าดูสิ ท่านโหวอ่านฎีกาม้วนเดิมมาสามรอบแล้ว ข้าเห็นสายตาของท่านจับจ้องอยู่แต่ที่หน้าต่าง ราวกับจะโบยบินกลับจวนเสียให้ได้” เฟยอวี่กระซิบเสียงแผ่วเบาฮั่นถงพยักหน้าเห็นด้วย “จะมิให้ร้อนใจได้อย่างไร ฮูหยินตั้งครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่เก้าแล้ว หมอหลวงย้ำว่าอาจจะคลอดได้ทุกเมื่อ ท่านโหวผู้ไม่เคยเกรงกลัวคมดาบ บัดนี้กลับหวาดกลัวการทิ้งให้ฮูหยินอยู่จวนเพียงลำพังยิ่งกว่าสิ่งใด”คำกล่าวของฮั่นถงมิได้เกินจริงแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เจียงลั่วเส
เวลาผ่านไปกว่าสองเดือนท่ามกลางความสงบสุขของจวนริมทะเลสาบ บ่ายวันหนึ่ง สายลมพัดโชยเอากลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าล่องลอยมาตามลม หลิ่วเฉินนั่งอยู่บนระเบียงศาลากลางน้ำ ในมือของเขากำลังประคองกู่ฉินตัวโปรด ปลายนิ้วเรียวยาวตวัดลงบนสายพิณ บรรเลงท่วงทำนองอันแสนหวานและผ่อนคลาย ต่างจากเพลงพิณสังหารที่เขาเคยใช้ในลานหอบูชาฟ้าดินอย่างสิ้นเชิงเจียงลั่วเสวี่ยในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนบางเบา กำลังจัดเตรียมป้านชาและขนมกุ้ยฮวาอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน ทว่าจู่ๆ นางก็รู้สึกอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว กลิ่นหอมหวานของขนมกุ้ยฮวาที่นางเคยโปรดปรานกลับทำให้รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบทนไม่ไหวสตรีร่างบางยกมือขึ้นทาบอก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอาการ ทว่าเรี่ยวแรงกลับหดหาย ร่างของนางโอนเอนและทรุดลงไปปะทะกับขอบโต๊ะหินอ่อน ถ้วยชาแกะสลักร่วงหล่นลงพื้นจนเกิดเสียงดังเสียงกระเบื้องแตกทำลายท่วงทำนองเพลงพิณ หลิ่วเฉินชะงักมือทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นร่างของภรรยากำลังจะล้มลง หัวใจของเขากระตุกวูบ ชายหนุ่มทิ้งกู่ฉินล้ำค่าลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี พุ่งทะยานร่างเข้าไปคว้าร่างบอบบางของนางไว้ในอ้อมแขนได้อย่างเฉียดฉิว"ล
เมืองหลวงหยุนจิงในยามเช้าตรู่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครา ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่และโอ่อ่าตระการตาเนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่ยืนเรียงแถวตามลำดับขั้นอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงในอดีต บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขและความศรัทธาต่อราชบัลลังก์ที่กลับมามั่นคงอีกครั้งเบื้องหน้าบัลลังก์มังกร หีบไม้หุ้มเหล็กจำนวนหลายสิบใบถูกเปิดออก เผยให้เห็นทองคำแท่ง เหรียญเงิน และอัญมณีล้ำค่า ทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกยักยอกไปซุกซ่อนไว้ใต้อารามเหลียนฮวา บัดนี้ได้ถูกนำกลับคืนสู่ท้องพระคลังแล้วฮ่องเต้ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ พระพักตร์ที่เคยหมองคล้ำด้วยความกังวลบัดนี้เปี่ยมไปด้วยความเบิกบาน พระองค์ทอดพระเนตรขุมทรัพย์เบื้องหน้าสลับกับร่างสูงใหญ่ของฉางหนิงโหว หลิ่วเฉิน ที่ยืนประสานมืออยู่อย่างนอบน้อม"หลิ่วเฉิน ความดีความชอบของเจ้าในครานี้ ยิ่งใหญ่จนข้ามิรู้จะหาถ้อยคำใดมาสรรเสริญ ทรัพย์สินเหล่านี้มิเพียงแต่เติมเต็มท้องพระคลัง ทว่ายังสามารถนำไปช่วยเหลือราษฎรที่ยากไร้และบำรุงกองทัพได้อีกหลายสิบปี ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ควบตำแหน่งหัวหน้าศาลต้าหลี่ มีอำนาจตร
สตรีร่างบางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง นางเดินไปเปิดหีบไม้ใบเล็กที่นางนำติดตัวมาจากจวนอันหยางโหว ภายในนั้นมีสมุดบันทึกปกดำที่บันทึกอักษรลับของพวกกบฏ ซึ่งนางเคยช่วยเขาถอดไขความในคืนก่อนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายนางนำสมุดบัญชีลับนั้นมากางลงบนโต๊ะ พลิกหน้ากระดาษไปยังส่วนที่บันทึกการเบิกจ่าย "ท่านโหว ท่านจำได้หรือไม่ว่าในบันทึกนี้ มีการอ้างถึงการขนส่งสมุนไพรต้านหนานซิงจำนวนมากไปยังทิศอุดร ทว่าเรามุ่งความสนใจไปที่ผาดวนหุนซึ่งเป็นโรงตีเหล็ก จนละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป"หลิ่วเฉินขยับตัวเข้ามาดูใกล้ๆ เขามองตามปลายนิ้วเรียวของนางที่ชี้ไปยังกลุ่มสัญลักษณ์รูปภูเขาและแม่น้ำที่ถูกสลับตำแหน่งกันอย่างซับซ้อน"ในทางการค้าของพ่อค้าเผ่าตงหู สัญลักษณ์รูปน้ำที่หันเหไปทางทิศตะวันออก มิได้หมายถึงแม่น้ำเสมอไป ทว่ามันยังหมายถึงสถานที่ที่เคยเป็นเส้นทางน้ำทว่าเหือดแห้งไปแล้ว" เจียงลั่วเสวี่ยอธิบายด้วยความเชี่ยวชาญ นางลากเส้นเชื่อมโยงสัญลักษณ์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน "และสัญลักษณ์รูปดอกไม้นี้ หากอ่านตามตำราอักษรภาพโบราณ มันคือดอกบัวที่เหี่ยวเฉา""สระบัวแห้งทางทิศตะวันออกของเมืองอุดร" หลิ่วเฉินดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อสามารถปะต
แสงตะวันยามเช้าตรู่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างที่ประดับด้วยลวดลายมงคลสีแดงคู่ แสงสีทองอ่อนจางทาบลงบนพื้นไม้กระดานขัดเงา ภายในห้องหอยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานดอกกุ้ยฮวาผสมผสานกับกลิ่นสุรามงคลที่หลงเหลือจากค่ำคืนอันแสนหวาน เทียนมงคลเล่มใหญ่บนโต๊ะไม้จันทน์มอดดับลงเหลือเพียงน้ำตาเทียนสีแดงสดที่อาบไล้เชิงเทียนทองเหลืองบนเตียงไม้สลักลวดลายพยัคฆ์คู่มังกร ม่านมุ้งสีแดงถูกปล่อยทิ้งตัวลงมาปิดบังความอบอุ่นภายใน ร่างสูงใหญ่ของหลิ่วเฉินนอนตระกองกอดสตรีอันเป็นที่รักไว้แนบอก ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว ชายหนุ่มทอดสายตามองดวงหน้างดงามที่ซบอยู่กับแผงอกของตนเองแพขนตางอนยาวของเจียงลั่วเสวี่ยทาบทับลงบนผิวแก้มเนียนละเอียด ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ หลิ่วเฉินมิกล้าขยับเขยื้อนกายด้วยเกรงว่าจะทำให้สตรีในอ้อมกอดต้องตื่นจากการหลับใหล เขาเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วสากกร้านเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของนางออกอย่างเบามือที่สุดสัมผัสแผ่บเบานั้นทำให้นางรู้สึกตัว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนที่ดวงตากลมโตจะค่อยๆ ปรือขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตา
ณ จวนแม่ทัพหลี่ ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวงรถม้าคันเรียบง่ายประทับตราจวนอันหยางโหวเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าประตูจวนอันใหญ่โต พ่อบ้านเฉิน ชายชราผู้มีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์และภักดีต่อตระกูลเจียง ก้าวลงจากรถม้าพร้อมด้วยกล่องไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ในมือของเขาคือของขวัญตามธรรมเนียม
ภายในห้องนอนของจวนอันหยางโหว เจียงลั่วเสวี่ยขยับตัวตื่น ความเหนื่อยล้าจากการหลบหนีการตามล่าเมื่อคืนบรรเทาลงไปมาก นางยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง ปล่อยให้ผมยาวสลวยทิ้งตัวสยายเต็มแผ่นหลังอิงเกอและลู่จูเดินถืออ่างน้ำทองเหลืองและผ้าเข้ามาปรนนิบัติเจ้านาย สีหน้าของสาวใช้ทั้งสองดูตื่นเต้นผิดปกติ"ท่านห
เจียงลั่วเสวี่ยหันขวับมามองเขา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้น "ท่านพูดเช่นนี้คิดจะทิ้งข้ากลางทางงั้นหรือ ข้าบอกแล้วว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้าเจียงลั่วเสวี่ยมิใช่คนขี้ขลาดที่เห็นแก่ตัวเอาตัวรอดเพียงลำพัง ในเมื่อข้ารู้ความลับของหมิงอ๋องแล้ว ต่อให้ข้ากลับไปหลบซ่อนตัว เขาก็ไม่มีวันปล่อยข้าไปอยู่ดี
"ส่งยาถอนพิษนั่นมาซะ หากไม่อยากตายแบบไร้ที่ฝัง" ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าตวาดกร้าวขณะตวัดดาบเข้าใส่"เกรงว่าพวกเจ้าคงไม่มีฝีมือพอจะเอาไปได้" หลิ่วเฉินตอบเสียงเย็นชา นัยน์ตาคมกวาดมองประเมินสถานการณ์รอบด้าน "จวิ้นจู่ เกาะข้าไว้ให้แน่น อย่าห่างจากตัวข้าแม้แต่ก้าวเดียว""ข้ารู้แล้ว ท่านระวังด้านขวาด้วย" เ







